สื่อธรรมะพ่อครู(อานาปานสติ) ตอน คำสอนของเถรวาทจากพ่อครู.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อานาปานสติ) ตอน คำสอนของเถรวาทจากพ่อครู พ่อครูว่า...ก็มีอีกอันหนึ่ง พวกเราเสนอมา เมื่อวันพุธที่ผ่านมาพ่อครูได้อธิบายเรื่องสุขทุกข์ก็คือสิ่งเดียวกัน เปรียบเสมือนเหรียญสองด้านคือด้านหนึ่งสุขด้านหนึ่งทุกข์แยกจากกันไม่ได้นั้น นับว่าพ่อครูกล่าวถูกต้องตรงกันกับคำตรัสของพระพุทธเจ้าแน่นอน ดังคำตรัสของพระพุทธเจ้าใน คิริมานนทสูตร ดูกรอานนท์ ผู้ที่จะนำตนไปให้เป็นสุขในพระนิพพาน ต้องวางเสีย ซึ่งความสุขในโลกีย์ ถ้าวางไม่ได้ก็ไม่ได้ความสุขในพระนิพพานเลย ถ้าวางสุขโลกีย์ไม่ได้ก็ไม่พ้นทุกข์ ด้วยความสุขในโลกีเป็นความสุขที่เจืออยู่ด้วยความทุกข์ ครั้นเมื่อถือเอาความสุขก็คือไม่วางทุกข์นั่นเอง ครั้นถือเอาแต่สุขไม่วางทุกข์ไม่ได้เลย ความสุขความทุกข์เป็นของเนื่องด้วยกัน ถ้าไม่วางความสุขเสียก็ไม่เป็นอันพ้นทุกข์ ดูกรอานนท์ บุคคลทั้งหลาย ผู้ที่จะรู้ว่าสุขทุกข์ติดกันอยู่นั้นหายากยิ่งนัก มีแต่เราตถาคต ผู้ประกอบด้วยทศพลญาณนี้เท่านั้น บุคคลทั้งหลายที่ยังเป็นปุถุชนคนโง่เหล่านั้น ทำความเข้าใจว่าสุขก็มีอยู่ต่างหากทุกข์ก็มีอยู่ต่างหาก ครั้นเราถือเอาสุข เราก็ได้สุข ครั้นเอาทุกข์เราก็ได้ทุกข์ด้วยเหตุที่เขาไม่รู้ว่าความสุขความทุกข์นั้นติดกันอยู่ เขาจึงไม่พ้นทุกข์ นี่ในคิริมานนทสูตร _ทีนี้ คนบ้านราชฯ สำหรับผู้ฟังที่ยังมีข้อท้วงติงตำหนิพ่อครูอยู่ต่างๆนานา คงเป็นเพราะยังไม่ได้ศึกษาครบถ้วนหรือมีอคติต่อพ่อครูก็เป็นได้ หากเปิดใจรับฟังไปเรื่อยๆสักวันหนึ่งก็จะเข้าใจได้ ขอให้เป็นเช่นนั้นเถิดค่ะ พ่อครูว่า...อาตมาว่าอาตมาไม่ใช่คนที่จะมาพูดเล่น มาทำงานศาสนาพุทธอย่างเล่นๆ มาเป็นคนอวดตัวอวดตนหลงตัวหลงตน ไม่ใช่ อาตมาทำจริง เป็นคนจริง เป็นผู้ที่จะมาสืบทอดศาสนาพระพุทธเจ้าเอาไว้ เอาสิ่งที่ถูกต้องเอาสิ่ง
อ่านต่อ
ที่ได้เข้าใจในศาสนาพุทธกระแสหลักส่วนใหญ่ได้เอาไปปู้ยี่ปู้ยำผิดไปเยอะแล้ว อาตมาก็เอากลับคืนมาพูดจริงยืนยันจริงเกือบ 50 ปีแล้ว สาธยายยืนยันอ้างอิงในพระไตรปิฎกจนกระทั่งเกิดกลุ่มหมู่พฤติกรรมสังคมยืนยันอ้างอิงตรงตามพระไตรปิฎกแทบทั้งนั้น เขาก็ยังไม่ค่อยกระเตื้องยังไม่สะดุด ก็เพราะว่าถูกครอบงำด้วยความคิดที่ผิดอยู่แล้ว อ่านพระไตรปิฎกภาษาเดียวกันแต่เขาก็ตีความไปอย่างนั้นเช่นอานาปานสติ อานาปานสติที่อาตมาเข้าใจ..เข้าใจอย่างนี้ พอพระพุทธเจ้า ออกบวช ก็เจอพวกนั่งอยู่ในป่าออกมาบวชท่านก็หลงลิงลมข้าวพอง ออกมาบวชอยู่ในป่าก็มาเข้าป่าก็มาเจอพวกที่อยู่ในป่านั่งสมาธิ ตั้งกายตรงดำรงสติคงมั่นเต็มป่า ก็ว่าท่านเหล่านี้ออกป่าเขาถ้ำโคนไม้ก็ดี คำว่าก็ดี ท่านใช้คำบาลีว่า วา เช่นรุกขมูลวา คือ..ต้องยอมจำนนเขาเพราะเขาทำอย่างนี้กันเต็มไปหมด จุดสำคัญคือ ต้องรู้ หลักอนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสี นิโรธานุปัสสี ปฏินิสสัคคานุปัสสี ต้องเรียนรู้โลก และอัตตา เรียนรู้ครบไม่หนีไปไหน ถ้าหนีไปไกล ท่านตรัสว่าเป็นการอยู่ไกลจากวิเวก เริ่มต้นเอาชีวิตออกป่าแล้วหลงว่ากายวิเวกคือเอาร่างกายออกป่า นี่จะเป็นการไกลวิเวกไปไกลแสนไกลสำหรับผู้ที่ข้องในถ้ำ เข้าใจผิด แม้คำว่า กายวิเวก ไม่จำเป็นต้องเอากายออกป่า กายต้องเรียนรู้เมื่อสัมผัสภายนอกและมีกิเลส ทำให้กายมันจากที่ไม่สงบเป็นสงบ ก็เพราะกิเลสมันทำให้คุณมีกายไม่สงบ คุณสงบทางกายนี้แล้วจึงทำให้จิตสงบต่อ อย่างนี้ต่างหาก สู่แดนธรรมว่า...เขาฟังธรรมพ่อท่านก็ตำหนิอีกอย่างหนึ่ง จริงๆแล้วพ่อท่านไม่ได้ตำหนิอานาปานสติ แต่พ่อท่านตำหนิเรื่องออกป่า แต่เขาแย้งเอาอานาปานสติ เหมือนเขาฟังธรรมไม่เป็น พ่อท่านไม่ได้ตำหนิอานาปานสติ พ่อครูว่า..ตำหนิเรื่องทำใจในใจผิด เหมือนกับคุณทำทานแล้วทำใจในใจผิดก็ไม่มีอานิสงส์ไม่มีผลในการทำทาน สัมมาทิฏฐิ10ข้อที่ 1 นัตถิทินนัง คือทำทานไม่มีอานิสงส์ ต้องทำทานให้ไม่มีจิตสาเปกโข ไม่มีภพมีชาติ อาตมาขยายความ สัมมาทิฏฐิ 10 เป็นส่วนแห่งบุญ(ปุญญภาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์(อุปธิเวปักกา)
1. ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ . ทินนัง) 2. ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) 3.สังเวย(เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) 4.ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) 5.โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ 6.โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ 7. มารดา มี (อัตถิ มาตา) 8. บิดา มี (อัตถิ ปิตา) 9. สัตว์ที่ผุดเกิดอุปปัติเอง มี (อัตถิ สัตตา โอปปาติกา) 10. สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 257) เรื่องมาตาปิตาเขาเข้าใจว่า เป็นบุญคุณพ่อแม่ที่คุณมีตัวตน แต่ที่จริงคือพ่อแม่ทางจิตวิญญาณ ตัวเราเองเป็นพ่อเป็นแม่ ไม่ได้หมายถึงพ่อแม่แบบตัวตนบุคคลเราเขา ไม่ใช่ แต่เป็นความรู้เช่นศีลเป็นแม่ ปัญญาเป็นพ่อ เราก็ต้องทำศีลให้เป็นแม่ ปัญญาเป็นพ่อ แล้วร่วมกันสร้างอธิจิต จิตเจริญจิตเกิด เป็นโอปปาติกะขั้นเจริญ อาตมาเอาสภาวะจริงๆมาอธิบายไม่ได้เอาจากตำราไหนมาอธิบาย จะตรงหรือไม่ตรงตามอาจาริยวาทที่สอนกันมา ก็แล้วแต่ อาตมาไม่ใช่อาจาริยวาทแต่อาตมาเป็นเถรวาท อาตมาเป็นเถระ อาตมาที่พูดนี่พูดด้วยความเป็นเถระไม่ได้พูดด้วยความเป็นอาจารย์ อาจาริยวาทคือคำสอนของอาจารย์รุ่นหลัง เถรวาทคือคำสอนของพระเถระ พระเถระคือใคร พระเถระคือผู้ที่เกิดในยุคพระพุทธเจ้า อาตมานี้เกิดในยุคพระพุทธเจ้าเป็นพระเถระ พอพูดอย่างนี้เขาก็หมั่นไส้อีก เอาความจริงมาพูดก็เลยยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ อาตมาก็เลยหมดทางที่จะช่วยเขาเลย เพราะเขานั้นปิดประตูเชื่อปิดประตูนับถือ ยิ่งพูดชัดเท่าไหร่ยิ่งไม่เชื่อ ยิ่งมาอวดตัวว่าเป็นตัวเนื้อแท้ เขาก็ยิ่งไม่เอา บอกว่าเป็นไก่ตัวพี่ก็พูดหมด ยุคนี้ไม่มีใครมาเปิดอย่างนี้ อาตมาเป็นผู้เจาะกะเปาะไข่ออกมาก่อนใคร สู่แดนธรรมว่า...พระอาจารย์ของเขาจะเป็นพระอรหันต์ได้ก็เมื่อลูกศิษย์เขายกย่องให้ มันตรงข้าม พ่อครูว่า...ก็ไม่ตรงกันข้าม พวกเราก็ยกให้อาตมาเหมือนกัน และถึงที่สุดยกให้เป็นสติวินัยกับอาตมา สู่แดนธรรมว่า...อาจารย์ไม่ได้พูดว่าตัวเองเป็นอรหันต์ แต่ลูกศิษย์เขาเป็นคนประกาศว่าอาจารย์ตนเองเป็นพระอรหันต์ จึงบอกว่าจะเป็นพระอรหันต์ลูกศิษย์ต้องบอกบอกด้วยตัวเองไม่ได้ พ่อครูว่า..ตกลงแล้วอาจารย์โง่กว่าลูกศิษย์บอกตัวเองไม่ได้ต้องให้ลูกศิษย์บอก แต่อาตมาบอก ลูกศิษย์จะไปรู้เท่ากับอาจารย์ได้อย่างไร อาตมารู้ว่าตัวเองเป็นพระอรหันต์ก็บอกความจริงไป ท่านก็ว่าเป็นอรหันต์และห้ามบอกว่า อาตมาก็ยืนยันว่าไม่มีคำสอนพระไตรปิฎกคือคำสอนของพระพุทธเจ้าว่าไม่ให้บอก ในอภิณหปัจเวกขณ์ก็บอก ในโลหิจสูตรก็ยืนยันว่า หากบรรลุแล้วไม่ให้บอกไม่ได้ อย่างอภิณหปัจจเวกขณ์ ให้บอกเลย หากบรรลุแล้วไม่บอกใครก็เป็นคนที่มังกุ เก้อๆยากๆ เขินๆ จะไปบอกได้อย่างไรว่าตัวเองเป็นอรหันต์ ซึ่งบอกว่าไม่ใช่พระพุทธเจ้ายืนยันญาณทัศนะวิเศษอันสามารถกำจัดกิเลสที่เราได้บรรลุแล้วมีอยู่หรือหนอ มีไหม ที่เป็นเหตุให้เรา ผู้ที่อันเพื่อนพรหมจรรย์ถามแล้วจะไม่เป็นผู้ที่เก้อในกาลภายหลัง อาตมาไม่ได้เก้อเขิน เหนียมอายเหมือนเป็นผู้หญิงที่อย่ามาแกล้งยอฉันว่าฉันเป็นดวงจันทร์ที่ถูกเมฆบัง อาตมาก็พูดตรงๆรับ อาตมารู้ว่าตัวเองสวยก็บอกว่าตัวเองสวย อาตมาเป็นพระอรหันต์ก็บอกว่าตัวเองเป็นอรหันต์ ถ้าหากเรารู้แล้วเราไม่บอกคนอื่นจะไปรู้เท่าเราได้อย่างไร พระอรหันต์ทั่วไปจึงกลายเป็นพระอรหันต์เดา ศาสนาพุทธจึงมีแต่พระอรหันต์เดามานานแล้ว พูดความจริงไม่ได้เพราะเขาไม่กล้าพอ ไม่มีอาสโภ ไม่มีความกล้าพอที่จะบอกว่าตัวเองเป็นพระอรหันต์ เขามังกุ เขามันสะเทิ้นสะท้าน มันก็เหมือนอุทธัจจะ เก้อเขินเหนียมตัวเอง เราเป็นอรหันต์จริงหรือเปล่าไม่กล้าบอก แต่อาตมาไม่ได้เก้อเขิน เป็นจริงก็บอกไป พูดซื่อๆไม่มีอะไรแฝงแม้แต่ความอยากอวดอ้างก็ไม่มี เขาก็ฟังไม่ขึ้น สู่แดนธรรม...เขาพูดกันว่าใครบอกว่าตัวเองเป็นพระอาริยะคนนั้นไม่ใช่พระอาริยะ พ่อครูว่า...อาตมาก็ว่า ไม่ใช่พระพุทธเจ้าบอกหรอก คำพูดนี้ใครอย่ามาขี้ตู่ว่าเป็นของพระพุทธเจ้านะ พระพุทธเจ้าก็ประกาศก่อนใครเลย ตัวเองไม่ได้เป็นแล้วก็รู้ว่าตัวเองไม่ได้เป็นแล้วก็ประกาศว่าตัวเองเป็นอรหันต์ก็ปาราชิก แม้ตัวเองสำคัญตนว่าตัวเองบรรลุทั้งๆที่ตัวเองไม่ได้บรรลุแล้วประกาศตัวเองว่าบรรลุก็ยังไม่มีความผิดไม่มีอาบัติใดๆ แต่ผู้ประกาศว่าตัวเองเป็นโดยที่รู้ว่าตัวเองไม่ได้เป็น ผู้นี้เป็นปาราชิก มุสาวาทะ ฉะนั้นก็มีการซ่อนๆอยู่เป็นเชิง ไม่ประกาศโดยตรง ก็แล้วแต่630403_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ มรณสัญญาพาให้พ้นการเวียนว่ายตายเกิด