สื่อธรรมะพ่อครู(พระอภิธรรม) ตอน วิญญาณฐิติ 7-วิโมกข์ 8-สัตตาวาส 9-อนุปุพพวิหาร 9.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข2 เมษายน 2563

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(พระอภิธรรม) ตอน วิญญาณฐิติ 7-วิโมกข์ 8-สัตตาวาส 9-อนุปุพพวิหาร 9 อาตมาว่าพูดไปแล้วก็น่าเห็นใจ คนที่ไม่ค่อยเข้าใจไม่รู้เรื่องธรรมะพระพุทธเจ้า น่าเห็นใจเขา เพราะมันยาก คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) แต่ถ้าไม่พูดไม่อธิบายจะไปรู้ได้อย่างไร ขนาดที่อธิบายแล้วก็ยังขนาดนี้ ไม่อย่างนั้นมันก็สูญไปเลย 2500 กว่าปี สูญหายไปเยอะแล้ว อาตมางมขึ้นมาเปิดเผยมาฟื้นใหม่ ที่อาตมาอยากจะพูด ให้งง เป็นที่สะดุด สำหรับผู้ที่ศึกษา สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่อาตมาพูด แต่เป็นคำสอนพระพุทธเจ้าที่ท่านตรัสไว้ ที่ท่านพูดไว้มีมากกว่านี้ แต่ที่หยิบมาเป็นเรื่องสำคัญ 1. เรื่องวิญญาณฐิติ 2. เรื่องของวิโมกข์ 8 3. เรื่องสัตตาวาส 9 และ 4. เรื่องอนุปุพพวิหาร 9 ได้พูดไปบ้างวันนี้ก็ได้พูดซ้ำ วิญญาณฐีติ 7 เป็นคำสอนพระพุทธเจ้า ต้องศึกษาในขณะที่มีวิญญาณตั้งอยู่ ฐีติ แปลว่าตั้งอยู่ต้องมีวิญญาณ วิญญาณคือธาตุรู้ที่พร้อมด้วยทั้งตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ถ้าไปหลับตา ก็ออกนอกรีต ศาสนาพุทธแล้ว ไม่ได้ศึกษาวิญญาณฐีติ 7 เพราะว่าวิญญาณแบบนั่งหลับตามีแต่สัญญา เป็นสัมภเวสีหรือเป็นวิญญาณที่คิดเอา เป็นวิญญาณอยู่ในการสร้างภพชาติ วิญญาณเป็นธาตุรู้ที่ครบพร้อมทั้งตาหูจมูกลิ้นกายใจนี่คือวิญญาณ ปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้านี้ แม้แต่วิญญาณฐีติ 7 มันก็บอกไว้แล้วว่าไปนั่งหลับตาปฏิบัติ มันสูญแล้ว สุญโญ อาตมาจำเป็นมากต้องพูดซ้ำซากในเรื่องนี้ เพราะเขายึดมั่น

อ่านต่อ

ถือมั่นว่าพระปฏิบัติจะต้องไปนั่งหลับตาทำสมาธิทำฌานทำความรู้ในจิตเจตสิกต่างๆ แล้วจะบรรลุนิพพาน ซึ่งมันตรงกันข้ามเลย อาตมาบอกว่าอย่างนั้นมันตรงกันข้ามกับนิพพาน จะปล่อยให้เขาไปแล้วโดยไม่มีวันได้ขึ้นมาเลยหรือ อาตมาก็ไม่ใช่คนใจดำอำมหิต จะปล่อยให้เขาไปอย่างนั้นได้ เขาจะรำคาญก็จำเป็น วิโมกข์ 8 อีกแหละ ไม่มีหลับตา เขาเข้าใจว่าต้องไปนั่งหลับตาทำสมาบัติ วิโมกข์ 8 ต้องลืมตาทำให้อย่างสัมมาทิฏฐิ สัตตาวาส 9 ถ้าผู้ที่ไปหลับตาปฏิบัติสัตตาวาส 9 นั่นแหละผู้นั้นจะเป็นสัตว์ทั้ง 9 ไม่ได้พ้นความเป็นสัตว์ การแสดงหลับตาปัจจุบันก็จะได้ไม่ 1 ก็ 2 3 อย่างนั้นแหละ หรือไม่ก็เป็นสัตว์ทั้ง 9 จมอยู่ในความเป็นสัตว์ แม้ที่สุด เนวสัญญานาสัญญายตนสัตว์

อนุปุพวิหาร 9 มันเป็นสัมมาทิฏฐิ รูปฌาน 4 อรูปฌาน 4 แล้วมีสัญญาเวทยิตนิโรธ มันเป็นสัมมาทิฏฐิไปตามลำดับ รูปฌานก็ดี อรูปฌานก็ดี ไม่มีหลับตา รูปฌานก็ตาม อรูปฌานก็ตาม ของพระพุทธเจ้าไม่มีหลับตาเลย รูปฌานก็คือ เรียนในระดับต้น กามภพ เลิกจากกาม ลดละกามไป ให้ได้ทั้งหมด ก็เป็นอันหมด ฌาน 1 2 3 4 จากกามไม่มี เหลือ รูป อรูป ข้างใน อนาคามีภูมิ ก็เรียนรู้ที่เหลือให้หมดรูปภพ อรูปภพหมด จบก็ได้สัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นอนุบุพวิหาร 9 ตามลำดับทั้งสิ้น พระพุทธเจ้าจึงจำเป็นต้องย้ำสอนในเรื่องของเนวสัญญานาสัญญายตนสัตว์ หรือเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ถ้าไปนั่งหลับตาปฏิบัติก็จะได้แต่เนวสัญญานาสัญญายตนะสัตว์ แต่ถ้าลืมตาปฏิบัติแล้วเป็นอนุปุพพวิหาร 9 ก็จะได้มีเนวสัญญานาสัญญายะตนะฌาน แล้วก็จะมี สัญญาเวทยิตนิโรธ ถ้าหากปฏิบัติผิดแล้วจะไม่มีสัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะว่า สัญญาเวทยิตนิโรธ คือสัญญากำหนดหมายรู้นิโรธจากเวทนา เคล้าเคลียอารมณ์แทงทะลุเวทนาทั้งหมด เพราะว่าเวทนาเป็นกรรมฐานของศาสนาพุทธ โดยเฉพาะเรียนรู้เวทนา 108 มโนปวิจาร 18 มันเป็นจุดสำคัญ ตากระทบรูป คุณสุขก็ได้ทุกข์ก็ได้ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ได้ 3 ทางจมูก คุณกระทบกลิ่น มีความสุขก็ได้ทุกข์ก็ได้ไม่ทุกข์ไม่สุขก็ได้ หู ลิ้น กาย ทั้งนั้น ทั้ง 6 ทวาร แม้แต่ในใจเอง คุณกระทบแล้ว มีความสุขก็ได้ ทุกข์ก็ได้ 3 จึงเป็น 18 ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ได้ คนที่ไม่ได้ศึกษาให้สัมมาทิฏฐิของพระพุทธเจ้าก็เป็น เคหสิตะเลย ยิ่งไปนั่งหลับตาทวารทั้ง 5 ไม่ได้ปฏิบัติเลยต้องปิดประตู เพราะ ผู้ที่ปฏิบัติลืมตา หมดกามภพแล้วก็ไม่ต้องหนีจากกามภพ ก็ยังสัมผัสกับรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสอยู่ แต่กิเลสรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ ก็ล้างไปที่เหลือ ไม่ต้องไปหลับตาเลย ไม่มีเวลาใดจะต้องไปปฏิบัติหลับตาในศาสนาพุทธ เพราะฉะนั้นในจรณะ 15 ของพระพุทธเจ้าจึงเป็นเรื่องของการปฏิบัติที่ไม่ผิดข้อ ชาคริยานุโยคะ พากเพียรขณะตื่นๆ เป็นการปฏิบัติที่ไม่ผิดข้อที่ 3 ในจรณะ 15 เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่มีทั้ง 3 ข้อนี้แล้ว โมฆะจากศาสนาพุทธ มันผิดจากศาสนาพุทธ มันเป็นการปฏิบัติผิด ก็เรียนรู้ปัณกปฏิปทา ต้องมีข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด 3 ข้อคืออปัณณกปฏิปทา ต้องมี สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ แต่ปิดอินทรีย์ เหลือแต่ในใจ ก็ไม่มีโภชเนมัตตัญญุตา อาหารการกินเครื่องใช้ไม้สอยไม่เกี่ยวข้อง พฤติกรรมปิดหูปิดตา ไปพากเพียรอยู่ในภพไม่มีชาคริยานุโยคะ ไม่มีพากเพียรทางกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ไม่มี มันผิดไปหมดทั้ง 3 ข้อ มันผิดไปจากจรณะ 15 ซึ่งเป็นพุทธคุณ 9 ของพระพุทธเจ้า เห็นไหมว่าในวงการศาสนาพุทธมันไม่เหลือแล้ว มันไปยึดผิดออกนอกรีต ไปปฏิบัติผิดไปหมด อาตมาพูดแล้วเหมือนตัวเองรู้ดีอยู่คนเดียว คนอื่นมีอาจารย์ใหญ่โตที่เขาเคารพนับถือกันทั่วประเทศ แล้วโพธิรักษ์เป็นใคร มันก็น่าให้เขารู้สึก โพธิรักษ์เป็นใคร โผล่มา ใหญ่อะไรนักหนา ครูบาอาจารย์เขาใหญ่กันมาเป็นร้อยปีแล้ว เขาสอนกันมาอย่างนี้ทั้งนั้น (สู่แดนธรรมว่า.. พ่อท่านเป็นสมณะพราหมณ์ ในข้อที่ 10 ของสัมมาทิฏฐิ ) พ่อครูว่า...อาตมาก็บอกตรงๆ อาตมาพูดจริงทำจริงรู้จริง พากันปฏิบัติจริง พากันปฏิบัติจริงมาอย่างนี้ด้วย ตั้งแต่สัมมาทิฏฐิข้อที่ 1 อาตมาก็ไม่เห็นสำนักไหนเขาสอนสัมมาทิฏฐิข้อที่ 1. คือการทำทาน ทำทานไม่มีผลของโลกุตระ เขาไม่ได้สอนเลย คือ ทานแล้วจิตลดกิเลส ไม่โลภมาก ไม่มีภพชาติ ปิดประตูสาเปกโข ไม่หวังอะไรตอบแทนเลย จะไปพูดถึง 1. ยังมีความหวังให้ทาน สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทานํ เทติ 2. มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทานํ เทติ 3. มุ่งการสั่งสมให้ทาน สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทานํ เทติ 4. ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) ทานํ เทติ ทานแล้วปิดประตูมีภพชาติ อันนี้แหละจึงจะมีอานิสงส์การปฏิบัติธรรม แต่นี่สอนกัน ทานให้คนตายจะได้ไปสวรรค์อะไรอย่างนี้ สอนกันอย่างนี้ทั้งนั้น ก็ไปเรียนรู้กันมาจากสำนักต่างๆบ้างที่นั่งกันอยู่นี้เคยไปทำมาแล้วใช่ไหม มีสำนักไหนที่สอนอย่างที่อาตมาพูดบ้างยกมือ (หาไม่ได้สักคนเดียว) ก็มีแต่สอนว่าทำทานแล้วจะได้สวรรค์ แต่ของพระพุทธเจ้าทำทานและได้นิพพาน แล้วเขาก็ทำกันเหมือนกัน นิพพานังปัจจะโยโหตุ ขอให้เป็นเหตุปัจจัยให้ได้นิพพาน แต่คุณทำใจในใจคนละเรื่องกับที่คุณพูดเลย พูดอย่างหนึ่งแต่ทำอย่างหนึ่ง แล้วมันจะได้เรื่องอะไร เพราะฉะนั้นแม้แต่สัมมาทิฏฐิข้อแรกก็ผิด สอนไม่ได้เข้าร่องเข้ารอยของพระพุทธเจ้าเลย นี่แหละอาตมาเป็นสยังอภิญญา แล้วมาขยายความเรื่องนี้ หากอาตมาไม่ใช่สยังอภิญญา อาตมาก็ไม่รู้ คนไม่ใช่สยังอภิญญาก็อธิบายให้เหมือนที่อาตมาอธิบายได้ ศีลพรตก็เช่นกัน ข้อปฏิบัติเพื่อไปนิพพาน แต่เขาทำกันสีลัพพตุปาทานไม่ได้เข้าแม้สีลพรตปรามาส ยังทำกันมิจฉาทิฏฐิกันอยู่คือยังไม่รู้จักความเป็นกาย เข้าใจคำว่า กาย นี่แหละเป็นสัมมาทิฏฐิ แยกกายแยกจิตยังไม่ถูก ซึ่งเป็นมูลกรรมฐาน 5 ของพระพุทธเจ้าที่สอนแก่ภิกษุทุกรูป โดยให้อุปัชฌาย์สอนเลย เริ่มต้นให้สอนกรรมฐาน 5 แยกกายแยกจิตให้เป็น เมื่อใดเป็นกาย เมื่อใดเป็นจิต หากแยกกายแยกจิตไม่ได้คุณก็ไม่รู้จักอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม แล้วจะไปปฏิบัติธรรมจิตให้เป็น อุตุนิยาม พีชนิยามได้อย่างไร คุณต้องรู้ก่อนจึงจะปฏิบัติได้ ทำไมรู้แล้วจะไปปฏิบัติได้อย่างไร หากว่าแยกกายแยกจิตให้เป็น แยกกายแยกจิตก็ไปนั่งหลับตาแล้วถอดจิตออกไปเป็นสัมภเวสีเห็นตัวเองนั่งอยู่ เป็นตาทิพย์ เห็นตัวเองนั่งสมาธิอยู่ ซึ่งเป็นอุปาทานเป็นนิรมาณกาย อาตมาพูดไปนี้เขาก็ไม่รู้เรื่องหรอกอาตมาสัญญาอย่างนี้เขาก็กำหนดหมายตามไม่ได้หรอก กายอย่างหนึ่ง สัญญาอย่างหนึ่งคนละเรื่อง วิญญาณฐิติ สัตตาวาส 9 คนละเรื่องกันเลย แต่ผู้ที่พยายามศึกษาตามที่อาตมาพาทำก็จะค่อยๆเข้าใจขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นเมื่อเข้าใจคำว่า กายก็ตาม คำว่าสัญญาก็ตาม คนละเรื่องกันแล้ว ตลอดตายเลย คุณก็เป็นสัตตาวาส 9 กันอยู่นั่นแหละไม่เข้าใจคำว่ากาย ไปเข้าใจคำว่ากาย คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม เข้าใจผิดแค่นี้คุณก็โมฆะไปแล้วทั้งชาติ ที่จะบรรลุธรรมะพระพุทธเจ้า เพราะว่าในเล่ม 16 ข้อ 230 พระเจ้าตรัสยืนยันชัดเจน กายนี้คือ จิตมโน วิญญาณ เขาก็คงจะงง คงจะไปเปิดพระไตรปิฎกกันใหญ่ ในพระไตรปิฎกว่าอย่างนี้จริงเหรอ กายที่เป็นมหาภูตรูป พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็น จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง เขาก็มึนแน่ มหาภูตรูป เป็นดินน้ำไฟลมแล้วจะไปเป็นจิตได้อย่างไร พระตถาคตพูดผิดพูดใหม่ได้นะ อาตมายังชมเชยพระไตรปิฎกที่พยายามรักษาพยัญชนะ แปลไม่ให้ผิด นี่ก็เป็นบุญคุณมาก ก็มีผิดเพี้ยนนิดหน่อยแต่มันก็พยายามเห็นใจเขา อย่างมนสิการ ก็ไปแปลว่า ไม่สำคัญมั่นหมาย อัชฌัตตัง อรูปสัญญี ปัสสติ ในวิโมกข์8 ข้อ2 เขาก็ไปแปลว่าไม่สำคัญมั่นหมายในอะไร ก็เจ๊งสิ แล้วท่านก็ไม่ได้ใช้คำว่า อรูปสัญญี ก็ละไว้ในฐานที่เข้าใจว่าจะต้องเป็นผู้ที่มีการกำหนดเป็นตั้งแต่ รูป อรูป ชัดเจนกำหนดเห็นสัมผัสภายนอก และแม้แต่สัมผัสภายใน ก็ต้องสัมผัสด้วย เพราะคำว่า ปัสสัทธิอยู่ข้างหน้า ต้องกำหนดรู้รูป และอรูป ทั้งภายนอก และภายใน ผู้ที่ไม่มีสภาวะก็แปลไปตามพยัญชนะอาตมาก็เห็นใจ เขาไปแปลว่า ผู้ไม่สำคัญในรูป หากไม่สำคัญในรูปในนามจะไปศึกษาอะไร สู่แดนธรรมว่า...ตรงนี้เขาแปลตรงตามพยัญชนะ พ่อครูว่า...ของพระพุทธเจ้าไม่ต้องไปหลับตาเลย ลืมตาถ่ายเดียว

วิญญาณฐิติ 7-วิโมกข์ 8-สัตตาวาส 9 -อนุปุพพวิหาร 9

เขาก็ไปปฏิบัติแบบนั่งหลับตา สรุปแบบมีสูตรเดียว เพราะฉะนั้นคุณจึงเป็นสัตว์ทั้ง 9 สัตตาวาส 9 ของพระพุทธเจ้าต้องลืมตาปฏิบัติ วิญญาณฐิติ 7-วิโมกข์ 8-สัตตาวาส 9 ก็ลืมตาปฏิบัติแล้ว ยิ่งอนุปุพพวิหาร 9 ก็ยิ่งต้องลืมตา แล้วคุณจะมีความจบ หากปฏิบัติอย่างสัมมาทิฏฐิแล้วจะรู้จักวิญญาณ แล้ววิญญาณฐีติ 7 จะจบที่ อากิญจัญญายตนะ คือวิญญาณเปิดรู้ ไม่จำเป็นจะต้องไปรู้ เนวสัญญานาสัญญา ที่จะต้องไปกำหนดอะไรต่างๆนานา แต่รู้มาตามลำดับเมื่อมาถึงอากิญจัญญายตนะ คุณมีความบรรลุ ความไม่มีกิเลส คืออากาสานัญจายตนะ แล้วจิตวิญญาณคุณก็สะอาด วิญญาณัญจายตนะ เพราะฉะนั้นก็มีอะไรอีกแล้วที่คุณจะปฏิบัติ ก็จบวิญญาณฐิติ 7 ส่วนวิโมกข์ 8 มีสัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะฉะนั้นจึงเรียนรู้ในสามข้อต้นของวิโมกข์ 8 ต้องมีรูป มีนาม มีภายนอก ภายใน มีสรุป 3 ข้อต้น แล้วมาปฏิบัติ ฌาน 4 อรูปฌาน 4 3 ข้อต้นคือบอกประเด็นในการปฏิบัติว่าต้องมีรูป มีภายนอก ภายในแล้วมีรูป ตา หู จมูก ลิ้น กาย ต้องกระทบสัมผัส ส่วนอันหลังของวิโมกข์ 8 ซึ่งมีสัญญาเวทยิตนิโรธจึงจะสมบูรณ์ สัตตาวาส 9 ถ้าลืมตาปฏิบัติแล้ว จะไม่เป็นสัตว์เลย จะพ้นจากความเป็นสัตว์มาทีละลำดับ แต่ถ้าไปหลับตาปฏิบัติ คุณจะหลับตาปฏิบัติให้ตายอย่างไร ก็คงความเป็นสัตว์ทั้ง 9 นี้อยู่เต็มรูปเลย อนุปุพวิหาร 9 คุณปฏิบัติอย่างสัมมาทิฎฐิลืมตาปฏิบัติก็จะจบที่สัญญาเวทยิตนิโรธ นี่คือ อาตมาหยิบหัวข้อต่างๆมาอธิบายเปรียบเทียบกัน คนที่ไม่ชัดเจนจะอธิบายไม่ได้หรอก มันจะยุ่งยิ่งกว่ายุงตีกัน มันจะสับสน อะไรไปหมดเลย เพราะว่าเป็นรายละเอียดของปรมัตถธรรม เป็นรายละเอียดที่อาตมาต้องขยายความจริงที่อยากจะพูดอธิบายสู่ฟัง เอาล่ะ อาตมาก็คงจะพูดอะไรอีกนิดหน่อย เหลืออีก 5 นาที

อาตมาย่างอายุ 87 ในวันที่ 5 มิถุนายน 2563 เต็ม 86 ในวันที่ 4 มิถุนายน 2563 ผ่านมาตั้งหลายนักษัตร อายุ 36 สามนักษัตร ออกมาทำงานศาสนาตั้งแต่บัดนั้นจนวันนี้ 36 ผ่านไป ทบไป 36 ผ่านเต็มก็อายุ 72 เลยจาก 72 มาเป็น 86 เลยมาอีก 14 ปี หากว่าไปถึง 96 ปีก็จะเลยไปถึงอีกหนึ่งนักษัตร อาตมาพยายามให้ตัวเลขอายุ 100 ตัวเลข 151 เป็นตัวเลขตกกระไดพลอยโจน ก็หมออารีย์ แกบอกว่าแกจะอายุยืน 150 ปี อาตมาก็เลยบอกว่าจะเอา 151 ตัวเลข 151 ก็เกิดมาด้วยประการฉะนี้ ซึ่งอาตมาพูดจริงๆอาตมาไม่เชื่อว่าอาตมาจะอายุ 151 ได้หรอก ทุกวันนี้มาถึงทุกวันนี้ยิ่งรู้สึกว่า ต้องไปอีกเท่าไหร่ อีก 65 ปี เจ้าประคุณเอ๋ย เพื่อนรักคนหนึ่งก็ตายไปแล้ว สุเทพ วงศ์คำแหง อายุเท่ากัน เพราะฉะนั้นอาตมาก็เห็นว่า ถ้าหากอาตมาอยู่ได้ถึง 100 ปี อาตมารู้ว่าอายุขัยของอาตมาแค่ 72 ปี แต่ก็ต่ออายุขัยมาพยายามพากเพียรต่ออายุไขใช้สัมประสิทธิ์ มี 8 อ.ช่วยกันทั้งจิตทั้งกายก็ทำได้มาพอสมควร เพื่อจะพิสูจน์สัมประสิทธิ์ เพื่อพิสูจน์ธรรมะพระพุทธเจ้า 630329_รายการวิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ วิญญาณฐิติ 7-วิโมกข์ 8-สัตตาวาส 9-อนุปุพพวิหาร 9

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน