สื่อธรรมะพ่อครู(สังโยชน์ 10) ตอน สังโยชน์ 10.docx
เนื้อหาในไฟล์
สังโยชน์ 10 จาก Guru สู่แดนธรรม ผมแจ่มชัดขึ้นอีก กับคำว่า เทวดาชั้นดาวดึงส์ คือ สวรรค์ปลอมๆ ดังคำตรัสของ พระพุทธเจ้า ในล.15 ข.24 - 25 ว่า [24] พระผู้มีพระภาคตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่อง เคยมีมาแล้ว พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์องค์หนึ่ง แวดล้อมด้วยหมู่นางอัปสร อิ่มเอิบ พรั่งพร้อมด้วยเบญจกามคุณ อันเป็นทิพย์ พวกนางอัปสร บำเรออยู่ในสวนนันทวัน ได้กล่าวคาถานี้ ในเวลานั้นว่า เทวดาเหล่าใดไม่เห็นนันทวัน อันเป็นที่อยู่ของหมู่นรเทพสามสิบ ผู้มียศ เทวดาเหล่านั้น ย่อมไม่รู้จักความสุข ฯ (น เต สุขํ ปชานนฺติ) [25] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเทวดานั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว เทวดาองค์หนึ่ง ได้ย้อนกล่าวกะเทวดานั้น ด้วยคาถาว่า ดูกรท่านผู้เขลา (พาเล ปชานาสิ) ท่านย่อมไม่รู้จัก คำของพระอรหันต์ทั้งหลายว่า "สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง (อนิจฺจา สพฺเพ สงฺขารา) มีความเกิดขึ้น และเสื่อมไปเป็นธรรมดา (อุปฺปาท วย ธมฺมิโน) เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป (อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ) อันความสงบระงับสังขาร เหล่านั้นเสียได้ เป็นสุข ฯ (เตสํ วูปสโม สุโขติ ฯ) (ผมเข้าใจในคำท้าย ที่ว่า อันความสงบระงับสังขารเหล่านั้นเสียได้ เป็นสุข ไม่ได้บอกว่า ให้ดับสังขารขันธ์ หรือให้ปิดโรงงานเสีย หรือปิดเครื่องยนต์สังขารเสีย จึงจะเป็นสุข ก็ไม่ใช่นะครับ แต่คำว่า ความสงบระงับสังขารเหล่านั้นเสียได้เป็นสุข หมายถึง ว่า ให้ระงับเฉพาะ กิเลสปรุงแต่งในกายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขาร เท่านั้นนะครับ ไม่ใช่ว่า พระอรหันต์สอนให้ดับระงับ ที่ตัวสังขารโดยตรงเลย เพราะแม้จะเป็นอรหันต์แล้ว กายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขาร ที่ก่อเกิดคำว่า สังขารทั้งหลาย มันก็ยังมีอยู่ เกิดขึ้นและดับไป อยู่อย่างนั้นตลอดไป เพียงแต่การเกิดการดับนี้ มันเกิดได้/ดับได้ อย่างชนิดที่ ระงับกิเลสส
อ่านต่อ
ังขารเอาไว้ อยู่ก่อนแล้ว) ดังนั้น เทวดาดาวดึงส์ จึงย่อมเพลิดเพลินไปกับ กายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขาร ที่แวดล้อมไปด้วยเบญจกามคุณ อันเป็นทิพย์อยู่ (ทิพฺเพหิ ปญฺจหิ กามคุเณหิ สมปฺปิตา สมงฺคีภูตา ปริจาริยมานา) จึงสุขกับสวรรค์ปลอม ต่างไปจากเทวดาอีกองค์หนึ่ง ที่เป็นวิสุทธิเทพ ที่กล่าวเรียกเทวดาตนนั้นว่า ท่านผู้โง่เขลา พ่อครูว่า...คำว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง มีความเกิดขึ้น และเสื่อมไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วดับไป อันความสงบรำงับสังขารเหล่านั้นได้ ก็เป็นสุข ความเห็นที่ว่า ปิดโรงงานสังขาร สัญญาเวทยิตนิโรธ คือดับสัญญา ดับเวทนาเลย อย่างนั้นไม่ถูก ปิดหมดแล้วจะเป็นสุข มันจะเอาอะไรไปสุข หากดับสัญญา สังขาร หมด ดับ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณแล้ว จะเอาอะไรไปรู้สึก การสงบรำงับสังขาร หมายถึงอย่างที่สู่แดนธรรมพูด คือระงับ กายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขารเท่านั้น แต่ทั่วไปเข้าใจว่า ดับหมด ก็คือความเข้าใจผิด ปฏิบัติศีลพรต ตามที่ตนเข้าใจผิดๆไป แต่ต้องปฏิบัติให้เข้าใจศีลพรต ให้สัมมาทิฏฐิ เป็นสัมมาทิฏฐิ มีสัมมาปฏิบัติ ก็ดับกิเลสได้หมด ส่วนที่สงบรำงับสังขารนั้นได้ ที่ปรุงแต่งอยู่ในกาย กายคือธรรมะสอง สักกายะคือธรรมะสองของตน สักกะคือของตน ต้องรู้วิธีปฏิบัติ ทำให้ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 ซึ่ง พระไตรปิฏกเล่มนี้ ชัดเจนละเอียดมาก ท่านให้อ่านอาการ ลิงค นิมิต อุเทส แยกแยะเอาตัวการ ที่เป็นสมุทัย ที่อยู่ในสักกาย ไม่ใช่ดับกายหมดทั้งยวง แต่ระงับส่วนที่ปรุงแต่งสังขารให้ดับก็สงบ เป็นวูปสโมสุข สุขด้วยความสงบรำงับเพราะเหตุมันดับไป
คำสอนอันนี้ ที่ขยายความไปถึงว่า ต้องรู้จักสักกายะ และต้องเรียนศีลพรต ที่จะปฏิบัติให้สัมมาทิฏฐิ แล้วต้องปฏิบัติจริง อย่ายึดแค่ศีลพรต ที่มิจฉาทิฏฐิ เป็นสีลลัพพตุปาทาน แต่นี่ศึกษาให้ดีก่อน ในศีลพรต ในสังโยชน์ข้อ 3 สีลลัพพตปรามาส ไม่เหมือน สีลลัพพตุปาทาน ที่หน้ามืดตามัว ยึดถือศีลตามจารีต ตามๆกันมา แต่ สีลลัพพตปรามาส นั้นได้ศึกษาศีลพรตได้ดีแล้ว เอาความเห็นที่ถูกต้องนั้นมาปฏิบัติ เพื่อให้ได้ผลลดกิเลส อย่าได้ทำแค่ สีลลัพพตปรามาส คือทำแค่ลูบๆคลำๆ เล่นๆ หัวๆ ไม่เอาจริงในการปฏิบัติ ในสังโยชน์ข้อ 3 นี้ผู้มีศีลพรต ที่สัมมาทิฏฐิแล้ว ไม่ใช่ สีลลัพพตุปาทาน คือผ่านสังโยชน์ข้อ 1 และ 2 ก็นำเอาศีลพรต มาจัดการสักกายะของตน ได้ผลจนไม่สงสัยแล้วว่า นี่คือตัวเหตุแห่งทุกข์ เป็นกิเลสตัณหา อยู่ในกายของตนนี้ สักกายะ เมื่อมีสัมมาทิฏฐิ มีศีลพรต ก็ทำการจัดการกิเลส อย่าเอาแต่ลูบคลำเหยาะแหยะ ไม่ใช่ลูบคลำ ทำแล้วเป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ จริงๆ หลักเกณฑ์ที่พระพุทธเจ้า สอนไว้แล้ว อาตมาหยิบมาอธิบาย เจตนาให้เข้าใจ ชัดเจนแล้วเอาไปปฏิบัติได้ ไม่ใช่ให้พวกคุณเอาไปสอบนักธรรม แต่จะเอาไปสอบก็ไม่ว่า แต่ขอให้เข้าใจแล้วเอาไปปฏิบัติเถอะ ถ้าเรียนแค่เอาไปสอบนักธรรม ไปสอบปริญญาเฉยๆ อาตมาว่า จะไม่อธิบายอย่างนี้หรอก ก็จะอธิบายอีกแบบ ให้ได้เปรียญธรรมนักธรรม ได้ทั้งนั้นแหละ แต่อาตมาไม่ได้อยู่ในมวลคนแบบนั้น แต่อาตมาอยู่ในมวลคน ที่จะให้เอาไปปฏิบัติ ให้ได้ผล จึงต้องจู้จี้จุกจิก เน้นให้ทำปฏิบัติ อาจเคาะหัวหน่อย ให้รู้ให้ทำได้ ให้เกิดฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ให้เอาไปทำ อย่างตั้งใจเลย ที่มานั่งฟังธรรมอาตมาได้เป็นปี หากไม่มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา คุณไม่มาหรอก แล้ววิมังสา คือได้เนื้ออันวิเศษเลย คือเนื้อของสาระสัจจะ แก่นของสาระสัจจะเลย คุณจะได้ ฟังดีๆ แล้วเอาไปปฏิบัติ จะได้มรรคผล ก็ขอเข้าสู่รายละเอียดของวิชาการ สังโยชน์
สังโยชน์ 10 1. พ้นสักกายทิฏฐิ (มีญาณรู้ตัวตนกิเลสหยาบว่าไม่ใช่เรา) 2. พ้นวิจิกิจฉา (พ้นความสงสัยในสักกายะกิเลส ฯลฯ) . 3. พ้นสีลัพพตปรามาส (คือ ปฏิบัติไม่ย่อหย่อนในศีลพรต อย่างเอาจริง ไม่ทำแค่ลูบๆ คลำๆ ทำเหยาะๆ แหยะๆ) 4. พ้นกามฉันทะ (ความพอใจด้วยกาม) 5. พ้นพยาปาทะ (ความคิดปองร้ายผู้อื่น) 6. รูปราคะ (ความติดใจอยู่ในรูปภพ -ในอุปาทายรูป) 7. อรูปราคะ (ความติดใจอยู่ในอรูปภพ) 8. มานะ (ความถือตัวถือตนในความดีของตน) ๙. อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน กระจัดกระจาย รู้ยาก) คือเศษที่ต้องเก็บให้หมด จนเป็นวิชชาพ้นอวิชชา 1.อวิชชา (ความหลง-ไม่รู้ อันเป็นเหตุไม่รู้จริง) . . (พตปฎ. เล่ม 11 ข้อ 285)
สามข้อต้น 1. พ้นสักกายทิฏฐิ (มีญาณรู้ตัวตนกิเลสหยาบว่าไม่ใช่เรา) 2. พ้นวิจิกิจฉา (พ้นความสงสัยในสักกายะกิเลส ฯลฯ) . 3. พ้นสีลัพพตปรามาส (คือ ปฏิบัติไม่ย่อหย่อนในศีลพรต อย่างเอาจริง ไม่ทำแค่ลูบๆ คลำๆ ทำเหยาะๆ แหยะๆ) ผู้พ้นสามข้อต้นนี้ คืออาริยบุคคล เป็นโสดาบัน แต่ทุกวันนี้ เขาไม่ได้เรียน ไม่ได้ปฏิบัติตามนี้ เป็นเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย แบบนี้เลย คนที่เคยบวช กับเรา ตอนนี้ไปเรียนมจร. บอกว่า พ่อท่านว่า ศีล 5 คือโสดาบัน ศีล 8 คือสกิทาคามี ศีล 10 ก็อนาคามี แล้วพ่อท่าน เอาสิ่งเหล่านี้ มาจากไหน? อาตมาก็จำนน อาตมาก็เอาตามปฏิภาณว่า เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย มันพอจะถูกไหม แต่ว่าถ้าจะให้บอกว่า เอาจากพระไตรปิฎกเล่มไหน ก็จนด้วยปัญญา เพราะอาตมาไม่รู้จริงๆว่า ในพระไตรปิฎกเล่มไหน ว่าไว้อย่างนี้ ใครรู้ ก็เอามาให้หน่อย แต่อาตมาว่าไม่ผิดหรอก โดยใช้ปฏิภาณปัญญา ศีล 5 คือเบื้องต้น ก็เป็นที่รู้กัน แล้วโสดาบันคือเบื้องต้น ไม่ใช่เบื้องปลาย สกิทาฯกลางๆ ก็ว่ากันไป ก็ใช้อธิศีล อาตมาว่าศีล 8 คืออธิศีลของศีล 5 ศีล10 ก็คืออธิศีลของศีล 8 นะ
สังโยชน์ 3 ข้อแรกที่บอกว่า สักกายทิฏฐิ เป็นเบื้องต้น ที่บอกกายให้รู้ ต้องอ่านสักกายะ ความรู้ความเห็นความเข้าใจ ก็ให้เรียนให้สัมมา ให้ถูกต้อง แล้วปฏิบัติสังโยชน์ 3 โสดาบัน ปฏิบัติสังโยชน์ 3 หนึ่ง ต้องรู้ว่า กายคืออะไร กายะ กาโยคืออะไร กาย คือ หมวด หมู่ ฝูง องค์รวม ของจิตเจตสิก หรือมีรูปประกอบด้วย ต้องมีรูปประกอบด้วย เพราะขยายว่ากายนั้น ต้องมีภายนอกด้วย ผู้ปฏิบัติธรรม จะปฏิบัติให้หลุดพ้น ต้องสัมผัส วิโมกข์ 8 ด้วยกาย
591220_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ จากสังโยชน์ถึงวิโมกข์ 8