สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท_เวทนา) ตอน อัตตาและเวทนาในธรรมะสอง.docx
เนื้อหาในไฟล์
อัตตาและเวทนาในธรรมะสอง มาเจาะในความเป็นอัตตา อัตตาคืออะไร อาการที่ไม่มีอัตตาเราจะรู้ได้อย่างไร พระพุทธเจ้าท่านสอนโลกุตรธรรม กายเวทนาจิตธรรม พลังงานหนึ่งที่รวมตัวกันลงตั้งอยู่เรียกว่าธรรมะ ถ้าเราทำให้ถูกต้องก็จะรวมตัวกันตั้งอยู่เป็น อนัตตาธรรม แต่ถ้าปฏิบัติไม่ได้ ไม่ถูก ไม่ตรงก็ไม่ใช่อนัตตาธรรม มันก็เป็นอัตตา ทรงไว้ซึ่งอัตตา เป็นอัตตธรรม เราจะต้องเข้าใจแล้วปฏิบัติพลังงานของตัวเรา อย่าให้จับตัวเป็นลักษณะนั้น ลักษณะของอัตตา จะปฏิบัติอย่างไรก็ปฏิบัติอย่างมีสภาพ 2 เรียกว่าธัมมะ 2 เทวธัมมา แล้วเทวธัมมาอะไรที่เรียนรู้ได้ง่าย ก็จากความรู้สึก จากอารมณ์ จากเวทนา เวทนานี้ มันก่ออาการของจิตที่เห็นแก่ตัว เป็นความรู้สึกหรืออารมณ์มันยึดถือเป็นตัวเรา กรรมฐานของพระพุทธเจ้าจึงให้เรียนรวมลงไปที่เวทนา แล้วก็แจกแจงออกไป 108 เวทนา โดยแยกเอาความเห็นแก่ตัวออก เรียกว่าการเนกขัมมะ ถ้ายังยึดถือความเห็นแก่ตัวอยู่ เรียกว่าเคหสิตะ อาการที่เกิดจากต้นทางการสัมผัส 6 ตาหูจมูกลิ้นกายใจ สัมผัสแล้วก็เกี่ยวข้องกับข้างนอกทั้งหมด โดยเฉพาะตาหูจมูกลิ้นกาย 5 ทวาร ข้างนอกทั้งนั้น ยกเว้นใจในใจ ก็เรียนรู้ตั้งแต่หยาบ ข้างนอกให้ได้ เมื่อมันสัมผัสก็เกิดธรรมะ 2 อวิชชาทำให้เกิดการปรุงแต่ง เรียกว่าสังขาร ธรรมะสองก็ปรุงแต่งขึ้นมา สองคือรูปกับนาม ถ้ามีอิทธิภาวะกับสัปปุริสภาวะปรุงแต่งกันขึ้น เกิดอันที่ 3 เป็นตัวกูของกู อิตถีภาวะก็คือ she ปุริสภาวะก็คือ he ปรุงแต่งขึ้นมาเป็น i เป็นกู แล้วเอาตัวกูของกูเป็นประธาน ก็ต้องล้างไม่ต้องมี i ไม่ต้องมีกู อนุโลมตาม บางทีมันต้องมีมากกว่าหนึ่ง มากกว่าสอง แต่มันได้แค่นี้ มันต้องอนุโลม ก็ต้องพยายามแชร์กันให้ได้ อย่างกลมกลืนไม่ให้ทะเลาะเบาะแว้งจนกระทั่งตบตีกัน สูงสุดจะด่าว่ากันด้วย
อ่านต่อ
ปากหอก ก็พอทำเนา อย่าลงมือกันให้ถึงกับเลือดไหลจนถึงตาย มันไม่ไหวแล้วสังคมอย่างนั้น พระพุทธเจ้าจึงอนุโลมได้สูงสุด ถึงขั้นปากหอกหรือมุกขสัตตี ถ้าจะไม่มีการทิ่มแทงกันก็จะดี ถึงอย่างไรมีปากหอกด่าว่ากระทบ มันก็ไม่เหมือนวัตถุแข็งก้อนไปทิ่มตำกัน ไม่มีกระทบกันทางกายวิญญัติ มีแต่แค่วจีวิญญัติ สูงสุดกว่านั้นไม่ใช้การต้าน ไม่มีความเห็นแย้งกันเลยทุกอย่างเห็นด้วยกันหมดมันเป็นไปไม่ได้ มันจะต้องมีความเห็นต่างและก็แก้ไข จบสูงสุดอยู่ที่หนึ่งเดียว ต้องมีความขัดแย้งที่พอเหมาะ เพื่อให้มีการแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้น นี่คือสัจจะสูงสุดที่สรุป เราจะต้องรู้พลังงานของเรา พระพุทธเจ้าสอนกายในกาย เวทนาในเวทนาจิตในจิต ธรรมในธรรม ไล่มาจากธรรมะ เป็นสิ่งที่ทรงอยู่ ตีไม่แตกคุณก็ไม่รู้ว่าอันไหนอกุศลหรือกุศล แต่ถ้าคุณตีแตกออกมา ก็จะรู้ว่าอันไหนเป็นกุศลหรืออกุศล คุณก็จะต้องยืนอยู่ข้างกุศลธรรม ต้องเลิกจากอกุศลธรรมมาเป็นเนกขัมมะ จะเลิกได้อย่างไรก็ด้วยการกระทำมาเป็นกรรม เราต้องทำการเอาออก เป็นเนกขัมมะ ออกตรงไหนก็ออกตรงที่ใจเป็นประธาน มโนปุพพังคมามโนเสฏฐามโนมยา ออกจากใจเรานี่แหละ ผู้อื่นเราทำให้เขาไม่ได้ คนอื่นก็ต้องทำใจในใจมนสิการของตนเองทั้งนั้น ของเราก็ต้องทำของตนเองให้ได้ ให้เอาอาการของอกุศล ที่เป็นตัวเลวร้าย ตัวไม่ดีออกไป ให้มันหมดไป ไม่ให้อาการนั้นในจิต จนเกิดปัญญารู้ว่าอย่างนั้นมันไม่ดี เป็นโทษเป็นภัย มันเป็นความเท็จ อาการอย่างนี้ อย่าไปเกิดในใจเรา เราก็ต้องมีปัญญา พลังปัญญาจะล้างอาการโทสะ พลังงานราคะ หรือโมหะ พลังงานปัญญามันเหนือกว่าจริงๆ เมื่อมันมีพลังงานมากพอ มันจะจัดการพลังงานโทสะ พลังงานราคะ โมหะ ท่านเรียกว่าอุณหธาตุ ภาษาไทยเรียกว่าไฟ เราสามารถที่จะเข้าใจอาการ และรู้ลักษณะของมัน ดังที่กล่าวด้วยพยัญชนะภาษา เราต้องทำให้มันจางคลายจนไม่ให้มี ก็ใช้บัญญัติภาษาสื่อให้ฟังได้อย่างนี้ เราก็ต้องไปดูเองอย่างปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหีติ แล้วเราก็ลดลงไป เราก็รู้จริงๆว่ามันไม่มีพลัง ที่เป็นโทษภัย เราก็จะรู้ว่า เราไม่มีโทษภัยเป็นอย่างนี้ เรามีแต่คุณประโยชน์เป็นอย่างนี้ เราทำได้จริง พลังงานที่เป็นโทษภัย ทางกายวิญญัติ วจีวิญญัติไม่มี เพราะว่าเราควบคุมตั้งแต่ต้นทางอยู่ในจิตใจ ต้นเหตุคือมโนปุพพังคมาธัมมา ก็จบ ผู้ที่มีความไม่มีในเส้นทางในจิต ก็ไม่มีอะไรสังขาริกัง ไม่มีอะไรชักนำให้เกิด เพราะอสังขาริกังแล้ว ไม่มีตัวเชื้อชั่วมาชักนำให้เกิดในจิตเราแล้ว ไม่มีตัวที่จะพาให้เรามีกายกรรม วจีกรรมแล้วในอกุศล เราต้องมีญาณรู้ว่า อสังขาริกังมีลักษณะอย่างไรในจิต ตัวนี้เป็นเจตสิกตัวลึกเลย แต่ถ้ามันมี มันก็จะเป็นสังขาริกัง ทำให้ออกไปเป็นกายกรรมวจีกรรม แต่ถ้าทำให้มันหายไปหมด ไม่เหลือแม้แต่ตัวเล็กตัวน้อย การตรวจสอบด้วยอรูปฌาน อากาสานัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ ทำไม่ให้เหลือธุลีเศษความมัวหมอง แม้เล็กแม้น้อยก็ทำให้ไม่มี แล้วก็ทำอย่างรู้นะว่ามันไม่มีจริงๆ ตรวจสอบแล้วตรวจสอบอีก เนวสัญญา กำหนดรู้ว่าไม่รู้ไม่ได้นะ เนว คือตัวภาคเสธ เอวะ คืออันนั้น อย่างนั้น เนวะ แล้วอันนั้นมันดีสมบูรณ์หรือยัง เป็นตัวภาคเสธ ต้องตรวจตัว เนวะให้เป็นเหวะ คือให้แท้ให้จริง ปัญญามันจะเข้าไปรู้อัตตาที่เป็นตัวเรา ตัวเราตั้งแต่ อรูปอัตตา มันมีนิดเล็กน้อยจนจะไม่มีอะไรให้รู้ เล็กน้อยโทษภัยก็น้อย แต่ของพระพุทธเจ้าไม่ให้ไว้หน้าต้องทำให้หมดไป ไม่ให้มี นี่คือภาคบังคับของพระพุทธเจ้า เมื่อไม่มี เราก็จบ ต้องอ่านอาการ พระพุทธเจ้าว่าต้องรู้ด้วยอาการ ลิงค นิมิต อุเทศ อุเทศ คือคำอธิบาย ที่อาตมากำลังยกมาอธิบายขยายความ คำว่านิเทศน์ คืออยู่ในกรอบหน่อย แต่อุเทศ คือไม่มีจำกัดกรอบ อย่างนิเทศน์ศาสตร์ ศาสตร์การสื่อสาร ก็กำหนดไว้ อธิบายให้ผู้ที่มีความรู้สภาวะธรรม แล้วใช้ภาษามาอธิบายก็ได้เลย อย่างที่ไม่มีภาษาก็ละเอียดมากแล้ว นอกนั้นพระพุทธเจ้าท่านบัญญัติไว้หมดแล้ว อาตมาถึงไม่จำเป็นที่จะต้องไปบัญญัติภาษาอะไรมาใช้ แล้วมีอีกตั้งเยอะที่อาตมาไม่รู้ในภาษาบาลีของพระพุทธเจ้า ท่านบัญญัติไว้หมดแล้ว ไม่ต้องไปอวดเก่ง เอาของพระพุทธเจ้านี้มาใช้สื่ออะไรได้เลย ขยายความได้เลย ท่านรู้จักพลังงานในระดับอาการของอุตุนิยาม คือไม่มีธาตุรู้เข้าไปร่วมเลยเป็นดินน้ำไฟลมอากาศ พอมาเป็นพีชะ ก็รวมตัวเป็นเนื้อหนัง เป็นพืช ผลไม้ เมล็ด เราก็เข้าใจก็รู้มัน จนมันมารวมกันเป็นสัตว์ เป็นชีวะมีตัวกูของกู มีเวทนา มีการรู้รู้สึกเรายึดถือความรู้สึกนั้น พืชไม่ได้ยึดความรู้สึก มันไม่มีเวทนา มันยึดถือแต่สิ่งที่จะเอามารวมตัวเป็นมัน มันเอาแต่เนื้อของมัน ความเป็นอัตตาของมัน มะละกอก็เอาแต่ธาตุที่จะไปสังเคราะห์เป็นมะละกอ อย่างอื่นมันไม่ไปเอา ถ้าได้ไม่ครบมันก็เป็นมะละกอที่แคระแกรนไม่สมบูรณ์ ถ้ามันได้ครบก็เป็นมะละกอที่มีความสมบูรณ์ขึ้นมา คุณลักษณะอย่างนี้ พระพุทธเจ้าสอนคนให้ทำตนเองเป็นพลังงานพีชะที่ไว้อาศัย ถ้าคุณทำตัวเองได้เป็นพลังงาน พีชะ แล้วจะมีร่างกายไว้ทรงไว้ ที่มันเหนือกว่าพืชกว่าเดรัจฉาน เพราะมันรู้ว่าสิ่งไหนควรทำ สิ่งไหนไม่ควรทำ อันไหนดีอันไหนไม่ดี มันรู้มากกว่าสัตว์ ก็เอาสิ่งที่ไม่รบกวนไม่เป็นโทษไม่เป็นภัยใคร คือ พีชะ มันทำได้แข็งแรง เมื่อคุณทำตนเป็นพีชะได้ ก็ไม่เป็นพิษภัยกับใคร พลังงานที่เหลือก็เอามาสร้างสรรค์ คนไม่ได้ทำโทษภัยกับใคร แล้วก็สร้างสิ่งที่มีประโยชน์คุณค่า แล้วจะสร้างได้มากกว่าด้วย เพราะมีพลังงานแคลอรี่ที่มากกว่าสัตว์กว่าพืช มากกว่าสัตว์เดรัจฉาน คนมีพลังงานมากกว่าช้าง กว่าเดรัจฉานนะ แต่มันรวมกันไม่ได้หรอก ถ้ารวมกันได้ เอามือนี้ยันช้างได้เลย เคยฟังตำนานมาไหม ถ้าไม่เชื่อก็ดูหนังกำลังภายในจีนก็ได้ พลังงานในคนนี้เท่ากับพลังงานในดวงอาทิตย์ แต่เอามาใช้ไม่ได้เท่านั้นเอง ถ้าคุณสามารถรวมพลังงานนี้ได้ คุณจะทำได้หมด ไม่ว่าจะเหาะเหินเดินน้ำดำดิน ไม่ว่าจะเป็นพลังงานร้อนแรงอย่างไร อย่างเช่นพลังงานของนนทุกข์ ก็ชี้คนตายได้เลย เรื่องรามเกียรติ์ ความรู้ที่มีเจตนาเป็นอกุศล ก็ทำชั่วได้เยอะ อาตมาทุกวันนี้ มีพลังงานพิเศษหลายอย่างที่เกินเชื่อ เป็นเรื่องพิเศษสำหรับคนบางคนแต่มันไปใช้ได้ไม่ทั่วก็เลยไม่ใช้ เพราะมันไม่เป็นประโยชน์ต่อคนส่วนมาก มันต้องรวบรวมต้องเค้นพลังงานพิเศษออกมา อาตมาก็ใช้พลังงานสามัญกับคนสามัญให้พ้นทุกข์แค่นี้ก็พอ เอาพลังงานมาใช้ขนาดนี้ก็ยังไม่ค่อยพอแล้ว อาตมามีฤทธิ์เดชอะไรหลายอย่างแต่ต้องรวบรวมพลังงานนั้นเพื่อทำอะไรพิเศษ ให้คนมาเคารพนับถือ เพื่ออวดเก่งอย่างนั้นให้เป็นคนพิเศษ พิเศษมันก็ไม่เข้าท่าอะไร เอามาใช้ในเรื่องสามัญให้คนได้อุปโภคบริโภค ต้องอาศัย ต้องใช้พูด ใช้บรรยาย แค่นี้ก็พลังงานไม่ค่อยพออยู่แล้ว
มาเรียนรู้อัตตาในกาย พระพุทธเจ้าบอกว่ากายคือธรรมะ 2 เอารูปกับนาม สิ่งที่ถูกรู้เราเรียกว่ารูป เช่นเราไปยึดถือว่ามะละกอนี้เป็นของข้าใครอย่าแตะ ของข้าถ้าลูกก็ไม่ให้ก็ไม่ให้ อย่างนี้เห็นแก่ตัวจัด แคบมาก มิติที่อาตมาไม่ตั้งมิติเลยเป็นของกูอย่างนี้ไม่ตั้งเป็นมิติที่ 1 ถือเป็นมิติที่ 0 หรือว่าไม่ต้องพูดกับมันแล้วคนคนนี้เริ่มต้นมิติที่ 1 คือเห็นแก่สัมผัสเสียดสีผู้ชายผู้หญิงแค่นั้น สองคนอย่างอื่นไม่เอาถ่านด้วย มันแค่เอาแต่สัมผัสเสียดสี การงานอื่นไม่ทำ บางคน สามีเอาแต่สัมผัสเสพเสียดสี ไม่ทำการงานอื่นเลย ให้ภรรยาทำการงานมาเลี้ยงสามี สามีเอาแต่สัมผัสเสียดสี ดีไม่ดีก็สูบยาด้วย มนุษย์อย่างนี้มีด้วยเป็นเพศชายที่เอาเปรียบเพศหญิง เพราะข่มได้ เอาเปรียบได้ เหมือนสัตว์เดรัจฉาน ที่มีเขี้ยวมีงาก็ข่มได้ สัตว์ที่เป็นเพศตัวเมียก็ต้องยอม นั่นแหละมันไม่ดีเพราะมีปัญญารู้ว่าอย่างนั้นไม่ดี ก็มาช่วยกันคนละไม้คนละมือ บางเผ่าผู้ชายเป็นคนทำงาน ผู้หญิงก็ทำงานในบ้าน ผู้ชายทำงานหนักนอกบ้าน ผู้หญิงก็ทำงานอยู่ในบ้าน ก็เจริญตามลำดับ กลับไปกลับมา ต่างคนต่างช่วยกันก็เจริญขึ้นได้เรื่อยๆ จนกระทั่งก็เสมอภาคกัน ผู้ชายก็ช่วยกันผู้หญิงก็ช่วยกัน จนถึงทุกวันนี้ ตามความสามารถของแต่ละคนต่างคนต่างเอาจริง ของจริง ตามสมรรถภาพความรู้ ไม่ว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ก็แบ่งกันทำ อันไหนผู้ชายทำไม่ได้ ผู้หญิงทำได้ดีก็ให้ทำ อันไหนผู้หญิงทำให้ได้ ผู้ชายทำได้ ก็ให้ผู้ชายทำ สนับสนุนกันก็มีแต่รังสรรค์ มีแต่สิ่งที่เกิดความเจริญ ไม่เดือดร้อน กายคือธรรม 2 การยึดถือเป็นตน รู้ว่าอาการอย่างนี้ มันเป็นความเห็นแก่ตัวเอง เป็นการเสพรส เอามาเป็นของตน อย่างใหญ่อย่างสูงก็มีเสพรสสัมผัสเสียดสีเป็นราคะ เอามาเป็นของตนเรียกว่าโลภะ ถ้าไม่ได้เป็นของตนไม่ได้เสพสัมผัสเสียดสี กูก็บ้า เป็นโทสะ ส่วนโมหะไม่รู้เรื่องเลย ก็แยกแยะไม่ออก ถ้าแยกแยะออกก็พ้นโมหะ แล้วจัดสรรเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ไม่ดีให้ดี คนที่รู้ว่าตัวเองไม่ดีอะไรเรียกว่าอัตตา ในสภาพสอง ถ้าคนเดียวไม่มีอะไรเทียบเลย คุณไม่มีดีไม่มีชั่วหรอก ในโลกนี้มีคุณคนเดียว ก็ไม่มีดีไม่มีชั่ว คุณเป็นชีวิตคนเดียว นอกนั้นเป็นดินน้ำไฟลม จะกินอะไรก็เชิญ กินไม่หมดหรอก แต่ถ้าคนมาก แย่งกันมากก็ทุกข์มาก จริงๆแล้วโลกทุกวันนี้ แบ่งกันกินใช้มันก็พอ วัตถุก็พอ แล้วคนก็รู้จักสร้าง ปลูกพืชไร้สารพิษได้ด้วยก็รู้ก็ทำ อาศัยกินอยู่แล้วก็ตาย ไม่ต้องไปเอาอะไร ไม่ต้องไปทำหอก ทำปืน ทำระเบิด ไปทำแล้วชั่ว ทำมาฆ่าคนทำไม จะไปฆ่าสัตว์มันก็จองเวรจองกรรม อย่าไปทำ ศาสนาพุทธจึงให้ละเว้นการฆ่าสัตว์ แม้แต่ฆ่ามากินก็ไม่ให้ทำ กินแต่พืชก็อยู่ได้ ถ้าคนเข้าใจอย่างนี้ก็ปฏิบัติได้ คนไม่เข้าใจยังอยากอยู่ก็จะเถียงหาเหตุผลจะกินสัตว์ ถ้าเข้าใจแล้วจะไปกินทำไม กินพืชนี้ก็เหลือแหล่ คนกินแต่พืชกับคนกินสัตว์ ใครจะอายุยืนกว่ากัน พิสูจน์กันต่อไปได้เลย คุณกินแต่สัตว์ ไม่กินพืชเลยยิ่งอายุสั้น คุณกินแต่พืชไม่กินสัตว์เลยท้าให้พิสูจน์เลย คนกินแต่สัตว์ไม่กินพืชมีอายุไม่กี่ปีหรอก อย่างพวกที่อยู่ขั้วโลกเหนือ มันไม่มีพืชเลย มันมีแต่สัตว์ให้กิน อายุสูงสุดยอด 40 เฉลี่ยแล้ว ตายตอนอายุ 28 ปี ส่วนคนที่กินแต่พืช กินสัตว์น้อยมากหรือไม่กินเลย อายุยืนถึง 100 ปี 200 ปี คุณกินสัตว์ก็ต้องมีวิบากต่อกัน จะไปต่อเชื้อทำไม คุณไม่กินก็อยู่ได้แล้วอายุยืนด้วย ไม่ทำก็เชิญโง่ต่อไป สรุปอย่างนั้น
591204 วิถีอาริยธรรม สันติอโศก โอกาสทองของพลังงานระเบิดรัก