สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน คนจนที่มีแบบ ตอน 3.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน คนจนที่มีแบบ ตอน 3 อาตมาก็คิดว่าจะเข้าสู่เรื่องธรรมะ ตอนนี้เอาหนังสือคนจนที่มีแบบ เอามาอ่านนำก่อนที่หนังสือจะวางตลาด
(8) สังคมมีความสามัคคี มั่นคง เป็นปึกแผ่น ได้ด้วยการ..“ให้!” “…ข้าพเจ้าเองก็มีความปีติเต็มตื้นใจ ที่ได้เห็นน้ำใจของทุกคนเช่นนี้ เพราะเป็นสิ่งบ่งชี้ให้เห็นถึงคุณธรรมข้อหนึ่ง ที่ยังมีอยู่อย่างบริบูรณ์ในจิตใจของคนไทย ก็คือ การให้ การ“ให้”นี้ ไม่ว่าจะ“ให้”สิ่งใดแก่ผู้ใด โดยสถานใดก็ตาม ล้วนเป็น“การกระทำที่พึงประสงค์”อย่างยิ่ง เพราะเป็นเครื่องประสานไมตรีอย่างสำคัญ ระหว่างบุคคลกับบุคคล และทำให้สังคมมีความมั่นคงเป็นปึกแผ่น ด้วยสามัคคีธรรม นอกจากนั้น การให้ ยังเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขอีกด้วย กล่าวคือ ผู้ให้ก็มีความสุข มีความอิ่มเอิบใจ ผู้รับก็มีความสุข มีกำลังใจ สังคมส่วนรวม ตลอดถึงประเทศชาติ ก็มีความผาสุก มีความร่มเย็น ในปีใหม่นี้ ข้าพเจ้าจึงปรารถนาอย่างยิ่ง ที่จะเห็นชาวไทย มีความสุขถ้วนหน้ากัน ด้วยการให้ คือ ให้ความรัก ความเมตตากัน ให้น้ำใจไมตรีกัน ให้อภัยไม่ถือโทษ โกรธเคืองกัน ให้การสงเคราะห์ อนุเคราะห์กัน โดยมุ่งดี มุ่งเจริญต่อกัน ด้วยความบริสุทธิ์ และจริงใจ…” (พระราชดำรัสพระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2546 เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2545) พ่อครูว่า...ความสามัคคีความเป็นปึกแผ่น อยู่ในสาราณียธรรม 6 กับพุทธพจน์ 7 ของพระพุทธเจ้า สาราณียธรรม 1. เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 2. เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 3. เข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 4. แบ่งปันลาภผลให้กับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (ลาภา ธัมมิกา - มีลาภตามธรรมแห่งสาธารณโภคี) อยู่รวมกันได้ทร
อ่านต่อ
ัพย์ศฤงคารก็เอามารวมกองกลางร่วมกินร่วมใช้กันอยู่ เป็นสาธารณโภคีที่ชาวอโศกได้นำมาปฏิบัติประพฤติจนบรรลุ อาตมามีความภาคภูมิใจมากที่เอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติกันจนสำเร็จผลเป็นสาธารณโภคี จะเกิดได้อย่างนี้ต้องมี พุทธพจน์ 7 5. มีศีลเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (สีลสามัญญตา) คนศีล 5 ก็เคารพคนศีล 8 คนศีล 8 ก็เคารพคนศีล 10 ศีลเสมอและสมานกัน 6. มีความเห็นเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (ทิฏฐิสามัญญตา) (ล.22 ข. 282-283) มีความสมานัตตา เสมอสมานกัน สาราณียธรรม 6 มีจริงในจิตคน ก็มาร่วมกันมีประโยชน์ร่วมกัน อาตมาอยู่ได้เพราะนำธรรมะพระพุทธเจ้าเหล่านี้มาเป็นหลักให้ปฏิบัติ เปิดจากต้นทุนคือมีจิตใจ 7 อย่างนี้
พุทธพจน์ 7 1. สาราณียะ (รู้จักระลึกถึงกัน คำนึงถึงคนที่ควรเอื้อ) 2. ปิยกรณะ (รักกันสัมพันธ์ดี-ปรารถนาดีต่อกัน) 3. ครุกรณะ (เคารพกัน รู้จักฐานะ รู้จักคุณวุฒิ) 4. สังคหะ (สงเคราะห์เกื้อกูลช่วยเหลือกัน) 5. อวิวาทะ (ไม่วิวาทแตกแยกกัน) 6. สามัคคียะ (พร้อมเพรียงกัน มีพลังรวมยิ่งใหญ่) 7. เอกีภาวะ (เป็นปึกแผ่น มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน) (โกสัมพีสูตร พตปฎ. ล.22 ข. 282-283)
คุณสมบัติจิตเจตสิกแต่ละคนมีคุณสมบัติ 7 อย่างนี้ แล้วจะให้ก่อเกิด สาราณียธรรม 6 ได้ จนกระทั่งมีสาธารณโภคี มีเมตตาที่จิตจริง ไม่ใช่ปากเปล่าเสแสร้งซับซ้อน ทำทีเป็นช่วยเขา ทำทีเป็นดีกับเขาแต่ล้วงตับกินไส้ลึกซึ้ง อำมหิตโหดร้าย เอาตายเลย นี่มันคือ ความหลอกลวงของมนุษยชาติ มันลึกซึ้งอย่างนี้ เล่ห์เหลี่ยมของมนุษย์ แต่ที่เราทำเป็นความบริสุทธิ์ใจเป็นเรื่องลึกซึ้ง จนเราทำอยู่นี่คนมีภูมิปัญญาจะมองออก อโศกนี้คนเห็นแล้ว ปึ๊ก ไหม? ปึ๊กเลย ชัดเจน แน่น หนึ่ง ปึ๊ก สอง เป๊ะ เปรี๊ยะ เป๊ะเลย ตรงเป๊ะ สนิทเนียน ตรงเป๋ง ตรงเปี๊ยะเลย มีบกพร่องบ้าง แต่ค่าเฉลี่ยแล้วชนกลุ่มนี้ของสมาชิกสังคมกลุ่มนี้ มันได้คุณสมบัติหรือคุณธรรม สามัคคียะ พร้อมเพรียงกันไม่วิวาทกัน อวิวาทะ มีปากหอกติเตียนกันบ้าง ก็แค่มุขสตี ตรงตามคำสอนพระพุทธเจ้าทุกอย่าง แล้วก็ได้ผล ไม่วิวาท วิวาทก็เล็กน้อย แล้วแต่ใคร ไปยังวิวาทอยู่ก็ทุกข์ไม่เจริญ พระพุทธเจ้าให้ทำจิตไม่มีวิวาท หากเข้าใจก็ปรับปรุงให้ประสานกันให้ดี เราฝึกฝนอบรมปฏิบัติแล้วก็ได้ผลจริง เกิดสามัคคียะ ไม่วิวาท ปึ๊ก เอกีภาวะ เพราะจิตของเรา แสดงออกถึงความอยู่ร่วมกันมีสังคหะมีความเกื้อกูล อุดหนุนจุนเจือเผื่อแผ่ช่วยเหลือสังเคราะห์สังคหะ มีความช่วยเหลือ คนมีความสามารถมากรู้มากก็ทำมากๆ ให้เหลือแล้วก็ไปแจกจ่ายให้ผู้ที่มีน้อยทำได้น้อย เขาไม่สามารถทำได้แล้วคุณสามารถก็สามารถกว่า บางคนอายุมากเจ็บป่วยแล้วเป็นต้น มีการเคารพกัน ครุกรณะ รู้จักการเคารพอันควรเคารพรู้จักคาราโวนิวาโต เป็นมงคลอย่างแท้จริง ด้วยความรู้ความเข้าใจเชื่อมั่นในธรรมะพระพุทธเจ้าและก็เห็นจริงได้ผลจริงด้วย มีปิยกรณะ มีความรักที่มีนัยซับซ้อน อธิบายความรักถึง 10 มิติที่เจริญสูงขึ้นไป ความรักของชาวอโศกนั้นเลยระดับที่ 7 เลยมิติที่ 7 เรื่องของมิติที่ 1 2 อะไรนี่เรามีน้อยมีเหลือบ้าง มิติที่ 1 2 3 ก็แคบ แค่สองเรา เมถุนคู่รัก ลูกยังไม่เอื้อเลย สองคนในโลกนี้ อาตมาไม่เอาตั้งแต่หนึ่งคนเดียวเลย ก็ละไว้ในฐานที่เข้าใจ เห็นแก่ตัวเองใครก็ไม่เอาเลย ก็เอาที่สองคนขึ้นไป ไม่เห็นแม้แต่แก่ลูก มันมีความรักแคบขนาดนั้นจริงๆ ฆ่าลูกทิ้งเลย ทิ้งลูกเลย อะไรมันจะแคบขนาดนั้น นี่คือต่ำสุด มิติที่สอง ก็เอาลูกก็ดีขึ้น แต่ไม่เอาญาติ เอาแต่ลูก ไม่เอาญาติพี่น้องใครไม่เอา เอาแต่ลูก พ่อแม่ลูก เป็นความรักที่แคบจริงๆ แต่ก็กว้างขึ้นมาเป็นอะไร ญาติไปสู่มิตรสหายสังคมอย่างนี้เป็นต้น ถึงระดับที่ 5 ที่ 6 จนถึงประเทศชาติ จากประเทศชาติก็กว้างขึ้นไปถึงประเทศอื่น เกื้อกว้างไปถึงประเทศอื่นเป็นมิติที่ 7 ที่ 8 มิติที่ 7 เป็นเทียบกับพระเจ้า ซึ่งท่านรักมวลมนุษยชาติทั้งโลก เป็นความรักของพระเจ้า มิติที่ 8 เป็นความรักที่ซ้อนลงไป เป็นความรู้ของพุทธศาสนา ละลดมา มาเริ่มที่ 7 เป็นลำดับ เป็นความซับซ้อนของศีล สมาธิ ปัญญา ซับซ้อน เพราะฉะนั้นจึงปฏิบัติเป็นลำดับอันน่าอัศจรรย์ ซับซ้อน ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ ตั้งแต่ระดับที่ 7 เป็นต้นไป เป็นมิติที่ไม่เห็นแก่ตัวไปตามลำดับอย่างมีความรู้จักตัวตน กิเลสอัตตา คืออะไร ละอัตตาตามลำดับ ตั้งแต่หยาบข้างนอก ขั้นอบาย กามภูมิ มีไม่รู้กี่ชั้น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อนาคามี ก็เหลือแต่รูปภูมิ อรูปภูมิ ก็เรียนรู้ไปอีก เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน ปฏินิสสัคโค คัมภีราวภาโส จนมีความรักมิติที่ 8 ขึ้นมิติที่ 9 มิติที่ 7 อย่างที่เราเห็นเราเป็นส่วนใหญ่ สูงขึ้นเป็นมิติที่ 8 อาตมานี้ปาง 7 ก็ย่างเข้า 8 มิติที่ 8 เป็นมิติที่สูง เป็นพุทธศาสนาที่ถึงขั้น 7 8 9 สามเส้าสุดท้าย เริ่มต้นที่ 7 พอ 8 พอ 9 จะเข้าสู่ความเป็นสัมมาสัมพุทธะ จนกระทั่งมาเป็นสัมมาสัมพุทธะ สยังอภิญญาที่จะเข้าไปสู่สัมมาสัมพุทธะก็มี 9 เหลื่อมไป เป็นลำดับ จนกระทั่งเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ จนสูงสุดเป็นสัมมาสัมพุทโธ เป็นพระพุทธเจ้าเต็มพระองค์ ซึ่งเป็นคุณธรรมที่มีหลักเกณฑ์มีทฤษฎีมีวิชาการ ที่พิสูจน์ได้ มีนัยละเอียดที่อธิบายเป็นเอหิปัสสิโก เชิญให้มาดูได้ ให้มาพิสูจน์ได้ มันยาก มันไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกเป็นเรื่องสูง แต่สามารถเข้าถึงสามารถบรรลุ โอปนยิโก แล้วเราได้ทำได้ เป็นของเรา ปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ เอาตัวตนเข้ามา สันทิฏฐิโก เอาตัวเข้ามาปฏิบัติได้แล้วจะเกิดผล สันทิฏฐิโก คือรวมทั้งตัวตนเราพฤติกรรมชีวิตเราทั้งรูปและนาม รวมทั้งสมมติสัจจะปรมัตถสัจจะ แต่ปัจจัตตัง เน้นที่ จิตวิญญาณ ตัวตนของเราจะบรรลุธรรมคนที่จิตของเรา เวทิตะ แปลว่าความรู้ เวทิตัพโพ วิญญูหิ เข้าไปถึงธาตุจิตวิญญาณ เป็นนัยของนามธรรมละเอียด ส่วนสันทิฏฐิโกนั้นรวมทั้งภายนอกภายใน ปฏิบัติแล้วจะได้ผล เรามีทั้งการเคารพกัน มีคุรุกรณะ มีสารณียะ แปลว่าความระลึกถึงกัน ระลึกถึงด้วยความปรารถนาดี เช่น ระลึกถึงผู้ที่ตกยากผู้ที่เลว ผู้ที่ควรจะต้องช่วยเขาก็ระลึกถึงด้วยความปรารถนาดี ไม่ใช่ระลึกถึงแล้วก็จะแก้แค้น หรือจะทำร้ายเขาก็ไม่ใช่ ระลึกถึงด้วยความปรารถนาดี พูดถึงบ่อยๆดุมากๆ ว่ามากๆ กล่าวถึงมากๆ ตำหนิอยู่มากๆ ด้วยความปรารถนาดีจริงใจ อาตมาพูดในรายละเอียดด้วยจริงใจ มันลึกซึ้ง ซับซ้อน recondite มันก็ยังยากอยู่ สิ่งที่อาตมาอธิบายก็มีคุณลักษณะอย่างนั้น ใช้ภาษาอังกฤษ ภาษาไทยอาจจะไม่มีที่จะอธิบายได้บางคำ คนรู้ก็ไม่มากคน ตัวอย่างก็มีไม่มาก ก็ค่อยๆมีกันอยู่ รังสีก็ไม่มากอะไร ก็เลยทำไป นี่คือสภาพที่อาตมาพยายามอธิบาย สาราณียะ ระลึกถึง คำว่าระลึกถึง แคบๆก็ฟังยาก แต่ระลึกถึงด้วยความปรารถนาดีด้วยความจริงใจ จะช่วยเหลือเกื้อกูล เหมือนอย่างพระพุทธเจ้า เช้าขึ้นมาท่านก็ เออ วันนี้ท่านก็ทรงสาราณียะ ว่าใครควรจะไปโปรด เป็นการสมควรไม่เดือดร้อนมาก ใครเหมาะสมที่สุด เรียกว่าสาราณียะ เพื่อจะช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เหมือนอย่างเราก็ระลึกถึงคนนั้นคนนี้ เป็นอย่างไรอยู่ดีไหม ทำอะไรอยู่ ถ้าเดือดร้อนเราก็จะไปช่วยกัน ถ้าไม่เดือดร้อนก็อนุโมทนาว่าไป ใครควรจะต้องไปแวะเวียนไปช่วยเหลือ ก็ระลึกถึง ไม่ใช่ระลึกถึงว่า ไปหาคนนี้ เพื่อจะไปดูดเข้าพรรคเรา ไปหาเพื่อจะดูด มันไม่ใช่ ไปเพื่อเกื้อกูลช่วยเหลือ นี่คือจิตวิญญาณอันสูงส่ง ระลึกถึง ก็เลยปรารถนาดีจริงใจเราจะช่วยเขาได้ แล้วเราก็ควรจะช่วยเขาได้นะ ไม่ใช่ระลึกแล้วก็ไปเป็นภาระเขาอีกก็ไม่ควร เตี้ยอุ้มค่อม เราก็ไม่ควรจะไป ระลึกถึงแล้ว เข้าไปแล้วก็ควรจะไปช่วยเขาได้ แต่ถ้าเราจะไปเป็นภาระเขาก็อย่าไปๆ ทำภาระตัวเองเถอะ ไปแล้วเป็นภาระเขามันก็เสียก็ไม่เข้าท่า การระลึกถึงกัน ก็ขยายความสู่ฟังว่า มีคุณสมบัติคุณค่าคุณธรรมอย่างไหนที่ระลึกถึงกัน อย่างนี้เป็นต้น พุทธพจน์ทั้ง 7 นี้เราปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าแล้วจะได้คุณสมบัติ 7 ที่มีลักษณะมากน้อยก็แล้วแต่ รู้สึกตัวไหมว่าเรามีคุณสมบัติ 7 นี้ มีมากมีน้อย เราก็จะรู้ว่าจริงมันควรได้ คุณษณะจิตวิญญาณแบบนี้คุณธรรมแบบนี้มันควรได้ใช่ไหม เรารู้แล้วเราก็มาเลือก ชีวิตทั้งชีวิตก็มาฝึกฝนสิ่งเหล่านี้ใส่ตนปฏิบัติก็ขึ้นไปมันก็ได้ คุณอยากได้ไปซื้อตามร้านขายยามันจะได้ไหม ไปซื้อตามห้างสรรพสินค้าใหญ่จะได้ไหม สั่งจากแจ็คหม่าจะได้ไหม ก็ไม่ได้ มันต้องทำเอาเอง มันจะไปหาซื้อที่ไหนก็ไม่ได้หรอก บอกแจ็คหม่าว่าหาพุทธพจน์ 7 ให้หน่อย ไปซื้อตามร้านไหน เขามีประสิทธิภาพในการซื้อขายเก่งมาก ก็ไม่มีหรอกต้องมาทำเอาเอง ต้องมาประพฤติจึงจะได้ พวกเรามั่นใจในคำสอนพระพุทธเจ้า ว่ามาหาสิ่งนี้แล้ว เป็นจริงเป็นได้ยาก แต่เป็นได้ เราก็จะรู้ว่ามันเป็นปัจจัตตังที่ตัวเรา ปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิ เพราะเอาชีวิตของแต่ละคนมา สันทิฏฐิโก เอามาเต็มสภาพ อยู่ที่นี่แหละ มาอย่างไรก็มาเป็นสมาชิกที่นี่แหละ เราก็จะได้เป็นปัจจัตตัง
(9) สังคมจะล้มเหลว หรือเจริญสำเร็จ เพราะ… ชัดเจนยิ่งมั้ย พระราชดำรัสของในหลวง ร.9 ว่า มุมหนึ่งคือ เราเป็นคนจนคือเรามีไว้แต่น้อยแต่สร้างได้มากแล้วหมุนเวียนสะพัดสู่สังคม เรามีทรัพย์แท้คือความรู้ความสามารถและความขยัน เราก็รู้ว่า ความสุจริตความดีงามทางโลกที่เป็นโลกียะเราก็มีอย่างที่เขามีกันอย่างที่โลกเขาพึงมี สูงไปกว่านั้นเราไม่โลภไว้ให้แก่ตัวเราไม่หอบหวงเรากล้าสละออก แม้มีน้อย เป็นวรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) GDP ของเราคือทำการสร้างสรรในภายในให้ได้มาก ไม่ใช่เอามาจากประเทศอื่นของคนอื่นมาเป็น GDP เราสร้างของเราเองให้ได้มากเป็นโดเมสติกของเรา จึงเป็นความเจริญ แต่จะไปเรียกว่าการเอาจากคนอื่นเป็นโดเมสติก มันก็ไม่ใช่ การเอาของคนอื่นแล้วคุยโม้ว่าเป็นของเรามันก็ไม่ใช่ คุณต้องเอาของคุณสิเป็นโดเมสติก อาตมามั่นใจว่าอธิบายลักษณะนี้ถูกต้อง แล้วเราทำได้ด้วย ไม่ใช่หมายความว่าเราทำไม่ได้ ชาวอโศกเรามี GDP แบบนี้ เป็นรายได้มวลรวมหรือสิ่งสร้างสรรมวลรวม ของเราภายในของพวกเราเอง ด้วยเลือดเนื้อเชื้อแท้ของพวกเราบริสุทธิ์สะอาด แล้วเราก็จะมีส่วนเกินส่วนเหลือเรามีกินมีใช้พอ มีส่วนเหลือส่วนเกินเราก็จะพัดไปสู่ผู้อื่น สะพัดให้คนอื่นได้ มีการให้คนอื่นได้อย่างนี้ต่างหากคือเจริญ GDP แต่เอาของคนอื่นเอาเนื้อคนอื่นมาแปะ เอาเนื้อช้างมาแปะเนื้อแพะ เพราะตัวเองมีเนื้อแพะ แต่ของเราเนื้อช้าง เราไม่เอาแพะมาแปะ เราเอาช้างไปแปะให้แพะ คุณใหญ่จริงหรือเปล่า หนอย มองว่าช้างตัวใหญ่ แต่ที่จริงเล็กนิดเดียว สัจจะแท้เราไม่ใหญ่หรอก แต่เราก็เป็นหนูไปช่วยราชสีห์ได้อยู่ อย่างนี้เป็นต้น นี่แหละคือสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน คัมภีระ ลึกซึ้งซับซ้อน ยากจะเข้าใจ (1) ล้มเหลวเพราะ..ทุ่มเทให้เศรษฐกิจเจริญขึ้นเร็วๆๆ! (2) สำเร็จได้เพราะ..ทำตามลำดับด้วยความรอบคอบ (3) ไทยยอดยิ่งยวดได้ เพราะ….? เพราะ (3.3) เราจะเป็นที่หนึ่งในโลก ด้วย“พอมี พอกิน” เราจะเป็นที่หนึ่งในโลก เพราะ.. เป็น“คนจนที่รู้จักพอ มีใจพอในภาวะที่พอเหมาะที่พอควร ไม่โลภโมโทสัน” เป็น“คนจนที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ต่อสังคม” เป็น“คนจนที่ไม่สะสมทรัพย์สิน ทั้งไม่สะสมกิเลส” เป็น“คนจนที่ยอดขยัน ปรารภความเพียร” จึงเป็น“คนจนที่มีเศรษฐกิจของสังคมอุดมสมบูรณ์” เพราะ (3.4) ต้องทำแบบ “คนจน”! เพราะ (3.5) “ขาดทุนของเราเป็นกำไรของเรา”. “Our loss is our gain” เพราะ (3.6) สังคม มีความสามัคคี มั่นคง เป็นปึกแผ่น ได้ด้วยการ..“ให้!” จิต“รวยโลภให้-ไร้โลภเอา” “ให้”นี่แหละยิ่งใหญ่ที่สุดของคน ถ้าจิตใจของใครมีแต่ความยินดีใน“การให้”มากกว่า“การเอา”หรือ“การได้มาให้ตน” ความเจริญยิ่งใหญ่จะเกิดทั้งในตนและทั้งในสังคม และในโลกทีเดียว เพราะจะเกิดสังคม“คนจน”อย่างเป็นจริงขึ้นมาให้แก่โลก เป็น “ปรากฏการณ์”พิเศษให้โลกเห็นความวิเศษ
(10) ชาวพุทธไม่กลัวจน เพราะมี“ปัญญา”ตามคำตรัส ปกตินั้นคนทั้งหลายต่างก็กลัว“ความจน”กันทั้งนั้น แต่ผู้ที่เป็นพุทธศาสนิกชนที่สัมมาทิฏฐิ และปฏิบัติดีแล้วตามคำสอนพระศาสดา จะไม่กลัว“ความจน”เลย เพราะจะเกิดเป็น“คนจนสุขสำราญเบิกบานใจ” อันเป็น“คนจนแบบอาริยะ” เป็น“คนจนที่มีปัญญา(ฉลาดโลกุตระมิใช่อัจฉริยะแค่เฉโก)” เป็น“คนจนที่ไม่เบียดเบียนใคร” เป็น“คนจนที่มีความมักน้อย อยากจน กล้าจน” เป็น“คนจน”ที่มีความรู้สมรรถนะความสามารถสร้างสรร จึงมีอยู่มีกิน มีเหลือเผื่อแผ่แจกจ่ายผู้อื่นได้จริงๆ
(11) คนจนอุดมสมบูรณ์สุขสำราญเบิกบานใจ “คนจน”ยังไง? ที่จนอย่างอุดมสมบูรณ์สุขสำราญเบิกบานใจ ..นี่แหละที่ต้องไขความกันอย่างสำคัญ “คนจนที่อุดมสมบูรณ์มีความสุขสำราญเบิกบานใจ”ไปตลอดกาลนาน ไม่ขาดตอน ไม่มีความรู้สึกโศกมาคั่นในกาละเลย ก็เพราะคนผู้นั้นได้ปฏิบัติตน“เป็นคนจน”ตามทฤษฎีพระพุทธเจ้าสำเร็จแล้วจริง อย่างสัมมาทิฏฐิ ถูกต้อง ตรงคำสอนแท้ จึงเป็น“คนจนอุดมสมบูรณ์”ที่ไม่ต้องแย่งรวย อาตมาพูดคำว่าอโศก ไม่ใช่พูดปากเปล่า เพราะใจอาตมาไม่เคยมีความเศร้าโศก ใจที่เครียดก็ไม่มี อารมณ์เครียดก็ไม่มี อาตมาก็ได้แต่อนุมานเอาตามที่เขาว่า มันเป็นความเดือดร้อนอึดอัดขัดเคืองเป็นอย่างไร ใจเราที่เครียดนั้นไม่เคยเป็น ไม่เคยรู้ว่าความเครียดเป็นอย่างไร คนฟังแล้วก็บอกว่าทำเป็นพูดเท่ เก๋ ไม่เชื่อ มันก็ recondite จริงๆ คุณจะมาเชื่อเราได้อย่างไร ก็มีสิทธิ์พูดความจริง เราไม่มีสิทธิ์บังคับให้ใครเชื่อ พูดไปตามประสาซื่อไม่ได้โกหก ไม่ได้เป็นอกุศลอะไร เราพูดความจริง มันเป็นเรื่องที่ยากไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย มันไม่มีความขาดตอนของความอุดมสมบูรณ์สุขสำราญเบิกบานใจ คนจนนี้มีใครอยากจะแย่งไหม? ก็ไม่มี อย่างนี้แหละง่ายๆ มันจึงปลอดภัย และเป็นคนจนจริงนะ ไม่ใช่จนไม่จริง ทุกวันนี้ชาวอโศก อย่างบ้านราชฯ คนมาดูก็เห็นมีอันนู้นอันนี้เยอะแยะ มันก็เป็นเครื่องใช้มีอะไรต่างๆนานา คุณอยากได้อะไร คุณก็มาปล้นได้ ไม่ว่า เรามีเหลือแจกกันได้ ปล้นเงินหรือ จากคนมีเงิน คุณก็เอาไป แต่จะหาคนมีเงินมากๆ น้อยในพวกเรา ทุกวันนี้ก็ … เราไม่อยากพูดไปเท่านั้นจะหาว่าเรี่ยไร เรามีหมุนเวียนเป็นสาธารณโภคี มีความลึกซึ้งถึงจิตวิญญาณ ไม่เป็นเราเป็นของเราช่วยเหลือเกื้อกูลกันจริงๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ recondite จริง เป็นเรื่องที่ลึกซึ้งซับซ้อนรู้ยาก คุณจะซาบซึ้งเข้าใจคำว่า recondite ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น มันเป็นจริงไม่ได้โกหก ความซับซ้อนเหล่านี้เป็นเรื่องจริง นอกจากลึกซึ้งซับซ้อน แม้เราไม่มีเรายังมีน้ำใจเลยยังจะเกื้อกูลช่วยเหลือผู้อื่นต่ออีก โดยที่เราไม่ทำแบบเตี้ยอุ้มค่อมไปกู้หนี้ยืมสินมาให้ ก็ไม่ใช่ แม้แต่ยืมผู้ที่เป็นสาธารณโภคีด้วยกัน เราก็ยืมกันอย่างที่เรียกว่ามีจริงนะ หากไม่มีเราก็จบ แม้แต่พวกเราเผื่อแผ่กัน เราไม่ไปรบกวนคนข้างนอกไปยืมจากคนอื่นข้างนอก ไม่ใช่ อย่าว่าแต่ยืมเลยคนข้างนอกจะเอามาให้ เราก็ยังไม่รับเลยหากไม่ตามกติกา จะเรียกว่าเป็นคนหยิ่งผยองก็ได้ แต่ไม่ได้หยิ่งผยองอย่าง ต่ำทรามอะไร เป็นคนหยิ่งในตัวถือศักดิ์ศรีในตัวพอสมควร ไม่ไปทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อน อย่างที่เขามี โคลงโลกนิติว่า อดอยากเยี่ยงอย่างเสือสงวนศักดิ์ โซก็เสาะใส่ท้องจับเนื้อกินเอง แต่ของเราไม่ใช่เสือ โซก็เสาะใส่ท้องปลูกไม้กินเอง ที่เราทำอยู่นี้มันสอดคล้องตรงกับของในหลวงร. 9 ตามศาสตร์พระราชาราชวงศ์จักรีของไทยที่คนต่างประเทศกำลังตื่นรู้ ซึ่งตรงกันกับ“ศาสตร์พระราชา ร. 9”แห่งราชวงศ์จักรีของไทย ที่คนไทยทั้งประเทศกำลัง“ตื่นรู้” และเกิดปรากฏการณ์“ตื่นตัว-เต็มตื้น”อย่างที่เห็น ตามที่เป็นอยู่ และจะไม่หายไปจากใจ จากความซาบซึ้ง ที่“รับรู้ความพิเศษในคุณวิเศษแห่งโลกุตรธรรม”ของพระพุทธเจ้านี้ไปอีกแล้ว จึงไม่ขาด“ความจน”เลย และจนอย่างสุขสำราญฯ
(12) ชาวพุทธตั้งใจจน เพราะเต็มใจจนด้วย“ปัญญา” การเป็น“คนจน”ที่ไม่ได้กลัว“ความจน”เลย เพราะยินดีจะเต็มใจจน ตั้งใจจน และจนอย่างมีความสุขสำราญ ยินดีเป็น“คนจน”เพราะมี“ปัญญา”ที่เข้าใจยิ่งจริงใน “ความจน”ว่าจะ“จน”อย่างไรดี จึงจะประเสริฐกว่า“ความรวย” จึงเป็นผู้ชัดเจนชัดจริงในใจว่า ทำไมต้องมาจน จนอย่างมีความสุขสำราญเบิกบานใจนั้นจริงอย่างไร? อย่างไรจึงเป็น“คนจน”ผู้มีค่า มีประโยชน์ต่อสังคม เพราะ“คนจน”ชนิดนี้มีหลักปฏิบัติอันประเสริฐ คือ เป็นคนมีคุณสมบัติ“อัปปิจฉะ(มักน้อย = กล้าจน)” มี“สันตุฏฐิ(สันโดษ = ใจพอ)” รัก“ปวิเวก(รักความสงบ)” และ“อปจยะ(เป็นผู้ไม่สะสม)” ซ้ำมิหนำ“วิริยารัมภะ(ยอดขยัน)”อีกด้วย เป็นต้น จึงเป็นคนมี“ปัญญา”เข้าใจ“ความจน”ที่วิเศษแท้จริงของ“คนจนอาริยะ” คุณสมบัติคุณธรรมที่เจริญ ไม่ใช่หยุดนิ่งแช่เฉื่อย แต่ว่า คุณสมบัติจิตที่เจริญคือ มีความคล่องแคล่วปราดเปรียวทั้งปัญญาก็ไว เจโตก็ปรับได้ไว มีธาตุทั้งปฏิภาณปัญญาปรับได้ไว อาตมามีคุณสมบัติของจิตอย่างนี้แล้วจึงเอามาอธิบายให้ฟัง มีตำราอ้างอิงของพระพุทธเจ้าด้วย ปวิเวกก็มีสามอย่าง กายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก กายวิเวกคือรูปนามสงบ ไม่มีธาตุที่วุ่นวาย nuisance จิตไม่มีอกุศลเจตสิกเลย กายคือธรรมะ 2 มีทั้งภายนอกและภายใน หากเอาแต่จิตสงบ มันสงบเพราะอะไร อุปธิมันไม่มี อุปธิมันตายไม่เหลือ อุปธิคืออะไร คือกิเลส คือสิ่งที่ไม่ควรให้มีคือสิ่งที่ไม่ควรให้เหลือ สิ่งที่ไม่ให้มีนั้นแหละ คืออุปธิ ทำให้มันไม่มีไม่เหลือ นี่คือ วิเวก 3 อปจยะ จ คือรู้แจ้ง ย คือเศษวรรค ที่เติมมาไม่ขาด สิ่งที่ยังต่อ ปจยะ เป็นพลังงานเสริมที่เอามาจากเศษวรรค ย เป็นตัวแรก อ คือไม่ ป จ ยะ คือไม่เหลืออะไร ไม่มีอะไร ลงไปถึงพยัญชนะจะเห็นได้ว่า อปจยะ คือ หมดแล้ว อปจยะคือไม่สะสมทั้งกองกิเลส ไม่สะสมอะไรอย่างอื่น มีความรู้มีความสามารถพอก็ทำงานไปในกาละ มันก็จะต้องมีอยู่เสมอ เพราะตนเองทำได้มากกว่าที่ตนเองกินใช้ ยิ่งอยู่กันหลายคนก็ยิ่งมีรวมกันมาก ทุกคนไม่มีความหลีกเลี่ยงหรอก มีแต่ความขยันทำ ไม่ไปแอบเสพ แอบพักก็ไม่ต้อง ไม่เมื่อยก็ทำ เมื่อยก็พัก เป็นคุณสมบัติแท้ของคนจริง ไม่มีอะไรออกนอกความจริงนี้เลยสุดยอด จิตมันเร็วกว่าแสงกว่าเสียง อาตมาดูทีวีทีละสามจอ กว่าแสงจะเดินทางมาถึงเรา จิตเรามันเร็วกว่าอีก เสียงก็ยิ่งช้ากว่าจิตมาก บางทีเราฟังเสียงก็รู้แล้ว ไม่ต้องดูภาพก็ได้ เสียงมันละเอียดกว่าภาพ
(13) “คนจนอาริยะ”คือ คนจนที่มี“ปัญญา”ซึ่งมิใช่เฉโก คนผู้มีความฉลาดที่ชื่อว่า“เฉโก” คือ ผู้ยังไม่ฉลาดขั้น“ปัญญา” มีกรอบจำกัดของความเข้าใจ คือมีความฉลาดอยู่ในกรอบโลกีย์เท่านั้น จึงยังเข้าใจการเป็น“คนจน”นั้นดีไฉน? ประเสริฐอย่างไร? เหนือชั้นกว่า“คนรวย”นัยยะใด? คนผู้เต็มใจเป็น“คนจน”และตั้งใจปฏิบัติตนให้จนนั้น คือ ผู้ซาบซึ้งดีในการมีวรรณะ 9 จึงมีปกติกถาวัตถุ 10 ปฏิบัติสัมมาอาริยมรรคองค์ 8 ปฏิบัติโพชฌงค์ 7 ปฏิบัติโพธิปักขิยธรรม 37 ปฏิบัติไตรสิกขา ปฏิบัติจรณะ 15 วิชชา 8 ฯลฯ จนกระทั่งเกิดผลเป็นสาราณียธรรม 6 เพราะในจิตของผู้ปฏิบัติเกิดจิตเจริญคุณสมบัติ“พุทธพจน์ 7”ได้แท้กันจริงๆ (พุทธพจน์ 7 ได้แก่ สาราณียะ,ปิยกรณะ,ครุกรณะ,สังคหะ,อวิวาทะ,สามัคคียะ,เอกีภาวะ ; พระไตรปิฎก เล่ม 22 ข้อ 282-283 สาราณิยสูตร)
(14) ชาวพุทธรวมพลังต่อยอด“ความจน”ให้เจริญวิเศษ จึงทำให้เกิดสังคมที่ต่างก็มีลาภโดยสุจริตเป็นธรรม(ลาภธัมมิกา) แล้วนำมารวมกัน กินใช้อาศัยบริโภคร่วมกันในการดำเนินชีวิต เป็น“สาธารณโภคี”รวมทุกคนทั้งสังคมชุมชนทั้งกว้างทั้งลึกเป็นเครือแห(ยิ่งกว่าเครือข่าย Pyramidal web)นอกจากที่ราชธานีอโศกก็ยังมีเครือแหของเราอีก อันเป็นเศรษฐกิจขั้นเยี่ยมยอดเจริญสูงยิ่งได้สุดกว่าเศรษฐกิจแบบใดๆ เท่าที่มนุษยชาติสามารถทำได้ในโลก! สังคมคนหมู่ใด ประเทศใด ที่เป็นสังคมเศรษฐกิจ ขั้น“สาธารณโภคี” สังคมนั้นจึงเป็นตัวอย่างให้สังคมมนุษย์เผด็จการทุนนิยม แม้แต่ประชาธิปไตย และให้คอมมิวนิสต์ เรียนรู้ และต้องศึกษาอย่างลึกล้ำสำคัญยิ่งยวด ชาวอโศกมีเท่านี้เล็กเท่านี้ แต่ละกลุ่มไม่ใหญ่เท่าไหร่แต่กระจายกันอยู่ทั่วไป ก็มีพอได้แข็งแรงอยู่ 30 ถึง 40 ปีมาแล้ว แล้วอาตมาก็เห็นว่าเพิ่มขึ้นอยู่ และกระแสของสังคมโลกเขาก็เข้าใจและเห็นดีขึ้นใช่ไหม คนต่อต้านก็ลดลง คนเข้าใจได้มากขึ้นเขาก็มาแน่นอนเป็นของที่ไม่ใช่จะมาเอาได้ง่ายๆแม้จะอยากให้นะ บอกให้มาเอาเลยแต่เขาเอาไม่ได้ง่ายๆ ด้วยความเห็นจริง ใจมันเป็นแบบนี้ควรจะได้ คนในนี้ก็เป็นได้ คนก็มาได้ขอให้จริงเถอะ
610518_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ คนจนที่มีแบบ ตอน3