สื่อธรรมะพ่อครู(รูป 28) ตอน ความจริงอยู่ที่ใดในธรรมะสอง.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(รูป 28) ตอน ความจริงอยู่ที่ใดในธรรมะสอง ตอนนี้อาตมาพยายามตั้งหลักให้อธิบายให้พวกคุณฟังได้ง่ายๆแต่ก็ยังวนเวียนอยู่ ในความมีกับความไม่มีจะสลับ ระหว่าง ความจริงกับพยัญชนะ อักษรคือสิ่งที่คนคิดมาแทนสภาวะ สิ่งแทน มันไม่ใช่ของจริง ของจริงมันไม่ใช่สิ่งแทน สลับกันไปมา ใช้ในโลก พอเวลาเราพูด เราพูดไม่เป็นความจริงไหม พูดนี่เป็นสิ่งแทนนะ ไม่ใช่ความมีนะ ความมีไม่ใช่คำพูด พอพูดออกมามันเป็นส่ิงแทนแล้ว มันไม่ใช่ความจริงไม่ใช่ของจริง ของจริง ไม่ใช่คำพูด แต่มันต้องใช้คำพูดสื่อให้โลกของจริง เมื่อใดคุณพูดสื่อความจริง คนที่รับความจริงได้ความจริง คนที่พูดนี้คือคนไม่จริง คนที่มีความจริงเอาความจริงมาพูด พอเอาความจริงมาพูด มาพูดออกไปนี้คือความไม่จริง ความจริงมันก็อยู่กับเรานี่แหละ แต่ที่พูดออกไปนี้บอกให้คุณ แล้วคุณมีความจริงอันนี้ ถ้าคุณมีความจริงอันนี้พอเราพูดออกไปคุณก็ รู้ อ๋อ ถ้าคุณมีความจริง คุณพูดไม่เป็น ฟังแล้วก็จะรู้ เช่น เมื่อกี้นี้พูดกับคนต่างชาติ คนต่างชาติพยายามพูดภาษาไทย อาตมาก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง เขาก็เลยพยายามใช้ภาษาเพื่อจะบอกความจริงที่เขามี เสร็จแล้วภาษาที่เขาพูด อาตมาก็ไม่รู้ก็เลยได้แต่ความไม่จริง ทีนี้อาตมาพูดความจริง คุณฟังความจริงออกก็ได้ความจริงไป ภาษาคุณไม่ต้องพูดก็ได้ของจริงไปแล้ว ทีนี้ คุณจะเอาของจริงไปให้ใคร เป็นคนนี่มันมีภาษาให้สื่อได้ ก็บอกให้ไปทำเอง ถ้าเขามีอยู่แล้ว บอกว่าเคยมีแต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว เอาโกรธไป อ๋อ เคยมี บางคนบอกว่าอย่าว่าแต่เคยเลยเดี๋ยวนี้ก็มีอยู่ แต่รู้ได้ เอา หรือจะไม่เอา แต่มันยังมีอยู่เอาออกไม่ได้หมด ไม่อยากมีหรอก ความจริงกับภาษาพูดนี้จะสลับไปมา อาตมาพูด ก็ไม่จริง จริงไปอยู่ที่คนอื่นพอจะรับได้ ถ้าคุณมีจริงแล้ว บอกมา ก็เอาของไม่จ
อ่านต่อ
ริงยื่นมาให้ แต่อาตมามีของจริงก็จบ แต่ถ้าคุณพูดออกมา อาตมารับปั๊บ อาตมาไม่มีก็ยังไม่ตรงก็ไม่มี ที่พูดวนนี้คือธรรมะ 2 ถ้าอะไรเกิด 2 แล้วมันจะสลับไปมา ถ้ายิ่งเป็นสองคนสองสิ่ง มันจะสลับไปมา สองคนนี้จะพูดคุยสื่อสิ่งหนึ่ง ต่างคนจะสลับกันทันที่เลยตลอดมา คนหนึ่งพูด คนหนึ่งรับไป ความจริงก็ไม่อยู่ที่คนพูด พูดนี้ไม่จริง ที่จริง ถ้าคนนี้รับได้ไม่ต้องพูดเขาก็จริง แต่ถ้าเขาไม่มี เขาพูดออกมา ถ้ามันตรงกับความจริงเท่าไหร่ มันก็ยังไม่จริง เพราะเขาแค่พูด แค่บัญญัติสื่อส่ิงแทน นี่แหละคือความเมา ความสลับไปสลับมาที่ทำให้ จะอธิบายสัจจะสูงสุด รู้ประเด็นนี้แล้วจะพยายามสื่อ ถ้ามันหยาบ ไม่ใช่นามธรรมที่เดียวมันก็สื่อสารกันง่าย เข้าใจได้ ถ้าไม่ใช่สิ่งหยาบ เป็นสิ่งที่ละเอียดก็ยากขึ้นยากขึ้นจนกระทั่งยากมาก การศึกษาความจริงกับสิ่งแทน กับคนที่เกิด คนที่ไม่พากเพียรคือกูไม่ยุ่งกับใครไม่สื่อกับใคร สื่อสารไปคนก็ไม่เข้าใจ อันนี้เป็นลัทธิอยู่คนเดียว จะต้องอยู่กับสิ่งแวดล้อมที่เขาต้องอาศัยกินใช้ ก็เหมือนสัตว์เดรัจฉานบางตัว ปลูกกินทำกินไปแต่ไปอยู่อย่างไร ก็ต้องหมดอายุ ก็ต้องตาย คนคนนั้นก็เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปเฉยๆไม่มีความเจริญอะไร มีแต่ถ้าเผื่อว่าคิดอย่างนี้ถือว่าอย่างนี้เป็นสิ่งดี แม้เขาจะมีวิบากต้องเกิดมา ก็ติดยึดต้องเป็นคนอย่างนี้ อยู่คนเดียวกินคนเดียวตายคนเดียว ต่อให้ไม่ไปทำลายสัตว์อื่นให้เป็นวิบากเลย ยุ่งแต่อุตุนิยาม พีชนิยาม สองอันนี้ไม่มีการจองเวรไม่มีวิบาก พวกธาตุดินน้ำลมไฟ มหาภูตรูป กับชีวะแค่พีชะ ไม่มีการจองเวรจองกรรมไม่มีรักไม่มีชัง ไม่มีวิบากอะไรกับใคร คนยังสงสัยไม่รู้รอบถ้วนก็งง บอกว่ากินพืช พืชมันก็มีชีวิตก็จะเป็นบาปเขาไม่รู้ก็เถียงไป เขาไม่รู้ว่าเป็นสัตว์ เป็นจิตนิยามเป็นต้นไปถึงมีวิบาก ถ้าไม่รู้ละเอียดอย่างนี้ก็จะไม่จบ ถ้ารู้ละเอียดลอออย่างนี้ก็จะไปกินทำไมกับเนื้อสัตว์ เพราะกินแล้วมันจองเวรจองกรรม เปิดที่มันไม่ได้คิดว่ามันจะจองเวรจองกรรม แต่มันมีธาตุอัตตาตัวตน พืชเป็นตัวตนแล้วแต่เป็นตัวตนที่ไม่สร้างวิบากแต่ถ้าเริ่มเป็นสัตว์ มันเป็นพลังงานตัวใหม่ที่มี วิบาก เร่ิมตั้งแต่เซลล์สามเซลล์ ครบพีชะก็ตัวตนสาม จิตนิยามก็ตัวตนสาม จากสามเส้า 3 6 9 แล้วเป็น 10 อธิบายเป็นเรื่องของปรมัตถ์เป็นเรื่องของนามธรรม อรูปละเอียดมาก แต่ก็มีพลังงานลักษณะอย่างทางฟิสิกส์ เกิดการดูดการผลัก สลายทำลายไป เกิดก็ได้ จนมาเป็นชีวะก็มีตัวเจ้าของเป็นประธานมี 2 ธาตุ ธาตุบวก ลบ อิตถีภาวะกับปุริสภาวะ ตัวประธานคือ i มี she กับ he หญิง ชาย กับตัวประธานสังเคราะห์กัน จะล้างกันสังเคราะห์กันไปอีกนานเท่านาน
600520_พ่อครูเทศน์ก่อนฉัน ชมร. เชียงใหม่ เรื่อง ความจริงและบวร