สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน ความจำนนของพ่อครู.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน ความจำนนของพ่อครู อาตมาก็มาแก้ไข มาปรับเปลี่ยนธรรมะต่างๆ มายืนยันว่า อย่างนั้นผิด อย่างนี้ถูก มายืนยันด้วยความมั่นใจ ด้วยความระมัดระวังว่า ถ้าไปพูดผิดยืนยันผิด ทำให้ศาสนาเสื่อม เราทำบาปเวรภัยอีกเยอะ ก็เลยระมัดระวัง มั่นใจว่าไม่ได้พาออกนอกลู่นอกทาง เพราะผิดแล้วเสียใหญ่ เสียทั้งเราและศาสนาด้วย อันใดที่ไม่มั่นใจ จะยังไม่แสดงออก จะแสดงออกก็ต้องมั่นใจเต็มร้อยเกินร้อย จึงมาพูดว่าผิดหรือถูก ไม่เช่นนั้นถ้าคนหลงเชื่อตาม ก็บาปซวยทั้งคู่ อาตมามาพูดนี้ เหมือนอวดตัวตน เขาก็เชื่อว่าอวดตัวตน เป็นคนไม่ดี ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร อาตมาไม่มีเครดิตทางสังคม ไม่ได้เป็นศิษย์สำนักไหนเลย แล้วมาพูดจาขัดแย้งกับสำนักเขาไปหมด ค้านแย้งเขา เขาก็ต้องนับถือของครูบาอาจารย์เขา แล้วเอ็งเป็นใคร มาพูดเหมือนล้มล้างคำสอนครูอาจารย์เขา อาตมาถึงต้องบอกว่าอาตมาเป็นใคร พูดด้วยซื่อจริงใจ ก็หาว่าอวดตัวอวดตน จะเอาอย่างไร การไม่บอก ก็บอกว่ามาจากไหน ? พอบอก ก็หาว่าอวดทำไม? ถ้าอวดตัวตน แต่ว่าไม่มีจริงในตน ก็ปาราชิกนะ ทุกวันนี้บอกของจริง วิบากมีจริง กรรมเป็นอันทำ ทำแล้วเป็นของตน ทำในที่ลับที่แจ้ง ก็ของตนหมด แล้วเก็บในคลังอัตตาคุณ จนกว่าจะปรินิพพานเป็นปริโยสาน ต่อให้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว มันก็อยู่ แต่จะออกฤทธิ์ได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับกุศล ที่ถ้ามากจนกั้นวิบากไว้ได้ แม้เป็นพระพุทธเจ้า ก็ต้องรับวิบากได้ พระเทวทัตกลิ้งหินทับพระบาท แม้ไม่หมด แต่วิบากไล่ไม่ค่อยทัน ผู้จะเลิกวิบากได้ ก็เมื่อปรินิพพานเป็นปริโยสาน พระพุทธเจ้าไปไหน? พรหมชาลสูตร ว่า กายของตถาคต กายคำนี้ทั้งรูปและนาม ทั้งสองส่วน ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคต มีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพขาดแล้วยังดำรงอยู่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจัก เห็นตถาค
อ่านต่อ
ตชั่วเวลาที่กายของตถาคต ยังดำรงอยู่ เมื่อกายแตกสิ้นชีพแล้ว เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย จักไม่เห็นตถาคต เปรียบเหมือนพวงมะม่วง เมื่อขาดจากขั้วแล้ว ผลใดผลหนึ่งติดขั้วอยู่ ย่อมติดขั้วไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคต มีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพ ขาดแล้ว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ยังดำรงอยู่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย จักเห็นตถาคตได้ ก็ชั่วเวลาที่กายของตถาคต ยังดำรงอยู่ เมื่อกายแตกสิ้นชีพแล้ว เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย จักไม่เห็นตถาคต (เหมือนแยกธาตุน้ำ H 2 O ออกจากกัน ไม่จับตัวเป็นธาตุน้ำ กลายเป็นแก๊ส ออกซิเจน ไฮโดรเจน ธาตุน้ำหายไป)
ที่อาตมาได้ย้ำแล้วย้ำอีก ประกาศแล้วประกาศอีกนี้ ไม่ได้มีจิตอยากอวด อยากโชว์นะ ถ้าอาตมามีจิตเช่นนี้ แต่บอกว่าไม่มี ก็ปาราชิก อวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตน กรรมเป็นอันทำ แม้ว่าไม่มีใครมาปรับปาราชิกอาตมา แต่กรรมเป็นอันทำ อนันตริยกรรมของอาตมาก็ต้องรับเอง เป็นเรื่องของกรรม ในอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม มาถึงกรรมนิยาม ผู้จะรู้จักกรรมนิยามไม่ใช่ธรรมดา ต้องรู้ อุตุนิยาม พีชนิยาม จึงสามารถจัดระเบียบจิตนิยาม โดยมนสิการได้ หรือกโรติ เป็นการกระทำ สรุปคือทำจิตให้ได้ มนสิการคือการทำใจในใจ เรื่องของนักปฏิบัติธรรม อาตมาถึงว่า ผู้ที่โยนิโสมนสิการไม่เป็น ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าไม่ได้ ปฏิบัติธรรมไม่มีมรรคผล ทำใจในใจของคุณเองไม่เป็น แต่ทุกวันนี้ ผู้รู้ไปแปลโยนิโสมนสิการ ว่าเป็นการพิจารณา แปลแค่ว่าพิจารณาอย่างแยบคายถ่องแท้ ไม่ได้แปลว่าการกระทำใจ ทำอกุศลจิตให้ตายไป คุณไม่ทำ เพราะคนแปลเขาไม่ได้แปลให้ทำ แปลให้พิจารณา แต่ไม่ได้บอกให้พิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม พิจารณารูปนาม มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิจัยธรรม ธรรม แปลว่า การทรงไว้ ทรงไว้ทุกอย่าง ส่วนการปฏิบัติธรรมนี้ พระพุทธเจ้าให้เอามาแค่ ธรรมะสอง รูป กับนาม ให้ปฏิบัติไปเป็นคู่ๆ ทำธรรมะสองให้เป็นหนึ่ง ธรรมะสอง คือ ตัวหนึ่ง ตัวจริง อีกตัวหนึ่ง ตัวเก๊ ให้เหลือแต่ตัวจริง ปฏิบัติธรรมให้เป็นลำดับ ไม่ใช่ทำไปหมด จับไปหมดไม่ได้ ต้องจับทีละตัว ผัสสะปัจจุบันเกิดกิเลสนี้ เรื่องนี้ มะละกอ สัปปะรด เหตุเกิดกับมะละกอ ก็จัดการกิเลส ที่เกิดกับมะละกอก่อน สับปะรดอย่าเพิ่งเอา แต่ถ้าเอาทั้งสับปะรดและมะละกอ 2 อัน มันก็จะรวมหัวกันฆ่าเราได้ ยิ่งมี 3 อัน 4 อันก็เลยมั่ว สู่แดนธรรมว่า สำนักอื่นสอนว่า ถอนอวิชชาหมด กิเลสก็หมดไปด้วย พ่อครูว่าอย่างนั้นตักกะ สอนให้นั่งหลับตา แล้วจะบรรลุทุกอย่าง เช่นผู้ที่เขียนลงในหนังสือพิมพ์ อ.บูรพา หรือวิเวกานาคร ขออภัยที่พูดถึงท่าน แต่เพื่อให้เป็นตัวอย่าง ให้เห็นความต่าง อาตมายืนยันว่าท่านสอนผิด ว่าไปนั่งหลับตาแล้วจิตนิ่งอย่านึกคิด ไม่นึกคิด ถ้าคิดนึกผิดเลย วิจัยวิจารไม่ได้ นิ่งสนิท แล้วปัญญาจะเกิด ถ้าไปนึกคิดไม่ใช่ปัญญา เป็นเรื่องปรุงแต่ง ต้องนั่งให้สนิท แล้วปัญญาจะเกิด แต่นั่นคุณแยก ปัญญากับสัญญาไม่ออก 600602_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ปฏิบัติธรรมจุดไหนมีสิทธิ์ได้อรหันต์