สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทะ) ตอน ความตั้งมั่นของจิตคือสมาธิ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทะ) ตอน ความตั้งมั่นของจิตคือสมาธิ 0837277xxxคำว่า"ความตั้งมั่น" น่าจะใช้คำว่า"ฐีติ"มากคำว่าสมาธิ เพราะคำว่าสมาธินั้น หมายถึงการเจริญของจิต หรือสภาพจิตที่สูงขึ้นอยู่เสมอๆ (สม+อธิ) พ่อครูว่า...ใช่ จริง จะบอกว่าสมาธินี่ ความตั้งมั่น น่าจะแปลว่า ฐีติ แต่ฐีติ แปลว่าตั้งลง มีที่ตั้ง สมาธิแปลว่า ความตั้งมั่นของจิต คือการปฏิบัติจิตให้ ละกิเลส ให้จิตสละกิเลส ก็เกิดจิตสะอาดจากกิเลส จิตที่มีปัญญาออกจากกิเลส เรียกว่า ฌาน เป็นพลังงานไฟกองใหญ่ ที่ทำลายไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ไฟฌาน เหนือกว่า ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ สมาธิคือจิตตั้งมั่น ตั้งมั่นอะไร ก็คือตั้งมั่นความหมดกิเลส ปราศจากกิเลส จิตที่สั่งสมการทำให้กิเลสออก เป็นจิตสะอาดจากกิเลส ไปเรื่อยๆ แล้วตกผลึก เป็นจิตตั้งมั่น หรือสมาธิ จนสมาหิตัง จิตที่ตั้งมั่นแล้วจบแล้ว เป็นตัวสมาธิตัวที่สาม past perfect tense ผู้ที่จะเรียนรู้ สมาธิของพระพุทธเจ้า ทุกวันนี้ ที่ปฏิบัติกันอยู่ เป็นการปฏิบัติมิจฉาสมาธิกันทั้งนั้น นั่งหลับตาสะกดจิต มันไม่ใช่สมาธิของศาสนาพุทธ ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 พรหมชาลสูตร ก็บอกไว้ว่า เป็นสมาธิที่ไม่เกิดปัญญา เป็นเจโตสมาธิ ไม่ใช่สมาธิที่ทำให้กิเลสดับ อย่างมีปัญญา จิตจะไม่ได้นิ่งหยุด แต่จิตกลับยิ่งแววไว ไม่ใช่จิตเฉื่อยช้า ไม่ทำอะไร แต่เป็นคุณสมบัติของ จิตที่เจริญแววไว ทั้งเวทนา สัญญา สังขาร จิตที่เจริญเรียกปาคุญญตา เวทนา สัญญา สังขารจะว่องไว ไม่ใช่หยุดเวทนา ไม่มีสัญญากำหนดคิดนึกได้ น่าสงสารคอลัมนิสต์ เขียนว่า จิตสมาธิคือจิตหยุดนิ่ง ไม่คิดอะไร อาตมาพยายามยืนยัน ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 พรหมชาลสูตร ท่านติเลยว่าผู้ปฏิบัติหลับตา เป็นเจโตสมาธิ จะได้แต่อดีตกับอนาคต ไม่มีปัจจุบัน แม้มีปัจจุบันแต่ก็เป็นปัจจุบัน ท
อ่านต่อ
ี่ไม่สมบูรณ์ ชื่อว่าทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ เป็นทิฏฐิที่ผิด เพราะเป็นปัจจุบันที่อยู่ในภพ มีแต่สัญญา กำหนดในอนาคตได้ ท่านถือว่า ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ 5 ประการ คือคิดในกาม และฌาน 1-4 ในขณะหลับตาปฏิบัติ ไม่ถือว่าเป็นสัจจะ เป็นอนาคตทั้งนั้น ยังไม่มีสิ่งใดเกิด ท่านถึงได้ตรัสรวม ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ 5 ไว้ใน 44 ทิฏฐิของอนาคต สิ่งที่ถือว่าเป็นปัจจุบัน ต้องลืมตา หลับตาแล้วสะกดจิตเข้าไป มีแต่อดีตกับอนาคต 62 ไม่มีทางเป็นปัญญา เพราะปัญญาจะเกิดจาก การปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ในการปฏิบัติ การคิดพูดทำอาชีพ กิเลสแล้วกำจัดกิเลสให้ได้ จะเกิดเป็น ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ไม่ได้เกิดจาก การนั่งหลับตา สูตรที่ 1 ท่านตีทิ้งหลับตาสมาธิหมดเลย สูตรที่ 2 สามัญผลสูตร ต้องปฏิบัติอย่างนี้ คือลืมตาปฏิบัติ โดยมีสติสัมปชัญญะ มีสำรวมอินทรีย์ ปฏิบัติสันโดษ อันเป็นอริยะ มีศีล5ข้อแล้ว ปฏิบัติสัมมัปปธาน 4 กระทบสัมผัส กำจัดกิเลสในปัจจุบันนั้น 1. สังวรปธาน (เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้น) 2. ปหานปธาน (เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว) . 3. ภาวนาปธาน (เพียรสรรสร้างให้กุศลเกิดขึ้น) 4. อนุรักขนาปธาน (เพียรรักษากุศล ที่เกิดขึ้นแล้ว ให้เจริญขึ้นเรื่อยๆ ไม่ให้เสื่อมลง) (พตปฎ. เล่ม 21 ข้อ 14)
สูตรที่ 3 อัมพัฏฐสูตร ท่านตรัสเลยว่า มีอาจารย์ใหญ่ในตอนนั้น พระพุทธเจ้าไล่เรียงตระกูลมาให้ทราบ ของท่านและของอัมพัฏฐมานพ ท่านก็บอกว่า ศาสนาพุทธจะผิดเพี้ยน ถ้ามีความเสื่อม 4 ประการ ผู้ยังไม่มีวิชชาและจรณะ แต่ไปแสวงหาอาจารย์ในป่า โดยเก็บผลไม้หล่นกินบำรุงชีพ อย่างมักน้อยมากๆ ไม่เก็บผลไม้กิน แต่ถือเสียม ตะกร้า หาขุดเหง้าไม้ หาผลไม้กินระหว่าง ออกแสวงหาอาจารย์ในป่า สร้างเรือนไฟไว้ใกล้หมู่บ้าน แล้วบำเรอไฟรออาจารย์ สร้างเรือนมีประตูสี่ด้าน ไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง แล้ว สำนักรอท่านผู้อยู่มีวิชชา และจรณะอยู่ (อัมพัฏฐสูตร เล่ม ๙ ข้อ 163) 600316_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ฉีกหน้ากากธรรมกลาย รัฐอิสระ