สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ตอบปัญหา concept ความเป็นพระอรหันต์.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ตอบปัญหา concept ความเป็นพระอรหันต์ _เอซุส เวสเกต (พระประสิทธิ์ พลจันทร์) วันนี้กระผมว่าง กระผมขอโอกาสสนทนากับพ่อครูสัก ๒-๓ คำถามนะครับ ...เรื่องที่ผมไม่เห็นด้วยและมองว่าท่านพ่อครูยังหลงสำคัญตนผิดอยู่นะครับ ก็คือ ที่ท่านบอกว่า พระหลายๆรูป มีเถระสมาคมบ้าง หลวงตามหาบัวบ้าง พุทธธาตุบ้าง หลวงพ่อคูณบ้าง เหล่านี้เป็นต้น เป็นพระเก๊ เป็นอรหันต์เก๊ ท่านพ่อครูเอาอะไรมาเป็นมาตฐานในการชี้วัดตัดสินว่า พระองค์ไหนเก๊ พระองค์ไหนแท้ครับ? ...และที่ท่านพ่อครูบอกว่าตัวท่านเองเป็นพระอรหันต์นั้น พ่อครูมีหลักฐานยืนยันในเป็นอรหันต์ของตนเองไหมครับ ยกตัวเอย่างเช่น ...ถ้าทางโลกียธรรม =ก็อุปมาว่า เมื่อนักเรียนนักศึกษาที่เรียนจบหลักสูตรในสถาบันของตนๆแล้ว ทางคณะอาจารย์ในสถานับนั้นๆก็จะได้มอบใบประกาศนียบัตรเป็นเครื่องยืนยันว่านักเรียนนักศึกษาคนนี้จบจากสถาบันนั้นๆมาจริงๆ เมื่อนักเรียนนักศึกษาคนนั้นนำวุฒิการศึกษาคือใบประกาศนียบัตรไปยืนแสดงให้ผู้คนทั่วไปหรือบริษัทห้างร้างต่างๆดู เมื่อผู้คนทั่วไปหรือบริษัทห้างร้านต่างๆเหล่านั้นเขาตรวจสอบสืบค้นข้อมูลที่นักเรียนนักศึกษาเหล่านั้นนำมาแสดงแล้ว ปรากฏว่าจบมาจริงสามารถสืบกลับไปหาสถาบันต้นตอที่นักเรียนนักศึกษาเหล่ากล่าวอ้างมาในตอนยื่นใบสมัครงาน เขาจึงยอมรับนับถือและรับเข้าทำงาน อย่างนี้้ป็นต้นครับ...ถ้าทางโลกุตรธรรม=ก็ต้องมีครูบาอาจารย์รับรองให้ ผู้คนทั่วไปได้รับรู้ก็ให้การยอมรับนับถือ อย่างเช่นพระในสมัยพัทธกาลคือ พระอัญญาโกญฑัญญะที่ท่านได้ฟังธรรมจักรกัปปวัตสูตรจากพระโอฏฐ์พระพุทธเจ้าแล้วได้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน เมื่อพระอัญญาโกณฑัญญะบรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคลชั้นโสดาบันแล้ว พระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยปัญญาญาณ จึงทรงตรัสรับรองการบรรลุธรรม
อ่านต่อ
ของพระอัญญาโกณฑัญญะนั้นว่าถูกต้องจริงในท้ายที่สุดแห่งพระธรรมเทศนาธรรมจักรกัปปวัตนสูตรนั้นในทันทีถึง ๒ ครั้งซ้อนว่า "อะถะโข ภะคะวา อุทานัง อุทาเนสิ อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญติฯ เรื่องพระอัญญาโกณฑัญญนี้มีหลักฐานกล่าวไว้มากมายในหนังสือต่างๆทั้งหนังสือเรียนธรรมบทบาลี มนต์พิธี แม้พระไตรปิฎกก็กล่าวไว้ ซึ่งหนังสือเหล่านี้ชาวพุทธทั่วไปถึงทั่วโลกให้การยอมรับว่าเป็นหนังที่มีเนื้อหาสาระเมื่อปฏิบัติตามอย่างถูกขั้นตอนแล้วจะเกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง (แม้แต่องค์สมเด็จพระสังฆราชก็ยังให้การยอมรับในหนังสือเรียนเหล่านี้ถ้าไม่เชื่อกระผมถ้ามีเวลาว่างก็นิมนต์ลองเดินทางไปสอบถามท่านเองโดยตรงก็ได้ครับ เพราะว่าตอนนี้พระสังฆราชเป็นพระรูปเดียวในประเทศไทยที่พ่อครูยอมรับว่าเป็นพระดี) อย่างนี้เป็นต้นครับ ...แล้วท่านพ่อครูมีใครเป็นผู้ให้การรับรองความเป็นอรหันต์ของท่าน เหมือนหรือคล้ายๆ กับพระพระอัญญาโกณฑัณญะ บ้างไหมครับ ช่วยแสดงหลักฐานเป็นพยานบุคคลที่สาธุชาวพุทธส่วนใหญ่ให้การยอมรับนับถือมาให้ดูสักคนหน่อยครับ เพื่อคนที่เขายังไม่รู้จะได้รู้ ร่วมถึงผมด้วย ถ้ามีหลักฐานพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือได้จริงมายืนยันกระผมคิดว่าจะมีผู้คนอีกมากหันไปศรัทธาและปฏิบัติตามปฏิปทาของท่านครับ รวมถึงกระผมด้วยนะครับ ...วันนี้คงจะพอแค่นี้ก่อนนะครับโอกาสหน้าค่อยสนทนากันใหม่ครับ ...ถ้าพ่อครูมีเวลาว่างก็ช่วยตอบให้กระผมและชาวพุทธทั้งหลายได้หายข้องใจในความเป็นอรหันต์แท้ของท่านด้วยครับ...กราบขอบพระคุณล่วงหน้าเป็นอย่างสูงครับผม...หากมีถ้อยคำใดๆที่ไม่สุภาพจาบจ้วงลบหลู่ท่านพ่อครู ขอได้โปรดอโหสิกรรมให้ผมด้วยนะครับ...กราบขอบพระคุณอีกครั้งครับ พ่อครูว่า…อ้อ อโหสิอยู่แล้ว คุณพูดสุภาพดีด้วยซ้ำไป คนพูดแรงอาตมาก็อโหสิทุกคนไม่ได้ติดใจถือสาพยาบาทใคร เพราะความพยาบาทไม่มีจริงๆ อาตมาหยุดพยาบาทเด็ดขาดมานานแล้ว เรื่องพยาบาทอาตมาไม่มี ก็สบาย ประเด็นที่คุณเอซุส เวสเกตุ จับประเด็น คือ อาตมาเป็นอรหันต์ตามความรู้ของท่านประสิทธิ์ พลจันทร์ ว่า อรหันต์ต้องเป็น Concept อย่างที่ท่านเข้าใจ ซึ่งอาตมาก็ต้องขออธิบายตรงนี้ว่าความเข้าใจของท่านเรื่องพระอรหันต์นั้น ยังไม่สมบูรณ์ยังไม่ถูกต้องสัมมาทิฏฐิ ยังมีความผิดเพี้ยนอยู่ในความเข้าใจเรื่องอรหันต์ มันเป็นเชิงเทวนิยม ออกนอกทิฐิออกนอกทฤษฎีออกนอกระบบ ออกนอกคำสอนพระพุทธเจ้า ผิดเพี้ยนไปตั้งแต่น้อยจนถึงมาก และมันมากจนกระทั่งเกือบจะไม่เหลือเชื้อ อาตมาขอใช้คำว่าเกือบ ที่จริงมันไม่เหลือแล้วล่ะ มันมีแต่ในตำราว่ามีโลกุตรธรรม อาตมาก็มาฟื้นโลกุตรธรรมดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อาณิสูตรว่า ต่อไปโลกุตรธรรมจะหายไปจะเหลือแต่คำสอนที่ไพเราะเพราะพริ้งประโลมโลก เหมือนกับกลองที่แต่เดิมเรียกว่ากลองอานกะ แต่ว่า เมื่อเวลาผ่านไปกลองนั้นก็ไม่เหลือเนื้อเดิมอีกแล้วเป็นเนื้อใหม่เปลี่ยนไปหมดแต่ยังชื่อเรียกว่ากลองอานกะอยู่ อาตมาก็ต้องมาฟื้นคืนความรู้เก่าที่เคยหายไปแล้ว ก่อนอื่นก็ลองวางเรื่องที่คุณเข้าใจมาแต่เดิมนั้นทิ้งไปเสีย ให้ศึกษาปฏิบัติตั้งแต่ศีลสมาธิปัญญาวิมุตติวิมุตติญาณทัสสนะ ที่อาตมาพยายามอธิบายให้ฟังไปเรื่อยๆ ก็จะทบทวนศีลสมาธิปัญญาวิมุตติวิมุตติญาณทัสสนะ และเรื่องพิสดารอีกเยอะแยะ และก็วนมาหาศีลอีกแต่ก็มีความลึกซึ้งเพิ่มขึ้นมีคนที่อธิบายไปตามลำดับก็ฟังคนอื่นด้วย ไม่ใช่ฟังแต่อาตมา ประเด็นสำคัญคือ ขณะนี้ศาสนาพุทธผ่านมากว่าครึ่งแล้ว 2600 กว่าปี มันไม่เหลือเชื้อของศาสนาพุทธแท้จริงแล้วแม้แต่ทางเถรสมาคมท่านพุทธโฆษาจารย์ ท่านพุทธโฆษาจารย์ หรือ ท่านประยุทธ์ ปยุตโต คนเขาก็นับถือกัน แต่ก็มีเนื้อที่อาตมาบอกไปกับทั่วไปแล้วว่ามีเรื่องที่ท่านเข้าใจผิดอีกหลายอย่าง อันนี้ก็ไม่ได้รื้อฟื้นไม่ได้เตรียมตัวมาพูดถึงท่าน ประยุทธ์ ปยุตโต ตอนนี้ท่านเป็นสมเด็จพุทธโฆษาจารย์ ก็เหลืออีกตำแหน่งเดียวก็ขึ้นเป็นสังฆราชเท่านั้น แต่ก็มีธรรมเนียมเรียงตามอาวุโสอีก อาตมาก็ไม่ได้ไปวุ่นวายทางระบบเถรสมาคม ส่วนระบบของอาตมานั้นไม่มีใครขึ้นมาเป็นสังฆราช มีแต่พระธรรมดา อาตมาก็เป็นพระธรรมดาไม่มีสังฆราชไม่มีเจ้าคุณ ที่เขาเรียก พ่อครู ไม่ใช่ตำแหน่งชั้นพระครูนะ เขานับถือว่าเป็นพระหรือสมณะอายุมาก เป็นพ่อ แล้วมาสอนเป็นครูก็เลยเรียกพ่อครู ประเด็นสำคัญคืออาตมา กว่าอาตมาจะประกาศตัวเองว่าเป็นอรหันต์ ก็เป็นพศ. 2558 อาตมาทำงานมาแล้วตั้งแต่ 2513 จนถึง 2558 ก็ถึงได้ประกาศชัดเจน ส่วนข้างในก็พอรู้กัน ส่วนที่ประกาศเป็นสาธารณะนั้นก็คือมีนาคม 2558 ไม่ใช่ว่าอาตมาจะมาประกาศเล่นๆ ที่จะประกาศยังอยากอวดโอ่ แต่เพราะถึงเวลาวาระเท่านั้น แม้แต่อาตมาประกาศว่าตนเป็นสยังอภิญญา ที่ท่านพยากรณ์ไว้ ไม่ว่าในโลกยุคไหนหรือยุคนี้ที่คนอยู่มีศาสนาพุทธนี่แหละ คุณนับถือเป็นพุทธศาสนิกชน ทั้งโลกนี้คุณเป็นพุทธ คุณเห็นไหมในโลกนี้มีใครที่เป็น สยังอภิญญา แล้วมีอัตถิโลเก คือมีไหมที่เป็น เป็นสมณะพราหมณ์ผู้เป็น สยังอภิญญา มาประกาศโลกนี้ โลกหน้า อาตมาก็อธิบายหมด เรื่องโลกนี้ โลกหน้า เรื่องสัตว์เรื่องชีวะ ก็มีคนฟังแล้วก็เข้าใจปฏิบัติตามได้ผลอย่างแจ่มแจ้ง สัจฉิกัตวา อย่างแจ่มแจ้งรู้ยิ่ง ด้วยตน มาประกาศ ปเวเทนตีติ และก็ยังตั้งใจจะไม่ตายง่ายๆ พยายามหาวิชาหนังเหนียว จะอยู่ไปอีกเพื่ออธิบายต่อไป เพราะคนยังเข้าใจยังไม่ได้มาก ไม่ได้อยากอยู่ไปเพื่อได้ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เหนื่อย อยู่ต่อไปก็เหนื่อย ทำงาน แต่เพื่อประโยชน์ของผู้ที่เป็นมนุษยชาติทั้งหลายควรจะได้รู้ได้ปฏิบัติเอา ไม่ใช่เพื่อมาแลกลาภจากคุณ คุณได้ความรู้จากอาตมาแล้วก็จะได้มานับถืออาตมาต้องได้รับยศสรรเสริญหรือมายกย่องอาตมาไม่ใช่นะไม่มี อาตมาไม่ได้กำหนดเอาอย่างนี้ ส่วนใครจะกตัญญูกตเวทีรู้สึกว่าเป็นคุณค่า จะให้ความนับถือยกย่องตอบแทนบูชาก็แล้วแต่ จะไม่นับถือไม่บูชาก็ไม่เป็นไร แล้วแต่ อาตมาไม่ได้ยึดติดไม่ได้ต้องการสิ่งตอบแทนแต่อย่างใด ส่วนใครที่จะให้สิ่งที่เหมาะสมดีและสมควรก็ไม่เป็นไรก็เป็นความดีของคุณ กว่า อาตมาจะประกาศตัวเองว่าอาตมาเป็น สยังอภิญญา คนที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้มีหลักฐานยืนยันในพระไตรปิฎก อยู่ในมหาจัตตารีสกสูตร อาตมาก็ขยาย จนทำมหาจัตตารีสกสูตร เป็นหนังสือเรื่องสมาธิพุทธเล่มต่อเท่านี้ ยังไม่ละเอียดด้วยซ้ำไปจะมีเล่ม 2 อีก แต่มันคงข้ามพ้นที่จะรวมเล่ม 2 แล้ว เพราะว่ามีเล่มอื่นที่ละเอียดกว่าสมาธิพูดอีก อาตมาพิมพ์หนังสือออกไปจำนวนเลยกว่าล้านเล่มแล้ว เลยร้อยเรื่องแล้ว ก็พิมพ์แจกไปเยอะแยะ หากรวมหนังสือพิมพ์เราคิดอะไรก็คงถึงสองล้านเล่มแล้วกระมัง ที่อาตมาพูดออกไปไม่อยากอวดตัวไม่ได้เบ่งตัวเองไม่ได้หลงตัวเอง แต่ต้องย้ำยืนยัน ก็ว่าศาสนาพุทธได้ถูกกลบเกลื่อน จนคนที่บรรลุธรรมบอกไม่ได้พูดไม่ได้ เดาเอา มันเป็นศาสนาอาริยะเดาหรืออรหันต์เดา มันเป็นอย่างนั้น เขาพูดไว้เลยว่าผู้ที่บรรลุแล้วมาบอกตัวเองว่าตนเองบรรลุก็คือผู้ไม่บรรลุ ซึ่ง เป็นคำพูดที่ขัดแย้งกับ โลหิจสูตร ที่พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ว่า “โลหิจจพราหมณ์ มีทิฏฐิลามก ว่า “ผู้บรรลุแล้วไม่พึงบอกแก่ผู้อื่น เพราะคนอื่นจะทำอะไรแก่อีกคนหนึ่งได้ การบอกแก่คนอื่นจัดว่าเป็นความโลภที่เป็นบาป เปรียบเหมือนคนตัดเครื่องพันธนาการเก่าออกแล้ว กลับทำเครื่องพันธนาการใหม่... ฯลฯ ” . พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ย่อมมีคติ ๒ คือ นรกหรือกำเนิดเดียรัจฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง” (พตปฎ. เล่ม ๙ ข้อ ๓๕๘) จึงเป็นเรื่องที่ต้องพูดความจริงยืนยันให้ชัดเจน ดีนะที่มีหลักฐานเหล่านี้ให้อาตมาอ้างอิงไม่อย่างนั้นอาตมาหนักมากเลย เป็นกุศลของอาตมา ที่อาตมา จำเป็นจะต้องพูดเพราะว่า เขาไม่รู้ว่ามันมีจริงๆหรือคนที่จะบรรลุอรหันต์ คนบรรลุจริงๆมันเป็นอย่างไร แล้วทีนี้คนบรรลุมันก็ไม่ได้เป็นดัง Concept ของคนทั่วไปเข้าใจ ความคิดองค์รวมของคนทั่วไปเข้าใจเป็นมิจฉาทิฐิ เข้าใจว่าพระอรหันต์จะต้องนั่งบื้อแข็งไม่พูดไม่จา ของจริงต้องนิ่งใบ้ พูดได้ไม่ใช่ของจริง อะไรอย่างนี้ แล้วจะต้องนิ่งกระดุกกระดิกไม่ได้ อาตมาต้องเอาหลักฐานต่างๆนานามาอ้างอิงยืนยันว่าศาสนาพุทธนะ ยิ่งบรรลุ จิตยิ่งทำให้เกิดกาย เป็นกายที่คล่องแคล่วว่องไวรวดเร็ว จิตจะมีพลัง คนที่บรรลุธรรมพระพุทธเจ้าจิตใจจะยิ่งทำให้กายคล่องแคล่วว่องไว จะเป็นกายของเวทนาก็ว่องไว สัญญาสังขารก็ว่องไว แน่นอนว่าวิญญาณก็เป็นชื่อรวมของเวทนาสัญญาสังขาร เพราะฉะนั้นผู้ที่บรรลุธรรมแล้วจิตใจจะคล่องแคล่วว่องไว พยัญชนะเรียกว่า กายปาคุญญตา จะเป็นความคล่องแคล่วว่องไวของกาย เวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ จะเป็น กายมุทุตา กายจะมีประธานของจิตเรียกว่าจิตมุทุ คือจิตหัวอ่อน แต่ไม่ใช่อ่อนนิ่ม เป็นความอ่อนอย่างแข็งแรง ไม่มีภาษาไทยจะพูด แล้ว แต่เรียกว่าจิต มุทุ จิตมี มุทุภูเต กัมมนิเย ฐีเต อเนญชัปปัตเต แต่เขาไปแปลกันว่าจิตอ่อน มันก็เลยไม่ตรงกับความเป็นจริง ในความเป็น มุทุจิต ซึ่งเป็นจิตที่แข็งแรงเพื่อป้องว่องไวมีประสิทธิภาพสูง สามารถมีความเร็วไวทั้งทางด้าน Static และ dynamic จิตมีความแข็งแรงมากจะวิ่งก็รวดเร็วคล่องแคล่ว มีทั้งพลังบวกและพลังลบที่ จัดเร็วไว แข็งแรงสุดยอด เพราะฉะนั้นจึงมีพลังงานที่ทำงานได้ดีมาก
คนไทยในศาสนาพุทธทุกวันนี้อธิบายอย่างอาตมาไม่ได้ นี่ไม่ได้คุยตัวเองนะ พูดความจริงให้ฟังกัน ถ้าใครอธิบายได้ดีกว่าอาตมา พาให้อาตมาไปกราบเคารพหน่อย แล้วอาตมาจะได้เรียนรู้จากท่าน เป็นภันเตที่อาตมาต้องคารวะต้องเคารพ ก็จะได้อาราธนาท่านเชิญท่านช่วยอาตมาด้วย ก็ยิ่งดีสิ อาตมาก็ยิ่งสบาย มีผู้รู้ยิ่งกว่าอาตมา อาตมาก็ได้แต่ประกาศว่าใครเป็นผู้พี่ก็ประกาศตัวมามาอธิบายให้น้องฟังหน่อย อาตมาพูดไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นสรุปแล้วที่อาตมาต้องประกาศตัวเองเพื่อยืนยันให้รู้ว่า อาตมาอธิบายไม่ได้หรอก และไม่ทำท่าทางท่าทีลีลา ที่สมบูรณ์แบบ ที่เหมาะสมกับยุคสมัย ก็ยาก เพราะอายุนี้มันต้องแสดงอย่างนี้แหละ ยิ่งกว่ายุค Hard Rock ต้องแสดง นัจจะ คีตะ วาทิตะ ท่านแปลนัจจะว่าแค่ท่าทางฟ้อนรำ คีตะคือเพลง วาทิตะคือคำกล่าวที่ตกแต่งประดิษฐ์ประดอย ซึ่งแต่อย่างนั้นก็ไม่ผิดแต่เป็นความตื้น แต่นัยยะลึกซึ้งของท่าทีลีลา นัจจะที่แรงหรือเบาที่สุภาพเรียบร้อยก็ได้ คีตะ สุ้มเสียงสำเนียง จะตกแต่งมากมายก็ได้หรือเป็นสุ้มเสียงสำเนียงที่ถูกต้อง มีรัสสระหรือทีฆสระให้ถูกต้อง อาจจะมีที่ต้องเน้นเสียงบ้าง แต่ก็ไม่ต้องเป็นเพลงอย่าง คีตะ ทิตะคือ เฟ้นคำ ที่เหมาะสมมาใช้ บางคำเหมือนคำหยาบ แต่ไม่ใช่ เป็นคำที่เหมาะสมกับเหตุปัจจัยที่สื่อสารคำนี้แล้วมันจะรู้ได้ชัด เป็นประโยชน์ ไม่ได้มีความหยาบในหัวใจเลย แต่พยัญชนะคนที่ยึดถือใช้กันว่าเป็นคำหยาบ ผู้ที่ยึดมั่นถือมั่นก็เลยบอกว่าคุณอย่ามาใช้คำหยาบ เราก็บอกว่าเรามาใช้ในสภาวะที่แม้จะเป็นคำหยาบแต่มันไม่หยาบ นี่เป็นเรื่องของสิริมหามายาเป็นความสลับกันรวดเร็ว เหมือนกับการพูดกลับกันไปกลับกันมา อันนี้ยิ่งยากเลยในเรื่องสิริมหามายา อาตมาก็ขยายความจนพวกเราเข้าใจแล้ว และก็สร้างประโยชน์ทำประโยชน์อะไรได้แล้วศึกษาได้เป็นภาษาคำนี้สื่อว่าคืออะไร อย่างนี้เป็นต้น อาตมาพูดนี้ ไม่ได้เพื่อแก้ตัวโดยให้คนมาเคารพนับถือ แต่ขยายความให้มันลึกซึ้งขึ้นไปอีก ผู้ใดที่ยังไม่ได้ซึ้งก็จะได้ประโยชน์ แต่ผู้ใดที่เพ่งโทษมีอคติในใจก็ไม่มีปัญหาหรอกแน่นอนฟังไม่ขึ้นแน่นอนทำอะไรไม่ได้ แต่สำหรับผู้ที่ตั้งใจศึกษา สุสสูสังละภะเตปัญญัง ตั้งใจฟังด้วยดีจะเกิดความรู้เกิดปัญญาอย่างแท้จริง ก็ขอยืนยันอีกอันหนึ่งว่า ความเป็นอรหันต์ของอาตมานั้นที่พระประสิทธิ์สงสัยมา ตรงกับตำราไหม ก็ตรง ตรงที่สุด โดยเฉพาะรากฐานของตำรา ไม่ใช่คนยุคใหม่อรรถกถาจารย์เขียน ขยายความที่ผิดเพี้ยนไปเรื่อย จนกระทั่งกลายเป็นอรหันต์เก๊ ที่อาตมาใช้ศัพท์ เป็นอรหันต์เดา อรหันต์เก๊ ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆอาตมาก็เลยสุดสงสารจึงต้องมายืนยันความจริง อาตมาแสดงท่าทีลีลาออกไปตลอด กายวิญญัติ วจีวิญญัติ จากมโนเป็นประธาน ขอยืนยันว่าอาตมาผสมส่วนให้เป็น นัจจะคีตะวาทิตะ ที่ปรุงแต่งออกไปยังได้สัดส่วนจัดสรรองค์ประกอบดี เหมาะสมที่จะสื่อสารให้คนรับฟังแล้วเข้าใจทันที ได้มีความลึกและมากเท่าที่อาตมาจะเก่ง ไม่ต้องการอวดดีจะเห็นว่าเหมาะสมกับกาละเทศะทุกอย่าง ไม่ต้องการทำโชว์ว่าไอ้นี่เพราะไอ้นี่สวยไอ้นี่สุภาพไอ้นี่แรงดีให้ดีได้สัดส่วน ที่มันเป็นแบบนิยมสะใจแบบของคนโลกนับถือ ไม่ใช่ แต่ประมาณที่ทำออกไปทุกกายวิญญัติ วจีวิญญัติ จากมโนเป็นประธาน สื่อสารให้คนรับได้เข้าใจได้ดีที่สุดลึกที่สุดสมบูรณ์ เจตนาอย่างนี้ไม่มีอื่นเลย เพราะฉะนั้นจะไปเอาท่าทีลีลาของอาตมานั้นก็อาจจะไม่ตรง แต่ไม่ผิดหรอก เพราะท่าที่ลีลาแรงก็ได้ แต่คุณจะไปเอาท่าทีลีลาของพระพุทธเจ้า มาเทียบกับอาตมามันคนละยุค พระพุทธเจ้าจะตรัสนั้นแต่ละคนนิ่งหมดเลยเพราะบารมีท่านเยอะ แต่อาตมาพูดอะไรคนไม่เชื่อเกือบทั้งนั้น ส่วนพระพุทธเจ้าตรัสอะไรคนเชื่อคนนิ่งหมดเลย ส่วนอาตมาพูดนั้น คนไม่เชื่อหมดเลยไม่นิ่งหมดเลย แกว่งเสี้ยนเลยไม่ได้เรื่องอย่างนี้เป็นต้น อาตมาก็แสดงการส่ายหัวให้ดูด้วย ก็ดูเหมือนไม่สุภาพ แต่อาตมาก็สื่อสารให้เข้าใจเท่านั้นเอง จึงยากถ้าคุณจะถือด้วยอาการ แล้วเอาอาการนั้นมาตัดสินเป็นเครื่องประกอบตาม กาลามสูตร คุณไปยึดถือว่าถ้าเป็นอาการอย่างนี้มันไม่ใช่มันก็ผิดหมด มันคนละกาละเวลา สรุปแล้วอาตมาจะทำให้รู้ความจริงว่าดูอาตมาให้นานๆให้ครบให้มาก จุดสำคัญก็คือ อาตมาไม่มีกิเลส ไม่มีความต้องการมาให้เป็นตัวตนเพื่อตัวตน 1. ไม่มีกิเลส 2. ไม่มีตัวตน 3. ไม่มีทิฏฐิลามกที่ต้องการสิ่งแลกเปลี่ยนไม่มี เอาแค่ 3 ประเด็นนี้ก็พอ 3 ประเด็นนี้ถ้าคุณเข้าใจแล้วคุณติดตามศึกษาอาตมา อาตมาไม่ได้ทำเพื่อตัวเองอาตมาไม่ได้ต้องการลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เอาแค่ 3 ประเด็นนี้ คุณมาคอยตรวจสอบอาตมาเลยกี่วันกี่เดือนกี่ปีมา 3 ประเด็นนี้คุณให้เป็นอาริยะเป็นอรหันต์ได้ไหม สะอาดบริสุทธิ์ใน 3 ประเด็นนี้ เอาง่ายๆสั้นๆ ไม่มีตัวตนไม่มีกิเลส ไม่เพื่อลาภยศสรรเสริญโลกียสุขเลย เอาแค่ 3 ประเด็นนี้อาตมาขอยืนยันว่าอาตมาไม่มี ไม่มีเพื่อลาภยศ ไม่มีที่ทำด้วยกิเลสไม่ได้ทำเพื่อตัวตน ถ้าไม่มีจริงๆบริสุทธิ์สะอาดแค่ 3 ประเด็นนี้คุณให้เป็นอรหันต์ได้ไหม แต่อาตมาเขียนไว้ถึง 12 ประเด็น อาตมาเขียนจากของตัวเอง คุณลักษณะ 12 ของ พระอรหันต์ผู้มีอิสระยิ่ง . 1. เป็นคนหมดทุกข์ (ดับทุกข์อริยสัจ) 2. เป็นคนไม่มีภัย 3. เป็นคนมีคุณค่า 4. เป็นคนทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นถ่ายเดียว 5. เป็นคนไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง 6. เป็นคนมีเมตตาจริง 7. เป็นคนมีอุเบกขาจริงแท้ 8. เป็นคนไม่ทำบาปแล้ว 9. เป็นคนทำแต่กุศล 10.เป็นคนได้ประโยชน์ตนครบแล้ว ไม่มีประโยชน์ตนที่ต้องทำให้ตนอีกแล้ว 11. เป็นคนรู้จักสวรรค์ นรก นิพพาน ถูกถ้วน 12. เป็นคนรู้จักและมีนิพพานสัมบูรณ์
อุเบกขามีองค์ธรรมคือ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ปริสุทธา เป็นจิตที่บริสุทธิ์จากโลกธรรมจากกิเลส ปริโยทาตา บริสุทธิ์อย่างนั้นแหละแม้จะปรุงแต่งไปเปื้อนกับโลกจะมีผัสสะกับโลกกระทุ้งกระแทกกระเทือนอย่างไรจิตก็ยังบริสุทธิ์อยู่อย่างเดิมอย่างเดิม จะทำงานแปดเปื้อนขนาดไหนเราก็ประมาณของเราเองเราก็ยังสะอาดบริสุทธิ์ผ่องใสเหมือนเดิม มุทุ จิตเร็วไวหัวอ่อนรู้ไว ง่ายต่อการดัด รวดเร็วคล่องแคล่ว มีความแข็งแรงปราดเปรียว กัมมัญญา ท่านแปลว่า สละสลวย เหมาะควรแก่การงาน หมายความว่าเป็น อัญญา ซึ่งอัญญาคือ ปัญญาทางโลกุตระ เป็นการกระทำการงานที่ประกอบด้วยปัญญาโลกุตระ การงานของคนๆนี้จึงมีแต่โลกุตระไม่เป็นโลกียเลยและเป็นกุศลเท่านั้น ไม่เป็นบาปเป็นบุญด้วยสุดท้ายเป็นพระอรหันต์แล้วก็ไม่มีบาปไม่มีบุญ ปภัสสรา จะทำงานอยู่กับโลกอย่างไรจิตก็ไม่หม่นหมอง มีเเต่ผ่องแผ้วอยู่อย่างนั้นตลอดกาล นี่เป็นคุณสมบัติ 5 ประการ ที่ อาตมามีของตนเองจึงมาพูดได้อย่างถนัดใจ เพราะมีของตัวเองอ่านจิตตัวเองออกมาพูดให้คนอื่นฟัง มันก็ถนัดใจสบายๆ ไม่ได้มาลอกเลียน
อาตมาเป็นคนไม่มีบุญ สิ้นบุญหมดแล้ว ตอนนี้ไม่ขยายเรื่องบุญ แต่งานนี้จะขยายเรื่องบุญอย่างสำคัญ
ส่วนกรรมใดก็ไม่มีอกุศลมีแต่กุศล บาปบุญนั้นสิ้นหมดแล้ว ทำแต่กุศล อาตมามีประโยชน์ตนครบแล้วหมดแล้วประโยชน์ตนไม่มีอีกแล้ว ไม่มีประโยชน์ที่จะต้องทำให้ตนอีกแล้ว ประโยชน์ของตนเองไม่ต้องทำมีแต่ทำให้คนอื่นเท่านั้น
เป็นคนมีนิพพานสัมบูรณ์ Absolute อย่างนี้เป็นต้น นี่เขียนออกมาจากคุณลักษณะของตัวเอง และมาเป็นพระอรหันต์มีคุณค่าอย่างนี้ ถ้าคุณลักษณะอย่างนี้ คุณมาตรวจสอบเลยจะใช้เวลากี่ปีกี่เดือนก็ได้เชิญเลยไม่มีปัญหา เอหิปัสสิโกเชิญมาดูได้ ถ้าครบ 12 ข้อนี้คงจะอนุโลมได้ว่าเป็นอรหันต์ แต่ถ้ามีพิเศษอีกคนก็มาดูถ้าเห็นด้วยก็ใช่ ถ้าบอกว่าต้องไปนั่งหลับตา แสดงฤทธิ์เหาะได้อะไร อย่างนั้นไม่ใช่เครื่องแสดงอรหันต์ อะไรอย่างนี้เป็นต้น จัดแสดงแบบฤาษีชีไพรแบบเทวนิยมอะไรต่างๆนานา อย่างที่เป็นกัน อย่างที่เก่งทางโลกียะ ไม่ใช่เก่งทางโลกุตระ อย่างนั้นก็ต้องมาพูดกันให้ถูกต้อง นั่นคือความแสดงตัวเป็นอรหันต์ ที่สำคัญมาก คือแสดงตัวว่าเป็นอรหันต์แต่ไม่ใช่อรหันต์ธรรมดาแต่เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 เป็นสยังอภิญญา ผู้ที่จะเป็นสยังอภิญญา โพธิสัตว์ระดับ 1 2 3 4 5 ยังไม่ใช่สยังอภิญญา ยังต้องพึ่งพาคนอื่นอยู่ แต่ในชาตินี้อาตมาไม่มีครูบาอาจารย์ก็ต้องขยายความ ที่คุณบอกว่าจะต้องมีอาจารย์ต้องได้รับประกาศนียบัตรจากสำนักไหน แต่อาตมาไม่มี ชาตินี้ไม่มีใครให้ประกาศนียบัตรอาตมาได้ ขออภัยที่ต้องพูดคำนี้ ไม่มีใครสอนอาตมาได้ เพราะอาตมามีความรู้เหนือกว่าผู้ที่เขาจะมาสอนอาตมา เพราะฉะนั้นอาตมาในชาตินี้จึงไม่มีใครให้รางวัลอาตมาได้ ไม่มีใครให้รางวัลอาตมาได้ เพราะคนจะให้รางวัลก็ต้องมีความรู้ดีว่าอย่างนี้ควรให้รางวัล แต่ความรู้ที่อาตมามีเขาไม่รู้ และเขาจะมาให้อาตมาได้อย่างไร เพราะฉะนั้นอาตมาไม่ตกอกตกใจไม่แปลกใจเลยว่าชาตินี้ไม่มีรางวัลเลยสักอันเดียว คนอื่นทำงานมา 40 50 ปีเช่นท่านเสียงศีล องค์หนึ่งของพวกเราได้รับรางวัลมาตั้งเยอะแยะแล้ว ซึ่งเขาเหล่านั้นเป็นลูกศิษย์อาตมาได้รางวัลเยอะแยะ แต่อาตมาไม่มีทางได้รางวัลหรอก เพราะเขาไม่มีปัญญาจะมาให้รางวัลเอาทำอะไรได้ อาตมาไม่ได้ตกใจไม่ได้แปลกใจเลยเพราะเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วยืนยันความถูกต้องแล้ว ไม่มีใครให้รางวัลอาตมาได้เป็นอันขาด แต่พวกคุณจะให้ อาตมาจะเอาไปทำไม ก็คุณมาให้อาตมา อาตมาเก็บไม่ไหวหรอก มีร้อยคนพันคนหมื่นคนแสนคนก็แล้วแต่อาตมาจะไปหอบเอามาทำไม เพราะฉะนั้นอาตมาจึงเป็นคนที่ไม่มีครูบาอาจารย์ไม่มีลูกศิษย์ร่วมสำนัก เมื่อไม่มีครูบาอาจารย์ก็ไม่มีศิษย์พี่ศิษย์น้อง อาตมาก็เป็นอาจารย์เองสอนคนอื่นด้วย อาตมามีแต่ลูกศิษย์ไม่มีครูบาอาจารย์ มันพูดเหมือนผยองมากเหมือนหน้าหมั่นไส้จริง อาตมาเข้าใจและเห็นใจเหมือนกัน แต่ต่อมาจำเป็นต้องพูดต้องเปิดเผย ไม่ได้เปิดเผยง่ายๆ หลายสิบปีจนกว่าจะประกาศว่าตนเองเป็น สยังอภิญญา เป็นคนผู้นี้ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ อาตมาเป็นคนลำดับที่ 10 ของสัมมาทิฏฐิ 10 ก็แค่นี้ก็แล้วกัน ถ้าอาตมาเป็น สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) . . . . . (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 257) ถ้าอาตมาเป็นผู้ที่เป็นข้อที่ 10 ของสัมมาทิฏฐิ 10 ก็จะอธิบายอีก 9 ข้อได้ เป็นส่วนแห่งบุญ(ปุญญภาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์(อุปธิเวปักกา).
1. ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ . ทินนัง) ทานแล้วต้องทำใจในใจอย่างไร โยนิโสมนสิการอย่างไร ซึ่งคำว่าโยนิโสมนสิการนี้คนเขาก็ไปแปลแค่ว่าทำใจให้แยบคาย แต่อาตมาแปลว่า การทำใจในใจอย่างมีสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติให้เกิดมรรคผล และให้ถึงที่เกิด คือโยนิโส เป็นความรู้ความเห็นที่แยกแยะละเอียดลออถูกต้องของแท้ลงไปถึงที่เกิด โยนิโสฯ คำว่า โยนิโสมนสิการนี้อาตมาก็ต้องตามไปขยายความ ในสัมมาทิฏฐิ 2 ในอวิชชาสูตร 10 เป็นต้น คำว่าโยนิโสมนสิการเขาก็เข้าใจไม่ถูกต้องได้ง่ายๆ คุณจะโยนิโสมนสิการเป็น ขยายความคำว่าโยนิโสมนสิการเป็นถูกต้องและทำเป็นทำได้ผล ไม่ใช่เรื่องธรรมดา แม้แต่ในสุริยเปยยาลสูตร(ว่าด้วยแสงอรุณทั้ง 7) โยนิโสมนสิการก็เป็นตั้งข้อที่ 7 คุณโยนิโสมนสิการเป็นตั้งแต่แสงเงินแสงทองทั้ง 7 คุณต้องทำให้ได้ก่อนจึงจะมาปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ให้ได้ผล ถ้าคุณทำอันนี้ไม่ถูกต้องสัมมาทิฏฐิ คนมาปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ก่อนจะพบแสงเงินแสงทองทั้ง 7 ประการนี้ แสงเงินแสงทองต้องมาก่อน สุริยเปยยาล (เล่ม 19 ข.129 - 136) [129] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . . ดูรายละเอียดมิตรดี -> . [131] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [132] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [133] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [134] ทิฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . . [135] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [136] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค
ตั้งแต่มีมิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดีอย่างชาวอโศกนี้ และก็มีศีลสัมปทา ชาวอโศกนี้มีแสงเงินแสงทองทั้งนั้น มีศีลสัมปทาปฏิบัติศีลให้เกิดเป็นมรรคเป็นทางปฏิบัติไปตลอด ทุกชุมชนชาวอโศกต้องปฏิบัติศีลทุกคน มีฉันทสัมปทา ทุกคนที่มาที่นี่มีความยินดีมาทั้งนั้นไม่ยินดีอย่ามา แม้คุณยินดีไม่เท่าไหร่จะมาทดสอบสุดท้ายคุณก็ยินดีที่จะอยู่ได้ แม้คุณไม่ยินดีเท่าไหร่ คุณมาทดสอบศึกษาแล้วไม่ยินดีคุณก็ต้องออกไปแน่ ฉันทะ คุณไม่เกิดไม่มีทางอยู่ได้ เพราะฉะนั้นฉันทะจึงสำคัญ ถ้าหากฉันทะตัวนี้ไม่มี คุณปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 อย่างไรให้ตายก็ไม่เกิดมรรคผล อัตตสัมปทา ต้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่องอัตตา 3 โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา คือตั้งแต่ภายนอกหยาบใหญ่ ทำได้แล้วก็ทำ มโนมยอัตตา แต่ไม่ได้ทำอย่างหลับตาเลยทำอย่างอื่น มีจักษุญาณปัญญาวิชชาแสงสว่าง อาตมาเอาธรรมะพระพุทธเจ้าขยายความอ้างอิงยืนยันทุกกระบวนการ เมื่อรู้เข้าใจอัตตา 3 ดีก็มาดับอัตตา 3 คุณเกิดเป็นพระอรหันต์ ต้องเข้าใจอัตตาให้ดีเป็นแสงเงินแสงทองก่อนแล้วจึงจะมีทิฏฐิสัมปทา มีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น คุณต้องมีกระบวนการวิธีทิฏฐิความเข้าใจ สัมปทาคือวิธีการ ต้องเป็นวิธีการที่ถูกต้อง หรือจะเรียกว่าพ้นสีลัพพตุปาทาน พ้นทิฏฐิความรู้ความเห็นเข้าใจที่เป็น อุปาทาน แค่ทิฏฐุปาทาน ต้องพ้นอุปาทานพวกนั้นมา นอกจากกามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทานแล้วต้องพ้น อัตตวาทุปาทาน ทุกวันนี้ส่วนใหญ่คนเป็นอัตตวาทุปาทาน ยังไม่เข้าถึงอัตตาเลย ปฏิบัติได้แค่ภาษาวาจา เรียกว่าอัตตาเป็นบัญญัติเท่านั้นเอง
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive