สื่อธรรมะพ่อครู(พรหมวิหาร 4) ตอน ทำความดีแล้วให้วางดี.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(พรหมวิหาร 4) ตอน ทำความดีแล้วให้วางดี พ่อครูว่า...วันนี้วันวาเลนไทน์วันแห่งความรัก พวกเรามีความรักระลึกถึงในคุณลุงจำลอง ศรีเมือง ไหม...มี ตอนนี้ก็ไปรับวิบาก ต้องติดคุกตอนแก่ มันก็เป็นวิบากที่เราเองจัดสรรไม่ได้ ร่วมกับเพื่อนอีก 5 ท่าน มีคนตั้งคำถามคาใจสงสัยมา ว่า คุณลุงจำลอง ได้มอบความรักความปรารถนาดีให้แก่ประชาชนทั้งประเทศ แต่ได้รับการตอบแทนด้วยการติดคุก ด้วยข้อกล่าวหาบุกรุกสถานที่ราชการ ทำความเสียหายให้เกิดแก่ต้นหญ้าในสนาม ทำให้ต้นหญ้าเสื่อมทรุดโทรมต้องติดคุก คนอะไรทำได้แม้แต่ต้นหญ้า เขาให้เกียรติยกย่องคุณจำลองมาก ว่าเป็นคนที่ไปทำลายต้นหญ้าได้อย่างไร เพราะฉะนั้นผิดนะ แม่ต้องตี เธอทำผิดไปทำร้ายต้นหญ้าฉัน พูดให้ชัดๆ แสดงนัจจะคีตะวาทิตะ คนฉลาดจะเข้าใจจะรู้ว่า คนเรามันละเลียดกันขนาดนี้ จะเอาเรื่องเอาราวกันขนาดนี้ แล้วทีคนทำเลวทำร้ายทำชั่วขนาดหนักยังทำอะไรไม่ได้ ยิ่งคนหนีไปก็ทำอะไรก็ไม่ได้ ก็ทำเอาๆ กระไรหนอใจ ช่างกระไรหนอใจ ได้ทำความเสียหายให้แก่ต้นหญ้าฯลฯ ที่แม้จะระมัดระวังอย่างยิ่งยวดมากขนาดไหนมันก็เสื่อมแน่ๆ เพราะว่าคนเป็นพันเป็นหมื่นก็ต้องเสื่อมสลายลงแน่ หากต้องรองรับคนขนาดนั้นและยาวนาน มีผู้กล่าวว่าโทษครั้งนี้เบาสุดแล้วนะในแวดวงผู้ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม เบาสุดคือทำดีมากกว่าชั่วหนักหนา ทำดีมาเยอะแยะ แค่ต้นหญ้าแค่นี้ปลูกคืนก็ได้ เรื่องข้อมูลเหล่านี้พ่อครูให้คำแนะนำแก่พธม. กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนดีทำดีแต่ได้รับผลลบกลับมา พธม.บ้างคน ถึงกับบอกว่าสังคมลืมเราแล้ว ลืมสิ่งดีๆที่เรามอบให้แล้ว เราควรทำใจอย่างไรจึงคลายความเสียใจในการหมดกำลังใจทำดี เมืองต่อไปคะ พ่อครูว่า...เมื่อกี้ก็พูดจบไปแล้ว ว่า เราทำความดีอย่าไปยึดถือความดี ทำดีแล้วพอ ให้มี เมตตา กรุณา ม
อ่านต่อ
ุทิตา อุเบกขา เมตตาคือ ความมีน้ำใจที่เห็นคนตกทุกข์ก็อยากจะช่วย อยากช่วยให้เขาพ้นทุกข์นั้นจริงๆ หรือให้เขามีสุข เป็นจิตต้องการจะช่วย เมตตา กรุณา ลงมือกระทำช่วย ช่วยอย่างมีศาสตร์มีศิลป์ ช่วยให้ดีที่สุดด้วยจนเขาพ้นทุกข์พ้นร้อน พ้นจากความลำบากลำบนนั้นได้ เขาพ้นมาแล้วก็ดี เราได้ช่วยเขาสำเร็จ จบ มุทิตา จิตก็รู้ความดีนั้นจบสำเร็จผล ถ้าไม่จบในความดียังมี สาเปกโข ยังมีต่อไปเป็นความปลื้มใจดีใจก็เป็นภพเป็นชาติทั้งสิ้น เป็นจิตที่มีความชอบมีความยินดี เป็นขิฑฑาปโทสิกา จิตชื่มชมยินดีเป็นโทษชนิดหนึ่ง ในคำสอนพระพุทธเจ้ามีคำสอนที่เป็นโทษย่อลง 2 อย่างคือ ขิฑฑาปโทสิกะกับมโนปโทสิกะ ขิฑฑาคือยินดีในความรื่นเริงพอใจ ที่เป็นโทษ แม้จะยินดีในสิ่งที่เราทำดีก็เป็นภพเป็นชาติมีโทษ ต้องไม่มีจึงจะตัดขาดภพชาติได้หมด รู้สิ่งนี้เราได้ทำดีก็ดีแล้วจบ ไม่ต้องมีอาการ ฟูใจ ถ้าทำได้จิตก็เป็นมุทิตา ไม่ต้องมีต่อ เมื่อไม่มีต่อก็อุเบกขา จบที่อุเบกขา วาง ว่าง ปล่อย ปริสุทธา จะทำอีกมากเท่าไหร่ก็ยัง ปริโทยาตา ทำแบบนี้ อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง ไม่มีอื่น เราก็จะเป็นคนหมดภพชาติตลอดกาล แล้วมีจิต มุทุ กัมมัญญา จิตก็ยิ่งปภัสสรา ยิ่ง ประภัสสร มีรังสีราศี aura ครบ 6 ฉัพพรรณรังสี ครบแสงหกชั้น อย่างนี้เป็นต้น เราจะเข้าใจภาษาที่อาตมาสื่อไปนี้ไปถึงนามธรรมที่เป็นรายละเอียด เข้าใจให้ได้ว่าสิ่งเหล่านี้อย่าให้เกิดเป็นภพชาติขึ้นไปในจิต จิตของเราไม่มีภพชาติในรายละเอียดสิ่งเหล่านี้จึงสำเร็จถึงจะบริบูรณ์ได้ เพราะฉะนั้นผู้ที่จะทำงานให้แก่สังคมจะต้องรู้รายละเอียดในการติดภพในการสร้างภพชาติ ถึงจะเป็นอรหันต์ เป็นผู้ที่สูงสุด รหะ แปลว่า ความลึกลับ ไม่รู้ มันยึดถือ เป็นหลุมดำเบอร์มิวด้า เข้าไปแล้วมืดไปหมดเลยในหลุมดําเบอร์มิวด้า เปรียบเทียบกับวัตถุเป็นเช่นนั้นเมื่อตกเข้าไปในหลุมดำนี้แล้ว ตัวเองก็ไม่รู้ตัวเองหายไปคนอื่นก็ไม่รู้ด้วย เพราะฉะนั้นอย่าไปทำความมืดให้แก่ตัวเองปานฉะนั้น อยู่ในวัฏสงสารให้เชื่อกรรมวิบากก็รู้กรรมวิบาก อย่างอาตมานี้ ทุกวันนี้มีวิบากประมาณนี้แหละ เทศน์ด้วยความหวังดีเหน็ดเหนื่อยลงทุนลงแรง ต้องทำแรงด้วยไม่เช่นนั้นไม่ได้ผลเพราะคนมันหยาบกร้าน ใช้ภาษาว่าหน้าด้าน มันจะต้องให้ได้สมสัดส่วน ไม่เช่นนั้น ฟันไม่เข้ายิงไม่ออก ต้องแรง จนมีพลังงานเกินกว่าความด้าน ทะลุกำแพงที่ด้านหนานั้นได้ มันจำเป็นต้องทำ ไม่เช่นนั้นพลังงานที่จะไปสลายพลังงานที่แข็งแรงขนาดนั้นด้านหนาขนาดนั้นไม่มีพลังงานที่แข็งแรงกว่ายิ่งกว่าแล้วจะไปทำลายได้อย่างไร มันเป็นไฟท์บังคับ เมื่อเหตุปัจจัยมันมีขนาดนี้ ไม่ใช่คำแก้ตัว เพราะในยุคนี้เป็นยุคศาสนาพุทธได้หมดแล้ว หมดโลกุตรธรรม ศาสนาพุทธจะบอกว่าเป็นศาสนาโลกุตรธรรมเท่านั้นก็ได้แต่ไม่ได้บอกว่าไม่มีโลกียะ และสามารถดีได้สูงสุดด้วย และเกินกว่าดีที่สุดของโลกธรรมนั้นเป็นโลกุตรธรรมที่วิเศษ ที่ศาสนาพุทธเป็นศาสนาเดียวที่รู้ พูดไปแล้วเหมือนจะอวดตัวตน เบ่งข่ม ดูถูกคนอื่นเขาเสียไม่มี มันก็เป็นภาษามองได้อย่างนั้นแต่ความจริงมันเป็นอย่างนั้น ในยุคนี้แล้วเป็นยุคของคนฉลาด อาตมาไม่ได้พูดอย่างเห็นแก่ตัวยกตนข่มท่าน ไม่ได้มีความหมายอย่างนั้น แต่มีความหมายถึงสัจจะที่แท้จริง เพราะฉะนั้นในยุคนี้ก็พูดให้หมดเปลือกพูดให้ครบ อย่างอาตมานี้ต้องมาพูดในลักษณะหมดเปลือกให้ครบไม่บันยะบันยังไม่เหลืออะไรเอาไว้ อาตมานี่ดารานู้ด ชั้น 1 ของมหาจักรวาล ไม่ใช่แค่ในโลกด้วย เปลื้องเปลือยหมดไม่เหลือล่อนจ้อน พูดไม่ได้ยับยั้ง ไม่มัวหมองอะไรไว้เลย เกลี้ยงเกลา เต็มรูปร่างเต็มตัวไม่เหลือซอกมุมอะไรเอาไว้ให้ลับให้มัวหมองพราง เห็นครบ นอกจากคุณตาถั่วของคุณเอง แต่ถ้าคุณตาดีคุณก็จะเห็นเพราะว่าไม่ได้พูดในที่มืดในที่ลับ แต่พูดในที่แจ้งที่สว่าง เปิดเผย และใช้แสงสว่างช่วยกระจายไปทั่วโลกใช้ดาวเทียม เพราะฉะนั้นก็ให้กำลังใจผู้ได้รับวิบากนี้อยู่ หากเชื่อกรรมวิบากแล้วไม่มีปัญหา อาตมาทำทุกอย่างด้วยความจริง ทดสอบความจริงของเราให้ถูกต้องที่สุด ทำความจริงของเรานี้ให้ถูกต้องที่สุด เอาความจริงเป็นหลัก เมื่อถูกแล้วทำออกไป คนอื่นๆก็เป็นคนตัดสินให้ราคา เราไม่มีสิทธิ์ให้ราคาตัวเองหรอก คนอื่นเขาให้ราคา เขาให้ราคาเราถูกก็เป็นเรื่องของเขา ถ้าราคาของเรามันสูงกว่าที่เขาให้ เราก็เหลือราคานั้น แต่ถ้าราคาของเรามันต่ำ แต่เขาให้ราคาแพง เราก็เป็นหนี้เขาสิ ซวยไหม เพราะฉะนั้นเขาให้ราคาเขาต่ำทั้งที่เรามีแพงมีสูงกว่านั้นเราก็เหลือราคาไว้อีก ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าเสียใจเลยฟังให้ดีให้ชัด แต่ท่านก็คงไม่ได้ฟังแต่ไม่รู้จะทำอย่างไรก็พูดให้พวกเราเข้าใจ คิดว่าต่อกันแล้วอายุอ่อนกว่าอาตมาปีเดียว คบกันมา จะไม่รู้ว่าอาตมานั้นเห็นใจอยู่นะ ก็แล้วไปเถอะ บอกให้มาอยู่นี่ก็ยังไม่มา ที่ทางก็เตรียมไว้ จะพักหลังไหนก็เอาได้เลย จะเอาแบบสูงใหญ่ที่สุดก็ได้เฮือนศูนย์สูญ แค่กวาดก็แย่แล้ว ก็เป็นเรื่องของสังคมประเทศชาติที่เราได้ช่วยกัน เราได้ทำสิ่งที่ดีที่เสียสละให้แก่กันและกันก็จบ ทำดีที่สุดด้วยความปรารถนาดี ไม่มีอะไรซ่อนแฝงเป็นความร้ายเลยสักนิด มีแต่ความปรารถนาดีเท่าที่ความรู้ที่เรามี เรารู้เท่านี้ เรารู้ว่าเราปรารถนาดีแต่มันมีส่วนร้าย เกิดขึ้นผสมผสานไปแต่เราไม่รู้เราโง่ เราไม่ต้องการให้ความร้ายมันเกิดเลย แต่ด้วยความโง่ความด้อย อ่อนด้อยของเรา มันทำให้อันนั้นเกิดมันก็สุดวิสัย เราจึงระมัดระวังเจตนาไม่ให้มีความร้ายความด้อยความไม่เข้าท่าอะไรออกไปเลย เท่านั้นแหละโดยเจตนาสูงสุดเรานั้นมีแต่ความปรารถนาดีด้วยความตั้งใจดี มีแต่ความรู้ที่จะทำสิ่งที่ดีนี่ออกไป ก็ที่เราสามารถที่อาตมาจะใช้สัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 ประมาณ อาตมาว่าจบแล้ว ส่วนคนอื่นจะเข้าใจอย่างไรหรือผลจะออกมาอย่างไร เราไม่รู้ในรายละเอียดของวิบาก วิบากเป็นเรื่องอจินไตยเราคิดไม่ออกบวกลบคูณหารไม่ได้เลย สัจจะของกรรมวิบาก มัน solution ของมันเองมันทำการบวกลบคูณหารสังเคราะห์สังขารของมันเองเสร็จเรียบร้อยยิ่งกว่าเครื่องคิดเลข หรือคอมพิวเตอร์ขนาดละเอียดที่สุด แต่วิบากกรรมมันไม่มีผิดพลาดบวกลบคูณหาร solve ออกมา ยิ่งกว่าพระเจ้าคำนวณอย่างไม่มีอะไรลำเอียงมีคติอย่างเป็นสัจธรรม ออกมา ไม่มีใครหลบเลี่ยงพ้น อาตมาก็มีวิบากเท่าที่อาตมามีบารมีชาตินี้ก็เท่านี้ ของใครก็แล้วแต่ อาตมาก็ได้แต่แสดงความเห็นใจก็ไม่รู้จะทำอย่างไรได้มากกว่านี้ ด้วยความจริงใจก็เท่านั้น ต่างคนก็ต่างทำงานในหน้าที่ วิบากเป็นของตัวเองกรรมเป็นของของตน เราทำแล้วก็สั่งสมเป็นกรรมของเรา กรรมช่วยเราให้เราอาศัยกัมมทายาท เราทำแล้วต้องรับมรดกของกรรมทุกหน่วยทุกปรมนู ไม่มีระเหิดระเหย อยู่ครบแล้วออกฤทธิ์เดชของมัน ตามที่มันจะต้องใช้ แล้วมันใช้ไปตามกาละ วิบากของแต่ละคนไม่ได้เอามาใช้ขณะเดียวหมด มันใช้เป็นตามกาละสะสมเหตุปัจจัย ตามสัดส่วน และทั้งความเหมาะสมของปริสัญญุตา กลุ่มสังคม ซึ่งแต่ละคนมีส่วนประกอบองค์ประกอบทั้งนั้น กลุ่ม 3 คนก็มีองค์ประกอบของ 3 คนวิบากของ 3 คน มีกลุ่มเป็น 5 คน 100 คน 10 คนพันคนล้านคน มันก็ตามสัจจะนี้ทั้งนั้นเลย เป็นเรื่องอจินไตยเป็นเรื่องที่จะคิดได้ไม่ง่ายเลย จะบวกลบคูณหารในเหตุปัจจัยต่างๆ ตั้งแต่อุตุนิยามพีชนิยามจิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม
อาตมาว่า อย่างน้อย เชื่อในคำสอนพระพุทธเจ้า หรือจะเชื่อว่าอาตมานำคำสอนพระพุทธเจ้าเอามาขยายความอธิบายถูกต้องก็เชื่ออาตมาบ้างก็ได้ ส่วนใครไม่เชื่อนั้นก็แน่นอนเขาไม่เอาอยู่แล้ว มีปัญหา ก็เท่าที่คนไหนรับก็ตาม แล้วรับก็ไม่ได้ไปตู่ท้วงว่าเป็นของอาตมาแต่เป็นของพระพุทธเจ้า แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ยึดถือเป็นของท่าน แต่เป็นของส่วนกลางในมหาจักรวาลนี้ มันเป็นธรรมะที่มีอยู่แล้วโดยสามัญ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าเกิดมาท่านก็มีของท่านมา เพราะว่าท่านมีมาแล้ว พระพุทธเจ้าองค์ก่อนสอนมาท่านก็รับมาจากพระพุทธเจ้าสอนแล้วก็เอามาสร้างเอามาปฏิบัติจนบรรลุได้ก็เป็นของเราเราก็เอาสิ่งที่เรามีเราได้เราเป็นนี่แหละ ออกมาเผยแพร่แจกจ่าย ให้ผู้อื่นได้รับเอาไปใช้เอาไปอาศัยเอาไปประพฤติปฏิบัติเอาไปทำได้อีก เป็นสัจจะ อาตมาจึงโอ้โห เป็นโพธิสัตว์ได้พิสูจน์สิ่งเหล่านี้มาจนถึงตอนนี้ปาง 7 เป็นปางนิยตะ เที่ยงแท้แน่นอนที่จะได้ไปเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต พระพุทธเจ้าพยากรณ์แล้วอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันก็ไม่ใช่น้อย อาตมาก็พูดไปตามความเชื่อที่เขาไม่เชื่อเขาก็หมั่นไส้ไม่รู้จะทำอย่างไร เมื่อถึงเวลาอาตมาก็พูดเหตุผลให้เหมาะสมเพราะทุกวันนี้มีแต่อรหันต์เดา เก๊ อาตมาก็บอกอรหันต์จริง ท่านก็มาตรวจสอบดูว่ามันจริงหรือไม่จริง ใช้วิจารณญาณของตนเองตัดสิน อาตมาก็คงได้แต่ยืนยันความจริงเทกระบะความจริงออก อาตมาไม่มีอะไรสู้ไม่มีอะไรที่จะทำ เท่ากับความจริงที่เราทำหมดความจริงแล้ว อาตมามีหน้าที่นำความจริงของอาตมาหมดออกไป ไม่ไปพูดความจริงของใคร ไม่ไปยืมความจริงของใครมา ไม่เอา มีแต่ไปหลอก ความจริงของคนอื่นมานั้นก็ไม่ดีเป็นคนหลอก แค่เอาความจริงของอาตมามาใช้ก็เหลือใช้ อาตมายังใช้ความจริงออกไปยังไม่หมดคุณเชื่อไหม เพราะฉะนั้นติดตามพิสูจน์ความจริงให้ดี
อาตมาเคยพูดว่าชมพูทวีปย้ายมาอยู่เมืองไทยแล้ว ธรรมะโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า แต่ว่าพระพุทธเจ้าเป็นชาวเนปาลอินเดีย ต่อมาก็ได้โยกย้ายเชื้อชาติสัญชาติ ทุกวันนี้แม่หรือพ่อของศาสนาอยู่ที่เมืองไทย ครบทั้งพ่อและแม่เป็นเทวะพ่อแม่ต้องมีคู่ 2
อาตมาศึกษาพลังงานสัมประสิทธิ์ให้เป็นพลังงานที่มีตัวแปร ในระดับขั้น คูณไม่ใช่แค่ระดับบวก มันมีอัตราก้าวหน้าสามอย่างคือ บวก คูณ ยกกำลัง ก็ต้องเป็นขั้นคูณหรือยกกำลัง แต่ถ้าระดับยกกำลังมันจะมากไปมันไม่เป็นประโยชน์สูง ก็ต้องใช้อย่างครน. คูณร่วมน้อย ถ้าคูณในระดับยกกำลังมันมากไป จึงต้องคูณร่วมให้น้อยที่สุด ถ้ามากกว่านี้มันจะ over พยายามทอนลงให้มากที่สุด แต่ก็ให้ได้ประโยชน์ หารร่วมทอนออกให้มากสุดแต่ให้ได้ประโยชน์มากที่สุด นี่ไม่ใช่แค่นัยยะคณิตศาสตร์นะ เขาเป็นตัวเลข แต่อันนี้เป็นนัยยะละเอียดกว้างขวางกว่าคณิตศาสตร์ เป็นภาษาธรรมะที่เป็นรูปเป็นนาม ไม่ใช่แค่สังขยาเลขเท่านั้น หลายคนพยายามเข้าใจ บางคนก็ยังเข้าใจไม่ชัดเจนบางคนก็ยังไม่เข้าใจก็ศึกษาติดตามต่อให้เข้าใจ
เราเกิดมาในยุคไหนก็ต้องมีส่วนที่เกี่ยวข้องเด็ดดอกไม้กระเทือนถึงดวงดาว มันเป็นรีเลชั่น เป็นสิ่งที่เชื่อมต่อกันกันหมดในมหาจักรวาลนี้ เป็นแต่เพียงว่าเราจะรองรับความถี่ frequency ของมันไม่ได้ กระทบเป็นโดมิโนต่อกันไปไม่ได้ คุณมีประสาทสามารถรับได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้น พูดถึงเรื่องดอกไม้คุณก็รู้ถึงเรื่องดวงดาว พูดถึงเรื่องดวงดาวคุณก็สามารถรู้ลึกถึงดอกไม้ได้ มันจะเป็นเช่นนั้นตามบารมี ตามแต่ละบุคคลที่จะสามารถเป็นจริงมีจริง
อาตมาก็มีคนเขาห้าม หรือพอได้แล้วไหมที่จะไปตำหนิคน อาตมาว่า อาตมามันเลิกตำหนิไม่ได้หรอก เพราะว่าอาตมารู้จักข้อบกพร่องรู้จักข้อผิดเยอะมากกว่าใครๆ ถ้าอาตมาไม่พูดถึงข้อผิดแล้วนั้น เขาจะหลงผิดว่าเขาถูกอยู่ มันเป็นความอำมหิตของอาตมา อาตมาทำไม่ได้ อาตมาต้องเมตตาต้องช่วยเหลือผู้อื่น รู้อยู่แท้ๆก็ปล่อยเขามันเป็นการใจดำอำมหิตเกินไปอาตมาทำไม่ได้ อาตมาต้องพูดต้องบอกเขา อาตมาจึงจำเป็นจำนนเลี่ยงไม่ออกที่จะต้องตำหนิ ฟังอีกที เพราะอาตมารู้ข้อผิดที่พวกคุณไม่รู้หรือคุณจะหลงว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกด้วย อาตมาจึงต้องฉีกหน้า เปิดเผย ความรู้ที่มันพรางไม่รู้กี่ชั้น อาตมาก็ฉีกจนเมื่อย มันพรางหลอกจนคุณหลงเชื่อ อาตมาจำเป็น ขันจอหว่อไหม เห็นใจอาตมาเถิดเห็นใจบ้าง มันก็หลอกพรางลวงกันเยอะมากเลย อาตมาก็พูดอีก คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะไป ลอกชั้นที่เขาหลอกคุณสลับไม่รู้กี่ชั้นกับกี่ชั้น คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะ ลอก ออกมาจนถึงเนื้อแท้ อาตมารู้ชั้นเหล่านั้น ชั้นแห่งความขี้หลอกซับซ้อนที่มันหลอกกันไม่รู้กี่ซับซ้อน อย่างธัมมชโยนี่ โอ้โห แล้วมันมหาศาล คนมันติดในลาภยศสรรเสริญโลกียสุขมากไหม ธัมมชโยเอาลาภยศสรรเสริญโลกียสุขมาหลอกคนไม่รู้กี่ชั้นต่อกี่ชั้น จนคนเหล่านั้นเป็นทาสผู้ที่ปล่อยไม่ไปอยู่ขณะนี้ก็ยังงมงายอยู่เลย แล้วด่าอาตมามาด้วยนะ นี่มีไลน์มาด่า พวกนั้นพวกลูกน้องธัมมชโย ด่ามาหนักหนาสาหัสเลย ซึ่งอาตมาก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก มันเป็นธรรมดาธรรมชาติคนด่าเพราะเขาไม่รู้ เขาได้รับวิบากหากเขาว่าอาตมานะ แต่ไม่อยากจะพูดเดี๋ยวจะหาว่าไปขู่เขา แต่สัจจะมันเป็นเรื่องจริง คุณมาด่าสิ่งสูงจริงเช่นพระพุทธเจ้า (นกส่งเสียงดัง) นกฟังยังดื้อด้านขนาดนี้แล้วคนงมงายก็จะไม่ดื้อด้านได้อย่างไร620214_พ่อครูเทศน์เปิดงานพุทธาภิเษกฯครั้งที่ 43 และนำปฏิญาณ ศีล 8