สื่อธรรมะพ่อครู(สังโยชน์ 10) ตอน พ้นทุกข์ด้วยผ่านสังโยชน์ 10.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข25 กุมภาพันธ์ 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สังโยชน์ 10) ตอน พ้นทุกข์ด้วยผ่านสังโยชน์ 10 ศาสนาไหนก็ตามคนสามัญก็ระลึกถึงดีถึงชั่ว ก็พยายามทำสิ่งที่ดีไม่ทำสิ่งชั่ว อันนี้ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ละชั่วประพฤติดี ไม่ใช่ความรู้ของพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ความดีความชั่วไม่ตรงกันหมดด้วยสมมุติว่าอันนี้ดีอันนี้ชั่ว ก็ต้องทำไปตามสมมติ แต่สัจจะของความทุกข์ความสุขนี้พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ตรัสรู้จนกระทั่งแก้ไขไม่ได้ แก้ไขไม่ได้เพราะว่าสุขทุกข์มันเป็นเทวะ เป็นสิ่งคู่ เมื่อมันแก้ไขไม่ได้ สุขทุกข์ก็เลยต้องรู้มันให้จริง มันคืออะไรจนสุดท้ายก็รู้ว่า เป็นสุขนี้มันเกิดมาเพราะแท่งก้อนนี้ มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป เพราะฉะนั้นเราก็เรียนรู้แต่ละตัวที่ยึดถือด้วยความไม่รู้ อวิชชา ยึดถือตามสมมุติ บางคนก็ยึดถือในสภาวะก็มี ความรู้สึก แล้วก็ไม่รู้ว่าความรู้สึกของตนเองนั้นมันก็คือสิ่งที่ตนเองยึดถือ ถ้าเราไม่ยึดถือเสีย มันก็หมดเลย พยัญชนะง่ายมาก พอไม่ยึดถือมันก็หมดสุขหมดทุกข์ มันก็ไม่มี ผู้ที่ไม่ยึดถือแม้แต่สุขแต่ทุกข์ มันจะเกิดขึ้นก็ช่างศีรษะมัน เพราะฉะนั้นอาการของจิตเราเมื่อไม่ยึดถือแล้วมันก็ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ มันจะเป็นอาการอย่างไรก็รู้ตามจริง นี่เป็นเรื่องของภาษาง่ายๆคือเทวะคู่ อย่าไปยึดมั่นถือมั่น รู้ตามจริง 2 สภาวะเป็นเทวะทั้งคู่ รู้ตามจริงอีก พอรู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ อาการสุข อาการทุกข์ มีเวทนา ความรู้สึกสุขกับทุกข์ จริงๆแล้ว ความรู้สึกที่เกิดสุขกับทุกข์นั้น ทุกข์ตรงกันหมดทุกคน ทุกข์คือ ความจริง ทุกข์คือสิ่งหนึ่งที่สัมผัสแล้วตรงกันหมด เช่น สีแดง ศาสนาไหนมาสัมผัสด้วยตาเห็นสีแดงเหมือนกันหมด นั่นคือทุกข์ สีแดงนี้จะตั้งอยู่ไม่ได้หรอกมันไม่เที่ยง มันตั้งอยู่แล้วมันก็เสื่อมไป ถ้าอยา

อ่านต่อ

กจะชลอให้มันอยู่ ให้มันแดงอยู่อย่างนี้ เดี๋ยวมันก็เพี้ยนไป อาจจะนานหน่อย สีแดงรุ่นนี้รับรองไม่ถึง 100 ปี ก็จะสลาย สีแดงไม่เหลืออยู่ไม่เที่ยง มันประคองตัวมันเองอยู่ไม่ได้ตลอดการเรียกว่าทุกข์ เพราะฉะนั้นจริงๆแล้วมันไม่มีตัวตน นั่นคือความแท้จริง ของทุกข์ ตีแตกทุกข์ออก เราก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นมันไม่ใช่ตัวตน เราก็อาศัยชั่วคราวอาศัยใช้เป็น แล้วเราจะต้องอาศัยมาใช้ในร่างกายชีวิตเราไหม ถ้าหากอันนี้เป็นสาระชีวิตร่างกายต้องการ ตอนนี้เลยขณะนี้เลย ขาดอันนี้แหละก็เอามาใส่ ไม่ได้อันนี้เอาอันอื่นทดแทนได้ไหม คนนั้นก็อยู่กับสิ่งที่อาศัย อย่างเหมาะควร คนนั้นก็หมดภาระ เพราะรู้ทุกข์แล้ว แต่คนโง่อวิชชา อันนี้คืออันนี้เป็นสาระที่ควรใช้ คุณต้องการกะหล่ำปลีได้มาก็จบ แต่ถ้าไม่ชอบกะหล่ำปลี ก็ไปกินขี้แทน ก็จบ กะหล่ำปลีเป็นสิ่งที่ควรใช้อาศัยแต่ไปยึดถือเป็นสิ่งที่ไม่ชอบ ก็ไปหากะหล่ำแปก็หามาสิ นั่นคือฟุ้งซ่าน บ้า ทั้งที่มันมีความจริงสิ่งเดียว แต่สิ่งที่ตัวเองไปยึดมั่นถือมั่นว่าจะต้องเอาอย่างนี้เป็นอย่างนี้เลย คือตัวไม่มีความจริง เป็นทุกข์กับเท็จ อันนี้เป็นทุกข์จริงๆนะอันนี้ก็ยึดถือตั้งอยู่ให้ไม่ได้ ต้องอาศัยสังเคราะห์ร่างกายไปก็อาศัย แล้วจบเลยไม่ติดยึด นี่ยก ตัวอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน เป็นนามธรรมก็รู้อันนี้คือสิ่งจริงๆ แล้วต้องอาศัยไหมถ้าต้องอาศัยก็จบ ไม่อาศัยแต่ถ้าชอบมากอาศัยมากเกินไป ผูกพันติดยึดอันนี้ก็ไม่ได้ ทุกข์อีกซ้อน ต้องการอันนี้ถ้าไม่ได้อันนี้ก็ทุกข์นิรันดร อาตมาไม่มีภาษาจะอธิบายจบแล้ว ถ้าเข้าใจ ก็อาศัยสิ่งที่ดีเท่านั้น ยกตัวอย่างให้ชัดเจน ในชีวิตมีปัจจัย 4 โดยเฉพาะเรื่องอาหาร พวกเรานี้ไม่มีทุกข์ เรื่องเครื่องนุ่งห่ม อาตมาว่าพวกเราสบายเรื่องเครื่องนุ่งห่ม แต่ก่อนนี้ โอ้โหเสื้อผ้าต้องทันสมัยต้องมีแฟชั่นต้องมีตัวนั้นตัวนี้ แล้วก็ลำบากลำบนต้องมีมากมายต้องมีไปตามแฟชั่น ซื้อมาเต็มตู้ ยิ่งผู้หญิงถูกเขาหลอกให้ซื้อ คนมีสตางค์ก็ซื้อไปเก็บไปทั้งนั้นแหละ คนไหนไม่โง่ไม่มีหรอกผู้หญิง นอกจากไม่มีสตางค์ก็จำนนทั้งนั้น ชี้หน้าได้เลย อย่าว่าแต่ผู้หญิงเลยผู้ชายต้องบ้าแฟชั่น ตอนนี้ต้องสั่งเสื้อยืดมาจากอเมริกา อะไรต่ออะไรยังจำได้เสื้อมองตากูร์ หรืออะไร เราก็สั่งมาใส่เท่ทุกทีใส่ทีไร คนอื่นไม่มีง่ายๆมันแพง ชิบหายกับสิ่งเหล่านี้ เห็นความโง่ไหม นั่นแหละคนที่เคยโง่มาก่อนกับแฟชั่นผู้หญิง อาตมาผู้ชายก็ยังโง่อยู่อย่างนี้ ทั้งที่เสื้อผ้าก็คือเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มใส่กันร้อนกันหนาวกันแมลงสัตว์กัดต่อยกันอุจาดจบแล้ว มันมีความสกปรกก็ซักล้างอย่าให้มันเกิดเชื้อโรค อาหารคือเครื่องเลี้ยงชีพ เรือนชานที่พักอาศัยกันร้อนกันหนาวหลบแดดหลบฝน กันแมลงสัตว์กัดต่อย ยารักษาโรค ปัจจัย 4 ถ้ามีโรคภัยก็ใช้ยารักษา แต่ของสำคัญที่สุดก็คืออาหารต้องกินทุกวัน ส่วนเครื่องนุ่งห่มก็ต้องทุกวันแต่มันก็ไม่ต้องมากมายอะไร พวกเรามาศึกษาตรงตามพระพุทธเจ้าหมดเลย ทุกวันนี้อาหารก็ไม่เดือดร้อนเครื่องนุ่งห่มก็ไม่เดือดร้อนบ้านช่องเรือนชานก็ไม่เดือดร้อนยารักษาโรคก็กลายเป็นเจ้าแห่งยา นี่จบเภสัชกันมาไม่รู้เท่าไหร่ อย่านึกว่าอโศกเราไม่สำคัญในสังคมไทย อโศกปรุงแต่งยาจนคนข้างนอกเขาเชื่อถือนะ ให้เขาใช้สอย เป็นที่รับนับถือใช้ได้ เรามีความรู้แล้วก็รู้ในสิ่งที่สำคัญ นอกนั้นชาวอโศกเราไม่ไปปรุงแต่งอะไรมากมายกับเขา เราสบายเบาแล้วชีวิตนี้ อาตมาอธิบาย พวกเราเป็นคนที่พ้นทุกข์หลุดพ้นจากความทุกข์ที่คนชาวโลกเขายึดถือกัน อาตมาพยายามเอาคำสอนพระพุทธเจ้ามาสอนให้เข้าใจ ได้ตัดเขตอรหันต์อยู่ตรงไหน ใครพ้นทุกข์จากโลกๆเขาได้มากก็เป็นอรหันต์แล้วอรหันต์มีเยอะแยะ อาตมาชัดเจนอยู่แล้ว อธิบายให้พวกเราเข้าใจใครเห็นแล้วก็จะพบว่าชีวิตเราเป็นอรหันต์ตั้งมากมายอย่างน้อยอนาคามี อยู่กับโลกกับสิ่งในโลกนี้เราก็ไม่ทุกข์หรอกเรื่องในโลก ยังเหลือสังโยชน์เบื้องสูง ข้างในตัวเองเท่านั้นแหละส่วนใหญ่ พวกชาวอโศกนี่แหละอนาคามี ยึดถือเรื่องรูปกระทบกระเทือนกันนิดหน่อยไม่มีปัญหา รูปราคะ อรูปราคะ ยิ่งเหลือเศษนิดหน่อยอรูปราคะ ยึดถือดีเหลือเศษมานะ เพ่งโทษคนนั้น หน่อย เอ็งดีแล้วแต่ก็ไปว่าคนอื่น ยิ่งโพธิรักษ์ก็เกิดมาเพื่อว่าก็เลยต้องปากเปียกปากแฉะ ใครจะท้วงอย่างไรอาตมาก็ไม่หยุดจะว่า เพราะเขามีมานะ อาตมาก็ถือดี สิ่งที่ไม่ดีก็ต้องว่า มีมานะ นอกนั้นก็ฟรุ้งฟริ้งกระจายเศษธุลี อุทธัจจะ ขจรขจายอยู่เศษธุลี ก็เป็นสิ่งที่เกิดอยู่เป็นธรรมดา คุณยังไม่รู้เท่านั้นแหละ อวิชชาสังโยชน์สุดท้าย อะไรที่ไม่รู้ อย่างอาตมา อะไรที่ไม่รู้แต่ไม่เป็นสาระอะไรมากก็ปล่อยให้มันฟุ้งกระจายไปในจักรวาลในกลุ่มคนในศาสนาพุทธก็ช่างศีรษะก็ช่างหัวมัน เราก็มาเอาสิ่งที่เห็นว่าว่ากันได้ที่เขายึดถือกันอยู่ก็เป็นมานะ มีความต้องการดียึดถือดีรู้ดีเอาภาระดี อาตมาก็เป็นคนมีมานะเอาภาระเรื่องนี้ ทำเรื่องนี้เป็นภาระ เราก็รู้แล้วเราก็ทำด้วยความตั้งใจ มีเจตนาดีทำเพื่ออะไรรู้ว่าทำเพื่ออะไรได้ประโยชน์อะไรก็ว่ากันไป อาตมาไม่มีปัญหามีหน้าที่ที่จะทำสิ่งที่อาตมามั่นใจว่าสิ่งใดเป็นสิ่งดี สิ่งใดเป็นสิ่งที่รู้ควรรู้ สิ่งใดไม่ควร ตามมหาปเทส ก็ทำสิ่งนั้น อาตมาทำอยู่ก็คือมาตีแตกแยกแยะ สิ่งใดดีสิ่งใดชั่ว โดยเฉพาะสิ่งใดเป็นความสุขสิ่งใดเป็นความทุกข์ มาตีแตก ธรรมะ 2 ตลอดเวลา ทีละคู่ๆ มาทำหน้าที่ตีแตกเทวะทีละคู่ๆ แล้วก็พูดอย่างนี้ อธิบายอยู่อย่างนี้ตลอดกาลนาน มีตัวเปรียบเทียบ สิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควรสิ่งใดถูกสิ่งใดไม่ถูกสิ่งใดทุกข์สิ่งใดสุข สิ่งใดดี ไม่ดี สิ่งใดทรงอยู่สิ่งใดไม่ทรงอยู่ สิ่งที่ควรทรงอยู่คือ วิชชาคือความรู้ รู้ยิ่งรู้จริง สิ่งที่ไม่ควรก็คืออวิชชา จบที่อยู่กับสิ่งที่ควร สิ่งที่ไม่ควรก็ไม่มีแล้วในเราก็จบ เป็นอรหันต์ ถ้าใครเข้าใจพยัญชนะนี้โดยลึกเข้าไปถึงสภาวะ วิชชา ความรู้ แล้วก็มีชีวิตอยู่ด้วยวิชชา อวิชชาหรือสิ่งที่ไม่ใช่วิชชา พระพุทธเจ้าท่านแยกแยะไว้ละเอียดอีกมุมหนึ่งมี 8 อย่าง 1. ไม่รู้..ทุกข์ (ทุกฺเข อญฺญาณํ) 2. ไม่รู้..ทุกขสมุทัย (ทุกฺขสมุทเย อญฺญาณํ) 3. ไม่รู้..ทุกขนิโรธ (ทุกฺขนิโรเธ อญฺญาณํ) 4. ไม่รู้..ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (มรรคมีองค์ 8) 5. ไม่รู้ในส่วนอดีต (ที่ไม่เที่ยง) ปุพพันเต อัญญาณัง 6. ไม่รู้ในส่วนอนาคต (ที่ไม่เที่ยง) อปรันเต อัญญาณัง 7. ไม่รู้ทั้งส่วนอดีต-ส่วนอนาคต (ไม่รู้สิ่งที่เที่ยงแท้เท่ากันหมดแล้ว) (ปุพพันตาปรันเต อัญญาณัง) . 8. ไม่รู้ในธรรมทั้งหลาย ที่อาศัยกันเกิดขึ้นเป็นห่วงโซ่แห่ง การเกิดทุกข์ หรือดับทุกข์ ตามหลักปฏิจจสมุปบาท (หรืออิทัปปัจจยตา) (พตปฎ. ล.34 ข.691 ว่าด้วย อกุศลเหตุของโมหะ) พ่อครูว่า… 4 อันแรกพวกเราเคยได้ฟังกันมาหูแฉะ แต่ 4 อันหลัง อดีต อนาคต คืออะไร อดีต และ อนาคต เป็นเทวะ เป็น 2 ถ้าตีแตกก็จบคนนั้นก็สูญ คนที่ตีอดีตไม่แตก อนาคตก็ตีไม่แตก ยังมีอดีตและอนาคต อดีตก็ยังไม่สูญอนาคตก็ยังไม่สูญ คนที่หมดอดีตและอนาคต อนาคตก็สูญอดีตก็สูญคนนี้ก็เที่ยงเป็นนิพพาน เพราะฉะนั้นส่วนอดีตส่วนอนาคตนี้จึงต่างกัน ส่วนอดีตอนาคตนี้ รู้จบแล้วมีจบแล้ว รู้สูญมีสูญคืออรหันต์ แต่เป็นอรหันต์ที่ยังไม่ตายอย่างอาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ เป็นนักรู้ยอดเลย จะตายเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะอาตมารู้แล้วว่ามีอะไรตายในตัวต่อมา กิเลสตายไปหมดแล้วไม่เกิดเลยตายอย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง” แต่อาตมายังไม่ตายยังมีชีวิตอยู่ก็ต้องปรุงแต่งไป คนข้างนอกเขาไม่เข้าใจเขาหาว่าอาตมาคือแท่งกิเลสเลย เพราะเขาเป็นคนอวิชชา เขาไม่รู้ว่านี่แหละ ตัวผู้ปราบกิเลสใหญ่ นี่คือตัวปัญญา ปัญญาคือยอดนักรบในหนังกังฟู เป็นยอดจอมยุทธไร้เทียมทาน ไม่มีอาวุธ แต่ถ้าใช้อาวุธแล้วเสร็จ จอมยุทธที่เก่งที่สุดไม่มีอาวุธแต่ถ้าใช้อาวุธเมื่อไหร่ก็สำเร็จ คือ ปุญญะ ไม่มีใครเห็นไม่มีใครรู้ด้วยกับจอมยุทธ แต่ถ้าใช้เมื่อไหร่กิเลสตาย ปุญญะคือเครื่องชำระกิเลส เพราะฉะนั้นปุญญะก็คือปัญญา ปัญญาคือพลังงานที่เป็นความรู้ รู้อาริยสัจ 4 สมบูรณ์แบบ เพราะฉะนั้นใช้อันนี้ได้เลย พรึ่บเดียวอริยสัจ 4 เป็นจักร ขว้างฟึ่บไม่เห็นเลย ไม่มีตัวตน แต่มีประสิทธิภาพกำจัดกิเลสได้แท้ได้จริง กำจัดกิเลสได้เด็ดขาด เป็นเจ้าแห่งจักร เป็นเจ้าแห่งบุญเป็นเจ้าแห่งปัญญา แต่นัยยะของปัญญาเชิงฉลาด ปุญญะนี่เป็นตัวจริงที่ถ้าแยกเป็นรูปนามก็เป็น 2 ปุญญะคือ Static เป็นรูป ปัญญาก็เป็นนาม เป็น Dynamic แต่ต้องอยู่ด้วยกันทั้งคู่นี่คือความรู้ศาสนาพุทธ อาตมาอธิบายแยกแยะได้ ถึงรู้หมดแม้กระทั่งความทุกข์ความสุข แล้วก็ตีแตกไม่เอาแล้วทั้งทุกข์ทั้งสุข เราก็อยู่ความมีนั้นอย่างไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรแล้วก็อยู่อาศัยมันไปอย่างสบาย ก็เพราะว่ามันยังมี ก็ต้องมีไปตามประสาของมันแต่เราทำความไม่มีได้แล้ว แล้วเราก็มีชีวิตอยู่ด้วยความมีที่ไม่มี สับสนไหม อาตมาอยู่อย่างความมีที่ไม่มี เข้าใจแล้วก็ทำให้ตัวเองเป็นให้ได้ เราจะรู้ว่าสิ่งใดๆที่อยู่รอบตัวเรานี้ มันก็คือสังขารทั้งหลายที่ปรุงแต่ง หากเราไม่ยึดถือมันก็คือสังขาร เราเข้าใจกับเขาอนุโลมได้กับเขา อนุโลมปฏิโลมไปยืดหยุ่นไปตามน้ำบ้างทวนน้ำบ้าง ทวนได้ก็ทวน หากทวนไม่ได้ก็ไม่ต้องทวน อย่างเถรสมาคม อาตมาไปทวนเขาไม่ได้มันไหลเชี่ยวแรงอย่างมาก อาตมาก็ได้แต่ด่าส่งตามน้ำอย่างเดียว ไม่ทวน ฉลาดไหม ไม่ต้องเสียแรง ก็มาทวนเพื่อให้ผู้ที่ทวน ได้กลายเป็นปลาเป็นที่ทวนน้ำได้ พวกคุณก็เลยเป็นปลาเป็นที่ทวนน้ำได้ พวกนั้นไหลไปตามน้ำเป็นปลาตายไหลตามน้ำ แล้วก็ร่วมกันเน่าๆๆ and the เน่า น่าสงสาร เขาไม่ได้มีความรู้ของพระพุทธเจ้ามาช่วยให้ชีวิตเป็นชีวิตที่มาเป็นคนจนสุขสำราญเบิกบานใจ ไม่ ยังไปเที่ยวได้แย่งลาภยศสรรเสริญโลกียสุข620215_เทศน์ทวช.งานพุทธาฯครั้งที่ 43 บ้านราชฯ เรื่อง เทวฺครองโลก ตอนที่ 1

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน