650117 จากโสดาบัน 4 ไปถึงความมี ไม่มี และอภิภู รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 24_.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2565
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์32 KB
วันที่แก้ไข2 กุมภาพันธ์ 2565

เนื้อหาในไฟล์

650117 จากโสดาบัน 4 ไปถึงความมี ไม่มี และอภิภู รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 24 https://www.boonniyom.net/51194.html ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/15jDR6JsTg7QftXG3UVJHE1tQy1sT6U6lq3HAPlOFqwQ/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/18SpUhRWBeZb6WMhyeuRZvlou8y8vr2Tl/view?usp=sharing

และดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/aB4-UOTpm6/ และ https://youtu.be/HXan_YOd12E

สู่แดนธรรม...วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 17 มกราคม 2565 ที่บวรราชธานีอโศก คนฝากมาถามว่า คนนั้นคนนี้เป็นพระอรหันต์หรือไม่ ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นไปเพื่อเกิดประโยชน์ลดกิเลสหรือไม่

พ่อครูว่า...ก่อนอื่นก็โชว์ผลผลิตบนโต๊ะนี้ หัวหอมหัวใหญ่ ผักกาดขาวหัวใหญ่ มะเขือเปราะจากสวนปู่เถา

SMS วันที่ 14 -16 มกราคม 2565

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน กฎหมายป้องกันรัฐบาลเก่าไม่ควรเอามาใช้กับประชาชนปฏิวัติผู้บริสุทธิ์ _แก้วตะวัน พวงบุบผา : กราบนมัสการพ่อครู ท่านสมณะ ท่านสิกขมาตุด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ..ขอส่งกลอนในรายการมองโลกมองธรรม เปิดใจ คุณไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และคุณอมร อมรรัตนานนท์ วิบากกรรมได้ถูกแก้แค่ต้องรับ ถูกจับปรับจองจำคือกรรมเก่า แม้ทำดีเต็มสามารถเพื่อชาติเรา ก็อาจเศร้าเข้าคุกทุกข์ตามมา ขอกราบท่านผู้รักชาติศาสน์กษัตริย์ ทุกท่านชัดอุดมการงานมีค่า แม้ต้องโทษไม่โกรธเคืองประเทืองปัญญา ท่านเป็นครูขอบูชาค่าควรเมือง พ่อครูว่า... ดีมาก กลอนนี้ก็ดีทีเดียว ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่พ้อกันอยู่ ทำดีช่วยชาติศาสน์กษัตริย์เต็มที่ แต่ก็จะต้องไปติดคุกติดตะราง หาว่าผิดกฎหมาย ซึ่งกฎหมายนี้ รัฐบาลนั้นรัฐบาลนี้ออกมาป้องกันตัวเอง ถ้าเกิดไปต่อต้าน มันเหมือนพาซื่อเก

อ่านต่อ

ินไป ไปต่อต้านรัฐบาลนั้นรัฐบาลนี้ผิดกฎหมาย รัฐบาลนั้นเองออกกฎหมายป้องกันตนเอง เสร็จแล้วนัยยะสำคัญของมันก็คือ กฎหมายนี้รองรับอะไร… รองรับรัฐบาลที่เขาป้องกันตนเองเอาไว้ จริงๆแล้วมันเหมือนกับที่กฎหมายบอกว่า ห้ามปฏิวัติรัฐประหาร แต่มันเป็นเรื่องสุดวิสัย มันเป็นเรื่องที่คุณจะเอากฎหมายห้ามอย่างไร เขาก็จำต้องปฏิวัติเพราะเขาก็ทนไม่ได้ เขาก็จะต้องทำ ประชาชนก็ต้องทำ ในทำนอง เดียวกันประชาชนก็ต้องทำ ถึงออกกฎหมายอย่างไรเขาก็ต้องทำ แต่รัฐบาลนั่นแหละออกกฎหมายกันเอาไว้ว่าผิดกฎหมาย แล้วก็พากันซื่อตามกฎหมาย เมื่อประชาชนหรือคนที่เขาไปไล่รัฐบาลนั้นแล้ว รัฐบาลนั้นก็พ่ายแพ้ออกไปแล้ว ประชาชนก็เห็นดีเห็นงามกันแล้ว เปลี่ยนแปลงระบบ เปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่แล้ว ดีขึ้นแล้วชัดเจนแล้ว จะไปรื้อเอาไอ้ที่เป็นผิดกฎหมายของรัฐบาลเก่าที่ออกเอาไว้ เอามาใช้กับพฤติกรรมของประชาชนบริสุทธิ์ที่เขาทำเพื่อประเทศชาติโดยตรง แล้วก็ถูกต้องตามสัจจะด้วย เพราะว่ารัฐบาลนั้นควรให้ประชาชนไปไล่ออก มันเป็นสิทธิของประชาธิปไตย 100% ด้วย นี่แหละซ้อนอยู่ตรงนี้ อาตมาก็ว่า เออเนอะ ทำอย่างไรเขาจะชัดเจน ซึ่งก็ไปบังคับไม่ได้หรอก ผู้ที่เขามีสิทธิ์ที่จะพิจารณา พิพากษาอะไรต่ออะไร แล้วเขาก็ทำอะไรต่ออะไรไปนี้ เราก็ไปบังคับให้เขาเข้าใจอย่างที่เราเข้าใจไม่ได้ เขาก็ต้องเข้าใจอย่างที่เขาเข้าใจ แล้วเขาก็ปฏิบัติไปตามที่เขาเข้าใจ ก็ถือว่าวิบากเก่าอย่างที่แก้วตะวันพวงบุบผาว่ามาก็แล้วกัน ซึ่งลึกๆก็คงเป็นเช่นนั้น เหมือนอย่างอาตมา อาตมาเกิดมาชาตินี้ ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจจริงๆเลย และฟังดีๆนะไม่ใช่ว่าอาตมาเข้าข้างตัวเอง และอาตมาก็ไม่ได้ทำผิดอะไรเลย แต่อาตมาก็โดนคดีอะไรต่างๆนานา จนสุดท้ายมันหมดเรื่องคดีแล้ว จนทุกวันนี้ อาตมาก็อิสระเสรีภาพ ก็ทำว่าอะไรตามที่อาตมาจริงจัง ตามปรารถนาดี ตามเจตนาที่ควรจะทำ มันก็ได้ผลนะ ได้ประโยชน์อะไรๆขึ้นมา เพราะว่าความจริงเท่านั้นแหละจะเป็น หรือความบริสุทธิ์เท่านั้นที่จะเป็นสิ่งที่ชนะในที่สุด

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ทำไมคนเราต้องเกิดมามีกิเลสด้วย _คำถามเด็กว่า... หลวงปู่ครับ ทำไมคนเราเกิดมาถึงต้องมีกิเลสครับ พ่อครูว่า…ฟังให้ดีๆ กิเลสนี่คือความโง่ของสัตว์โลก สัตว์โลกคือตั้งแต่เกิดเป็นสัตว์เซลล์เดียว แล้วก็จนกระทั่งพัฒนาขึ้นมาเป็นสัตว์ที่โตขึ้น โตขึ้น โตขึ้นเป็นตัว เป็นตน เป็นรูปเป็นร่าง เข้ามาเป็นแมลงหวี่ เป็นไส้เดือน กิ้งกือ อะไรมาเรื่อย จนกระทั่งเป็นสัตว์ 2 ขา 4 ขา สัตว์น้ำ สัตว์บก สัตว์ปีก อะไรต่ออะไรมา จนกระทั่งมาเป็นคน เป็นคนก็ยังเป็นคนที่ยังโง่ๆเง่าๆ ยังไม่ได้เจริญกว่าสัตว์เดรัจฉานเท่าไหร่ จนเจริญกว่าสัตว์เดรัจฉาน เจริญกว่าลิง เป็นต้น เจริญขึ้นๆมาเป็นคน เมื่อเจริญขึ้นมาเป็นคน มีความเจริญทางความคิดความอ่านและความรู้ ความรู้ในการเป็นสังคมที่จะอยู่ร่วมกันให้ดีที่สุด เป็นสุขที่สุด สงบที่สุด อบอุ่นที่สุด เป็นประโยชน์แก่กันแะกันได้อย่างไร ก็มีผู้รู้คิด จนกระทั่งสูงสุดได้เป็นศาสดา ได้เป็นศาสดาหมายความว่าได้เป็นเจ้าของความรู้ ความคิด ที่ทำให้คนดีที่สุดเท่าที่ศาสดาแต่ละองค์จะเข้าใจ ละชั่วประพฤติดี เป็นคนดีที่สุดได้ แล้วเขาก็เป็นศาสดา แล้วก็สอนให้คนอื่นทำตาม เป็นคนดีตามที่พระศาสดาจริงใจ พระศาสดาทุกคนก็จริงใจ ก็อยู่ดีเป็นสังคมแต่ละกลุ่ม ตามแต่ศาสดาแต่ละองค์เท่าที่แนวคิดของแต่ละศาสนา จะมีหลายศาสดา ในยุคเดียวกัน ยุคไหนๆก็ช่าง จะไม่มีศาสดาองค์เดียวที่เป็นเทวนิยมที่เป็นโลกียะอย่างนี้ จริงๆนะจริงใจแต่ละศาสดา จริงใจไม่มีการแฝง ด้วยเรื่องไม่ดีอะไรเลย มีแต่ความดีจริงที่บริสุทธิ์ หรือก็เก่งตามแนวแต่ละศาสดาก็จึงต่างกัน เช่น ที่มีอยู่ทุกวันนี้ ก็มีศาสดาที่เป็นเจ้าศาสนาหลายศาสนาอยู่ในโลกใหญ่ๆเล็กๆ เป็นสิบๆเป็นร้อยๆศาสนา แต่ใหญ่ๆจริงๆก็มี เห็นๆที่รู้ๆกันอยู่ 2-3 ศาสนา จะมีศาสนาที่เป็นอนัตตา เป็นไม่มีตัวตน อยู่ 2 ศาสนาในโลก คือศาสนาพุทธกับศาสนาเชน ศาสนาพุทธกับศาสนาของพระมหาวีระ ศาสนาเชน ศาสดาพระมหาวีระ ศาสนาเชนนั้น สุดโต่งไปไกลลิบ ทั้งสัตตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ ไม่มีอย่างไม่มีที่สิ้นสุด สุดโต่งไปทางความไม่มี ไม่มีอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเลย เพราะฉะนั้นในชีวิตของชาวศาสนาเชน จึงจะไม่อินังขังขอบกับอะไรทั้งนั้น ไม่ว่าวัตถุไม่ว่ามนุษย์ ไม่ว่าสัตว์ทั้งหลาย แต่รู้ว่าสัตว์มีวิบาก เพราะฉะนั้นก็จะไม่สร้างวิบาก จะไม่ทำร้ายสัตว์ใดๆเลย สัตว์ขนาดใหญ่ ขนาดเล็กที่สุดแค่ไหน ก็ไม่พยายามเบียดเบียนทำร้าย อย่างเด็ดขาด เพราะฉะนั้น เชนจะต้องรักษาสภาพความสุดโต่งนั้นไว้ จะต้องปล่อยวางหมด ไม่เอาอะไร ไม่เป็นอะไรไม่ติดไม่คิดอะไรทั้งนั้นเลย มีชีวิตอยู่ก็กินๆอยู่ๆ กินให้น้อยที่สุด อยู่ให้หยุด อยู่ให้ไม่ต้องมีอะไรที่สุดเลย หนีเข้าป่า ไม่พบกับใคร มีอะไรก็กินไป นอกจากจะมีความจำเป็นต้องมาหาผู้คนที่จะต้องหาอะไรไปกินไปใช้ที่แต่ละผู้แต่ละคนต้องการก็มาหาไป เสร็จแล้วเขาก็จะต้องตาย เขาจะต้องตายชนิดที่ว่า ตายอย่างปล่อยวาง ไม่มีอะไรทั้งหมดเลย อย่างสุดโต่งสาหัสสากรรจ์ที่สุด ซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่าตายอย่างที่ไม่มีอะไรที่สุดนั้นเป็นอย่างไร เขารู้แต่ว่า กรรมวิบากมันเวียนวนซ้ำซาก เขาก็ไม่ทำกรรมอะไรอีกเลย เป็น อกรรมกิริยา ไม่ทำกรรมอะไรอีกที่จะเป็นวิบากกรรมกับสัตว์ใดเลย แม้แต่สัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ แม้แต่กับสัตว์เล็กที่สุด เขาก็จะมีไม้ ไม้ปัดเบาๆอ่อนๆละเอียด ค่อยๆ ปัด จะนั่งจะพักที่ไหน ก็กลัวจะไปทับสัตว์นั้นสัตว์นี้ ต้องปัดต้องรักษาอะไรต่างๆ แล้วอะไรมันจะมาทำตัวเองก็ยอมหมด ไม่ทำโต้ตอบด้วยเลย แล้วก็มีชีวิตอยู่ต่อไปจนกระทั่งที่สุดก็ตาย ตายแล้วก็ถือว่าเขาจบแล้ว สูญเลย เขาถือว่าอย่างนี้คือสูญแล้ว เป็นนิพพานแบบของเขา เป็นนิพพานแบบพระมหาวีระ หรือแบบศาสนาเชน เป็นความเข้าใจแบบเชน นั่นคืออนัตตาแบบพระมหาวีระ หรือแบบศาสนาเชน กับศาสนาพุทธที่เป็นอนัตตา แตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญมาก ศาสนาพุทธนั้นรู้จัก ความมีกับความไม่มี อย่างแท้จริง ไม่ต้องไปตรรกะ ไม่ต้องไปคิดเอาไปไกลจนกระทั่งชนิดที่มันไม่มี ไม่มีอย่างจินตนาการอย่างที่ศาสนาเชนจินตนาการ เราไม่เอาจินตนาการ แต่เอาความไม่มีให้รู้ให้เห็น ให้รู้ให้เห็นกับธาตุจิตหรือธาตุจิตวิญญาณที่สัมผัสแล้วเกิดอะไรมี แล้วเราก็ศึกษาความมีนั้น จากจิตวิญญาณเราเองอีกนั่นแหละ แยกมาเป็นเจตสิกให้รู้ว่าความไม่มีในสิ่งที่เราไปยึดว่ามีนี้คืออย่างไร ภาษาพูด พูดได้เท่านี้ ผู้ปฏิบัติก็จะต้องไปปฏิบัติเอง โดยไล่ไปตั้งแต่หยาบๆ เช่น กิเลสราคะเป็นอาการอย่างนี้ กิเลสโทสะเป็นอาการอย่างนี้ กิเลสโมหะ โมหะก็คือความยังไม่รู้ว่ามันเป็นโทสะหรือมันเป็นราคะ ละเอียดขึ้นละเอียดขึ้นๆ โมหะ พอเก่งอย่างหยาบๆ ราคะหยาบ โทสะหยาบ แล้วก็ชัดเจนแล้วว่าจิตที่เป็นอาการโทสะ อาการราคะของเราที่เป็นคู่กันที่จะผลักกับดูด มันไม่มีแล้ว มันเป็นกลางๆแล้ว เป็นจิตกลางกลาง ถึงแม้มันมีในโลก คนอื่นเขามีให้เห็นตำตาอย่างไร เราก็เห็นว่าคนเขายังมีอยู่ คนอื่นเขาต้องมีอยู่แน่ เพราะเขาไม่ได้ล้างอย่างเรา เราก็รู้ความมีกับความไม่มี โดยไม่เข้าไปยึดถือความมีหรือความไม่มี ในขณะที่เรายังมี ไม่เข้าไปมี ไม่เข้าไปใกล้ ไม่เข้าไปยึด ไม่เข้าไปเป็นในความมีกับความไม่มี 2 อย่างนี้ ในขณะที่เรายังมีความรู้อยู่เป็นๆนี่ เรียกว่า อนุปคัมมะ คนๆนี้แหละเป็นคนที่จบกิจด้วยมัชฌิมา เป็นคนกลางที่สุดแล้ว แล้วกลางอย่างมี กลางอย่างไม่หลงว่า คุณมีนี้นะ ไม่ใช่คุณไม่มีตามความคิดตรรกะอย่างเชน ไปไม่มีที่สุดอย่างสุดโต่งไป แล้วมันจะเป็นยังไง ก็จินตนาการไปเฉยๆ ถ้าเราไม่มีอย่างโน้นมันเป็นอย่างไร มันมีความจริงยืนยันเลย แต่นี่มีความจริงยืนยันในขณะที่มี และมีอันนี้คือมีอย่างลึกซึ้งตรงที่ท่านรู้ เรียนแยกธาตุวิญญาณ เป็นเจตสิกต่างๆ ที่สุดเจตสิกที่มันยึดมั่นถือมั่นอยู่ก็คือเวทนา เป็นธาตุนามธรรมตัวแรกของขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เพราะฉะนั้นเวทนาตัวแรกนี้ รู้สึก รู้ รับรู้ มีรู้ขึ้นมาแล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อมันรู้ มันก็มีไม่รู้กับรู้ เราก็เรียนความรู้ที่ไม่มี รู้ที่ไม่มีสิ่งที่เราจะยึดถือว่าเป็นเรา พระพุทธเจ้าท่านจะจบด้วยความว่า ไม่ยึดเป็นเรา ไม่ยึดเป็นของเรา ภาษาก็มีเท่านี้ ผู้ที่ปฏิบัติมีภูมิธรรมถึงขีดนี้ จึงจะรู้ความจริงตามความเป็นจริงด้วยตัวเอง โดยที่ไม่ต้องเชื่อแม้แต่พระพุทธเจ้า เพราะเราเห็นเองเป็นเองจริงเองแล้ว โดยไม่ต้องเชื่อใคร นี่สูงสุด เพราะฉะนั้นผู้ที่ปฏิบัติได้อย่างนี้จึงรู้จักอนัตตา ความไม่มีตัวตน โดยใช้ภาษาว่าตัวตน เป็นภาษาไทย ตัวตนก็ซ้ำมาจากภาษาบาลีนั่นแหละคือ ตน บาลีก็คือ ตะ นะ ตน ตนคือพยัญชนะ 2 ตัว ตะ กับ นะ ตะ ก็คือตั้ง ตั้งอยู่นี่แหละ นะ ก็คือไม่มี ฉะนั้นสิ่งที่ไม่มีก็คือสภาพ 2 ของทุกสิ่งที่มีความมี ตั้งอยู่กับไม่ ตั้งอยู่กับไม่ตั้ง ไม่มี มีกับไม่มีนั้นแหละ แต่มันเป็นพยัญชนะตัว ต.ตอ กับ ตัว น.นอ ถ้าเรียกอย่างบาลีก็ ตะ กับ นะ เท่านั้นเอง 2 ตัวนี้แหละรวมเรียกกันเป็น อัตตา อัตตาก็คือ สภาพมุมเหลี่ยมของสิริมหามายา อัตตาคือ อะ หรือ อัตตะ กับ ตต อัตตะ หรืออัตตา อัตตะคือ เอกพจน์ อัตตาคือพหูพจน์ อะคือ นะ ไม่ ตะตะ คือตั้งอยู่ ตั้งอยู่เป็น 2 นั้นเป็นรูปของความเป็น 2 ที่มี 3 ลักษณะ นั่นคือเป็น 3 ลักษณะ อัตตา แต่ ตะ นะ มีแค่ 2 ตัว ที่เอา น มาใช้ กับ อะ มาใช้ อตต กับ ตน อะ เป็นสระ บางเบายิ่งกว่าพยัญชนะ แม้แต่เศษวรรคก็ไม่ใช่ แต่ น นี่เป็นพยัญชนะ ก็ใช้แค่ 2 ตัวก็พอคือ ตน ตะนะ แต่ อัตตา ต้องใช้ อ กับ ตต ฟังเข้าใจไหมเด็กๆ ผู้ใหญ่เข้าใจไหม เออ เนาะ มันยากอยู่พอสมควร

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน คนเราอาศัยสองสิ่ง คือความมีกับความไม่มี _สู่แดนธรรม... สรุปว่าทำไมคนเราเกิดมาต้องมีกิเลส..ก็เพราะว่าดวงจิตดวงพลังงานที่พาเรามาเกิดนั้น มันยังมีความมีอยู่ มันยังไม่สามารถชำระให้หมดถึงความไม่มีได้ มีนั้นคือ มีความเศร้าหมอง มีตัวเคลือบ ถ้าดวงจิตของเราเปรียบเหมือนหลอดไฟ ไฟดวงนี้ถูกกิเลส ซึ่งแปลว่าความเศร้าหมองมาเคลือบมา จนกระทั่งดวงจิตดวงนี้มันมัวซัว คิด อ่านอะไรก็ไม่ตรงกับความจริง ก็จะเป็นไปตามอำนาจของกิเลสที่ความมัวซัวมันชักโยงนั้นแหะ เราเกิดมา เราก็เลยต้องมีความมัวซัวนั้น ความมัวซัวนั้นจึงเรียกว่าความมีกิเลส ก็มาศึกษาเอานะครับ ดูว่า ทำอย่างไรให้ถึงความไม่มี แล้วก็ทำอย่างไรถึงจะมี ชาตินี้ทั้งชาติมาศึกษาให้รู้แท้ถ่องแท้เลยนะครับ พ่อครูว่า... เป็นคำสองคำที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า คนต้องอาศัยสิ่ง 2 สิ่งนี้แหละ คือความมีกับความไม่มี นี้ เป็นสิ่งที่เรียนรู้ไปจนกระทั่งจบ ไม่จบก็ไม่จบอยู่ที่ไม่รู้ความมีกับความไม่มี ถ้ารู้ความมี ความไม่มีเสียแล้ว ชัดเจนหมด จบเลยว่า อ้อ! มี มันเป็นอย่างนี้ ไม่มี มันเป็นอย่างนี้ แล้วเราก็ทำความไม่มีได้ เหมือนอย่างที่ท่านตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 43 ( ดูภาคผนวก พตปฎ.เล่ม 16/ข้อ 43) ความมีเป็นอย่างนี้ ความไม่มีเป็นอย่างนี้ แล้วท่านก็บอกว่า อ๋อ ความมีนี้กับความไม่มีเพราะฉะนั้นเราก็ทำความไม่มีได้ เสร็จแล้วมามีความไม่มี เอ๊..อย่างไร จบด้วยความไม่มี ทำให้เกิดความไม่มีให้ได้ แล้วก็มา มี อีกทีนึง แต่ก็จบด้วยความไม่มี สุดท้ายก็จบด้วยความไม่มี ไม่มี คือไม่มีอะไร? ก็ได้ขยายความไปหมดแล้ว ไม่มี คือ การทำธาตุจิตวิญญาณนี้ให้สลาย ธาตุรู้นี้สลายเป็นพลังงานอุตุ เป็นดินน้ำไฟลมไปเลย ทำได้ตั้งแต่ตอนเป็นๆ ตั้งแต่เราไปยึดในโลก โลกที่เป็นอบายมุข โลกหยาบๆ เราไปมีมีอารมณ์ มีเวทนานี่แหละ มีความสุขความทุกข์ มีความเป็นความมี จนกระทั่งเลิก ไม่สุข ไม่ทุกข์ ไม่ต้องเป็น ไม่ต้องมีเลยกับอันนั้น นั้นก็เป็นตัวหยาบ หยาบมาจากอบายมาเป็นกาม รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ทำจาก รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส แล้วเราก็ทำได้อีก ละเอียดมาเป็นรูปธรรมในภวตัณหา รูป เราก็ทำได้อีก เหลือบางเบาเป็น อรูป เราก็ทำได้อีก หมดเลย พยัญชนะมันก็มีสื่อให้รู้ได้แค่นี้ ผู้ที่รู้จักสภาวะ ทำได้เป็นจริง มีของจริง เป็นลำดับๆ เป็นลำดับลำดา ไปจนถึงขั้น อรูป ก็จะรู้ความจริงตามความเป็นจริง แล้วปฏิบัติได้หมดถึงขั้น อรูป อาตมาพูดนี้ ไม่ได้เอามาจากตำรา แต่เอามาจากตัวเองที่มีสภาวะพวกนั้น แล้วมาพูดสู่พวกคุณฟังได้ จากสภาวะที่มีจริงของตนเอง พูดอย่างมั่นใจ พูดอย่างชัดเจน พูดอย่างละเอียด ละเอียดขนาดนี้ ผู้ฟังก็ตาม ตามความหมายจากพยัญชนะแล้วก็เอาไปปฏิบัติเอง ก็จะรู้เองตามนั้น

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ขยันแต่โง่ กับ โง่แต่ขยัน แตกต่างกันหรือไม่ _สู่แดนธรรม...พ่อท่านครับเรื่องนี้ยังมีคนมาถามอีก ผู้ใหญ่ฝากมาถาม ในความที่มีอยู่นี้คือมีความขยัน อยากจะทราบความหมายที่มันแตกต่างกันให้ได้ว่า มันแตกต่างกันหรือไม่ คือความมีชนิดนี้เรียกว่าความขยัน แต่ว่ามันมีรายละเอียดที่ว่าในความขยันนั้น เขากลับเป็นความโง่ ขยันแต่โง่ อีกคนหนึ่งโง่แต่ขยันมันต่างกันไหมครับ พ่อครูว่า... ขยันแต่โง่ กับ โง่แต่ขยัน ขยันแต่โง่หมายความว่า ทำ ทำ ทำ ทำ ทำ แต่ทำอย่างโง่ๆ ที่นี่อีกอันหนึ่ง โง่แต่ขยัน ขยันแต่โง่นี้จะเกิดพลังงาน ขยันๆๆ แต่ทำแล้วชิบหายไปหมด เพราะมันโง่ ทำมากเท่าไหร่ก็ยิ่งฉิบหายเท่านั้น ขยันแต่โง่ มันก็ทำเสียเพราะทำอย่างโง่ๆ ที่นี้คนโง่แต่ขยันนี่สิ ยังค่อยยังชั่วกว่าคนขยันแต่โง่ เพราะมันโง่ มันไม่ค่อยรู้หรอก แต่มันก็ขยันไปทำ มันก็เลยขยันน้อยกว่าคนที่โง่แต่ขยัน คนโง่แต่ขยัน เออ ก็ยังน้อยกว่าคนขยันแต่โง่ ก็เขาโง่ก็เลยขยันเพิ่มเติมให้ตัวเองฉลาดขึ้น ขยันไปฟังธรรม ขยันไปศึกษาอีก แต่ความขยันโง่นี่สิ มันขยันเท่าไหร่ก็ชิบหายเท่านั้น สู่แดนธรรม... ปัญหานี้ผมว่า ถ้าฝึกตั้งแต่รู้จักแยกรูปแยกนามให้ชัดๆ สิ่งที่แยกให้ชัดๆคือไม่ปูโลปูเล ทุกวันนี้ปูโลปูเล แม้แต่หัดเขียนหนังสือก็หัดเขียน โดยเฉพาะก่อนจะส่งไลน์ไม่ตรวจคำเสียก่อนเลย บางทีคำผิดคำถูกเยอะเลย เขียนผิดนี่ ชีวิตเปลี่ยนเลยนะ พ่อครูว่า... ที่สำคัญเลยนะ LINE ผิด ชีวิตเปลี่ยน ระวังเถอะนะนักไลน์ ไลน์ตะพึด LINE ผิดชีวิตเปลี่ยน ถ้าเป็นไปในทางดีก็แล้วไป แต่กลัวจะเปลี่ยนไปในทางที่ไม่ดีสิ สู่แดนธรรม... อย่างเช่นคำว่าอยากกับคำว่าอย่าง เขาเขียนสับสนไปหมด บางทีเขียนว่าอยาก แต่สะกดด้วย ง อย่าง บางทีจะเขียนว่าอยากแต่ไปเขียนว่าอย่า

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ทำจิตให้เป็นพีชะ ไม่มีเวทนาจึงรู้ความควรความไม่ควรได้ _อีกคนฝากมา คนอยู่บ้านราชฯ… ชื่นชม การสอบ ว.บบบ บอกว่าเป็นยันต์พิธีที่มหัศจรรย์ ทำให้เกิดความรอบรู้เรื่องกายเรื่องบุญ เรื่องเทวนิยมกับอเทวนิยม พ่อครูว่า... คนที่พูดมาถึงมาเนี่ย ก็เป็นเรื่องสำคัญนะ เรื่องบุญ เรื่องกุศล เรื่องความแตกต่างอะไรพวกนี้ อาตมาพูดอยู่ อธิบายตลอด กาย แตกต่างกันอย่างไร ระหว่างคนที่เข้าใจผิดยังสัมมาทิฏฐิไม่ได้ เข้าใจกายไม่ได้ ทุกวันนี้ในชาวพุทธ จะเป็นปราชญ์ระดับปราชญ์ก็ตาม ยังเข้าใจกายอย่างมิจฉาทิฏฐิ แล้วปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าไม่ได้ปฏิบัติ ปฏิบัติไม่ออก เพราะคำว่ากายเป็นคำต้น เป็นคำแรก เป็นคำสำคัญต้นๆเลย ความเป็นกาย กาย คือ ก กับ ย (กะ กับ ยะ) ก.ไก่ เป็นพยัญชนะตัวแรก ส่วน ยะ เป็นพยัญชนะของเศษวรรค ตัวแรกเหมือนกัน ก ย มา สองตัวนี้มา เอาสระอา มาเชื่อมซะ ครบทุกอย่างเลย กายะ เป็นรูปนาม เป็นสองสภาพ เป็นเทวะเป็นภาะสอง เราก็เรียนรู้กันจนหมดจบยังอีกเยอะมากเลยในเรื่องของกาย มันไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลย ซึ่งอาตมาก็เคยพยายามชี้ให้เห็น ชี้ให้ฟัง ว่า กาย เป็นตัวแรกที่คุณจะต้องพ้นมิจฉาทิฏฐิในสังโยชน์ 10 ถ้าคุณไม่สัมมาทิฏฐิในคำว่ากาย และมันก็อยู่ที่ตัวเรานี้ สักกะ แปลว่าตัวเรา สักกายะ คุณไม่พ้นความไม่รู้อันนี้ คุณยังโง่ ยังไม่รู้ยังเข้าใจ ไม่ถูกต้อง ยังผิดเพี้ยนอยู่ ไปไม่ออก ปฏิบัติธรรมต่อไปก็ไม่ได้เลย แม้เข้าใจแล้ว เข้าใจกายได้แล้ว อย่างถูกต้องด้วย เข้าใจถูกต้องแล้ว คุณต้องมาแยกกาย แยกจิตให้เป็นอีก เพราะกายนั้น มันมีจิตอยู่ด้วย แล้วแยกกันไม่ได้เด็ดขาด เหมือนกระดาษแผ่นเดียวกายกับจิต แยกจากกันไม่ได้เลย ถ้าหมดกาย คุณก็หมดจิต ดับกายก็ดับจิต มีกายก็มีจิต นี่เป็นเรื่องยาก เพราะฉะนั้นต้องมาเรียนรู้การแยกกาย แยกจิตในขณะที่คุณยังมีกาย มีจิต คุณต้องทำกายให้ไม่มี ในขณะที่คุณมีจิต แล้วคุณต้องทำกายให้ไม่มี อันนี้สิ มันเป็นเรื่องที่ศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่ตรัสรู้ อาตมารู้ตามเรื่องนี้ เอามาพูดบรรยายกับพวกเราทุกวันนี้ ก็ยัง ใครหมดสงสัยแล้วในเรื่องแยกกายแยกจิต แล้วเราก็มีจิตที่ทำความไม่มีกายได้ เพราะจิตของเราเป็นพีชะ ยังไม่ตายปรินิพพานเป็นปริโยสานก็อาศัยพีชะเหมือนมนุษย์พืช แต่เป็นมนุษย์ที่มีจิตแข็งแรง มีสติสัมปชัญญะ แต่ไม่ใช่มนุษย์พืชที่นอนไม่รู้ตัวเลย ไม่ใช่ มนุษย์ที่จิตเป็นพืช แต่ไม่ได้เป็นมนุษย์พืช นี้ยิ่งใหญ่มาก เมื่อทำจิตให้เป็นพืชได้ก็ไม่มีเวทนา เพราะพืชไม่มีเวทนา พืชมีแต่สัญญากับสังขาร พืชมีรูป มีสัญญา มีสังขาร สามเส้า ไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ จึงไม่มีบาป ไม่มีบุญ ไม่มีจองเวรจองกรรม ไม่มีรัก ไม่มีชัง ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข จึงเอาสภาพของพืชที่มันเป็นอย่างงี้ ชีวะมันเป็นชีวะอย่างนี้ เอามาใช้ จิตวิญญาณของมนุษย์ ผู้บรรลุธรรมจึงทำจิตของตนให้เป็นพืช เป็นสภาพที่ใช้พยัญชนะ แยกไปว่าไม่มีกาย ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ ไม่มีบาป ไม่มีบุญ ไม่มีผลักไม่มีดูด ไม่มีสภาพ 2 ผู้ที่ต้องการไม่มีได้สำเร็จ เป็นผู้ที่มีวสวัตตี เป็นผู้ที่ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ ทำจิตของตนให้เป็นอย่างพืชได้สำเร็จ เป็น วสวัตตี แปลว่า ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ หรือมันคล้ายๆกันกับ อนุปคัมมะ ก็คือ มีอิทธิพลทำจิตของตัวเองให้รู้อยู่มันมีอยู่ 2 อย่าง แล้วตนก็อยู่กับสองอย่างนี้อย่างสบาย ไม่ได้ไปเข้าข้างไหน อะไรควรเป็นก็เป็น อะไรควรไม่มี เราก็ต้องไม่มี อะไรควรมี เราก็มี สู่แดนธรรม... ในระดับเด็กๆ โจทย์สำหรับเด็กที่จะให้เข้าใจความจริงไม่ได้ ต้องลองมีตุ๊กตาขึ้นมาเป็นตัวอย่าง เด็กๆอาจพยายามสังวรละเลิก รู้อะไรควรทำ คือ ความควร จะยิ่งกว่าความชอบใจ เด็กๆหลายคน แต่ละคนก็คงเคยทำมา ทั้งของกินของใช้ เด็กคนไหนถ้าสามารถทำได้ ละความต้องการความชอบได้ แล้วก็ฝืนใจทำในสิ่งที่ควร อันนี้ถือว่าเป็นการสร้างนิสัยเป็นพื้นฐานปฏิบัติธรรม พ่อครูว่า... แยกออกไหม ความชอบ ทำตามชอบใจกับไม่ทำตามชอบใจ แต่ทำตามที่ควรจะทำ ต่างกันไหม เข้าใจให้ได้ เราไม่ทำตามที่เราชอบใจ หรือตามที่เราชัง แต่เราทำตามที่ควร บางทีเราไม่อยากทำหรอกแต่มันควรต้องทำ เราไม่ค่อยอยากทำหรอก แต่มันควรทำ เราก็ต้องทำ ถ้าไม่ควร แหม มันอยากทำด้วยซ้ำไป แต่มันไม่ควรก็อย่าทำ แต่มันไม่อยากทำเลยแต่มันควร ควรจะทำนะ มันก็ต้องทำ เข้าใจไหม..เด็กๆก็ยังเข้าใจได้เลย

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน คุ้มค่าอย่างไรในการใช้เงินมากเปิดบุญนิยมทีวี _9706 : ทีวีช่องบุญนิยม ประชาชนคนส่วนใหญ่คงไม่ได้รับชม พ่อครูว่า... เราใช้เงินมาก ในการทำโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม สิ่งที่เราสื่อออกไป เราถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่มนุษย์ควรรู้ ควรได้ ควรเป็น ควรทำให้บรรลุ เราก็ทำไป ผู้ที่มีดวงตาเห็นมีปฏิภาณปัญญาเห็น เขาก็รับเอา คุณคนนี้บอกว่า ประชาชนคนส่วนใหญ่ก็ใช่ คนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้หรอก เพราะคนที่จะรู้ได้มันเป็นโลกุตรธรรม มัน เป็นธรรมะยอดปิรมิด คนที่สามารถรู้ว่าสิ่งที่เราทำกันอยู่นี้ ประพฤติกันอยู่ เรียนรู้กันอยู่ พากเพียรบรรลุให้ได้สูงสุดกันอยู่นี้ มันเป็นเรื่องของอาริยชน มันเป็นเรื่องของโลกโลกุตระ ซึ่งคนทั่วไปยังเข้าใจไม่ได้ ยังไม่รู้ค่า เราไปว่าเขาก็ไม่ได้ เพราะเขายังไม่มีบารมี เขายังไม่มีภูมิ ยังไม่ถึงวาระที่เขาจะต้องเข้ามารู้สิ่งนี้ เข้ามารับสิ่งนี้ ฐานะของเขายังอยู่เหมือนกับไส้เดือนกิ้งกือ จะให้มันเหมือนกับลิงที่ฉลาดกว่าไส้เดือนเยอะก็ไม่ได้ เขายังเป็นแค่ไส้เดือน เขาก็ต้องเป็นแค่ไส้เดือน เขาจะมาเป็นลิงไม่ได้ ฉันเดียวกันเป็นคนเหมือนกัน แต่คนอย่างเขา ก็ได้แค่อย่างเขา อย่างเขาระดับไส้เดือน จะมาเป็นคนในระดับที่ลิงเป็น มันก็ยังเป็นไม่ได้ เพราะว่ามันไม่ใช่ฐานะที่จะเป็น เขาจึงจะต้องสั่งสมความรู้ความฉลาด ความมีบารมีเพิ่มเติมขึ้นมาอีก ไม่รู้กี่ชาติกี่ชาติ นี่เป็นเรื่องที่เป็นจริงๆ ทุกคนจะต้องปฏิบัติเอา เรียนรู้เอา อยู่ดีๆจะไปซื้อเอาตามร้านขายยา ไปเอาจากอันนั้นอันนี้ ไปขอจากพระเจ้าไม่ได้หรอก ไม่มี ต้องศึกษา ทุกคนปฏิบัติประพฤติให้เกิด ให้มี ให้เป็นในตนให้ได้ ฉะนั้นช่องบุญนิยมนี้ ถึงอย่างไรๆ เราก็ทำ จะมีคนดูเกิน 5 คนขึ้นไป เราก็ถือว่าเป็นผลสำเร็จแล้ว เริ่มต้น แต่ทุกวันนี้เกิน 5 คนอยู่แล้วเกิน 500 อยู่แล้วมันคุ้มแสนคุ้ม สู่แดนธรรม... พ่อท่านเคยเปรียบ หากว่ามีคนที่สามารถละหน่ายจางคลายความเห็นผิด เข้ากระแสโสดาบัน 2 - 3 คน ก็ถือว่าคุ้มค่ามากแล้ว ทำไมถึงเรียกว่าคุ้ม พ่อครูว่า... ที่คุ้มค่าก็เพราะว่ามันเป็นเชื้อโลกุตระ มันเป็นเชื้อโลกุตระธรรมอันเป็นเชื้อธรรมะที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ เหนือชั้นแห่งความรู้สูงสุดที่จะมีหรือไม่มีได้สำเร็จจริงๆเลย เทวนิยม ส่วนใหญ่เขาทำความไม่มีให้แก่ธาตุวิญญาณของเขาไม่ได้ เขาทำไม่ได้ ส่วนใหญ่ในโลกทั้งโลกเลย เขาทำไม่ได้ เขาจะต้องมีจิตวิญญาณหมุนเวียนอยู่ในกรรมวิบาก อยู่ในวัฏสงสารอีกนานเท่านาน ฉะนั้นผู้ที่จะทำได้ ก็ต้องมาบรรลุธรรมศาสนาพุทธเท่านั้น เป็นอรหันต์เป็นต้นไป ถึงจะสลายธาตุจิตวิญญาณตนเองเป็นดินน้ำไฟลมได้ จบ เลิก หรือจะไม่จบก็ได้ จะต่อไปอีกก็ได้ เรื่องที่จะเป็นแค่ศาสดา ขออภัยนะ นี่พูดความจริง จะเป็นแค่ศาสดาของโลกียะนั้นเรื่องเล็ก ไม่ใช่ เป็นเรื่องดีเรื่องชั่วเท่านั้น เพราะฉะนั้นที่เป็นโลกุตระเหนือกว่าดีกว่าชั่ว เรื่องดีชั่วเราชัดเจนอยู่แล้ว เราทำดีที่สุดอยู่แล้ว เราไม่มีปัญหาในเรื่องดี แต่การเลิกจิตวิญญาณนี่ซิ เทวนิยมที่รู้จะดีจะชั่วแล้ววนเวียนในวัฏสงสารอย่างนี้ไม่มีทางรู้การเลิกจิตวิญญาณ วิญญาณของศาสนาเทวนิยมจึงเป็นวิญญาณนิรันดร แล้วก็ไปจบอยู่ที่ว่า ไปอยู่กับพระเจ้านิรันดร แล้วพระเจ้าอยู่ที่ไหน ไม่มีใครรู้ ปิดประตูรู้ ถ้าอยู่กับพระเจ้าคืออะไร คือปิดประตูที่จะพูดกันเพราะมันไม่รู้ ต่างคนต่างไม่รู้ พูดกันก็ไม่รู้เรื่อง พระเจ้าคืออะไร พระเจ้าอยู่ที่ไหน พระเจ้าเป็นอย่างไร แล้วพระเจ้านิรันดรด้วย แปลว่าอะไร นิระ แปลว่า ไม่ อันตระ แปลว่า ระหว่าง รวมความแปลว่า ไม่มีอะไรเลยในระหว่าง ไม่มีอะไรให้เกิดได้ในระหว่างเลย กาละมันมีไปตลอด กาละ ตลอดกาละนี้ระหว่างใดที่คุณจะทำความไม่มีให้สำเร็จได้ นิรันดร คุณทำไม่ได้ คุณทำนิระได้ ระหว่างใดระหว่างหนึ่งก็เถอะ ก็จบ ส่วนคนที่ทำไม่ได้คือไม่จบ สื่อธรรมะพ่อครู ตอน โสดาบัน 4 ระดับ _สู่

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน