650119 เรียนรู้โลก 9 แบบ จนเป็นมนุษย์พืชมหัศจรรย์ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ _.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2565
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์32 KB
วันที่แก้ไข2 กุมภาพันธ์ 2565

เนื้อหาในไฟล์

650119_เรียนรู้โลก 9 แบบ จนเป็นมนุษย์พืชมหัศจรรย์ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ https://www.boonniyom.net/51192.html ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1JK3BLT3Y9z5ALCmDfiRoKpsJrKHPta6TmGooK3deCP8/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1wlgeTiEQ_UdqwSLdeUlf0NXOdOTgAeej/view?usp=sharing

และดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/aDMe2jCdVj/ และ https://youtu.be/CRe4qbZrBIo

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน อาหารแห่งวิชชาปรุงมาโดยสมณะโพธิรักษ์ _สมณะฟ้าไท... วันนี้เป็นวันพุธที่ 19 มกราคม 2565 ที่บวรราชธานีอโศก ชีวิตตอนนี้เรียกชีวิตยุคโควิทนะ อยู่กับที่ ไม่ต้องไปไหน ใครไปก็เดี๋ยวแสวงหาโควิทมาติดตัวเองนะ ชาวอโศกก็อยู่กับที่ ก็เลยได้ฟังธรรมกันเต็มที่ ฟังธรรมและก็ปฏิบัติธรรมเต็มที่ พ่อครูก็ให้โศลกว่า “คนฉลาดสร้างอาหาร คนชั่วช้าสามานย์สร้างอาวุธ” ฤดูกาลนี้ ก็จะเห็นผักฤดูหนาวเต็มโต๊ะเลยนะ บนโต๊ะแทบจะไม่มีที่วางของ มีแต่อาหารเต็มไปหมด มันสะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของชาวอโศก ที่ได้ร่วมกันสร้างอาหารทั้งชุมชนนะ อาหารที่เกิด ทุกคนได้ร่วมกันทำ ใส่ปุ๋ยบ้าง ถอนหญ้าบ้าง ฟันดินบ้าง สารพัดสารเพนะ ในระบบสาธารณโภคี ทำคนเดียวไม่ได้ ทำคนเดียวตายอย่างเขียดเหยียดขาตาย ต้องช่วยกันทำ พ่อครูยังบอก คนในสาธารณโภคีต้องช่วยกัน เป็นสาธารณะ มีงานที่ไหนก็ไปช่วยกัน คนที่ทำเป็นก็ไปช่วยกัน ก็จะสำเร็จมาได้ ส่วนคนสนใจธรรมะออนไลน์ก็เพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็จากนคนมาเข้าค่ายอุโบสถศีลออนไลน์ ครั้งแรกประมาณ 100 คน ครั้งที่ 2 มี 150 คน ครั้งที่ 3 จะ 250 หรือเปล่าก็ไม่รู้ ดีนะได้แบ่งกลุ่มกันพบสมณะ-สิกขมาตุ เป็นชั่วโมงสองชั่วโมงก็ว่าไป ดีอยู่บ้านใครบ้านมัน สมณะก็อยู่ในร่มนะ เห็นแต่ห

อ่านต่อ

น้ากัน คุยกัน เรียกว่า จะได้เข้าใจมากยิ่งขึ้นนะ เขาได้พบพ่อครู ตื่นเต้นได้พบพ่อครู ได้คุยกับสมณะสิกขมาตุ แต่พวกเราดูไม่ตื่นเต้นนะ ธรรมดา อย่างไรพวกเราก็ดูแลอยู่ที่นี่ ได้สร้างอาหาร แต่คนที่สร้างอาหารชั้นเลิศก็คือพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ในยุคนี้ไม่มีใครสร้างอาหารได้วิเศษเท่าพ่อครูอีกแล้ว ในโลกนี้ ยุคนี้ กาลนี้ ณ กาลนี้ เราจะต้องมากินอาหารจานนี้ ตราบใดที่พ่อครูปรุงมา ต้องรีบนะ รีบคว้าเอาไว้ กินได้เท่าไรๆ ก็แล้วแต่ว่า แต่ละคนจะมีความสามารถกินอาหารที่พ่อครูเสิร์ฟมาให้ขนาดไหเท่านั้นเอง ขอโอกาสนิมนต์ด้วยความเคารพครับ พ่อครูว่า... อาหารที่อาตมาปรุง เป็นพ่อครัว อาหารที่อาตมาปรุงให้พวกเรารับประทานทุกวันนี้ มันเป็นอาหารที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้แล้วค้นพบ ที่แท้จริง เป็นอาหารที่ยิ่งใหญ่ อาหารนี้ อาตมาระลึกถึงอยู่แค่ 2 สูตร สูตรหนึ่งคือ ปุตตมังสสูตร ซึ่งแบ่งอาหารเป็น 4 กับอีกสูตรหนึ่งก็คือ อวิชชาสูตร ก็มีอยู่ 10 เหตุปัจจัย ตั้งแต่อาหาร ที่คนเรารับประทานเข้าไปคืออวิชชา โดยความไม่รู้ อวิชชาแปลว่าความไม่รู้ แล้วก็รับประทานอวิชชาเป็นความไม่รู้กันไปตลอดเวลา รับประทานในแต่ละวันๆ มีแต่อวิชชา พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ผู้ที่ได้อวิชชา อวิชชามันยังมีอาหาร ไม่ใช่ไม่มีอาหาร ท่านตรัสอย่างนั้นเลย อาหารของอวิชชาคือนิวรณ์ 5 นิวรณ์ 5 เป็นอาหารอันเอร็ดอร่อยของ อวิชชา เจ้านี่ รับประทานอาหาร รับประทานนิวรณ์ 5 เป็นอาหาร สำคัญแต่ละวันแต่ละวันรับประทานแต่นิวรณ์ 5 นิวรณ์ 5 ก็มีอาหารอีก อาหารของนิวรณ์ 5 คือทุจริต 3 กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต เป็นอาหารของนิวรณ์ ง่ำๆ กินอาหารแต่ละวันทั้งกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต อาหย่อยๆ ทุจริต 3 ก็มีอาหาร คือการไม่สำรวมอินทรีย์ 6 ไม่รู้จักอินทรีย์ 6 ไม่สำรวมอินทรีย์ 6 นี่เป็นอาหารของทุจริต 3 สำคัญนะการไม่สำรวมอินทรีย์ 6 อยู่ใน อปัณณกปฏิปทา 3 ก็สำรวมอินทรีย์ 6 หากไม่สำรวมอินทรีย์ 6 โภชเนมัตตัญญุตากับชาคริยานุโยคะก็เสร็จ หรืออยู่ในสัมมัปปทาน 4 1. สังวรปธาน 2. ปหานปธาน 3. ภาวนาปธาน 4. อนุรักขนาปธาน เพราะไม่สังวรหรือสำรวมอินทรีย์ 6 นี่แหละ จึงปหานไม่ได้ ปหานปธาน ปหานกิเลส เมื่อไม่มีปหานปธาน ความสำเร็จหรือการเกิดผลคือภาวนา ภาวนาแปลว่าการเกิดผล แปลว่าความสำเร็จ แต่ มิจฉาทิฏฐิหลงผิดทุกวันนี้ ก็เรียกภาวนาว่าเป็นภาคปฏิบัติ อ้าวไปภาวนา ไปภาวนา อย่างมหาบัว ปุ๊บ!! ปฏิบัตินั่งสะกดจิต นั่นแหละคือภาวนา บรรลุอรหันต์ฆ่ากิเลสตายหมด ตีขลุมเลย โดยไม่มีเหตุปัจจัยที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้ไม่รู้กี่สูตรต่อกี่สูตร มีเหตุปัจจัยเอามาอธิบายได้ ก็ไม่ได้อธิบาย อธิบายแต่สิ่งวิเศษ สิ่งอดทน สิ่งที่พากเพียรพยายาม จะตายก็ตาย ตายเป็นตาย ก้นแตกตายก็ตายไป อะไรอย่างนี้ นั่งสะกดจิตไปเดี่ยวๆ ดุ่ยๆ แล้วอธิบายถึงความอุตสาหะวิริยะของตัวเอง หนักหนาสาหัส สารพัดสารเพ คนที่ฟังก็ฟังง่ายๆ แต่ไม่วิจิตรพิสดารอะไร เพราะฉะนั้นก็จะไปอนุรักขนาปธาน เข้าไปรักษาผลที่มิจฉาผลเอามาสาธยาย เอามาสอนเอามาสืบทอดกันไป จน พ.ศ. 2500 ขึ้นมานี้ หมด ตามที่พระพุทธเจ้าท่านพยากรณ์ไว้ ใน อาณิสูตรว่า โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าจะสูญหายไปหมดเกลี้ยง เปรียบเหมือนกลองอานกะ ไม่เหลือชิ้นส่วนอะไรของความเป็นของเดิม ไม่เหลืออะไรที่เป็นของเดิม เปลี่ยนเป็นของแปลกปลอมหมดในกลองอานกะ แต่เรียกชื่อเดิม ชื่อ กลองอานกะ หรือตะโพนอานกะ เปรียบกับเรียกชื่อเป็นพุทธเหมือนเดิม แต่ความเป็นพุทธ ไม่เหลือ ถูกเปลี่ยนแปลงไปหมด อาตมาอธิบายตามเนื้อผ้า อธิบายตามความเป็นจริงที่มันเป็นจริง พวกเราฟังแล้วสงสัยไหม อาตมาไปใส่ความหาเรื่องใช่ไหม ไม่ใช่นะ ไม่ได้ไปใส่ความหาเรื่อง พวกคุณก็เชื่อสนิทเห็นจริงเห็นจังตาม เห็นจริงเห็นจังตรงไหน แล้วตอบมาได้อย่างไร? อยู่ที่ปฏิบัติตามกิเลสลดละได้? ไม่ใช่ ก็มันเสื่อมไปหมดเลยเหมือนกลองอานกะ มันไม่มีเหลือชิ้นส่วนเดิมของกลองแท้ เนื้อแท้ของกลองหมดเลย เหลือแต่ชื่อเฉยๆ อยู่ไหน อยู่นี่หรือ ชี้ไปตรงไหน? ก็คือส่วนใหญ่กระแสหลัก ชาวพุทธส่วนมากไม่เหลือโลกุตรธรรม ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมะที่ไม่ได้หลงเสพ หลงเสวย หลงไปปกครอง หลงไปมีแบบโลกธรรม ที่ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ไม่ได้ไปงมงาย หลงเสพ หลงสะสม หลงแย่งชิง หลงไปมีไปครอง อะไรต่ออะไร เหมือนคนจะไปร่ำรวยแบบโลกีย์กันอย่างนั้น แต่นี่ท่านเป็นกระแสหลัก อย่างพระพุทธเจ้าในยุคของท่านก็เป็นโลกุตระกระแสหลัก สังคมสงฆ์ไม่มีใครมี ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เสพโลกียสุข อย่างที่เป็นทุกวันนี้เลย พูดไปแล้วก็เห็นใจเหมือนกันนะ อาตมาก็เห็นใจท่านอยู่ว่า แหม ท่านก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ท่านที่เข้าใจก็เข้าใจจริงๆ แต่มันสุดวิสัยที่จะแก้ ที่จะเปลี่ยนแปลง จะทำอะไรได้ ผู้ที่ท่านไม่มีอคติฟังอาตมาพูดแล้วก็รู้สึกตัวอยู่ แต่ว่ามันไม่รู้จะทำยังไง ส่วนที่ท่านเห็นแย้ง ท่านก็แย้งๆๆ โอ้โห แย้ง ผู้ที่แย้งอย่างแสดงออกมามากที่สุด ทั้งแสดงออกต่างๆนานา ทั้งเขียนเป็นหลักฐานก็คือท่านมหาประยุทธ์ หรือสมเด็จพุทธโฆษาจารย์ในบัดนี้ ท่านทำ มีคนเอาไปถ่ายเอกสาร หนังสือที่ท่านเขียน 4-5 เล่มมาให้อาตมา เพิ่งได้มา อาตมาก็ลองมาอ่านทวนดู โอ้โห อ่านแล้วก็เออ เห็นใจท่าน ท่านเข้าใจจริงๆอย่างนั้น ถึงเห็นใจท่านเลย ท่านเข้าใจ ท่านยึดถืออย่างนั้นจริงๆ จะบอกว่า ท่านไม่หลง ท่านก็ไม่หลงหรอก ท่านรักสนิท รักแนบแน่นกับที่ท่านเข้าใจ ที่ท่านเชื่อถือ แต่เราก็เห็นว่าท่านไปหลง เหมือนกับผู้ชายคนหนึ่งมีเมียสองคนก็ไปหลงมีอีกคนนึง ขออภัยเปรียบเทียบที่ไม่ค่อยน่าดู น่าเกลียดหน่อย มันปฏิภาณไม่ดี คิดอุทาหรณ์เปรียบเทียบอย่างอื่นยังไม่ทัน เอ้า ผ่าน เห็นแล้วก็น่าสงสารท่าน ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร อาตมาก็พยายามทำแล้วก็พิสูจน์ตามหลักฐานพระพุทธเจ้าที่ตรัสเตือนเอาไว้ เช่น กลองอานกะ ในอาณีสูตร เป็นต้น พระพุทธเจ้าพยากรณ์ว่าศาสนาพุทธจะเสื่อมลงไป โลกุตระที่ท่านตรัสไว้จะหายไป แต่จะมีคำสอนใหม่ที่ไพเราะน่าฟัง มีเหตุผลอะไรต่างๆนานา อย่างที่ท่านเรียบเรียงตำรา พยายามแปลไป ท่านแปลของท่าน ท่านก็ว่าถูกแล้ว ท่านก็ว่าอาตมาแปลผิด ต่างคนต่างชี้หน้าว่าอีกฝ่ายหนึ่งผิด ก็เห็นใจท่าน แล้วท่านเป็นส่วนมาก คนที่เข้าใจกันขนาดอย่างท่าน ระดับอย่างท่าน ความหมายอย่างท่าน มันเป็นโลกๆ เป็นโลกียะ มันก็เข้าใจง่ายสิ โลกุตระมันเข้าใจยาก คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) นี้อาตมาก็อ้างของพระพุทธเจ้ามาแต่ต้น จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ก็ยังอ้างอยู่ ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่เรื่องตื้นๆ ในพรหมชาลสูตร ท่านบอกว่า ศีลเป็นขั้นต่ำ แต่ก็ไม่ใช่ว่าคนจะเข้าใจศีลได้ง่ายๆอย่างนี้เป็นต้น แล้วก็ปฏิบัติศีลกันไม่รอด ทุกวันนี้ก็ไม่มีศีลแล้ว ยึดได้แค่วินัย 227 อย่างนี้เป็นต้น ก็เป็นหลักฐานยืนยันอยู่ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล หากไม่มียืนยันในพระไตรปิฎกอาตมาก็ตาย ถูกฆ่าตายไปแล้ว แต่ยังมีหลักฐานร่องรอยของศาสนาว่า ศีล จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล คือศีลของเธอประการหนึ่งภิกษุทั้งหลาย ท่านก็แปลไว้ในพระไตรปิฎกเอง เป็นสำนวนของท่านก็ชัดเจนอยู่ มาไล่มาเรียงกัน โดยเฉพาะมหาศีล ผิดกันหมด เป็นเดรัจฉานวิชา ท่านก็ไม่รู้จักเดรัจฉานวิชา เอาง่ายๆ ที่ท่านไปเรียนดอกเตอร์ ทางวิชาพุทธศาสนา มาจากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด เป็นดอกเตอร์ จบปริญญาเอกทางพุทธศาสนาจากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด เป็นเทวนิยม หรือจะมีบางคนเป็นอเทวนิยมหรือแบบพุทธก็ตาม ก็เขาอยู่ในแดนของเทวนิยมแม้จะเป็นอาจารย์ก็ตาม มันก็ได้มาอย่างที่เรียกว่า คนเขาไม่ได้เป็นเนื้อแท้ ซึ่งมันไม่ใช่ตื้นๆ เอาฉาบๆ เอาความรู้นั้นมาสอน แล้วก็ได้ไปได้ปริญญาเอกมา ก็นึกว่าเป็นผู้ที่รู้จักศาสนาพุทธดี เขาจบด็อกเตอร์นะ ปริญญาเอกนะ จากมหาวิทยาลัยใหญ่ของโลกเชียวนะ ซึ่งมันง่ายที่ไหนอย่างนี้เป็นต้น ถ้าจบดอกเตอร์จากประเทศไทย มหาวิทยาลัยสงฆ์ของไทย เออ ยังพอทำเนา แต่ก็เถอะ อาตมาว่า น่าจะมาจบดอกเตอร์ที่ชาวอโศกนี่ แต่เราก็ไม่ได้ตั้ง ปริญญาตรีเราก็ยังตั้งไม่ค่อยสำเร็จเลย แม้แต่แค่วิทยาลัย มหาวิทยาลัย ปริญญาตรีก็ยังประสาทไม่ได้เลย เราก็พยายามอยู่ แต่มันไม่ได้ เราก็ไม่ได้ขวนขวายอะไรต่อไป ช่างมันเถอะ ไม่เป็นไร เราก็ไม่ได้ติดใจอะไรมากมาย แต่เราเอาเนื้อแท้ความรู้ความจริงที่ปฏิบัติบรรลุได้ในพวกเรา อาตมาก็พอใจอย่างนี้ อาตมาก็ไม่ขวนขวายหรอกเรื่องนั้น เรื่องที่จะต้องไปเป็นสถาบันประสาทปริญญาตรีโทเอก ไม่ขวนขวาย เพราะพวกเรามีไปเรียนปริญญาตรีโทเอกในแขนงต่างๆ หรือแม้แต่แขนงพุทธก็ตามจากที่ท่านสอน ได้ปริญญาตรีโทเอกกันมา เรียนได้มาแล้วก็เอาประดับไว้ ให้รู้ว่าอย่างที่ท่านรู้นั้น เราก็ไปเรียนมา ไม่ใช่ว่าเราเองหมาเห็นองุ่นเปรี้ยว คงไม่รู้จักองุ่นเปรี้ยว ไม่เคยลิ้มลองรสองุ่นเปรี้ยวเลย ก็เลยไปว่าองุ่นของเขาว่ามันเปรี้ยว ซึ่งที่จริงองุ่นเขาหวานนะ เหมือนหมาเห็นองุ่นเปรี้ยว มันก็ไม่ใช่ เราเคยกินองุ่นมาจนท้องกางแล้ว รสองุ่นเป็นอย่างไร เราก็ไม่ใช่หมาเห็นองุ่นเปรี้ยวสะหน่อย นี้แหละ ในโลกนี้ ก็มี 2 อย่างสุดท้าย คนหนึ่งมองเห็นดวงดาวอยู่พราวพราย อีกคนหนึ่งมองเห็นโคลนตม คำพังเพยเต็มว่า “สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม อีกคนหนึ่งตาแหลมคมเห็นดวงดาวอยู่พราวพราย” มันก็เป็นธรรมดาธรรมชาติ ส่วนใครจะเข้าใจอย่างไร ก็อยู่ที่แต่ละบุคคลจะเข้าใจเอง ตัดสินเอง รู้เอง เป็นเจ้าของความรู้ เห็นอันใดเป็นธรรมวาที สุดท้ายมันก็มี 2 ความ ให้ฟังความทั้งสองฝ่ายอย่างดีแล้วเอาไปปฏิบัติพิสูจน์เลย สุดท้ายตัดสินเอง เห็นอะไรเป็นธรรมวาที เห็นคำพูดคำสอนว่ามันเป็นธรรม เราก็เลือกเอาเองอันนั้น ส่วนอีกอันหนึ่งมันไม่ใช่ เราก็เข้าใจเอาว่ามันไม่ใช่ อย่างนี้เป็นต้น วันนี้มาเรียนเรื่องโลก 9 แบบ ไม่ได้เรียงชั้นแต่มันมีแตกต่างกัน 9 แบบ เพราะฉะนั้นขอสรุปว่า เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ในโลกโลกุตรธรรม ความรู้อันนี้มันจะเสื่อมสูญหายไป ก็จริง จะยุคไหนล่ะ มันก็ยุคนี้แหละที่มีเหตุปัจจัยจริง มีคนชาวพุทธ มีผู้ที่รักษาดูแลพุทธ มีคนนำพาพุทธ แบบที่ท่านนำพาไป ถ้ามันไม่เสื่อมมันก็ไม่ตรงตามที่พระพุทธเจ้าท่านว่า ฟังดีๆนะตรงนี้ ถ้าชาวพุทธกระแสหลักในยุคนี้หลัง 2,500 กว่าปีมานี้ ซึ่งก็พอรู้ว่าศาสนาของสมณโคดมจะยืนยาวไปถึง 5,000 ปี ถ้ามันไม่เสื่อมตรงนี้ ตามที่มันเป็นก็คงจะต้องไปรออีก 3-4 พันปี จึงเห็นว่ามันจะเสื่อมหรือไง จะเสื่อมหรือไม่เสื่อม อาตมาเกิดมาในยุคนี้พอดี ก็มีคำพยากรณ์อีกแหละว่า มีธรรมิกราชที่จะขึ้นมากกอบกู้ศาสนาพุทธ 2 พระองค์ สอดคล้องกันตรงกันทั้งสองพระองค์ พระองค์หนึ่งก็มีพระจริยวัตรของท่านไปแล้วผ่านไปแล้ว สวรรคตไปแล้ว ก็เหลือซึ่งอาตมาก็พูดอย่างไม่ได้ มังกุ ไม่เก้อเขินเลย พูดตรงๆ พูดความจริงว่า องค์หนึ่งก็คืออาตมา ก็ยังนำพาอยู่ แต่ตอนนี้อายุก็เกือบจะเท่ากับองค์ที่ท่านเพิ่งสวรรคตไป 89 ปี นี่ อาตมาก็กำลัง 88 89 กะร่อกะแร่อยู่นี่ ก็พากเพียรอยู่ว่ามันจะไหวไหมนี่ ที่จริงก็ไม่ถึงขั้นใกล้ตายอะไรหรอก ฟังดูก็เห็นอยู่ว่าไม่ถึงอย่างนั้น ไม่ใช่ว่าจจวนะตายจริงๆ แต่อาตมารู้ตัวเองว่าพิสูจน์ธรรมะพุทธเจ้า ในหลักสัมประสิทธิ์ ในหลักที่จะต่ออายุขัย พากเพียรที่จะเพิ่มพลังงาน เพิ่มอายุขัยอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า อานนท์ เราจะมีอายุไปถึง 1 กัปหรือเกินกว่ากัปก็ได้ แต่เราพอแค่นี้ 80 ปี ท่านก็ขอปรินิพพานเป็นปริโยสานไปเสีย แล้วท่านก็ตรัสกับพระอานนท์ไว้ พวกเราที่ศึกษาก็คงเคยได้ยินได้ฟังได้รู้อยู่ ท่านก็บอกว่า ท่านจะต่ออายุไปถึงกัป ถือว่า 100 เป็นกัป หรือ 120 เป็นกัป หรือจะให้เลยนั้นไปอีกก็ได้ ใครจะถือเอา 100 ปีเป็นกัป หรือจะเอา 120 ปีเป็น 1 กัป ในยุคพระพุทธเจ้า คนอายุ 100 ก็เยอะ อายุ 120 ก็เยอะ จะเอาเท่าไหร่ก็ได้ เป็นกัป จะเลยไปกว่านั้น เลย 120 ไปอีก อย่างที่อาตมากำลังจะพิสูจน์อยู่เหมือนกันว่า จะพยายามอยู่ให้เกิน 120 จะไปเรื่อยๆ คนที่นอนติดเตียงอยู่กันเป็น 10 ปี 20 ปี 30 ปี เขายังอยู่ได้เลย ท่านอาจารย์ชา ยังอยู่ติดเตียงตั้ง 7 ปี กว่าจะไป อาตมายังไม่ถึงขั้นนั้นเลย เพราะฉะนั้น 10 ปี 20 ปี 30 ปี มันก็น่าจะไปได้

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ

สมณะฟ้าไท... คนที่เขาเห็นด้วยกับพ่อครูที่แสดงธรรม แต่เขาไม่กล้าแสดงออก แต่คนที่เห็นแย้งกลับกล้าแสดงออก มันเป็นเรื่องน่าประหลาดนะ ความจริงคนที่เห็นด้วยก็น่าจะแสดงออกนะ สิ่งที่ดีๆ สิ่งวิเศษ ในพ่อครูว่า.. เขาอยู่ในหมู่พวกนั้น ถ้าไปแสดงออกมาทางนี้ก็หัวแตกสิ ถูกตีหัวแตกสิ สมณะฟ้าไท...ในโลกนี้ก็ต้องมี 2 อย่างนี่แหละ มีคนเห็นแย้ง พอเราเห็นด้วยก็น่าจะกล้าแสดงออกในสิ่งที่ควร เพราะเรารู้ว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งวิเศษ สิ่งที่ดีมาก สิ่งที่พาคนให้พ้นทุกข์ได้ เมื่อเราพบสิ่งที่แสวงหา เราก็น่าจะดีใจ เราก็ควรแสดงออกตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่ไปแสดงออกตอนที่ท่านไม่อยู่แล้ว มันจะไปได้ประโยชน์อะไร ก็ต้องแสดงออกตอนที่ท่าอยู่เลย เอาเลย มาศึกษาเลย ถึงแม้ว่าเขาจะฆ่าตายก็คุ้มนะ เพราะอย่างน้อยเราก็ได้ประกาศให้โลกเห็นว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดีจริงๆ เราได้เสียสละ เขาจะด่าหน่อย เขาจะตีหัวแตกหน่อย ก็ไม่เป็นไรหรอก เพราะว่าอย่างน้อยเขาได้กระชากให้คนมาเห็นสิ่งที่ดีสิ่งที่ประเสริฐในโลกนี้ที่เกิดขึ้นนะ แค่หัวแตกไปหาหมอรักษาเดี๋ยวก็หาย ไม่ยากอะไร เขาด่าก็ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวก็เลิกด่า พระพุทธเจ้าบอก เขาด่าไม่เกิน 7 วัน เดี๋ยวก็เมื่อยปากไปเอง แต่ว่าการได้ประกาศในสิ่งที่ดี มีคุณค่ามหาศาล อาตมารู้สึกเช่นนั้น เราบาดเจ็บนิดหน่อยไม่เป็นไรหรอก เป็นเรื่องธรรมดา ปกติเราก็ถูกด่าอยู่แล้วใช่ไหม ถูกด่ามากอีกนิดก็ไม่เป็นไร แต่เพื่อจะสร้างความดีสิ่งวิเศษเห็นสิ่งวิเศษที่สุดที่เกิดขึ้นในโลกนี้ อาตมาว่าน่าลงทุนคนที่มีฐานะอย่างนั้น ก็พูดไปตามความรู้สึกของตัวเอง แต่เขาจะทำอย่างไรก็แล้วแต่ท่าน

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน กสิกรแข็งขลังเป็นกระดูกสันหลังของชาติ _พ่อครูว่า... ก่อนที่จะต่ออะไรก็ชื่นชมกับ สิ่งที่เอามาสำแดงนี้ก่อน ยกหน่อย โชว์ เปรียบเทียบกับหัวกระหล่ำปลีกับหัวโพธิรักษ์ นี่เป็นกะหล่ำปลีฝีมืออาจารย์ข้าดิน ความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารนี่แหละ อาตมาภาคอบอุ่นใจที่พวกเราพากเพียรกันจริงๆ อาตมาก็พยายามปรุงให้ลงดินเป็นกสิกรแข็งขัน หรือกสิกรแข็งขลัง กระดูกสันหลังของชาติ ไทยจะเรืองอำนาจเพราะไทยเป็นชาติกสิกรรม นี้มีผู้รู้ประพันธ์เอาไว้ แก้ว อัจฉริยะกุลหรืออย่างไร ประพันธ์เอาไว้ กสิกรแข็งขลังเป็นกระดูกสันหลังของชาติ ไทยเจริญอำนาจเพราะไทยเป็นชาติกสิกรรม เดี๋ยวมันจะลืม ทวนไว้หน่อย มันเก่า แล้วไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไหร่ ถ้าได้เรื่องก็ไปทางโน้น ไม่ไหว ถ้าขืนอาตมาไปติดลมบน ไปติดลาภยศสรรเสริญอยู่ทางโน้น ไม่ได้มาทางนี้ ก็เสียดายนะ ดีแล้วมาทางนี้ อาตมามาถึงยุคนี้ ก็ยิ่งเห็นความชัดเจนว่า อาหารนี่แหละเป็นหนึ่งในโลก ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสจริงๆ มันเป็นเรื่องของมนุษยชาติ ที่จะต้องเลือกเฟ้นแล้วก็สร้างสรรค์เอามาพึ่งพาตนเองเลี้ยงตนเอง พึ่งพาแต่ธรรมชาติไม่พอ ธรรมชาติก็เกิดเองได้ แต่ว่าไม่ทันคนกิน คนนี่เป็นนักสวาปาม กินจริงๆ ไม่ทันไม่พอคนกิน คนไม่ทำมันเยอะกว่าคนทำ เมืองไทยนี้ แต่เดิมมาเป็นกสิกรรม เป็นนักกสิกรรม เป็นกสิกร แต่เดี๋ยวนี้ไปเป็นอาชีพที่ตามโลกเขา Export มา เขาสั่งมา ไปมีอาชีพตามเขา ต่างๆเยอะแยะหลากหลาย แต่คนมาทำกสิกรรมในเนื้อที่แผ่นดินไทย ซึ่งยังมีอีกเยอะนะที่จะทำกสิกรรมต่างๆขึ้นมาให้อุดมสมบูรณ์ เลี้ยงโลกได้ เพื่อเลี้ยงประชากรโลกได้อย่างดี แต่คนก็ยังไม่เห็นความสำคัญ ถ้าเมื่อใด คนไทย ชาวไทยเห็นความสำคัญของกสิกรรม จะยิ่งใหญ่มาก แล้วก็เปลี่ยนอาชีพ ที่แม้แต่เป็นนางฟ้า อย่างเช่น นี่นางฟ้าพิมพ์เพชรรุ้ง เป็นชาวฟ้าเป็นแอร์โฮสเตส ก็ลงมายินดีในเรื่องกสิกรรม แล้วตอนนี้สารภาพเองว่า ตอนนี้ตัวเองลงมาทำสวนทำไร่ทำนาทำพืชพันธุ์ธัญญาหาร กับหมู่กับฝูงพวกเรา พวกเราชาวอโศกก็เถอะ แม้แต่ชาวราชธานีช่วยกัน พยายามลงไปทางโน้นให้เยอะ ซึ่งอันอื่นก็สำคัญ แต่ถ้าอันไหนพอจะไปทำทางกสิกรรมให้มาก อาตมาว่าเอาให้เด่นเลย เช่น ชาวบ้านราชฯนี่ ประมาณ 1,000 เป็นกสิกรสัก 800 นอกนั้นอีก 200 แบ่งไปทำหน้าที่อะไรอย่างอื่น แล้วจะไปได้ดีมากเลย นี่ไม่ใช่อาตมาพูดเลอะๆเทอะๆไป แต่เห็นความสำคัญในความสำคัญนี้จริงๆ จึงพูดให้เห็น แล้วพวกเราก็ทำได้ดีด้วย ทำพืชพันธุ์ธัญญาหารได้ดี ไร้สารพิษ แล้วก็เต็มไปด้วยคุณภาพ นี่ดูสิ จับหัวกระหล่ำปลีดังกร๊อบเลย ใบแก่ก็เอาไปผัดน้ำมันหอยราดซีอิ๊วดีๆได้ขึ้นเหลา จริงนะ ชั้น 1 เลย

SMS วันที่=,89)ฟัง

_สติพล จนพัฒนา : ของบ้านราชมีแต่ของดีโชว์โดยเฉพาะของกินให้คนที่ไม่มีสิทธิ์ได้น้ำลายไหลหรืออยากกิน หรือโชว์เพื่ออะไรครับ?. พ่อครูว่า...ก็คงไม่เอาของเน่าของเสียไปโชว์หรอก ก็จะโชว์เพื่ออย่างที่คุณว่านั่นแหละให้อยากจะมาช่วยกันทำให้เยอะๆแบ่งกัน คุณนั่นแหละมา เอาชัดๆเลยเอาแค่นี้ก็แล้วกัน ยิงเข้าเป้าเปรี้ยงเลย คุณนั่นแหละมา

_Thanyaphat Darunphan ธัญภัทร ดรุณพันธ์ : ผลจากการเจอช่องบุญนิยม ทำให้ตอนนี้กินมังสวิรัติได้โดยไม่โหยหาอาลัยอาหารที่มีเนื้อสัตว์ได้แล้วค่ะ แต่กิเลสข้ออื่น ๆ กำลังพยายามลดละลดได้ตามลำดับ ๆ และก็ตั้งใจจะทำต่อไปค่ะ พ่อครูว่า...อนุโมทนาสาธุเลยทีเดียวคุณธนภัทร

_ฝน : พ่อครูตอบจุดตัดด้วยจิตถ่อมตนมากค่ะ กับคนที่ถามว่าทำไมพ่อครูจึงต้องมีคนช่วยเยอะ ตอบได้ลึกซึ้งครบ ที่พระพุทธเจ้าทำไมต้องมีคนช่วยน้อยกว่าพ่อครูเพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องประกาศศักดาพุทธภูมิ // ส่วนพ่อครูมาสู่ยุคให้โอกาสผู้คนในหลาย ๆ ท่านให้มีโอกาสได้ฝึกฝนจิตโพธิสัตว์ร่วมไปกับพ่อครู ถือว่ามีจังหวะปล่อยเชือกธรรมเส้นนี้ หลายท่านไต่ขึ้นมาสู่ที่สูงขึ้นๆ รู้สึกตามนี้ค่ะ กราบนมัสการอย่างสูงค่ะ พ่อครูว่า...อาตมาก็ขอยืนยันว่าจริงตามที่ฝนว่ามานะ

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน วิธีวิปัสสนาฆ่ากิเลสให้สิ้นเกลี้ยงเป็นเช่นนี้เอง _Sangswang Rittichay (แสงสว่าง ฤทธิชัย) : กราบนมัสการหลวงปู่ครับ วิธีวิปัสสนากับกิเลสต้องพูดคุยอย่างไรกิเลสจึงจะหายไป ทำอย่างไรจะเลิกติดในรสอร่อยได้ครับ กราบเคารพอย่างสูงครับ พ่อครูว่า...แหม พูดอย่างกับว่า มันเป็นสัตว์เลี้ยงตัวนึงง่ายๆ พูดกันเหมือนกับมันเป็นหมาเลี้ยงตัวนึง สุนัขเลี้ยงตัวนึง หรือว่าช้างตัวนึง หรือว่าอะไรตัวนึง ตรงนี้แหละเป็นตัวจริง มันไม่ใช่เรื่องเล่น รสอร่อย อัสสาทะ ที่มันหลอกคนเป็นมายาตัวเก่ง เก่งนะตัวรสอร่อยนี่ รูปสวยก็ยังละได้ก่อน รสอร่อยตัวลิ้น กลิ่นหอมก็ยังละได้ก่อนตัวลิ้น เสียงไพเราะหูก็ยังละได้ก่อนตัวลิ้น ลิ้นกับการสัมผัสเสียดสีทีหลังเลย โผฏฐัพพะ ทางลิ้น พระพุทธเจ้าถึงมี โภชเนมัตตัญญุตา หรือกวฬิงการาหาร อาหารที่เป็นคำข้าว อาหารที่สัมผัสลิ้นนี่แหละ เป็นตัวสำคัญที่ให้เรียนตัวนี้ ถ้าเรียนตัวนี้หากลดละอันนี้ได้ก็จะลดละอันอื่นได้ตาม นี่คือคำตอบให้คุณคนนี้ มาเรียนรู้พิจารณาโภชเนมัตตัญญุตา อาหารนี่แหละ รสอร่อยของอาหาร มันเป็นผีหลอก นี่แหละประเด็นเรียนพิจารณาเข้าไป คุณติดอะไรในรสอาหาร ชนิดนั้นชนิดนี้พิจารณามันจนจางคลายได้ แล้วก็พิจารณาตัวอื่นอีก ตัวไหนที่คุณติดจัดๆ รสอาหาร เอาเฉพาะอาหารที่คุณกิน เอามาเรียนพิจารณามัน กินมันบ่อยๆ ซ้ำๆ รับรองอีกหน่อยก็ โธ่เอ๋ย ซ้ำๆ นะ โดยเฉพาะ นี่เป็นวิธีเป็นแท๊คติคอย่างหนึ่ง เอากินที่มันชอบๆ กินมันทุกวันๆ ซ้ำๆ ซ้ำๆ แล้วคุณก็พิจารณาโดยสัจจะ มันอยู่ไหนรสอร่อยๆ มันเป็นอย่างไร จะเห็นค่อยๆ ชัดเจนว่า อ้อ อยู่ที่ความหลง หลงติด หลงยึด หลงอุปาทานว่ามันอร่อย มันจะรสอย่างไร ให้รสอร่อยเหมือนเดิมสุดๆเลย ให้แม่ครัวทำให้รสอะไรเหมือนเดิมทุกๆวัน เดี๋ยวจิตคุณก็จางคลายเองจริงๆ มันไม่เที่ยงหรอก กิเลสนี่มันไม่เที่ยง มันหลอกคนมานัก มันหลอกคนมามากมาย หลอกชั่วกัปชั่วกัลป์ การหลุดพ้นเรื่องอาหารได้นี่ยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะทางลิ้นยิ่งใหญ่มากเลย กับรสทางสัมผัส โผฏฐัพพะ สัมผัสเสียดสี โดยเฉพาะสัมผัสเสียดสีทางเพศ สองมุมนี้แหละ พิจารณาเรื่องเพศ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าไม่ต้องไปสัมผัส ไม่ต้องไปทดสอบ เอาอันนี้ รสทางลิ้นนี่แหละ หมดได้ รสทางเพศก็ลด ทางเพศก็ไปด้วยกัน 2 อย่างนี้ ไม่ต้องไปเรื่องเพศ แต่เอาเรื่องลิ้น มาเป็นนักบวช มาเป็นพระพุทธเจ้า ก็ลดรสชาติทางลิ้นนี่แหละ จะได้สุดเลย คงเป็นคำตอบที่พอสมควรแล้ว

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน เจ้ากรรมนายเวรก็คือกิเลสตนนี่เอง _Kru Sa (ครู สา) : กิเลส กับ เจ้ากรรมนายเวร เหมือนหรือต่างกันอย่างไรคะ นมัสการด้วยความเคารพค่ะ พ่อครูว่า...กิเลสหรือ เจ้ากรรมนายเวร เออ.. ลองคิดๆดู สู่แดนธรรม... เจ้ากรรมนายเวรถูกสร้างมาด้วยกิเลส พ่อครูว่า... เออ นี่คำตอบสู่แดนธรรม ภาษาว่าเจ้ากรรมนายเวร มันเป็นเจ้านาย มันเป็นเจ้าของกรรม มันจำนนต่อตัวนี้ยกให้มันเป็นเจ้า เป็นเจ้าที่จะชักจูงให้เป็นอย่างไรไป จริงๆแล้วกิเลสหรือเจ้ากรรมนายเวรก็ตัวเดียวกันนั่นแหละ หรือจะบอกอีกทีหนึ่งว่าเรายอมให้เขา เจ้ากรรมนายเวร เรายอมให้เขา เหมือน God เหมือนพระเจ้า ยอมให้พระเจ้า แล้วแต่พระเจ้า แล้วแต่พระประสงค์จะให้เป็นอย่างไรไป แบบนี้เป็นคนสิ้นอิสระเสรีภาพหมด ให้พระเจ้าเป็นเจ้าของอิสระเสรีภาพหมดเลย ซึ่งตรงกันข้ามกับความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าที่ว่า ไม่มีใครมาเป็นเจ้าของเรา เรานี่แหละเป็นเจ้าของอิสระเสรีภาพของเราเองแต่ผู้เดียว เราโง่เองทั้งนั้น ไม่มีใครมาเป็นเจ้าบังคับให้เราไปทำตาม สมณะฟ้าไท... พ่อครูเคยอธิบายว่ากรรมของเราเองนี้แหละคือพระเจ้า กิเลสมันบงการเรา เพราะเรายอมเป็นทาสมัน หลอก เหมือนถูกหลอก เราก็หลงว่าต้องไปตามมัน ที่พ่อครูอธิบายตอนต้นนะ เรื่องกินด้วยอวิชชา เอาอวิชชาให้เรากินเสพเต็มที่ บางคนก็กินจนพุงแตก อย่างชูชกกินจนพุงแตก แต่พวกเราโชคดีมีบารมีได้มาเจอโพธิสัตว์เจ้าก็เลยเลิกกินอาหารแบบโง่ๆ หันมากินอาหารแบบโลกุตระ ก็เลยเป็นตัวเล็กลง เบาสบาย แต่ทำงานได้เยอะ มหัศจรรย์จริงๆนะ โลกุตระนี่ ที่ทำตัวให้เล็กนิดเดียว แต่ทำงานได้มหาศาล โอ้โห มหัศจรรย์จริงๆ เหมือนจุลินทีย์เลย พ่อครูว่า... พูดถึงตรงนี้แล้ว ก็อยากจะโชว์อีกว่าคนอโศกนี่ เป็นคนที่มีรูปร่างยอดเยี่ยม หาอ้วนลงพุง พิกลพิการอย่างโน้นอย่างนี้ ไม่เลย เรียกว่า รูปร่างสันทัดคน ได้สัดส่วน ไม่ผอมไป ไม่อ้วนเลย หลายร้อยคนจะมีอ้วนสักคน ในชาวอโศกอยู่ในบ้านราชฯก็มีอ้วนอยู่คนเดียว (rrสู่แด

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน