650114 อภิธรรมของศีลข้อ 1 ที่ชาวอโศกปฏิบัติได้ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ_.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2565
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์789 KB
วันที่แก้ไข2 กุมภาพันธ์ 2565

เนื้อหาในไฟล์

650114_อภิธรรมของศีลข้อ 1 ที่ชาวอโศกปฏิบัติได้ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ https://www.boonniyom.net/51195.html ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1L28rsCd67q-WP4fUMBmHorttZ4OM9UeWjvNlHO0nwQE/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1Y8BQLj-sw5C4PYn3K79GPAsqnaitMxHg/view?usp=sharing

และดูวิดีโอได้ที่ https://www.facebook.com/300138787516163/videos/645978286525860 และ https://youtu.be/f-GCzfWWnmk

สมณะเดินดิน...วันนี้วันศุกร์ที่ 14 มกราคม 2565 ขึ้น 12 ค่ำ เดือน2 ปีฉลู ปีนี้พ่อครูบอกว่าเป็นปีที่น่าจะเกิดความลงตัวขึ้นนะ ในสังคม ไม่แต่ในหมู่กลุ่มของพวกเรานะ ในสังคมวงใหญ่ก็ยังดูออกกันยากเลย แต่ในสังคมพวกเรานี้ก็มีการเคลื่อนตัว ศิลปินตอนนี้ก็มาช่วยกัน รวมตัวกันมาสร้างเรือรามจักร ก็คิดว่าจะได้ฉลอง งานอโศกรำลึก มีกลุ่มศิษย์เก่าศีรษะอโศกมารวมพลังกันช่วยกันทำนา คิดว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี พ่อครูดำริว่า ถ้าเรามีข้าวมากๆ เราจะได้เอาข้าวไปแจกช่วยเหลือประชาชน ซึ่งปีนี้ทุกอย่างอะไรก็แพง แพงมากนะ คนเดือดร้อนกันมาก ปีนี้หมูแพง ก็เลยหันไปกินไก่ พอไปกินไก่ ไก่ก็แพงขึ้นอีก ตอนนี้ก็พยายามรณรงค์ให้ไปกินเนื้อจระเข้แทนก็ได้ จระเข้นอนหลับอยู่ดีๆ ตอนนี้จระเข้ก็เริ่มเดือดร้อนแล้ว เขาบอกว่า เนื้อจระเข้ก็พอๆ กับเนื้อหมูบวกไก่นั้นแหละ จนสุดท้ายก็บอกว่า ถ้าจระเข้ไม่พอก็ไปกินหนูสิ ดูสังคมของผู้คน คิดว่าเดือดร้อนแหละนะ แต่ไม่มีใครบอกว่ามากินถั่ว กินมังสวิรัติเลยนะ อันนี้จะสบายยิ่งกว่าเลยนะ ไม่ต้องไปทำให้หมูเดือดร้อน ไก่เดือดร้อน จระเข้เดือดร้อน นะ อีกสิ่งหนึ่ง ข้าว แม้แต่ข้าวยังแพงขึ้นนะ เขาบอกว่า เมื่อเช้าฟังข่าววิทยุ เขาบอกว่า ข้าว แต่ก่อนกระสอ

อ่านต่อ

บละ 700 ก็ขึ้นไป และตอนนี้ข้าวเหนียวก็ขึ้นไปกระสอบละ 900 พ่อครูพยายามรณรงค์ให้พวกเราจะทำอย่างไรให้พวกเราปลูกข้าวกันได้มากๆ พอดีปีนี้ เราเชิญอาจารย์ ดร.ร่วมจิต มาเผยแพร่เรื่องข้าวไร่ให้พวกเราฟัง ถามอาจารย์ว่า ถ้าพวกเราชาวอโศกอยากจะปลูกข้าวไร่ ควรจะเริ่มอย่างไรก่อน อาจารย์เสนอว่า เริ่มจากชุมชนใหญ่หรือเล็กก็ได้ เริ่มต้นทำคนละแค่ 2 ไร่ พื้นที่ 2 ไร่ก่อน ก่อน เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า เราทำ 2 ไร่ก็จะได้ข้าวสักประมาณตันครึ่ง ที่จริงตันครึ่งก็ไม่ใช่น้อยนะ เพราะว่าเคยไปดูนาญาติธรรมที่ทำอยู่ ดูข้าวเขางามมากเลย เขาบอกไร่หนึ่งได้ประมาณ 400 ก.ก. ทางภาคอีสานนี้จะได้ปริมาณข้าวไม่มากเท่าไร ขนาดดูงามยังได้ประมาณ 400 ก.ก. ข้าวไร่เป็นพืชที่รากเยอะลำต้นแข็งแรง ลำต้นของมันจะเป็นปุ๋ยพืชสดที่ช่วยบำรุงดินให้ดีอีกด้วย อาจารย์ ดร.ร่วมจิต เสนอ ข้าวไร่ให้เราลองปลูก ประมาณ 3 เดือน อันนี้ไม่ใช่ข้าวนาปีปลูก ปลูกช้าวไม่ใช่ในฤดูกาล ปลูกข้าว 3 เดือนนี้ ก็จะได้เป็นพันธุ์ข้าวขยายไปได้อีก ถ้าอันนี้สำเร็จแล้ว เราค่อยขยายไปสู่ข้าวนาปี ซึ่งพวกเราก็สนใจนะ เพราะข้าวนาปีจะมีข้าวพันธุ์นางดำ อาจารย์บอกว่าข้าวพันธุ์นี้เหมาะสำหรับคนกินเจ เพราะมีโปรตีนสูง ตอนนี้พวกเราเป็นโรคเก๊าท์ โรครูมาตอย ประเภทกินโปรตีนไม่ได้เลยนะ พอกินโปรตีนปุ๊บ โรคเก๊าท์ โรครูมาตอย กำเริบทันที ฉนั้นข้าวนางดำคงเหมาะกับพวกเราที่มีปัญหาเรื่องไต เรื่องที่ต้องระวังค่าโปรตีนนะ อาจารย์บอกว่า ปลูกข้าวไร่นี้ 3 เดือนเสร็จแล้ว ค่อยไปปลูกข้าวนาปี เพื่อให้มีความมั่นใจมากขึ้น ดังนั้นก็อยากจะ ปชส. หากชุมชนไหนสนใจ อยากให้แสดงความประสงค์ ทาง LINE กลุ่มเพื่อฟ้าดิน ปีนี้พ่อครูอายุ 88 ขึ้นไป พ่อครูเคยบอกว่าปลูกข้าวกันให้ได้สักแสนตัน พวกเราลองแล้วก็ได้เป็นแสนสาหัสแทน ก็เลยเอาไว้ก่อน ตอนนี้ลองขยายผลให้เครือแห่เครือข่ายขยายผลไปเรื่อย เมื่อพร้อมกันเราก็นัดกันปลูกข้าวพร้อมกัน ปีนี้ปลูกข้าวเพื่อแจกประชาชน ถึงวันนั้นคงจะครึกครื้น มีทั้งข้าวนา มีทั้งข้าวไร่ แต่ฟังดูแล้วข้าวไร่น่าจะเป็นข้าววรรณะ 9 ที่ใช้น้ำน้อย ปุ๋ยน้อย แข็งแรงทนทาน อยากให้พวกเราทดลองปลูกกัน เพื่อความมั่นใจ ในเพลงชีวิตของชาวนา มีเนื้อเพลงที่บอกว่า อย่าดูถูกชาวนาเหมือนดังตาสี มือถือเคียวชันเข่า ปลูกข้าวเลี้ยงเราสืบมา พ่อครูว่า...อันนี้มันไปเพี้ยน ไม่รู้ใครร้องผิด ไพบูลย์เขาแต่งว่า ถือเคียวคันเก่า ไม่ใช่ถือเคียวชันเข่า ถ้าถือเคียวชันเข่า แล้วจะไปทำอะไรได้ นั้นมันนั่งหมดแรง พอดี สมณะเดินดิน... มันฟังเพลงแล้ว รู้สึกว่าชีวิตชาวนามันหดหู่จัง ทนสู้นั่งชันเข่าหมดสภาพ แต่พ่อครูบอกว่าเพลงนั้นแต่งผิด ที่จริงแล้วเป็นถือเคียวคันเก่า ทำงานหนักแค่ไหนก็สู้ยืนหยัดให้ได้ ดังนั้นเราควรมาสร้างให้ชาวนาได้เกิดภาคภูมิใจ ไม่ใช่มัวไปนั่งถือเคียวชันเข่า หมดสภาพน่าหดหู่นั้นนะ ชาวนาที่ลุกขึ้นมาช่วยผู้อื่นได้ นี้น่าจะเป็นเรื่องของการสร้างความภาคภูมิใจ นับวันโลกร้อนโลกแล้งจะสูงขึ้น วิกฤติด้านอาหารจะสูงขึ้น เรามาช่วยกันทำเรื่องปลูกข้าวให้เป็นเลิศ พ่อครูเคยบอกว่าจะตั้งมูลนิธิข้าวดีราคาถูก ตั้งข้อแม้ว่าคนจะบริจาคเงินเข้ามูลนิธิได้ต้องบริจาคไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท เพื่อพิสูจน์ว่ามีไหมเศรษฐีในประเทศไทยที่สามารถจะบริจาคเข้ามูลนิธินี้ได้ เป็นสิ่งหนึ่งที่พ่อครูคิดว่า จะทำอย่างไรให้มีข้าวดีราคาถูกเพื่อช่วยเหลือประชาชน อย่างที่เราเห็น เด็กในเฮติต้องเอาดินมากวนกินกันละ เพราะว่ามันไม่มีอาหารเลย ซึ่งนับวันโลกก็ยิ่งขาดแคลน เรามาสร้างพื้นแผ่นดินให้อุดมสมบูรณ์ขึ้นมา วันนี้ อาหารกายเราก็ช่วยกันสร้าง ส่วนอาหารใจเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้อาหารกายสำเร็จ ก็ต้องมาฟังโลกุตระจากพ่อครู ขออาราธนาครับ

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน อาหารของวิชชาและวิมุติ พ่อครูว่า... อาตมาก็จะพูดเน้นไปในทางเรื่องของอาหารใจ อย่างที่ท่านเดินดินว่าเน้นไปในทางเรื่องอาหารใจเป็นหลัก อาหารกายก็พอรู้กันเรียกว่า ทำกันอยู่แล้วดิ้นรนกันอยู่แล้วจัดการกันไป อาหารใจนี่แหละมันสำคัญ ถ้าเรามีปัญญาที่จะรู้จักอาหาร โดยเฉพาะ อาหารที่อาศัย ในอาหารสูตร ท่านบอกว่า ๑. การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ . . ๒. การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ ๓. ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ ๔. การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ . . สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา ๕. สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ . . ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ ๖. ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต ๓ บริบูรณ์ คือ กาย วาจา ใจ เลิกทำการงานทุจริต ๗. สุจริต๓ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน๔ บริบูรณ์ ๘. สติปัฏฐาน๔ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ ๗ บริบูรณ์ . ๙. โพชฌงค์ ๗ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้วิชชาและวิมุติ บริบูรณ์ (อวิชชาสูตร พตปฎ. เล่ม ๒๔ ข้อ ๖๑)

หมายเหตุ : อาหารแห่งอวิชชา ดูภาคผนวกตอนท้าย อวิชชา มีนิวรณ์ ๕ เป็นอาหาร นิวรณ์ ๕ มี ทุจริต ๓ เป็นอาหาร ทุจริต ๓ มี การไม่สำรวมอินทรีย์ เป็นอาหาร การไม่สำรวมอินทรีย์ มี ความไม่มีสติสัมปชัญญะ เป็นอาหาร ความไม่มีสติสัมปชัญญะ มี การกระทำใจในใจไม่แยบคาย เป็นอาหาร การกระทำใจในใจไม่แยบคาย มี ความไม่มีศรัทธา เป็นอาหาร ความไม่มีศรัทธา มี การไม่ฟังสัทธรรม เป็นอาหาร การไม่ฟังสัทธรรม มี การไม่คบสัตบุรุษ เป็นอาหาร

นิวรณ์ 5 เป็นอาหารของ อวิชชา ทุจริต 3 เป็นอาหารของนิวรณ์ 5 ทุจริต 3 ไม่ใช่ไม่มีอาหาร ทุจริต 3 กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต นี้เป็นนามธรรม เป็นธรรมะ ที่อาตมาจะเน้น หรือแม้ว่าที่ท่านตรัสถึงอาหารเป็นคำข้าว กวฬิงการาหาร อาหารที่กินไว้เลี้ยงขันธ์ร่างกาย ท่านตรัสไว้ถึง อาหาร 4 มี กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณหาร ซึ่งความรู้ของพระพุทธเจ้าครอบคลุมครบพร้อมหมดทุกอย่าง โดยเฉพาะเรื่องของธรรมะที่เป็นโลกุตรธรรม อาตมาว่า โอ้โห ถ้าผู้รู้แจ้งรู้จบแล้วมันไม่มีปัญหา มีแต่ปัญญา มีแต่ปัญญาที่จะชัดเจน อะไรๆที่เป็นอยู่ในสังคมในโลกในพฤติกรรมมนุษย์ มันก็เป็นอย่างที่มันเป็น มันไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดอะไร เพราะว่ากิเลสมันเป็นไปได้สารพัดบ้าๆบอๆ บางทีมันก็เป็นไปได้จนเรานึกไม่ถึงว่า เออเนาะ มันบ้าบอคอแตกกัน เหลือเกินเหลือกินจริงๆ ยิ่งยุคนี้ยิ่งวิตถารกัน สารพัดสารเพ รุนแรง เลอะเทอะ ร้ายแรงกันอย่างน่าเกลียด

SMS วันที่ 12-13 มกราคม 2565

โกศล สุขเล็ก · กราบคารวะพ่อท่าน..ถ้ามหาเถรสมาคมนำพระธรรมของพระพุทธเจ้ามาเปิดเผยก็เท่ากับประจานตัวเอง พ่อครูว่า... เอ๊ะ คนนี้ไปรู้ความลับมาได้อย่างไร โอ้ เก่ง ถ้ามหาเถรสมาคมนำพระธรรมของพระพุทธเจ้ามาเปิดเผยก็เท่ากับประจานตัวเอง แหม มันชัดนะ ก็เท่ากับตัวเอง มันทำ หลงผิด มันถลำตัว ไปยกสิ่งที่ไม่เป็นธรรมะของพระพุทธเจ้า มาประพฤติ มาปฏิบัติ มาเป็น มามี เช่นศาสนาพุทธให้เลิกไปหลงในการติดลาภยศสรรเสริญสุข แต่สังคมศาสนาพุทธทุกวันนี้กระแสหลักก็ยังเต็มไปด้วยเรื่องลาภ เลอะเทอะเละเทะกับเรื่องลาภ เลอะเทอะเละเทะกับเรื่องยศ สรรเสริญเป็นเรื่องนามธรรม สุขเป็นเรื่องนามธรรม ก็เพียบพร้อม ไม่ใช่ไม่มี สรรเสริญไม่ใช่ไม่มีสุข ติดอย่างลึกซึ้งเลย ทั้งสรรเสริญและสุข เรื่องลาภยศเป็นเรื่องนอกที่เห็นได้ง่ายก็ชัดเจนอยู่อย่างนั้น ติดเต็มไปหมด ซึ่งก็ไม่รู้ตัว ตัวเองก็เป็นอยู่อย่างนั้น เมื่อไม่รู้ตัวก็เอาพระธรรมะพระพุทธเจ้ามาพูดไม่ได้ เพราะตัวเองตรงกันข้ามกับที่พระพุทธเจ้าสอนสะแล้ว หากเอาธรรมะของพระพุทธเจ้ามาเปิดเผยมันก็เป็นการประจานตัวเองอย่างที่คุณโกศลว่าก็จริง

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน การระลึกชาติแบบไหนที่ทำให้ได้บรรลุธรรม _เดชา อัมพร : เราเคยบอกว่าในพุทธก็มีเรื่อง"บุพเพนิวาสานุสติญาณ".. ก็คือการระลึกอดีต(ซึ่งน่าจะรวมไปถึง"อดีตชาติ"ด้วย)..เพราะถ้าเป็นเรื่องที่ผิด.. พระพุทธเจ้าก็ต้องเป็นผู้ผิดเป็นองค์แรก.. และไหนอย่างท่านโพธิรักษ์ก็ยังเคยนำมาพูดถึงให้พอรู้เช่นเดียวกันว่า..อดีตชาติของท่านเป็นผู้ใดมาบ้าง?(จริงหรือไม่จริงเอาไว้ค่อยพูดวิเคราะห์วิจัยกันอีกทีหนึ่ง)..ซึ่งเราเห็นว่า.. การระลึกอดีตชาติได้จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้มีศีลธรรมเป็นพื้นฐานอยู่แล้วอยู่ไม่ใช่น้อย.. เพื่อจะได้ไต่เต้าในการตัดกิเลสในชั้นต่อๆไป..เช่น ในเรื่อง"กามคุณหญิงชาย" ก็จะได้รู้ว่า..เราเคยประสบอะไรมาบ้างในอดีตชาติในเรืองราวแบบเดียวกันนี้ หรือเคยเจ็บปวด,ชอกช้ำ,ผิดหวัง,เห็นทาสแท้ของคู่ครองหรือต่างเพศมามากเท่าไหร่? ซึ่งอาจนำมาระลึกแล้วทำให้ผ่อนคลายความติดยึดและเพิ่มบุญบารมีต่อไป เพราะรู้สึกเข็ดหลาบ..ก็เป็นได้.. เราจึงเห็นว่า..ไม่น่าจะมีการปิดกั้นภูมิรู้เรื่องวิธีจะระลึกชาติให้ได้..เหล่านี้เลย.. เพราะเมื่อปิดกั้นแล้ว..วิชาก็จะสูญหายหรือเสื่อมสูญไปเรื่อย ๆ (หรือถ้าการระลึกอดีตชาตินั้น มันไม่มีจริง แค่เป็นคารมเพื่อสร้างเครดิตให้คนศรัทธาเท่านั้น ก็ควรจะได้บอกกันตรง ๆ ไปเลย จะได้ไม่ต้องเสียเวลาติดตามเพื่ออยากรู้เรื่องเหล่านี้อีกต่อไป).. ก็เหมือนวิชาการทางโลกนั้นแหละ.. เช่น "วิขาแพทยศาสตร์" ท่านโพธิรักษ์เองก็ยังเคยพูดประมาณว่า.."วิชาแพทยศาสตร์เป็นเดรัจฉานวิชา"ด้วยเลย ไม่ใช่หรือ? และท่านก็คงไม่ได้ปฏิเสธถ้ามีลูกหลานชาวอโศกต้องการจะไปศึกษาในวิชาการเหล่านี้ด้วย ใช่หรือไม่?..ซึ่งเราก็พยายามค้นหา,ค้นคว้าอยากรู้วิธีการที่เป็นไปได้อย่างแท้จริง.. แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีอาจารย์พุทธใดๆ ที่จะบอกสอนว่า..วิธีที่จะทำให้เราระลึกชาติได้โดยไม่ยากนั้น..จะต้องทำอย่างไร?.. พ่อครูว่า… _เดชา อัมพร : เราเคยบอกว่าในพุทธก็มีเรื่อง"บุพเพนิวาสานุสติญาณ".. ก็คือการระลึกอดีต(ซึ่งน่าจะรวมไปถึง"อดีตชาติ"ด้วย) ก็ต่างกันระหว่างที่คุณเดชาพูดว่า เรื่องอดีต ที่พูดถึงเรื่อง อดีต ปัจจุบัน อนาคต ที่เป็นกาละในปัจจุบันนี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่มีอยู่มาถึงเดี๋ยวนี้ (ซึ่งน่าจะรวมไปถึง"อดีตชาติ"ด้วย) อดีตชาติก็หมายความว่า การเกิดของร่างกายชาติที่แล้วและชาตินี้ด้วย เพราะถ้าเป็นเรื่องที่ผิด.. พระพุทธเจ้าก็ต้องเป็นผู้ผิดเป็นองค์แรก.. ก็ถูกต้อง เพราะมันเป็นเรื่องที่มีจริง และไหนอย่างท่านโพธิรักษ์ก็ยังเคยนำมาพูดถึงให้พอรู้เช่นเดียวกันว่า..อดีตชาติของท่านเป็นผู้ใดมาบ้าง?(จริงหรือไม่จริงเอาไว้ค่อยพูดวิเคราะห์วิจัยกันอีกทีหนึ่ง)..ซึ่งเราเห็นว่า.. การระลึกอดีตชาติได้จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้มีศีลธรรมเป็นพื้นฐานอยู่แล้วอยู่ไม่ใช่น้อย.. จริง การระลึกอดีตชาติได้นั้นก็เป็นประโยชน์สำหรับผู้มีพื้นฐานศีลธรรมดี แต่ถ้าผู้ที่ไม่มีพื้นฐานศีลธรรมดีนั้น เรื่องการระลึกชาติได้นี้กลายเป็นเอาไปเป็นเครื่องมือในการที่จะหลอกชาวบ้าน อย่างเช่น พระนิกร พระยันตระ หรือใครต่อใครก็แล้วแต่ที่ไม่มีศีลธรรม แล้วก็เอาไปทำเละเทะ แต่ถ้าผู้มีศีลธรรมก็จะเป็นประโยชน์มาก อย่างเช่นอาตมาระลึกถึงอดีตชาติได้ ก็มาใช้ประโยชน์ที่แท้จริง อาตมาก็ไม่ได้ไปเอาอดีตชาติมาเพื่อที่จะเอามาเป็นประโยชน์ที่จะทำให้เหมือนพระนิกร ซึ่งหนักเข้าลามกจกเปรตเสียหาย เพื่อจะได้ไต่เต้าในการตัดกิเลสในชั้นต่อๆไป..เช่น ในเรื่อง"กามคุณหญิงชาย" ก็จะได้รู้ว่า..เราเคยประสบอะไรมาบ้างในอดีตชาติในเรืองราวแบบเดียวกันนี้ หรือเคยเจ็บปวด,ชอกช้ำ,ผิดหวัง,เห็นทาสแท้ของคู่ครองหรือต่างเพศมามากเท่าไหร่? ซึ่งอาจนำมาระลึกแล้วทำให้ผ่อนคลายความติดยึดและเพิ่มบุญบารมีต่อไป เพราะรู้สึกเข็ดหลาบ..ก็เป็นได้.. เราจึงเห็นว่า..ไม่น่าจะมีการปิดกั้นภูมิรู้เรื่องวิธีจะระลึกชาติให้ได้..เหล่านี้เลย.. เพราะเมื่อปิดกั้นแล้ว..วิชาก็จะสูญหายหรือเสื่อมสูญไปเรื่อย ๆ (หรือถ้าการระลึกอดีตชาตินั้น มันไม่มีจริง แค่เป็นคารมเพื่อสร้างเครดิตให้คนศรัทธาเท่านั้น ก็ควรจะได้บอกกันตรง ๆ ไปเลย จะได้ไม่ต้องเสียเวลาติดตามเพื่ออยากรู้เรื่องเหล่านี้อีกต่อไป).. ก็เหมือนวิชาการทางโลกนั้นแหละ.. เช่น "วิขาแพทยศาสตร์" ท่านโพธิรักษ์เองก็ยังเคยพูดประมาณว่า.."วิชาแพทยศาสตร์เป็นเดรัจฉานวิชา"ด้วยเลย ไม่ใช่หรือ? และท่านก็คงไม่ได้ปฏิเสธถ้ามีลูกหลานชาวอโศกต้องการจะไปศึกษาในวิชาการเหล่านี้ด้วย ใช่หรือไม่?..ซึ่งเราก็พยายามค้นหา,ค้นคว้าอยากรู้วิธีการที่เป็นไปได้อย่างแท้จริง.. แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีอาจารย์พุทธใดๆ ที่จะบอกสอนว่า..วิธีที่จะทำให้เราระลึกชาติได้โดยไม่ยากนั้น..จะต้องทำอย่างไร?.. พ่อครูว่า...ก็ออกความเห็นมาดีนะ ก็ถูกต้อง ที่ว่าการแพทย์เป็นเดรัจฉานวิชานั้น ใช่ อาตมาพูดนั้นนะ อาตมาก็ขยายความ ให้รู้ว่าเดรัจฉานวิชาหมายความว่าอย่างไร ไม่ได้บอกว่าวิชาของสัตว์เดรัจฉาน เดรัจฉานวิชาหมายถึงวิชาที่ไม่พาพ้นทุกข์ ไม่พาไปสู่นิพพาน เป็นวิชา เดรัจฉานแปลว่าขวางทางนิพพาน อาตมาก็ขยายความอธิบาย คนที่ไม่เข้าใจเดรัจฉาน ก็หาว่าไปว่าไปด่าว่าเป็นสัตว์เดรัจฉาน อันนั้นก็เป็นคนละเจตนากับอาตมา คนละความรู้ คนละคำ คนละอย่าง เขาเข้าใจผิดไป แต่วันที่อาตมาไปอธิบายที่คณะแพทย์ศาสตร์ อาตมาตั้งชื่อเรื่องว่าวิชาแพทย์ศาสตร์เป็นเดรัจฉานวิชา มันเป็นแทคติกของอาตมาที่ตั้งชื่อเรื่อง โอ้โห ห้องที่อาตมาไปบรรยายวันนั้น ห้องแทบแตก ที่อาตมาไปอธิบายนั้นคนไปฟังแทบแตกเลย อย่าว่าแต่แพทย์เลย วิศวะก็มา เทคนิคการแพทย์ อะไรๆ ก็มาเต็มห้องหมดเลย หาว่าจะมาด่าวิชาแพทย์เป็นเดรัจฉานวิชาได้อย่างไร อาตมาก็ได้คนมาฟังเต็ม สมที่เจตนา แล้วก็ได้อธิบายให้ฟัง ก็ถ้าอาตมาอธิบายไม่ได้อาตมาออกมาไม่ได้นะ เขาเอาตายเลย ถ้าหากอาตมาแก้ไม่หลุด พูดความจริงอันนี้ให้พวกเขาเข้าใจไม่ได้ แต่คนเหล่านั้นเป็นชนชั้นปัญญาชนกัน ไม่ใช่ไม่มีปัญญาไม่มีปฏิภาณ ก็ชัดเจน สมณะเดินดิน... ดูเหมือน ในพวกเราสมัยหมอฟ้ารัก ก็เคยฟังกัน วิศวกรก็ไปฟัง พ่อครูว่า... แม้แต่ ดร.มานะด้วย และท่านก็คงไม่ได้ปฏิเสธถ้ามีลูกหลานชาวอโศกต้องการจะไปศึกษาในวิชาการเหล่านี้ด้วย ใช่หรือไม่?..ซึ่งเราก็พยายามค้นหา,ค้นคว้าอยากรู้วิธีการที่เป็นไปได้อย่างแท้จริง.. แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีอาจารย์พุทธใดๆ ที่จะบอกสอนว่า..วิธีที่จะทำให้เราระลึกชาติได้โดยไม่ยากนั้น..จะต้องทำอย่างไร?.. เออ ฟังอาตมาฟังบรรยายบ้างหรือเปล่าคุณเดชา อาตมาเคยบรรยายนะ วิธีที่จะระลึกชาติได้โดยไม่ยากนั้นทำอย่างไร ก็พูดอธิบายยังจำได้ว่า คุณก็ระลึกถึงเมื่อวานนี้ ก็ย้อนทวนว่าเมื่อวานนี้คุณกินอะไร อาหารเช้าเมื่อวานนี้ อาหารกลางวันอาหารเย็นกินอะไร ชีวิตคนทำอะไร นี่คือการระลึกอดีตชาติ คุณไล่ไปๆ คุณก็จะเข้าใจชัดเจน ก็จะค่อยๆเก่งขึ้นแล้วนึกถึงอะไรได้ดีขึ้นๆ ส่วนจะระลึกข้ามชาติได้นั้น อย่าเพิ่งไปกล่าวเลย มันไม่มีใครย้ำยืนยัน ถ้าคุณสามารถมีภูมิธรรมระลึกได้จริงๆเลย ลึกเข้าไปถึงจิตเจตสิกของคุณ แล้วก็สามารถข้ามชาติ ซึ่งมันจะมีสัญญาเป็นความจำ สัญญาเป็นธาตุเจตสิกของจิตวิญญาณของอัตภาพ ที่เป็นความรู้ของพระพุทธเจ้า มีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มันจะบันทึก อย่างสัตว์ทั้งหลายและมีสัญชาติญาณ นั่นแหละคือความจำเก่ามันออกมาแสดงตัว โดยที่คุณไม่ต้องระลึกแต่มันออกมามีจริง ตั้งแต่อดีตชาติเก่าๆ ชาตินี้คุณก็ทำได้โดยอัตโนมัติเลย เป็นไปโดยยังไม่ต้องไปสอน ตั้งแต่สัตว์เดรัจฉานจนกระทั่งถึงคน อะไรอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งศึกษาดีๆ แล้วจะรู้ว่าสิ่งเหล่านี้มันมีจริง สู่แดนธรรม... พ่อท่านเคยสอนวิธีระลึกชาติ ที่จะเป็นประโยชน์ทางธรรมะ พ่อท่านสอนอันนี้มากกว่า พ่อครูว่า... ใช่ สอนระลึกชาติที่เป็นธรรมะก็หมายความว่า ธรรมะที่มีอยู่ในพระพุทธเจ้าตรัส เอาพระไตรปิฎกเป็นหลัก คุณหยิบมาแล้ว คุณเข้าใจ คุณรู้ ติดตัวมาแต่ชาติก่อน ที่อาตมาก็ยืนยันว่า ตัวเองมีแต่ชาติก่อน เข้าใจแล้วก็เอามาอธิบาย อธิบายแล้วคนเข้าใจได้ เมื่อคนเข้าใจได้แล้วเอาไปปฏิบัติ ปฏิบัติแล้วก็เกิดผลจริงบรรลุจริง เช่นอย่างชาวอโศก ปฏิบัติศีล ปฏิบัติอปัณณกปฏิปทา 3 ปฏิบัติแล้วก็เกิดผลเป็น ฌาน ลดกิเลสเผากิเลสลงไป จนกระทั่งกลายมาเป็นคนที่ลดละหน่ายคลาย อย่างที่ชาวอโศกเข้ามาอยู่ในนี้ ลดละหน่ายคลายมาทั้งนั้น ไม่ไปกระเหี้ยนกระหือรือแย่งลาภยศสรรเสริญสุข อย่างที่เขาเป็นกัน แม้อยู่ในเถรสมาคม พระพุทธเจ้าทรงสอนจะไม่เหมือนเถรสมาคมเลย ยิ่งทั่วๆไปแล้วก็ไม่ต้องไปพูดถึงเลย ขนาดเถรสมาคม นี้พูดแล้ว คุณปฏิเสธมาสิ ที่อาตมาพูดนี้ไม่ใช่ไม่จริง ยังแบกลาภ หามยศ เอาละหลายคนลาภมันน่าเกลียดน่าอายมากหน่อย พอจะปฏิบัติแแบบพวกสายหลับตาก็จะเป็นพระไม่ค่อยมีลาภ ที่จริงมีลาภนะ แต่ว่าทำกลบเกลื่อนจับมาเป็นมุมมกลับที่ชูตัวเอง อย่างมหาบัวอย่างนี้ เลอเลิศ เชิดชูยกให้ตัวเองได้รับการนิยมชมชอบ นี่คือความฉลาดเฉโกของพวกที่ใช้วิธีพวกนี้ ลาภก็ดี ยศก็ดี อย่างพวกพระที่หลับตาออกป่า ไม่ค่อยไปแย่งลาภยศ แต่ทางพระเถรสมาคมยังแบกยศ เทิ่งๆๆ กันอยู่ สรรเสริญนั้นซ้อนลึก มีทั้งพระป่าและพระบ้านเต็มไปหมดแล้วก็ไม่รู้จักสุข ก็ยังเสพสุขกันอยู่เลย ไม่เข้าใจเรื่องสุข เลิกสุข ไม่มีสุขไม่มีทุกข์จริงๆ ก็พยายามศึกษาพยัญชนะ แต่ไม่เข้าใจลึกซึ้ง พยัญชนะว่า ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ก็พูด แต่จริงๆแล้ว สุขเป็นสุข เช่น ไปแปล นิพพานังปรมังสุขัง ไปแปลเป็นไทยว่า สุขอย่างยิ่ง นี่คือการไม่รู้จักสุข สุขอย่างยิ่ง จริงๆอาตมาแปลแล้วว่า มันยิ่งกว่าสุข นิพพานัง ปรมังสุขัง นั้นมันยิ่งกว่าสุข มันไม่ใช่สุข มันยิ่งกว่าสุข อะไรอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันก็ตรงตามที่เขามีภูมิรู้ เขาก็แปลตามตรงอย่างนั้นอย่างนั้น พูดไปแล้วก็เหมือนกับยกตัวเองข่มผู้อื่นต่อไป

_เจิน วดี : ชอบความเกื้อกูล และช่วยกัน งานจึงสำเร็จ พัฒนางานพัฒนาตน เพื่อส่วนรวมดีขึ้น กราบสาธุค่ะ พ่อครูว่า... คนนี้ก็มีปฏิภาณปัญญารู้ว่าพฤติกรรมอย่างนี้ก็มีนะก็คือมองในชาวอโศก อย่างที่คุณเจินวดีพูด

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ต้องเป็นคนแบบไหนจึงเทศน์ได้อย่างไม่เกรงใจคนรวย _อัมพร กุลศักดิ์ศิริ : สมณะด่วนดีเทศน์เมื่อวันพฤหัส ที่ 13 ม.ค. 65 เทศน์ดีครับ เทศน์แบบไม่เกรงใจคนรวยเลย..ชอบครับ พ่อครูว่า...อาตมาก็คนนึง ไม่เกรงใจแล้วล่ะคนรวย ที่เกรงใจคนรวยกันอยู่นั้นก็เพราะว่า เดี๋ยวไปว่าคนรวยแล้วคนรวยเขาก็จะไม่มาบริจาค ไม่มาทำทาน เขาจะอดอยากปากแห้ง เขาก็เลยไม่ค่อยกล้าที่จะว่าคนรวย อย่างเรานี้ อาตมาก็ดี สมณะด่วนดีก็ดี ไม่ได้ฟังเสียง เพราะมันเป็นเรื่องจริงของธรรมะ เป็นเรื่องจริงของสัจธรรม คนที่ไปรวยนี้ คนที่จะไม่ไปมุ่งรวย เป็นคนที่คิดผิด มันเป็นเรื่องของกิเลส เป็นเรื่องของมารครอบงำที่แท้จริงเลย ซึ่งพูดไปแล้ว มันขัดแย้งไปหมดโดยคนที่ยังมีฐานปุถุชน นอกจากจะเป็นฐานอาริยบุคคลแล้วต้องเป็นอาริยบุคคลในฐานที่สูงขึ้นๆ ด้วย จึงจะเห็นจริง จริงๆเลยว่า โอ้ เป็นคนต้องมาจนนะ เพราะฉะนั้นคนที่มาเป็นชาวอโศก หยุดที่จะเลิกไปรวยอีกเลย หันไปทางมาจน มุ่งมาจน ตั้งใจจน เต็มใจจน จนสำเร็จ จนจนสำเร็จ มันมีอีกไม่รู้กี่จนต่อกี่จนเลยที่นี้ เข้าใจซาบซึ้งคำว่าจน จนเอาไปตั้งนามสกุล มันจะถึงร้อยนามสกุลหรือยังไม่รู้ ที่เอาไปจดทะเบียนกัน เอาคำว่าจนไปจด ตอนนี้มี 15 นามสกุล แล้ว จนสารพัด คือซาบซึ้งในคำว่าจน ซึ่งมันไม่ใช่ความหลอกความหลง แต่มันเป็นความชัดเจน มันเป็นความเห็นจริงว่า คนเรานี้เนาะ เราก็แย่งความรวยมาไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ โอ้โห ไม่เหน็ดไม่เหนื่อย พอเข้าใจแล้วก็มาทำตัวเป็นคนจน เมื่อเป็นคนจนได้ที่ คนจนได้พอสมควร สามารถที่จะเข้ามาอยู่รวมกลุ่มกับชาวอโศกที่เป็นแดนคนจนที่แท้จริง ซึ่งพูดถึงว่าคนที่จะมาเป็นคนจน พูดกับคนชาวโลกเขา เขาบอกว่า มันไม่มีหรอก พวกคนจนคือพวกที่ยายหลอยพูด คือ ก็คนบ้า พวกคนจนคือพวกคนบ้า เพราะมันคนละเรื่องกันกับแนวคิดคนสามัญทั่วไป มันทวนกระแสกันจริงๆเลย ว่า โห มาจน มันจนทำไม สมรรถภาพก็มี ความรู้ความสามารถเรี่ยวแรงอะไรๆ มีหมด แล้วเราจะมาทำตนให้เป็นคนจน ทำไปทำไม ก็ทำได้ก็ทำไปก็มีไป ใครจะรวยก็รวยไป อยากจะทำทานบริจาคก็ทำสิ แจกบริจาคไป จนแล้วจะเอาที่ไหนไปบริจาคอะไรอย่างนี้ เขาก็คิดอย่างง่ายอย่างตื้น ถ้าเผื่อว่าพระพุทธเจ้าเข้าใจอย่างที่พูดไปเมื่อกี้นี้ ถ้ามาเป็นคนจน ไม่ต้องมีทรัพย์สิน ไม่ต้องไปสะสมอีก มีวรรณะ 9 พระพุทธเจ้าก็ไม่เป็นพระพุทธเจ้าที่ทิ้งทรัพย์สมบัติต่างๆ มานุ่งผ้าบังสกุล ไม่ใส่รองเท้า ดำเนินพระบาทเปล่า แล้วก็นอนโคนไม้โคนดินไป ใครมาสร้างกุฏิ มาสร้างที่พักอะไรให้ก็พักไป แต่ก็ไม่เคยติดยึดว่าเป็นของตัวของตนอะไร ท่านก็จะไปทำทำไม เพราะอย่างที่คุณคิดคุณว่าไปทำทำไม เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นความลึกซึ้งที่ทวนกระแสจิตคน ยากที่จะเดา เป็นอจินไตย เป็นเรื่องที่คิดเล่นๆ ไม่ได้ ถ้าคนไม่มีภูมิถึงจริง เพราะฉะนั้นผู้ที่เข้าใจแล้วก็เข้าใจเรื่องจน แล้วก็เอาชีวิตมาจน เดินทางตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ท่านก็ทรงประพฤติอย่างนั้น ในชีวิตของพระองค์จริงๆ เพราะฉะนั้นจึงมีคนมาเป็นคนอย่างนั้นจริงๆ อย่างเช่นชาวอโศกเรา จนเกิดเป็นสังคมชุมชนชาวอโศก กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย อย่างนี้เป็นต้น อันนี้เป็นเรื่องจริงของคนพวกนี้มาจริงๆไม่ใช่มาเล่นๆ มันเป็นเรื่องที่ทวนกระแสอย่างมหัศจรรย์ เรากำลังพูดถึงความมหัศจรรย์ 8 ประการ

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ

สมณะเดินดิน... พระพุทธเจ้าค้นพบหลักชีวิตอันวิเศษ ชีวิตรูปแบบอย่างที่มนุษย์ควรจะเป็น ยกตัวอย่าง รองเท้าทองที่ท่านเคยใส่ เป็นจักพรรดิ์ เป็นพระเจ้าแผ่นดิน เคยเป็นอะไรๆ มานานนับกัปป์กัลป์ สุดท้ายท่านก็ได้ข้อสรุปว่า ชีวิตที่ดีที่สุดคือต้องมาจน ใช้เสื้อผ้าแค่ผ้าบังสุกุล ใส่เสื้อผ้าจนๆ ไม่ใส่รองเท้า ไม่ใช้เงินใช้ทอง อะไรอย่างนี้ เมื่อกี้ที่คุณอัมพร กุลศักดิ์ศิริ ทักท้วงว่า เถรสมาคมพูดไม่ได้ ถ้าพูดก็เหมือนเป็นการประจานตัวเอง แต่จริงๆ คงไม่ได้หมายถึงชาวอโศกจะเป็นอย่างนั้นนะ เพราะชาวอโศกมาจนทั้งชาติ จนสำเร็จ ก็ต้องชัดเจนว่า ชาวอโศกควรจะมาเป็นทิศทางอย่างที่พระพุทธเจ้าพาทำ ถ้าเราชื่อจนสำเร็จ หรือจนทั้งชาติ จนอีหลีอีหลอ ก็ตาม แต่ถ้าชีวิตไม่ได้เป็นทิศทางที่จะน้อยลง สูญลง ถ้ามีทิศทางอย่างนี้ ก็ถือว่าเราก็เป็นขบถเหมือนกัน อุตส่าห์บอกว่าจะมาจน แต่ว่าทิศทางไม่เห็นจะจนลง ทิศทางรวยขึ้นๆ ก็เคยเห็นอยู่นะ พอพวกเราบางคนรู้สึกรวยขึ้นๆ ก็จะเริ่มเพี้ยนไปละ เพี้ยนไปแล้ว แล้วจะมาหาว่าพวกเราที่ยังจนอยู่นี้เป็นพวกเพี้ยน หาว่ามาซ่องสุมทำอะไรกันผิดๆ พอรวยแล้วเห็นเลย อันตรายของคนรวย พอรวยแล้วก็จะเห็นหมู่กลุ่มที่เคยร่วมอุดมการณ์จนกันมานี้ กลายเป็นกลุ่มที่ทำเลวร้ายเลย แสดงว่าความรวยนี่เป็นอันตรายจริงๆ แม้คนที่ใช้นามสกุลจนแล้วนี่ พอรวยขึ้นมาแล้วนี้ ความคิดความอ่านก็เปลี่ยนได้ นี่คืออันตรายของความรวย

สู่แดนธรรม... เขาคงใช้นามสกุลว่า กลั้นใจจน

สมณะเดินดิน... ถ้าผิดเพ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน