ชีวกสูตรอันเป็นลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ในปหาราทสูตร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข28 มกราคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

ชีวกสูตรอันเป็นลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ในปหาราทสูตร _ปหาราทสูตร ล.23 พ. มี ๘ ประการ ปหาราทะ ๘ ประการเป็นไฉน ดูกรปหาราทะ มหาสมุทรลาด ลุ่ม ลึกลงไปโดยลำดับ ไม่โกรกชันเหมือนเหว ฉันใด ในธรรมวินัยนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีการศึกษาไปตามลำดับ(อนุปฺพพสิกฺขา) มีการกระทำไปตามลำดับ (อนุปฺพพกิริยา)มีการปฏิบัติไปตามลำดับ(อนุปฺพพปฏิปทา) มิใช่ว่าจะมีการบรรลุอรหัตผลโดยตรง ดูกรปหาราทะ ข้อที่ในธรรมวินัยนี้มีการศึกษาไปตามลำดับ มีการกระทำไปตามลำดับ มีการปฏิบัติไปตามลำดับ (นายตเกเนวะ อัญญปฏิเวโธ) มิใช่ว่าจะมีการบรรลุอรหัตผลโดยตรง นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ประการที่ ๑ ในธรรมวินัยนี้ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ พ่อครูว่า... แม้แต่ศีล เขาก็ไม่ได้ปฏิบัติกันอย่างสัมมาทิฏฐิ อปัณณกปฏิปทา 3 เขาก็ไม่ได้ปฏิบัติกันอย่างจริงจังเพราะฉะนั้นสัทธรรม 7 อย่าหวังเลยว่าจะเข้าถึงตรงนี้ ยิ่งฌาน 4 หลังจากสัทธรรม 7 ไม่ใช่เลยไม่มีเลย ซึ่งมันเป็นของพุทธนะ แต่ฌานหลับตาของ เดียรถีย์ของโลกียะทั่วไป ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจอะไร ศีลข้อ 1 2 3 ท่านแยกไว้ชัดเจนแล้ว ศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์กับคน เรื่องของสัตว์เราไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกัน สัตว์มันก็มีวิบากของสัตว์ เราไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวด้วยวิธีใดๆเลย แล้วมาเรียนรู้กรรมวิบาก ที่มันยังสืบเนื่องสืบต่อกันอย่างลึกที่สุดเลยกรรมวิบากนี่ อาตมาขอยกชีวกสูตร 5 ประการ ที่เป็นบาปไม่ใช่บุญเลย 5 ประการนี้อีก 1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) 2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส 3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” 4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถ

อ่านต่อ

ูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 5. ผู้นั้นย่อมยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีด้วยเนื้อเป็นอกัปปิยะ ชื่อว่าย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อกปฺปิเยน อสฺสาเทติ อิมินา ปญฺจเมน ฐาเนน พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร ล.13 ข.60 สัตว์หากคนไม่ได้เลี้ยงมันจนเชื่อง มันก็ไม่ต้องการให้มาจับมันหรอก ซึ่งบางคนก็จะเลี้ยงให้เชื่องแล้วก็ฆ่ามันเพื่อเอาไปกิน เอาอาหารเนื้อสัตว์มาถวายพระสงฆ์ถวายพระพุทธเจ้า เป็นอาการที่ไม่ควรกระทำ อกัปปิยะ แค่เข้าใจข้อ 5 ตรงนี้ก็รู้ว่า การทำอาหารเนื้อสัตว์ไปถวายภิกษุกับพระพุทธเจ้าเป็นการไม่ควรอย่างยิ่ง แค่ข้อ 5 ข้อเดียวนี่ก็อ่านพระไตรปิฎกอ่านคำตรัสของพระพุทธเจ้าไม่แตก ฟังแล้วจะเห็นว่าอาตมาได้ใส่ความเข้าข้างตัวเองหรือไม่ ก็ชัดเจนตามพระบาลี อกัปปิยะ เป็นสิ่งไม่ควรที่จะเอามาถวายพระพุทธเจ้าหรือสาวกพระพุทธเจ้า เขาจะมาถวายเพื่อให้ท่านเบื่อหน่าย รังเกียจเนื้อสัตว์ใช่ไหม ก็ไม่ใช่ เขาต้องมาถวายเพราะให้ท่านยินดีไปด้วยเนื้อนี่แหละ ซึ่งเป็นการไม่ควร ในยุคนั้นคนไม่ฉันไม่กินเนื้อสัตว์จนเป็นอันมากไปแล้วในชาวอินเดียนักบวช อย่าว่าแต่ชาวพุทธเลย นักบวชฮินดูก็ไม่ฉันเนื้อสัตว์กันเยอะแยะ เป็นที่รู้กันทั่วไปไม่ต้องมาเป็นบัญญัติอะไร มันเป็นจำนวนที่มากแล้ว ขนาดพระเทวทัตก็ฉันมังสวิรัติ ขนาดโง่อย่างพระเทวทัตยังไม่ฉันเนื้อสัตว์ คนอื่นจะบอกทำไมให้เขาไม่ฉันเนื้อสัตว์ อย่างเช่น ในลังกาวตารสูตร บอกไว้เลยว่า ไม่ใช่อาหารที่มนุษย์ควรกินเลย เพราะฉะนั้นก็แล้วแต่ปฏิภาณภูมิปัญญาของคน แล้วจะมาแก้เกี้ยวว่า ให้ฉันตามมีตามได้ อย่างนั้นเขาเอาไซยาไนด์มาให้ฉันก็ต้องฉันสิ คือ พูดไปตามที่ตัวเองจะหาข้อแก้ตัว เพราะฉะนั้นถ้าเจตนาจะศึกษาเพื่อละหน่ายคลาย เพื่อที่จะไม่ให้มีบาปหรือเป็นเรื่องวิบากที่จะติดพันผูกพัน ถ้าเข้าใจเรื่องกรรมวิบากแล้ว ที่อาตมาก็พูดไป ในลังกาวตารสูตร ก็พูดถึงกรรมวิบากว่า ไม่มีสัตว์ตัวไหนไม่ได้เกิดเป็นพ่อแม่พี่น้องปู่ย่าตายายของเรา เพราะฉะนั้นผู้ที่ยังไม่แตกฉาน ยังไม่ชัดเจนในศาสนาพุทธที่แท้ ยุคนี้เป็นยุคเสื่อม เสื่อมจากสัทธรรมของพระพุทธเจ้าไปไกลมาก เพราะฉะนั้นมันก็เลยไม่สามารถที่จะพูดให้เข้าใจได้ง่ายๆ เพราะความรู้ความเข้าใจมันต่ำ ความรู้ความเข้าใจของ... ซึ่งเราก็ไม่ได้ไปดูถูกดูแคลน แม้แต่ผู้รู้ในยุคนี้ ก็เป็นความรู้อยู่ในระดับต่ำแล้วมันเสื่อมมาเป็น คำว่า เสื่อม คือต่ำแล้วมีความรู้แค่เหตุความเสื่อม มันเจริญเป็นคนนั้นไม่ไหวก็น่าสงสาร ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะมันเป็นเรื่องจริง ผู้รู้ที่แตกฉานความรู้พระพุทธเจ้าแล้วจะไปขี้ตู่ว่าพระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์เป็นเรื่องบาป ตัวเองหลงผิดก็เอาบาปไปคนเดียว ฉันเนื้อสัตว์ก็เอาวิบากไปคนเดียว เข้าใจได้ว่าพระพุทธเจ้าไม่ฉันเนื้อสัตว์ แต่ตัวเองก็ยังกินเนื้อสัตว์มันก็เป็นบาปของคุณเท่านั้น แล้วก็เข้าใจผิด พระพุทธเจ้าและสงฆ์สาวกไม่ได้ฉันเนื้อสัตว์ มีแต่ในยุคนี้มันเสื่อมเพราะมันไม่รู้ เพราะฉันเนื้อสัตว์กันเป็นปกติ สู่แดนธรรม... มีทางเดียวที่พระพุทธเจ้าอนุญาตให้ฉันเนื้อสัตว์คือเนื้อมันตายเอง พ่อครูว่า... มีสัตว์มันตายเองกับเป็นเดนสัตว์กิน คือมันไม่ตายเอง แต่มันถูกสัตว์อื่นฆ่ากินแล้วมันก็ทิ้งซากสัตว์นั่นแล้ว สู่แดนธรรม... ในเมื่อพระพุทธเจ้าไม่ให้ทำครัวเอง แล้วเช้าเนื้อสัตว์สดๆมากินอย่างไร พ่อครูว่า... ก็ต้องกินอย่างสดๆอย่างเหม็นๆ ยิ่งพูดไปก็จะลึกซึ้งแตกฉาน จะเห็นชัดเจนว่า ถ้าเข้าใจเรื่องกรรมวิบากอย่างเดียวก็เถอะ คนจะชัดเจนจะไปฉันทำไมเล่าเนื้อสัตว์ ก็พูดมันมีให้ฉัน ยังไม่ได้ขาดตกบกพร่องอะไรเลยฉันพืชกับผลไม้เนี่ย มันก็เหลือกินเหลือใช้ ดอกไม้บางอย่างก็ฉันได้ไม่เห็นจะมีปัญหา ก็เลี้ยงชีพไปอย่างดีตลอดเลย ยิ่งเป็นเรื่องดีกว่าไปฉันเนื้อสัตว์อีกด้วย เพราะสัตว์คนนี้ไม่ใช่สัตว์กินเนื้อสัตว์ มีหลักฐานเยอะแยะทางสรีระก็ตาม ทางอวัยวะต่างๆ แม้แต่ถึงน้ำย่อย เขาก็วิจารณ์วิจัยกันหมดแล้วว่าไม่ใช่สัตว์กินเนื้อ เอาจากลำไส้อย่างเดียวก็ไม่ใช่ลำไส้สัตว์กินเนื้อ เล็บ ไม่ใช่เล็บที่จะไปกินเนื้อ เล็บ nail ไม่ใช่เล็บ claw ที่มันฉีกเนื้อ เล็บเป็นกาบเป็นกีบ เหมือนช้างม้าวัวควาย ไม่ใช่เหมือนพวกเสือ ไม่ใช่เหมือนแมวเหมือนหมา หรือพวกเหยี่ยว ไม่ใช่ มันก็มีหลักฐานยืนยันชัดเจนทุกอย่าง ใครเข้าใจจะเลิกก็เป็นเรื่องของเขา แต่ฉันเนื้อสัตว์อยู่ก็เป็นเรื่องของเขาอีกแหละ เราก็เป็นการพูดความจริงให้ฟัง เขาจะได้เลิกได้ เขาก็จะได้เจริญ บริสุทธิ์ เพราะว่าการตายการเกิดไม่ใช่ชาติเดียว มันจะเกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิดอีกไม่รู้เป็นกี่ล้านๆชาติ กว่าคุณจะบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้วก็จะปรินิพพานเป็นปริโยสาน มันอีกเยอะอีกมากไม่รู้กี่ชาติ เพราะฉะนั้นถ้าไม่รีบเรียนรู้ให้บรรลุ ปฏิบัติให้บรรลุอรหันต์เสีย คุณก็จะต้องมีแต่ก่อวิบากหนักหน้าไปเรื่อยๆด้วยอวิชชาไปเรื่อยๆ ก็ถูกสอนผิดๆ ไปรับคำสอนผิดๆก็มีแต่อวิชชา บาปเป็นอันมากไม่ใช่บุญเลย ไปเรื่อยๆ มันน่าสงสาร

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะเดินดิน... พ่อครูว่า... ในสิ่งมหัศจรรย์เป็นลำดับนี้ก็มหัศจรรย์จริงๆ ซึ่งยังมีข้อศีลเป็นตัวหลักอยู่นะ ศีลข้อ 1 พวกเราก็ปฏิบัติได้บริสุทธิ์จนกระทั่งไม่กินเนื้อสัตว์ ศีลข้อที่ 2 ก็ง่ายกว่าด้วยซ้ำแต่มันเป็นข้อที่ 2 อย่าทุจริตในสิ่งของที่ไม่ใช่ของของเรา ที่ได้มาในฐานะอันเป็นขโมย ไปเอาของเขามาในฐานะที่เป็นขโมย แม้จะถือวิสาสะก็จะต้องระมัดระวังอย่างยิ่งเลย ของกันเองวิสาสะ เช่น ในครอบครัวพี่น้องก็อย่าถือวิสาสะ ในเพื่อนๆก็ตาม อย่างอาตมาเคยอยู่กับเพื่อน แล้วเพื่อนกันก็ยืมแปลงฟันเพื่อนมาสี เขาก็บอกว่า ทำไมเอามาแปรงได้อย่างไร แปรงของเจ้าออด(วัลลภ วิชชุกร) เอาของบุญส่งมาสี เจ้าบุญส่งก็บอกว่า เอามาแปรงได้อย่างไร เล่าให้ฟังก็ให้รู้ว่ามีคนที่ยังไม่ติดใจก็มี ก็สีฟัน ขี้ฟันก็ไม่มีปัญหา เวลาเขาสีฟันเสร็จแล้วก็ล้างแปรงฟันทุกทีแหละ คนอื่นก็เอามาใช้สีกันบ้าง ทีแปรงขัดส้วมก็ยังขอยืมใช้กันได้นี่ ทำไมเล่า แปรงสีฟันเขายืมใช้สีไม่ได้หรืออย่างไร เล่าให้สนุกๆไปบ้าง ทางหมอทางแพทย์ก็ไม่ได้ส่งเสริมให้ใช้แปรงสีฟันร่วมกัน แม้แต่เป็นพ่อแม่ลูกเต้า ก็มีแปรงสีฟันเป็นของตัวเองเป็นสัดส่วน เพราะว่าแบคทีเรียก็ของใครของมัน เดี๋ยวจะเป็นเชื้อโรคติดต่อกันไป ยุ่งกันใหญ่ เป็นลำดับ สัตว์ ของ ยิ่งข้อ 3 รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ต้องเข้าใจถึงศีล 3 ข้อ พระพุทธเจ้าท่านแยกไว้ มันคนละเรื่องกัน ถึงต้องแบ่งกันเป็น 3 ยิ่งรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสแล้ว คือกิเลสตัวที่ติดยึด ไม่ได้เข้าใจง่ายๆเลย จะพูดถึงเรื่องไม่ฆ่าสัตว์ก็ยังพอฟังรู้เรื่องกันบ้าง ไปพูดถึงเรื่องทุจริตในศีลข้อที่ 2 ก็เข้าใจกันได้ พอพูดถึงศีลข้อที่ 3 รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ไปงมงายติดยึดอยู่ทำไม ไปหลงรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสเสียดสี มันลึกซึ้งขึ้นไปครบกระบวนการเลย ศีล 3 ข้อนี้ ถ้าทำให้บริสุทธิ์ 3 ข้อนี้ได้เป็นพระอรหันต์ อาตมาไม่ได้พูดโมเมสุ่มสี่สุ่มห้า เข้าใจให้ได้ครบเลย คุณเข้าใจลึกซึ้งเกี่ยวกับสัตว์เราก็ไม่ได้มีเรื่องเป็นบาปเป็นเวรภัย เข้าใจลึกซึ้งถึงกรรมวิบากด้วย อย่าว่าจะไปฆ่าแกงกันเลย กินเนื้อกินหนังเขาก็ไม่กิน อย่าว่าแต่เนื้อเลย เครื่องในก็ไม่เอา ที่ไม่ใช่ของของเราเป็นศีลข้อที่ 2 เว้นจากสัตว์แล้วก็เป็นของกับพืช ในโลกก็มีสัตว์ มีของมีวัตถุกับพืชก็จบแล้วก็หมดแล้ว ก็ให้รู้ว่า เป็นของๆเรา เรามีสิทธิ์หรือไม่มีสิทธิ์ อย่าไปทุจริต กรรมเป็นอันทำ ทีนี้ ทั้งสัตว์ทั้งของ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ในเรื่องของวัตถุ ในเรื่องของพืชก็ตามก็อย่าไปติดใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสของพืช ยิ่งรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสของสัตว์ โดยเฉพาะของคนด้วยกัน ที่เราเรียกว่า กาม กามราคะ หรือปฏิฆะก็ตาม ขยะแขยงจนกระทั่งไม่อยากแตะเลย เสนียดมาก ก็ตามใจ ก็ต้องเรียนรู้และเข้าใจ ว่า อ๋อ!.. มันอะไรกันนักกันหนา ไปติดไปยึดอะไรกันมากมาย ก็ไม่รู้ว่ามันติดใน รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ซึ่งสุดยอดลึกซึ้งเลย ศาสนาพระพุทธเจ้านี้ถ้าเข้าใจแล้ว ก็เลิกรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ไม่ติดไม่ยึด มันจะต้องสัมผัสกัน ก็สัมผัสไป ไม่ต้องมีปฏิกิริยากันและกัน ที่มันเป็นไปในทางเลยเถิดเป็น กาม เลยเถิดเป็นปฏิฆะ ไม่มีผลักไม่มีดูด สัมผัสแตะต้องกันก็เป็นธรรมดาธรรมชาติ เรื่องกามนี่ มีอารมณ์กาม แม้แต่ ใครนะ ปราชญ์ทางตะวันตก Sigmund freud เขาก็ยังบอกเลยว่า พ่อแม่กับลูก ยังไปจูบไปดมไปหอมลูกก็คือ กาม ยัง สัมผัสแตะต้องที่ยังมีอาการของรส ชื่นใจ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ลูก กับลูกก็ตาม ซิกมันด์ ฟรอยด์ เป็นชาวออสเตรียเชื้อสายยิว ถ้าเข้าใจชีวิตมนุษย์ ศึกษาศีล 3 ข้อก็บรรลุอรหันต์ ถ้าเข้าใจจริงๆแล้ว ก็มีชีวิตอยู่กับสัตว์ สัตว์เดรัจฉานก็ให้เขาอยู่ตามวิบากของเขาไม่ต้องไปเกี่ยวกับเขา ไม่ต้องเอามากิน

_เจ้าของสวนผัก ตั้งใจปลูกผักให้เป็นของส่วนกลาง แต่เพื่อนๆที่รู้จักกันก็มาขอ บางทีก็ถือวิสาสะไม่ได้บอก การหยิบเอาไปโดยไม่บอกถือว่าวิสาสะหรือผิดศีล พ่อครูว่า... คนที่วิสาสะกันได้ก็ถือว่าเป็นคนสนิทกัน คนอื่นๆจะมาถือวิสาสะได้อย่างไรเขาไม่อนุญาต ที่จะถือวิสาสะคือคนอยู่ด้วยกัน เพื่อนกันอย่างสนิท ที่อุตส่าห์เล่าเลยเถิดถึงแปรงสีฟันของเพื่อน ก็เกินไป เพราะฉะนั้นต้องมีขีดที่ไม่เกินไปในการวิสาสะ สู่แดนธรรม... ผมก็เลยตอบไปว่า หากเจ้าของเขามีอาการหวงแหนก็ไม่ใช่การเปิดฟรี

ดูกรปหาราทะ มหาสมุทรเต็มเปี่ยมอยู่เสมอ ไม่ล้นฝั่ง ฉันใด สาวกทั้งหลายของเราก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่ล่วงสิกขาบทที่เราบัญญัติไว้แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต ดูกรปหาราทะ ข้อที่สาวกทั้งหลายของเราไม่ล่วงสิกขาบทที่เราบัญญัติไว้แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ประการที่ ๒ ในธรรมวินัยนี้ ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ พ่อครูว่า...ผู้ที่เห็นความสำคัญของพระธรรมวินัยว่าไม่ต้องไปละเมิด เห็นโทษเห็นภัยเห็นความไม่ควร ก็ไม่ต้องไปละเมิดจริงๆเพราะเป็นสิ่งที่ท่านห้าม พระพุทธเจ้าท่านห้ามเพราะเห็นว่ามันฟแบบพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ ซึ่งเป็นสุดยอดแห่งความรู้แล้ว เท่าที่บรรดาคนเกิดมาเป็นคน จะสามารถมีความรู้ที่เข้าไปถึงความจริงได้สุดยอดที่สุดแล้วในประดาคน และไม่ได้ขึ้นอยู่กับพระพุทธเจ้าเท่านั้นด้วย ยังมีเปิดไว้ เป็นปลายเปิดว่ามี มหาปเทส 4 แต่ละยุคสมัยองค์ประกอบกาละเทศะฐานะไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นถ้ายุคนี้ควร เช่น ยุคพระพุทธเจ้า เป็นสาธารณโภคีถึงขั้นฆราวาสไม่ได้เพราะมีข้อจำกัดซึ่งได้พูดไปหมดแล้ว จะไม่ทบทวน แต่ในยุคนี้ ข้อจำกัดนั้นหมดไปแล้ว เป็นได้ สาธารณโภคีถึงขั้นฆราวาสด้วย อย่างนี้ก็เป็นเรื่องของ มหาปเทส ไม่ใช่เรื่องเกินเลยหรือเก่งกว่าพระพุทธเจ้า สู่แดนธรรม... คนจะเพ่งโทษว่า พ่อท่านวัดรอยเท้าพระพุทธเจ้าอีกหรือไม่ พ่อครูว่า... ก็พูดไปแล้วอธิบายไปแล้ว ถ้าฟังธรรมะของอาตมามีภูมิอยู่แค่นั้นว่าอาตมาเป็นคนวัดรอยเท้าพระพุทธเจ้า หรือเดินตามรอยพระบาทพระพุทธเจ้า แค่นี้ คุณก็ไม่เข้าใจแล้วคุณจะเข้าใจอะไร ในความรู้ธรรมะพระพุทธเจ้า แค่นี้คุณก็เข้าใจไม่ได้ คนอย่างอาตมานี่หรือวัดรอยเท้าพระพุทธเจ้า แต่เดินตามรอยเท้าอย่างเชิดชูยกย่อง ไม่ได้ไปวัดรอยเท้า ไม่ได้ไปเป็นทรพีอะไร แค่นี้คุณก็เข้าใจไม่ได้ก็ยังมาเพ่งโทษอาตมา ขี้ตู่อาตมา คุณก็เป็นนักขี้ตู่เป็นนักเพ่งโทษที่ ถ้าฟังอาตมาตั้งแต่ต้นไม่เคยเลยอาตมาจะลบหลู่พระพุทธเจ้า อย่าว่าแต่วัดรอยเท้า วัดรอยเท้าเป็นความอหังการยิ่งกว่าละลาบละล้วงพระพุทธเจ้านะ วัดรอยเท้า จะไปตีตนเสมอจะไปลบหลู่เลย จะเป็นนักเพ่งโทษก็อย่าเพ่งโทษให้ผิดเพี้ยน มันขายหน้า มันแสดงภูมิของตัวเองออกมาว่าเป็นภูมิที่ มันไม่ถูกต้อง 650128_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ความมหัศจรรย์จากพ่อครูผู้ตามรอยบาทพระศาสดา

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน