ตอบปัญหาพาถลกหนังพญานาคจอมหลับตา.docx
เนื้อหาในไฟล์
ตอบปัญหาพาถลกหนังพญานาคจอมหลับตา พ่อครูว่า... อาตมาเตรียมไว้จะอธิบายเรื่องพญานาค _ปัญญา 8 ล. 1 น. 352 -เรื่องของพญานาค (๑๔๔) ตำนานต่างๆของ“พญานาค”เท่าที่อาตมาพอรู้ 1. นาค คือ งู ที่มีภาวะ สื่อแสดงถึงท่านอน-ท่าหลับ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) เป็นลักษณะสำคัญ ดังนั้น ลัทธิยึดท่า“หลับ”คือ “หลับตา”ปฏิบัติจึง“มีจริง” ซึ่งเป็นลัทธิหลับตา ก็คือ ศาสนาหรือลัทธิเดียรถีย์ ที่เป็นลัทธินอกพุทธนั่นแหละ ยังมีมากครองโลกอยู่ด้วยซ้ำ 2. นาค มาปลอมบวช ในศาสนาพุทธหมายความว่า ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาที่มีการ“หลับตา”ปฏิบัติ ผู้นำการ“หลับตา”ปฏิบัติมาใส่ลงไปในศาสนาพุทธ จึงเป็นคนผิด คนปลอม ที่เอา“ของปลอม”เข้ามาในศาสนาพุทธ ก็ได้บาป เพราะพุทธที่“สัมมาทิฏฐิ”นั้นจะมีหลักปฏิบัติแท้ๆคือจรณะ ๑๕ วิชชา ๘ ซึ่งมี“อปัณณกปฏิปทา ๓”ยืนยันการเป็นศาสนาพุทธที่แท้จริงถูกต้อง มีหลักธรรมชัดเจนอยู่อย่างนี้ “อปัณณกปฏิปทา ๓”ก็คือ การปฏิบัติที่มี“ศีล”เป็นหัวข้อแต่ละข้อ ให้ปฏิบัติ แล้วจะต้อง“สำรวมอินทรีย์ ๖” พ่อครูว่า...เช่น ศีลข้อ 1 คนเกี่ยวข้องกับสัตว์ ศีลข้อที่ 2 เกี่ยวกับพืชพันธุ์ธัญญาหารเกี่ยวกับวัตถุ อาตมาถึงบอกว่าคุณจะไปเกี่ยวข้องกับสัตว์ทำไม มันก็อยู่ตามวิบากของเขา เกี่ยวข้องกับคนนี่แหละเป็นศัตรูร้ายเลยระมัดระวังแค่นี้ก็งานหนักงานหนาแล้ว เกี่ยวข้องกับคนอย่างมีรักมีชังกันอยู่นี่ ทำให้หมดรักหมดชัง เป็นมิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดีก็อยู่อย่างญาติพี่น้องพึ่งเกิดพึ่งแก่เพิ่งเจ็บเพิ่งตายกันให้ได้สิ สุดยอดเลย อย่างที่เราเป็นกันได้ จนสมบูรณ์ จนสุดท้ายชาวอโศกนี้มาเป็นคู่บางที มาปฏิบัติธรรมนี้แล้ว จบ เป็นพี่เป็นน้องกันอยู่ในนี้สบายเลย เลิกเกี่ยวข้องกันทางกาม เป็นพี่เป็นน้องกันเหมือนทุกๆคน สบายไหม _อปัณณกปฏิปทาข้อ[๑] สำรว
อ่านต่อ
มอินทรีย์ ๖ ที่มีสัมผัสทางตา,หู,จมูก,ลิ้น,กาย,ใจ ต้องเห็นรูปทางตา,ได้ยินเสียงทางหู,ได้กลิ่นทางจมูก,ได้รสทางลิ้น,ได้กระทบสัมผัสทางกายภายนอก-ภายใน,ได้สัมผัสทางใจในใจขั้นรูป-ขั้นอรูป อยู่ตลอดการปฏิบัติ (อินทรียสังวรณ์) อปัณณกปฏิปทาข้อ[๒] ผู้ปฏิบัติต้องเรียนรู้ขณะกินขณะใช้นั้นๆ อย่าให้มีกิเลสมันเกิดในจิต ถ้ากิเลสเกิดก็กำจัดกิเลสนั้นๆ (โภชเนมัตตัญญุตา) พ่อครูว่า...อย่าให้เกิดกิเลส เมื่อคุณใช้ข้าวใช้ของ ..เคยเห็นคนขว้างตะหลิวมั้ย _อปัณณกปฏิปทาข้อ[๓] ผู้ปฏิบัติต้องทำความมีสติตื่นรู้อยู่กับการปฏิบัติทั้งภายนอก-ภายในนั้นๆอยู่เสมอ และมี “ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์”ไปตลอด (ชาคริยานุโยคะ) แต่ผู้หลงผิดก็มืดบอดจริงๆ ไป“หลับตา”ปฏิบัติกันการหลับตาปฏิบัติ มันก็ตรงกันข้ามกับ“อปัณณกปฏิปทา ๓” 3. ผู้นำวิธี“หลับตา”มาใช้ในศาสนาพุทธจึงเป็น“นาค” หรือ“งู”ปลอมเข้ามาเผยแผ่ลัทธิวิชาของเดียรถีย์ ในพุทธ เมื่อ“ปลอมตัว”เข้ามาอยู่ในศาสนาพุทธแล้วก็พยายามที่จะไม่ทำตนเป็น“งู” ก็ยังพยายามไม่ให้แสดงหลับ ไม่ให้แสดงนอน เดี๋ยวจะจับได้ว่า เป็นเดียรถีย์คือ“งู” จนที่สุดนาคที่ปลอมเข้ามาบวชในศาสนาพุทธก็ต้องเผย“ธาตุแท้”ออกมาจนได้ คือ ตอนมาขอบวชนั้นปลอมตัวเป็นคน แต่เผลอนอน เผลอหลับให้จับได้ นั่นคือ ร่างที่ปลอมเป็นคนมานั้นมันกลับคืนไปเป็นงู ตอนเผลอนอนหลับอยู่ในกุฏิ หางโผล่ออกมานอกประตู มีผู้พบเห็นก็จับได้ว่าเป็น“นาค”ปลอมตัวเข้ามาบวช จึงจับสึก ไล่ออกไป แต่นาคก็อ้อนวอนขอให้เห็นใจ คนผู้รักศาสนาพุทธ ศรัทธาศาสนาพุทธ อยากเป็นพุทธ จึงขอให้เรียกผู้ที่จะได้บวชเป็น“ภิกษุ”ในศาสนาพุทธ โดยใช้คำว่า “นาค”เป็นอนุสรณ์ จึงมีคำว่า “นาค”เรียกผู้เตรียมบวชก่อนเป็นภิกษุ จริงๆแล้วลัทธิ“หลับตา”ปฏิบัติเป็นลัทธิ“เดียรถีย์” ดังนั้น ผู้ปลอมตัวเข้ามาบวช แต่เป็น“เดียรถีย์”ผู้นั้น“จิตยังไม่มี“ความยินดี”ถึง“รากเหง้า”ของจิต ยังไม่มี“ฉันทะเป็น มูลกา” (ข้อที่ ๑ ของ“มูลสูตร ๑๐” พระไตรปิฎก เล่ม ๒๔ ข้อ ๕๘)จริงๆ “จิตจริงลึกๆ”ยังติดยึดอยู่กับ“ลัทธิเดียรถีย์เดิม”อยู่แท้ ก็ยากที่จะ“ทำใจในใจ(มนสิการ)”ให้เป็น“โลกุตระ”ได้สำเร็จผล ผู้ที่ยัง“ไม่มีฉันทะ”ถึงรากถึงเหง้าของจิต(มูลกา)จริง จึงไม่มีหวังที่จะปฏิบัติธรรมของพุทธบรรรลุ“โลกุตระ” ประเด็นต้องมี“ฉันทะเป็นรากเหง้าของจิต”นี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ไม่ใช่เรื่องสามัญ แต่สำคัญลึกล้ำใหญ่ยิ่งแท้ทีเดียว ก็ขนาดผู้มี“ฉันทะ”ในพุทธโลกุตระชนิดเต็มใจแท้ๆก็ยังยากเลย ที่จะ“สัมมาทิฏฐิ” จึงจะปฏิบัติบรรลุ“โลกุตรธรรม” พ่อครูว่า...จิตที่ถึงฉันทะ ยินดีพอใจ เต็มที่เป็นรากเลย ยินดีเต็มสภาพเลย เป็นมูลกา ผู้นี้จึงจะปฏิบัติข้อ 2 มนสิการทำใจในใจ ถึงจะเป็นโยนิโสมนสิการได้ ถ้าไม่เช่นนั้นคุณทำมนสิการไม่ลงไปถึงที่เกิด โยนิโสแปลว่าลงไปถึงที่เกิดเหตุ จะต้องเป็นสัมมาทิฏฐิที่แยบคายถ่องแท้ถูกตรง แล้วก็รู้จักจิต เจตสิก รูป นิพพานลงไปถึงรากเหง้าของจิตที่เกิด แก้ไขจิตวิญญาณได้ถึงรากเหง้า 650126_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาพาถลกหนังพญานาคจอมหลับตา