สมาธิของพุทธไปให้สุดถึงพ้นลาภแลกลาภ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สมาธิของพุทธไปให้สุดถึงพ้นลาภแลกลาภ _Wanawut Sirisakorn (วนวุฒิ สิริสาคร) : คือผมตั้งคำถามกับการนั่งสมาธิหลับตามาตลอดชีวิตว่า ทำแล้วได้คำตอบสูงสุดของชีวิตจริงหรือจนได้มาเจอพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์เทศน์ให้ฟังถึงกระจ่างแจ้ง และคลายความฉงนสงสัยที่มีมาตลอดชีวิต 🙏 พ่อครูว่า...ที่อาตมาใช้คำนี้เลย พิพากษาว่า การหลับตาขณะที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ มันไม่ใช่สมาธิของพุทธ ไม่ใช่สมาธิที่ได้จากโพธิปักขิยธรรม 37 หรือว่าไม่ได้ตามจรณะ 15 วิชชา 8 มันไม่ใช่สมาธิแบบพุทธ ก็รู้กันอยู่ทั่วโลกว่ามีสมาธิ แล้วเขาก็ทำสมาธิอย่างที่รู้กันทั่วไป มันเป็นสมาธิโลกีย์ เราก็เข้าใจและเห็นจริงว่ามันมีอยู่แล้วสมาธิแบบนั้น แต่สมาธิของพระพุทธเจ้านั้น มันเป็น อจินไตย เป็นฌานวิสัย ไม่ใช่ว่าพูดแล้วจะเข้าใจได้ง่ายๆ ความเป็นสมาธิของพระพุทธเจ้านั้นไม่ใช่ง่ายที่คนจะเข้าใจ อาตมาก็ยังพยายามอธิบายทั้งเขียนทั้งบรรยาย มีหนังสือสมาธิพุทธเป็นเล่มเลย ยังรวบรวมไม่หมดที่เทศน์ไป ยังไม่ได้ต่อเล่ม 2 ต่างๆนานาสารพัดอธิบายไปมาตลอด คำว่าสมาธิแปลว่า จิตตั้งมั่น จริงๆแล้วจิตตั้งมั่นอาตมาก็สรุปแล้วว่าของพระพุทธเจ้าเป็น สมาหิโต ไม่ใช่สมาธิ แล้วมาได้อย่างไร มันต้องมีปัญญารู้จักเจโตปริยญาณ 16 จัดการเจโตปริยญาณ 16 ได้อย่างบรรลุความจริง /บรรลุตาม จนถึง สมาหิโต ถึงขั้นวิมุติ ลงท้ายเป็นอนุตตรังจิตตังครบบริบูรณ์ ถ้าคุณเข้าใจสภาวะธรรมของเจโตปริยญาณ 16 ถ้าคุณเข้าใจตั้งแต่ 1. สราคจิต (จิตมีราคะ) 2. วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ) 3. สโทสจิต (จิตมีโทสะ) 4. วีตโทสจิต (จิตไม่มีโทสะ) 5. สโมหจิต (จิตมีโมหะ) 6. วีตโมหจิต (จิตไม่มีโมหะ) 7. สังขิตฺตํจิตตํ. (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) . 8. วิกขิตฺตํจิตตํ . (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด)
อ่านต่อ
9. มหัคคตจิต (จิตเจริญยิ่งใหญ่ขึ้น) 10. อมหัคคตจิต (จิตไม่เจริญขึ้น) 11. สอุตตรจิต (จิตมีดีแต่ยังมีดียิ่งกว่านี้-ยังไม่จบ) 12. อนุตตรจิต (จิตไม่มีจิตอื่นสูงยิ่งกว่า) . 13. สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่นเป็นประโยชน์ดีแล้ว) 14. อสมาหิตจิต (จิตยังไม่ตั้งมั่นไม่เป็นประโยชน์) 15. วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น) . . . 16. อวิมุตตจิต (จิตยังไม่หลุดพ้นสิ้นเกลี้ยง) . (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 135) ถ้าคุณจะเข้าใจถึงวิชา ข้อจิตในจิต เจโตปริยญาณ 16 เข้าใจสภาวะอาการต่างๆ ที่อาตมาพูดนี่ไม่ได้พูดตามพยัญชนะเท่านั้นอาตมาพูดตามสภาวะที่อาตมามีจริงเป็นจริง ที่ชัดเจนว่า อาตมาบรรลุเจโตปริยญาณ บรรลุผ่านสิ่งเหล่านั้น เข้าใจแล้วไม่ได้ไปติดยึด ไม่ได้ไปมีความหลงเหลืออะไรจากเจโตปริยญาณ 16 นี้เลย เพราะฉะนั้นสมาธิพุทธนี้ ก็ต้องพูดอีก จะเป็นสมาธิต้องมี ฌาน ฌาน คือการสร้างพลังงานจิตให้มีเตโชธาตุ แปลว่าไฟ แปลว่าเพลิง เรียกด้วยภาษาว่า ไฟหรือเพลิง แปลเป็นไทย ฌานนี้คือภาษาบาลี ก็คือไฟ แต่เขาแปลผิดเพี้ยนว่าเป็นการเพ่ง ฌานคือการเพ่ง เพ่งให้เป็นจุดหนึ่งซึ่งเป็นสมถะ เอาที่เขาผิดมาแล้ว มาแปล แม้แต่ในพจนานุกรมบาลีก็ไปแปลว่า เพ่ง concentration ซึ่งมันไม่ใช่ มันเป็นปกติสามัญสำหรับของฌานพระพุทธเจ้า เป็นปกติสามัญที่มีโพธิปักขิยธรรม มีโพชฌงค์ 7 มีมรรคมีองค์ 8 เป็นคู่ ปฏิบัติตามฐานของมรรค 8 โดยมีโพชฌงค์ 7 เป็นตัวประกอบตั้งแต่ สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ ปิติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ประกอบกรรมการงานอาชีพอยู่เป็นปกติสามัญ การทำฌาน การทำสมาธิของพระพุทธเจ้า อยู่ในสภาวะปกติสามัญ ไม่ได้เป็นสภาวะจะต้องไปสร้างสถานการณ์ ต้องไปมีวิธีการอะไรอื่น ไม่ใช่แต่เป็นเรื่องของสามัญ ประกอบอาชีพอยู่ พ้นจากมิจฉาอาชีวะ 5 ประการก็ตาม อธิบายมามากมาย ตั้งแต่ ๑. การโกง ทุจริต คอร์รัปชั่น (กุหนา) มีในงานการเมือง . ๒. การล่อลวง หลอกลวง (ลปนา) ในนักธุรกิจ-การเมือง . ๓. การตลบตะแลง (เนมิตตกตา) ยังเสี่ยง-ยังไม่แน่แท้ ๔. การยอมมอบตนในทางผิด อยู่คณะผิด (นิปเปสิกตา) ๕. การเอาลาภแลกลาภ (ลาเภนะ ลาภัง นิชิคิงสนตา) (พตปฎ. เล่ม ๑๔ ข้อ ๒๗๕ มหาจัตตารีสกสูตร) ยกตัวอย่างอย่างเช่นคุณทักษิณ เป็นต้น คนที่เข้าไปคลุกคลีกับคุณทักษิณก็ตามก็คือคนที่มอบตนในทางที่ผิด นิปเปสิกตา เป็นอาชีพที่ผิด ผิดสมบูรณ์แบบ เป็นอาชีพที่เป็นมิจฉาชีพสมบูรณ์แบบ 4 ข้อนี้เป็นมิจฉาชีพสมบูรณ์แบบ ข้อที่ 5 นี่ยิ่งใหญ่มากเลย พ้นการเอาลาภแลกลาภ (ลาเภนะ ลาภัง นิชิคิงสนตา) มั่นใจว่าเราทำงานฟรีแต่มีคนอุปถัมภ์ค้ำชูดูแล อยู่ได้เลยเรียบร้อย เป็นการพิสูจน์อาชีพที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มีคนทำได้ไหม ที่ไหน...ที่นี่ พูดได้อย่างสบายใจ พูดได้อย่างเปิดเผย เขาหาว่าอวดตัวอวดตนได้ สิ่งที่น่าอวดและไม่อวดก็โง่ สิ่งที่ไม่น่าอวดและอวดก็โง่นักหนา แต่สิ่งที่ไม่น่าอวดเลยน่าจะต้องปิดบังคนอื่น ดันกลับคิดว่าเป็นของดีของเด่นน่าอวด อวดอีก แล้วจะพูดกันอย่างไรกับคนเหล่านี้ มันไม่มีดวงตามีความรู้ว่าอะไรเป็นอะไรเลย เพราะฉะนั้นธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมะที่สุดยอดมหัศจรรย์ที่สุด ไม่ได้พูดเล่นนะพูดจริงๆ ไม่ได้พูดยังหลงตัวยกตัวอย่างตนด้วย พูดอย่างย้ำยืนยันความจริงของโลกว่ามันมีอย่างนี้ เป็นเช่นนี้ มาศึกษาให้ดีๆสิ แล้วคุณจะสามารถมีอาชีพอย่างนี้ได้ มีชีวิตอย่างนี้ได้ แล้วสบายไหม? สบาย อีกต่างหาก คุณทำได้แล้วหรือใครทำได้แล้ว มีจิตบรรลุธรรมอย่างนี้แล้ว เช่น บรรลุสาธารณโภคีด้วยจิตจริงๆ มาอยู่แบบอยู่กับสังคมส่วนกลาง ไม่ต้องยึดติดว่าเป็นของของเรา ไม่ต้องมีอะไรเป็นสัดส่วนของเรา ไม่ได้หลงว่าเป็นของเราเลยก็มีอยู่มีกินมีใช้ เพราะของเรามันสำเร็จบรรลุทั้งสังคม ทั้งพฤติกรรมสังคมทั้งตัวบุคคลมันเป็นของจริงหมดแล้ว มันพิสูจน์ยืนยันได้เลย พูดยังไงก็เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่เป็นเรื่องโกหก ไม่ใช่เรื่องผิดเพี้ยนไปจากความจริงเลย เป็นความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์เลย พิสูจน์ได้ อกาลิโก เอหิปัสสิโก ใครเขาอาจจะบอกว่าขี้โม้ มีที่ไหนมาทำงานฟรี อยู่ในสังคมสาธารณโภคี อยู่กันอย่างเมตตาเกื้อกูลกัน สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา ลาภที่ได้โดยธรรม ก็เอามารวมกันแบ่งกันกินแบ่งกันใช้ ไม่ต้องหวงแหน อุดมสมบูรณ์ เป็นการบรรลุเศรษฐกิจที่ทุกคนกำลังใฝ่หาในโลก แต่ละสังคมประเทศกำลังหาจุดสมบูรณ์ของเศรษฐกิจ ชาวอโศกบรรลุจุดสมบูรณ์ของเศรษฐกิจ เรียกว่าเป็น Absolute Ultimate ก็ได้ สูงสุดแล้ว มีประโยชน์สุดแล้ว มันเป็นที่สุดของชีวิตมนุษย์ วัฒนธรรมสังคมของมนุษย์ การดำเนินชีวิตไปของมนุษย์ เพราะฉะนั้นผู้ที่รู้จักว่าอันนี้เป็นที่สุดของมนุษย์ มันเป็นอย่างนี้มีชีวิตอยู่ ทำอาชีพอย่างนี้ จะต้องมาปฏิบัติอย่างนี้มี กัมมันตะ จะต้องมาพูดด้วยกันเป็นภาษาคนชาวอโศก อย่างที่อาตมาพูด เป็นภาษาโลกุตระเป็นภาษาคนชาวอโศก คนข้างนอกจะบอกว่าไม่เห็นรู้เรื่องด้วยเลย ก็ใช่ เขาไม่เข้าใจ เขาไม่ได้หยั่งรู้สิ่งนี้ได้จริงๆหรอก เขาจะไม่ซาบซึ้ง แต่พวกที่ได้แล้วจริงจะซาบซึ้งเลย ซาบซึ้งจริงๆ ไม่เชื่อไปถามท่านสิริเตโชก็ได้ จริง ซาบซึ้งจริงๆ ท่าน สิริเตโช นี่ อ่านพระไตรปิฎกและก็แยกแยะพระไตรปิฎก บัณฑิตกับคนพาล มาตั้งแต่โน้น มีหนังสือเล่มหนึ่งรวมพิมพ์ไว้ แยกบัณฑิตกับคนพาล ถ้าจะมาเจอพอดี เอามา ไม่ได้คิดจะพูดถึงเลยไม่ได้ติดมือมา พอดีมันมาหาอาตมาได้อย่างไรไม่รู้ บัณฑิตก็คือคนอย่างหนึ่งคนพาลก็คือคนอย่างนึง แบ่งไว้เป็นสองภาค ภาคบัณฑิตกับคนพาล คนก็ไม่ควรไปอยู่กับคนพาล ควรจะไปอยู่กับบัณฑิต แบ่งเป็น 2 อย่างง่ายๆอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นผู้ที่มีปัญญาจริงๆ รู้ชัดเจนว่า อ๋อ เกิดมาเป็นคนอยู่กับภาคบัณฑิตนี่แหละ ภาคคนพาล เขาก็อยู่กับคนพาล คนพาลคือคนไม่เดียงสา คนโง่ คนเกเร เอาละไม่เกเร ก็เป็นคนไม่เดียงสาคือยังไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร ชัดๆก็คือคนยังโง่อยู่ พาละ ยังโง่ ยังอวิชชาอยู่ อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นผู้ที่จะหลุดพ้นอวิชชา หลุดพ้นความโง่อย่างนั้น จิตใจเห็นจริงๆว่าไม่เอาแล้ว เช่น ไปแย่งเงินแย่งทองแย่งลาภ ไปแย่งยศหลงยศ หลงตำแหน่ง หลงยศหลงลาภอยู่ เอาให้ลึกเลย หลงความสุข จนมาเป็นคนที่ไม่ต้องมีสุขมีทุกข์ ไม่เป็นสุขเป็นทุกข์กับอะไรเลย กลางๆ อทุกขมสุข สบายๆ เพราะจิตเป็นอุเบกขา จิตบริสุทธิ์จากกิเลส เพราะฉะนั้นคนที่จิตบริสุทธิ์จากกิเลสแล้วคนนั้นก็จบ ไม่มีทุกข์ไม่มีสุขก็จบ ไม่มีทุกข์ไม่มีสุขไม่ใช่ไปกดข่ม ไม่ใช่ไปใช้วิธีทางโลกีย์ แต่ใช้วิธีทางโลกุตระ รู้จักเหตุแล้วกำจัดกิเลสจนบริสุทธิ์จริงๆ 650128_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ความมหัศจรรย์จากพ่อครูผู้ตามรอยบาทพระศาสดา