แยกกายแยกจิตให้เกิดภาวนาที่แท้ทำเช่นไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.99 KB
วันที่แก้ไข6 กุมภาพันธ์ 2565

เนื้อหาในไฟล์

แยกกายแยกจิตให้เกิดภาวนาที่แท้ทำเช่นไร _พ่อครูว่า... คำว่า ภาวนาคำนี้แปลว่า การเกิดผล ฟังดีๆ ภาวนาเป็นคำนาม ไม่ใช่คำกิริยา แต่เขาไปเข้าใจว่าเป็นคำกิริยา เช่น ไปนั่งภาวนาพวกนั่งหลับตาปฏิบัติ เป็นการเข้าใจผิดแล้ว เข้าใจเป็นคำกิริยาที่จริงเป็นคำนาม เริ่มต้นก็ผิดแล้ว เสร็จแล้วปฏิบัติก็ได้ผลผิด ไปนั่งหลับตามันก็เป็นการปฏิบัติผิด เขาไปเข้าใจภาวนาว่าคือการมีกิริยานั้นๆ ความผิดพลาดมันผิดไปได้เยอะ จากความจริงจากคำสองคำที่เทียบเคียงกันแล้วว่าอันไหนถูกอันไหนผิด มันก็เลยเยอะเหลือเกินความผิดพลาด อาตมาก็จำเป็นที่จะต้องพยายามจับคู่มาชี้ พิพากษา คำไหนถูกต้องสภาวะ คำไหนไม่ถูกต้อง ไล่ไปเรื่อยๆ คำว่า กาย ซึ่งเป็นสังโยชน์ข้อที่ 1 หรือเป็นคำแรกของโลกุตระธรรม โพธิปักขิยธรรม 37 เป็นคำแรกที่จะต้องรู้เป็นสังโยชน์ข้อแรก ที่จะต้องรู้ว่ามันคู่กับจิต กายมันคู่กับจิต เป็นคำแรกที่จะต้องรู้เลยว่า กายมันคืออย่างไร กายนี่ มาเป็นภาษาไทยแล้ว คำว่า กาย เดี๋ยวนี้ เด็กๆตัวเล็กตัวน้อยขึ้นมาก็รู้แล้วคำว่ากาย แล้วจะมีคำที่คู่กันคือ ร่างกาย ภาษาบาลีคำว่าร่างกายก็มีเฉพาะอีก คือ สรีระ แปลว่า ร่าง เขาก็เอากายไปแถมเข้าไปอีก ก็หมายถึงร่างภายนอก โครงร่างของอะไรก็แล้วแต่ แล้วเขาก็เข้าใจอันนั้นว่าคือกายอย่างเดียว สำคัญคือโครงร่างที่เป็นวัตถุรูป ไม่มีความเป็นนามธรรม เข้าไปเกี่ยวข้องเลย นี่คือมิจฉาทิฏฐิ คือ ความรู้ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ความรู้มิจฉาทิฏฐิได้กระจายทั่วไปในชาวพุทธทั่วเมืองไทย นักปฏิบัติธรรม จนกระทั่งประกาศตนเองว่าเป็นอรหันต์ ก็เข้าใจผิดอย่างนี้ แล้วจะเป็นอรหันต์ได้อย่างไร แค่คำว่ากายก็ผิดแล้วตั้งแต่เริ่มต้น ประกาศตัวเองว่าเป็นอรหันต์ แม้แต่คำว่ากายคำแรก สำคัญที่ พระพุทธเจ้าท่านมีระบุไว้เลย บอกอุปัชฌาย์ผู้

อ่านต่อ

บวชภิกษุขึ้นมา จะต้องสอนเรื่องกาย แยกกายแยกจิตให้ชัด เป็นมูลกรรมฐาน 5 หมายความว่า จะใช้ผมขนเล็บฟันหนัง 5 อย่าง เด็กๆ รู้จักผมไหม รู้จักขนไหม รู้จักเล็บไหม รู้จักฟันไหม รู้จักหนังไหม ภาษาไทยทั้งนั้น ผมนี่ หมายความถึงตัวผู้ชายคนหนึ่ง ผมก็ตาม เพราะฉะนั้นภาษาไทยนี่ยาก ผม หมายถึงเส้นผมที่อยู่ที่ศีรษะ ก็ได้ เรียกว่าเส้นผม ขน เรียกว่า กำลังยกอันนี้ไปใส่อันโน้น ยกของ เป็นต้น เรียกว่าขึ้นมาขนตามเนื้อหนังมังสาตัวเราก็ขน แม้แต่ขนริมฝีปากก็ขน แต่เขาเรียกว่าหนวด ตรงคางก็เรียกว่าเครา ต่างๆนานา แยกเรียกไปหลายที่ก็ได้ เล็บ มันไปเรียกอันอื่นไม่มี ฟัน ที่อยู่ในปาก หนัง ที่เรากำลังดูภาพยนต์ก็เรียกว่าหนัง มันมาจากหนังวัว หนังควาย เป็นแผ่นแล้วเอามาสลักทำเป็นหนังเชิดหนังใหญ่ หนังตะลุงเป็นต้น ก็เลยเป็นคำว่า หนัง แต่ก่อนจะเกิดหนังเคลื่อนที่ก็มีหนังเงาๆอย่างนี้ดูกัน แต่เดี๋ยวนี้เป็นรูปร่างเลยก็เรียกว่าหนัง แต่ภาษาเท่ๆเรียกว่า ภาพยนต์ แต่จะเอาไปเรียกภาพยนต์ตะลุง มันฟังไม่เข้าแก๊ป ไม่มีใครเอาไปใช้ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง 5 คำนี้จะเอาคำไหนไปใช้อธิบายก็ได้ ให้รู้ว่าเมื่อใดเป็นผมมีกาย เมื่อใดเป็นขนมีกาย เมื่อใดไม่มีกาย ผมก็ตาม ขนก็ตาม เล็บก็ตาม ฟันก็ตาม หนังก็ตาม เมื่อใดมันมีกาย เมื่อใดมันไม่เป็นกายแล้ว อันนี้จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย แต่จะยากหรือง่ายก็ต้องเรียนรู้ เป็นภาคบังคับเลยสำหรับผู้มุ่งนิพพาน คนที่ไม่เข้าใจแยกกายแยกจิตไม่ได้ไม่มีนิพพาน มีแต่นิพพานเก๊ นิพพานจริงต้องแยกได้ อาการของสภาพที่เรียกว่า กาย คือจะต้องมีความรู้สึก มีจิตร่วมเรียกว่า มีกาย ถ้าสภาพนั้น ผมก็ตาม ตัดออกมาแล้ว มันไม่มีจิตร่วม เล็บก็ตาม ชิ้นที่ตัดออกมาไม่มีชีวะแล้ว ไม่ร่วมอยู่กับร่างกายแล้ว มาเป็นวัตถุดินน้ำไฟลม ไม่เป็นชีวะแล้วอย่างนี้เรียกว่าไม่มีกาย ต่อมาเล็บ ที่ยังอยู่กับร่างกายยังไม่ได้ตัดออกมา แต่ม้นยังยาวพ้นประสาท มีอาหารเลี้ยงให้ยาวได้และอันนี้เป็นพืช ถือว่า ไม่มีกายเพราะมันไม่มีจิต แต่มันมีชีวะ มันไม่มีจิต มันไม่มีวิญญาณ มันไม่มีเวทนา มันมีแต่การปรุงแต่งของสังขารและสัญญา เป็นรูปเป็นสภาพสัญญา สังขาร นี่เรียกว่าพืช มนุษย์หรือคนเมื่อจิตมัน Drop ลงไป จิตตายจากจิตแล้ว Drop หรือว่าตก จิต หมดอาการพลังงานของจิตตกไปเป็นพลังงานของพืช เรียกว่ามนุษย์ มนุษย์พืชไม่มีความรู้สึกไม่ว่าจะเป็นภายนอกภายใน แต่เป็นชีวะเป็นพืช อาหารที่จะไปเลี้ยงเป็นธาตุวิตามิน มันก็จะไปปรุงแต่งเป็นชีวะเป็นพืช ที่เรียกกันว่ามนุษย์พืชนั่นแหละ ไม่มีความรู้สึกเป็นชีวะ อันนั้นถือว่า นิพพาน นิพพานคือไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ แม้จะมีสัญญา มีสังขารเป็นพืช เป็นชีวะ เป็นชีวิตอยู่ ยังสามารถงอกออกไปได้เรื่อยๆ เล็บก็มีสังขาร มีสัญญา งอกได้มันมีอาหาร แต่อันนั้นไม่มีกายแล้วไม่มีจิตตแล้ว อันนี้แหละเรียกว่าไม่มีทุกข์ ไม่มีสุขแล้ว เป็นตัวหมายรู้ให้รู้ว่าใครทำได้อาการนี้ของจิต จิตทำให้เป็นจิตที่ไม่มีกาย จิตที่ไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณเต็มสภาพนี้ ไม่มีเวทนาที่เป็นทุกข์เป็นสุข ไม่รู้สึก เหมือนพืชอย่างที่บอก อย่างนี้เรียกว่าอาศัย พีชนิยาม พระอรหันต์ จะอาศัย พีชนิยาม อยู่อย่างไม่มีทุกข์ไม่มีสุข อย่างไม่มีบาปไม่มีบุญ พืชไม่มีบาปไม่มีบุญ ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ แต่มีชีวิตมีชีวะเท่านั้นเอง ถ้าไม่เข้าใจอันนี้ ทำจิตให้เป็นอันนี้ไม่ได้ ไม่ใช่อรหันต์ ผู้ทำได้แต่ไม่รู้พยัญชนะอธิบายอย่างอาตมาไม่ได้ ก็เป็นอรหันต์ประเภทศรัทธา ประเภทเจโต ทำจิตตัวเองให้เป็นอย่างนี้ได้ เมื่อมีสัมมาทิฏฐิทำได้เป็น เจโต เรียกว่าเป็นผู้มีกายสักขี แต่ตัวเองไม่รู้ พอรู้ขึ้นมาจึงเรียกว่าปัญญาวิมุติ มีธาตุรู้ว่ากายเราเป็นอย่างนี้ จิตเราเป็นอย่างนี้ แต่ผู้ยังไม่มีความรู้เรียกว่ากายสักขี แต่คนนี้มีกายให้เห็นว่าเป็นร่างเป็นกาย เป็นร่างเป็นกายของผู้ที่เป็นพระอรหันต์แล้ว ไม่มีเวทนาแล้ว คำว่ากายคำนี้หมายถึงเป็นสิริมหามายา หมายความว่าเหมือนเป็นมายาว่ามีร่างนะมีกายนะ แต่กายไม่มี เป็น dialectic เป็นภาษาสองอย่าง ถ้าเข้าใจแล้วจะบอกว่ามีกายก็ได้ไม่มีกายก็ได้ แล้วแต่ว่าอันนั้นหมายถึงอะไรเป็นสิริมหามายา เป็นนักเล่นกลชั้นดีชั้นยิ่งใหญ่ สิริดี มายา ยิ่งใหญ่ เป็นนักมายากลยิ่งใหญ่แต่ไม่ได้เป็น มายา คำว่ากายเอามาใช้ได้ทั้ง 2 เวลาทั้ง 2 ขณะ ทั้ง 2 สภาพ แต่จริงๆแล้วสรุปรวมแล้ว อรหันต์รู้จักความมีกายกับความไม่มีกาย แต่ไม่ไปยึดถือว่ามีกายหรือไม่มีกายจะใช้อะไรก็ใช้ แต่ไม่เข้าไปติดทั้ง 2 อย่างเรียกว่า อนุปคัมมะ หรือผู้ที่เป็น กลาง มัชฌิมา เด็กๆรับไหวไหมนี่ อธิบายไปยาวยืดเลย 650131 ทำปาฏิหาริย์ให้ชีวิตมีค่า สมกับที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 26

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน