บทที่ 5.pdf
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 5 สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ การวิจัย เรื่อง ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อ าเภอค าเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร เป็นการวิจัยเชิงส ารวจ (Survey Research) ผู้วิจัยตั้งวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาปัจจัยของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อ าเภอค าเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร (2) ศึกษาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อ าเภอค าเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร (3) ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อ าเภอค าเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อายุ 35-59 ปี จ านวน 302 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม แบ่งเป็น 2 ตอน คือ ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยของผู้ป่วยเบาหวานตามแนวคิดทฤษฎีแบบจ าลองการวางแผนส่งเสริมสุขภาพ (PRECEDE–PROCEED Model) มี 3 ด้าน ได้แก่ ปัจจัยน า ปัจจัยเอื้อ และปัจจัยเสริม ลักษณะแบบสอบถามเป็นแบบให้เลือกตอบและแบบมาตรประมาณค่า (Rating Scale) ได้ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ .80 ตอนที่ 2 เป็นแบบประเมินคุณภาพชีวิต วิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์โปรแกรมส าเร็จรูปทางสถิติ สถิติที่ใช้ คือ ร้อยละ(%) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson Product Moment Correlation) และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) สรุปผลการวิจัย 1. สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลตัวพยากรณ์ (Independent Variables) 1.1 ผลการวิเคราะห์ปัจจัยน า ลักษณะส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อ าเภอค าเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร จ านวน 302 คน พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 66.89) มีอายุระหว่าง 50-59 ปี (ร้อยละ 70.86) ส่วนใหญ่จบชั้นประถมศึกษา (ร้อ
อ่านต่อ
ยละ 77.15) มีอาชีพเกษตรกรรม (ร้อยละ 74.50) รายได้ต่ ากว่าหรือเท่ากับ 5,000 บาท/เดือน (ร้อยละ 73.51) ส่วนใหญ่มีระยะเวลาการป่วยเป็นโรคเบาหวาน 5-9 ปี (ร้อยละ 38.75) ระดับน้ าตาลในเลือดครั้งล่าสุดน้อยกว่า 125 mg/dl (ร้อยละ 42.38) มีภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานร้อยละ 17.55 ภาวะแทรกซ้อนที่พบมากที่สุด คือ เบาหวานขึ้นตา (ร้อยละ 10.26) มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเบาหวานอยู่ในระดับสูง (ร้อยละ 84.11) มีทัศคติที่ดีต่อเบาหวาน (ร้อยละ 78.10) และมีการปฏิบัติตนในระดับดี (ร้อยละ 62.30) 1.2 ผลการวิเคราะห์ปัจจัยเอื้อด้านการสนับสนุนจากระบบบริการสาธารณสุข พบว่า กลุ่มตัวอย่างการได้รับสนับสนุนจากระบบบริการสาธารณสุขอยู่ในระดับสูง (ร้อยละ 61.30) 1.3 ผลการวิเคราะห์ปัจจัยเสริมด้านการสนับสนุนจากครอบครัว พบว่า กลุ่ม ตัวอย่างได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวอยู่ในระดับสูง (ร้อยละ 71.50) 2. สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลตัวเกณฑ์ (Dependent Variables) ข้อมูลความคิดเห็นต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อ าเภอค าเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร พบว่าคุณภาพชีวิตโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 56.95) จ าแนกรายด้านดังนี้ 88 2.1 คุณภาพชีวิตด้านร่างกายของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อ าเภอค าเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธรอยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 78.15) โดยให้ความคิดเห็นระดับมากที่สุดคือ ความสามารถไปไหนมาไหนด้วยตนเอง ความคิดเห็นระดับน้อยที่สุดคือ ความจ าเป็นต้องไปรับการรักษาพยาบาลเพื่อที่จะท างานหรือมีชีวิตอยู่ไปได้ในแต่ละวัน 2.2 คุณภาพชีวิตด้านจิตใจของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อ าเภอค าเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร อยู่ในระดับสูง (ร้อยละ 61.26) โดยให้ความคิดเห็นระดับมากที่สุดคือ ความรู้สึกว่าชีวิตมีความหมาย ความคิดเห็นระดับน้อยที่สุดคือ การมีสมาธิในการท างานต่าง ๆ 2.3 คุณภาพชีวิตด้านสังคมของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อ าเภอค าเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธรอยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 73.18) โดยให้ความคิดเห็นระดับมากที่สุดคือ ความพอใจต่อการผูกมิตรหรือเข้ากับคนอื่นที่ผ่านมา ความคิดเห็นระดับน้อยที่สุดคือ ความพอใจในชีวิตทางเพศ (ชีวิตทางเพศ หมายถึง เมื่อเกิดความรู้สึกทางเพศขึ้นแล้วมีวิธีจัดการท าให้ผ่อนคลายลงได้ รวมถึงการช่วยตัวเองหรือการมีเพศสัมพันธ์) 2.4 คุณภาพชีวิตด้านสิ่งแวดล้อมของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อ าเภอค าเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธรอยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 54.30) โดยให้ความคิดเห็นระดับมากที่สุดคือ ความพอใจกับสภาพบ้านเรือนที่อยู่ตอนนี้ ความคิดเห็นระดับน้อยที่สุดคือ มีเงินพอใช้จ่ายตามความจ าเป็น 3. สรุปผลการวิเคราะห์การทดสอบสมมุติฐานปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อ าเภอค าเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตโดยภาพรวมของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อ าเภอค าเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร ผลการการวิเคราะห์ตัวแปรพยากรณ์ที่ดีที่สุดที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตโดยภาพรวม ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อ าเภอค าเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร ที่มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .001 มีจ านวน 3 ตัวแปร คือ การสนับสนุนจากครอบครัว การสนับสนุนจากบริการสาธารณสุข และทัศนคติ มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ .450 มีอ านาจในการพยากรณ์ร้อยละ 19.50 โดยมีความคลาดเคลื่อนในการพยากรณ์เท่ากับ ± .45 และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตจ าแนกรายด้านได้ดังนี้ 3.1 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตด้านร่างกายของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อ าเภอ ค าเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร ผลการการวิเคราะห์ตัวแปรพยากรณ์ที่ดีที่สุดที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตด้านร่างกายของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อ าเภอค าเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร ที่มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มีจ านวน 6 ตัวแปร คือ การปฏิบัติตน ภาวะแทรกซ้อน ระยะเวลาเป็นเบาหวาน< 5 ปี เพศชาย ทัศนคติต่อเบาหวาน น้ าตาลในเลือด<125 mg/dl มีความสัมพันธ์แบบพหุคูณกับคุณภาพชีวิตด้านร่างกาย โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเป็น .446 และสามารถพยากรณ์คุณภาพชีวิตด้านร่างกายได้ร้อยละ 18.30 ความคลาดเคลื่อนในการพยากรณ์เท่ากับ ± .38 3.2 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตด้านจิตใจของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อ าเภอ ค าเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร ผลการการวิเคราะห์ตัวแปรพยากรณ์ที่ดีที่สุดที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตด้านจิตใจของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อ าเภอค าเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร ที่มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 มีจ านวน 4 ตัวแปร คือ การสนับสนุนจากครอบครัว ความรู้เรื่องโรคเบาหวาน การปฏิบัติตน ภาวะแทรกซ้อน 89 จังหวัดยโสธร โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ .422 และสามารถพยากรณ์คุณภาพชีวิตด้านจิตใจได้ร้อยละ 16.70 ความคลาดเคลื่อนในการพยากรณ์เท่ากับ ± . 45 3.3 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตด้านสังคมของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อ าเภอ ค าเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร ผลการการวิเคราะห์ตัวแปรพยากรณ์ที่ดีที่สุดที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตด้านสังคมของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อ าเภอค าเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร ที่มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มีจ านวน 3 ตัวแปร คือ การสนับสนุนจากครอบครัว เพศชาย ภาวะแทรกซ้อน มีความสัมพันธ์แบบพหุคูณกับคุณภาพชีวิตด้านด้านสังคม โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ .360 สามารถพยากรณ์คุณภาพชีวิตด้านสังคมได้ร้อยละ 12.10 ความคลาดเคลื่อนในการพยากรณ์เท่ากับ ± .46 3.4 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตด้านสิ่งแวดล้อมของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อ าเภอค าเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร ผลการการวิเคราะห์ตัวแปรพยากรณ์ที่ดีที่สุดที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตด้านสิ่งแวดล้อมของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อ าเภอค าเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร ที่มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 มีจ านวน 3 ตัวแปร คือ การสนับสนุนจากบริการสาธารณสุข ทัศนคติต่อเบาหวาน การสนับสนุนจากครอบครัว มีความสัมพันธ์แบบพหุคูณกับคุณภาพชีวิตด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ .415 และสามารถพยากรณ์คุณภาพชีวิตด้านสิ่งแวดล้อมได้ร้อยละ 16.40 โดยมีความคลาดเคลื่อนในการพยากรณ์เท่ากับ ± .46 อภิปรายผล 1. อภิปรายผลตัวพยากรณ์ (Independent Variables) 1.1 อภิปรายผลปัจจัยน าลักษณะส่วนบุคคล ดังนี้ 1.1.1 เพศ ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อธิบายได้ว่าเพศหญิงมีพฤติกรรมการรับประทาน อาหาร ขาดการออกก าลังกาย และลักษณะงานที่ใช้แรงงานน้อยท าให้มีน้ าหนักเกินเป็นโรคอ้วนมากกว่าเพศชาย จึงมีความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานมากกว่าเพศชาย ซึ่งสมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ (International Diabetes Federation. 2556) ได้กล่าวไว้ว่า ความชุกของโรคเบาหวานในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย เพศหญิง ร้อยละ 8.3 เพศชาย ร้อยละ 6.6 ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของสุนทรี สุรัตน์ และคนอื่น ๆ(2559 : 297-307), อิศวร ดวงจินดา (2558 : 1118-1126), จินตนา ทองเพชร (2556 : 69-78) พบว่าผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง 1.1.2 อายุ มีช่วงอายุระหว่าง 50-59 ปี เนื่องจากโรคเบาหวานพบมากในวัยผู้ใหญ่ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป สาเหตุจากร่างกายมีความเสื่อมตามอายุร่วมกับพฤติกรรมการรับประทานอาหารและขาดการออกก าลังกาย กรอบกับเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาเครื่องเครื่องทุ่นแรง เช่น รถไถนา รถเกี่ยวข้าว แทนการใช้แรงงาน และการเข้าถึงอาหารที่ไม่เหมาะสมก็มากขึ้น เช่น อาหารหวาน เครื่องดื่ม ท าให้ได้รับแป้งและน้ าตาลเกินความจ าเป็นของร่างกาย ส่งผลให้วัยผู้ใหญ่เป็นโรคเบาหวาน ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ สุนทรี สุรัตน์ และคนอื่น ๆ (2559 : 297-307) พบอายุเฉลี่ยของผู้ป่วยเบาหวาน 58.6 ปี และจินตนา ทองเพชร (2556 : 69-78) พบว่าส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 55-59 ปี 1.1.3 การศึกษา จบชั้นประถมศึกษา สืบเนื่องมาจากการศึกษาภาคบังคับของ 90 ประเทศไทยประมาณ 30 ปีย้อนหลัง คือ ชั้นประถมศึกษา และสถานศึกษาในชั้นมัธยมศึกษาขึ้นไปยังมีน้อย ท าให้ประชากรอายุ 35 ปีขึ้นไปส่วนใหญ่มีการศึกษาแค่ชั้นประถมศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับทุกการศึกษาที่ผ่านมาในประเทศไทยที่ศึกษาในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เช่น มนรดา แข็งแรง และคณะ (2560 : 980), สุนทรี สุรัตน์ และคณะ (2559 : 297-307), อิศวร ดวงจินดา (2558 : 1118-1126) ที่พบว่า ผู้ป่วยเบาหวานส่วนใหญ่จบชั้นประถมศึกษา 1.1.4 อาชีพ มีอาชีพเกษตรกรรม ทั้งนี้สืบเนื่องมาจาก อาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลักของคนไทยที่สืบเนื่องมาช้านาน รวมทั้งอ าเภอค าเขื่อนซึ่งเป็นพื้นที่เขตชนบท ประชากร ส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม คือ ท านาข้าวเป็นหลัก และปลูกพืชอื่นๆ เสริม เช่น มันส าปะหลัง ยางพารา ถั่วลิสง พืชผักสวนครัว และเลี้ยงสัตว์เป็น ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ ศรีบุศย์ ศรีไชยจรูญพงษ์ และคณะ (2559 : 23-33), อิศวร ดวงจินดา (2558 : 1118-1126), มนรดา แข็งแรง และคณะ (2560 : 968-980) ที่พบว่าผู้ป่วยเบาหวานส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม 1.1.5 รายได้ มีรายได้ต่ ากว่าหรือเท่ากับ 5,000 บาทต่อเดือน สืบเนื่องมาจากส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม ผลิตผลทางการเกษตร คือ ข้าวซึ่งมีราคาค่อนข้างต่ าและเกษตรกรส่วนใหญ่ท าเกษตรเชิงเดี่ยว คือท านาปีละ 1 ครั้ง ไม่สามารถท านาได้ปีละหลายครั้งเนื่องจากขาดแคลนแหล่งน้ า ซึ่งสอดคล้องกับ ดวงเดือน จันทสุรียวิช และแสวง วัชระธนกิจ (2552 : 43), มนรดา แข็งแรง และคณะ (2560 : 968-980) ที่พบว่ารายได้ของผู้ป่วยเบาหวานส่วนใหญ่ต่ ากว่า 5,000 บาท/เดือน 1.1.6 ระยะเวลาการป่วยเป็นโรคเบาหวาน พบว่ามีระยะเวลาการป่วยเป็นโรคเบาหวานมา 5-9 ปี เนื่องจากการศึกษานี้ศึกษาในกลุ่มอายุต่ ากว่า 60 ปี เป็นวัยผู้ใหญ่ที่เริ่มเป็นเบาหวานจึงท าให้ระยะเวลาการเป็นเบาหวานน้อยกว่า 10 ปี และอุบัติการณ์ของผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ ในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมาของอ าเภอค าเขื่อนแก้วค่อนข้างสูง ต่อมาในปี 2556 อ าเภอค าเขื่อนแก้วได้น าปัญหาโรคเบาหวานมาเป็นประเด็นสุขภาพที่ส าคัญ มีการรณรงค์ตรวจคัดกรองความเสี่ยงและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพเพื่อป้องกันโรคเบาหวานมากขึ้น ส่งผลให้อุบัติการณ์ของผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ลดลงเรื่อย ๆ จึงท าให้พบจ านวนผู้ป่วยเบาหวานที่มีระยะเวลาการป่วยเป็นเบาหวานต่ ากว่า 5 ปีน้อย 1.1.7 ระดับน้ าตาลในเลือด มีระดับน้ าตาลในเลือดต่ ากว่า 125 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ทั้งนี้อาจสืบเนื่องมาจากการน าปัญหาโรคเบาหวานมาเป็นประเด็นสุขภาพที่ส าคัญของอ าเภอค าเขื่อนแก้ว ตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา มีการจัดกิจกรรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพโดยผสมผสานหลักการแพทย์วิถีธรรม สมาธิบ าบัด จึงส่งผลให้ผู้ป่วยเบาหวานส่วนใหญ่สามารถควบคุมระดับน้ าตาลในเลือดได้อยู่ในเกณฑ์ปกติ คือ ต่ ากว่า 125 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร จัดอยู่ในกลุ่มสีเขียวตามปิงปองจราจรชีวิต 7 สี (กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข. 2556 : 7-8) อีกทั้งกลุ่มตัวอย่างในการศึกษานี้ไม่ใช่ผู้ป่วยเบาหวานสูงอายุ จึงสามารถควบคุมระดับน้ าตาลในเลือดได้ดีกว่าผู้ป่วยเบาหวานสูงอายุ เพราะผู้สูงอายุจะมีความเสื่อมของตับอ่อนมากกว่าจึงไม่สามารถการควบคุมระดับน้ าตาลในเลือดได้ดีเท่ากับผู้ที่อายุต่ ากว่า 60 ปี ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของกุสุมา กังหลี (2557 : 256-268) ที่พบว่า ผู้เป็นเบาหวานที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป มีโอกาสที่จะไม่สามารถควบคุมระดับน้ าตาลในเลือดได้มากกว่าผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีอายุน้อยกว่า 60 ปี 2.88 เท่า 91 1.1.8 ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน ส่วนใหญ่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากผู้ป่วยเบาหวานส่วนใหญ่มีอายุต่ ากว่า 60 ปี ระยะเวลาการเป็นเบาหวานน้อยความเสื่อมของร่างกายจึงมีไม่มากนัก และควบคุมระดับน้ าตาลในเลือดได้ดี จึงส่งผลให้ชะลอความเสื่อมของหลอดเลือดไปเลี้ยงสมอง ตา หัวใจ ไต เท้า ซึ่งเป็นอวัยวะที่พบภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวานได้บ่อย ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาในการศึกษานี้ที่พบว่า ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเบาหวาน ทัศคติต่อเบาหวาน และการปฏิบัติตนอยู่ในระดับสูง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้สามารถป้องกันและชะลอการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ และแสดงให้เห็นผลของการด าเนินงานของระบบบริการสาธารณสุขในการเฝ้าระวังดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวานที่มีคุณภาพ ดังผลการศึกษานี้พบว่าปัจจัยเอื้อด้านการสนับสนุนจากระบบบริการสาธารณสุขนี้อยู่ในระดับสูง และสอดคล้องกับการศึกษาของจิระพงษ์ อุกะโชก และวิทยา ศรีมาดา (อ้างถึงในจิราพร เดชมา. 2556 : 76) ที่พบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อภาวะแทรกซ้อนทางตา คือระยะเวลาการเป็นเบาหวาน 1.1.9 ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานอยู่ในระดับสูง แสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยเบาหวานมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเบาหวานที่ตนเองเป็นอยู่ ทั้งนี้อาจเนื่องจากว่าเป็นส่วนใหญ่เป็นเบาหวานมานาน 5-9 ปี เมื่อรับการรักษาในระบบบริการสาธารณสุขก็จะได้รับ ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานจากบุคลากรสาธารณสุขบ่อยๆ ทั้งจากแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข อาสาสมัครสาธารณสุข ซึ่งความรู้เป็นสิ่งที่จ าเป็นที่จะน าไปสู่การดูแลตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของของ มนรดา แข็งแรง (2560 : 968-980) ที่ศึกษาความรู้ทัศนคติและพฤติกรรมการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มารับบริการในโรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานีที่พบว่าความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานอยู่ในระดับสูงเช่นกัน แตกต่างจากผลการศึกษาของกุสุมา กังหลี (2557 : 256-268) ที่พบว่าความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานอยู่ในระดับต่ า ทั้งนี้อาจเนื่องจากบริบทพื้นที่ต่างกันท าให้ระดับความรู้เกี่ยวกับเบาหวานต่างกัน 1.1.10 ทัศนคติต่อโรคเบาหวานอยู่ในระดับสูง ทั้งนี้อาจเนื่องจากว่าผู้ป่วยเบาหวานมีระดับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเบาหวานอยู่ในระดับสูง จึงส่งผลให้มีการปรับเปลี่ยนทัศนคติท าให้คะแนนทัศนคติสูงตามไปด้วย ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของมนรดา แข็งแรง (2560 : 968-980) ที่ศึกษาความรู้ทัศนคติและพฤติกรรมการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มารับบริการในโรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี พบว่าทัศนคติอยู่ในระดับสูงเช่นกัน 1.1.11 การปฏิบัติตนอยู่ในระดับสูง ทั้งนี้เป็นผลมาจากผู้ป่วยเบาหวานมีความรู้และทัศนคติต่อโรคเบาหวานอยู่ในระดับสูง จึงส่งผลให้มีการปฏิบัติตนที่ถูกต้องและท าให้การควบคุมระดับน้ าตาลในเลือดอยู่ในเกณฑ์ที่ดี คือ ต่ ากว่า 125 มิลลิกรัมต่อเดซิลิต หรือกลุ่มสีเขียวตามปิงปองจราจรชีวิต 7 สี (กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข. 2556 : 7-8) ซึ่งสอดคล้องกับ ผลการศึกษาของวรรณรา ชื่นวัฒนา และณิชานาฏ สอนภักดี (2557 : 163-170) ที่ศึกษาพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานต าบลบางแม่นาง อ าเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี พบว่า พฤติกรรมการปฏิบัติตนอยู่ในระดับดีเช่นกัน 1.2 ปัจจัยเอื้อด้านการสนับสนุนจากระบบบริการสาธารณสุขอยู่ในระดับสูง ทั้งนี้อาจเนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้ง่าย เพราะมีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลกระจายอยู่ทุกต าบล และบางต าบลมีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบล 2 แห่ง ท าให้ผู้ป่วย 92 เบาหวานมีความสะดวกสบายในการเข้ารับบริการ อีกทั้งการคมนาคมที่สะดวก ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของวรรณรา ชื่นวัฒนา และณิชานาฏ สอนภักดี (2557 :163-170) พบว่าแรงสนับสนุนทางสังคมจากบุคคลากรสาธารณสุขอยู่ในระดับสูง 1.3 ปัจจัยเสริมด้านการสนับสนุนจากครอบครัว อยู่ในระดับสูง อธิบายได้ว่าลักษณะทางสังคมด้านครอบครัวมีความอบอุ่น ท าให้ผู้ป่วยเบาหวานมีรู้สึกว่าตนเองมีความมั่นคงและปลอดภัย ซึ่งสิ่งที่ผู้ป่วยเบาหวานได้รับสนับสนุนจากสมาชิกในครอบครัวนั้น มีทั้งด้านอารมณ์ ก าลังใจ สิ่งของ ค าแนะน าชี้แนะ หรือให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ที่จะน าไปสู่การดูแลตนเองเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของวรรณรา ชื่นวัฒนา และณิชานาฏ สอนภักดี (2557 :163-170) พบว่าแรงสนับสนุนทางสังคมจากบุคคลในครอบครัวอยู่ในระดับสูงเช่นกัน 2. อภิปรายผลข้อมูลตัวเกณฑ์ (Dependent Variables) จากการศึกษาวิจัยครั้งนี้ พบว่า คุณภาพชีวิตโดยภาพรวมของผู้ป่วยเบาหวานกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับปานกลาง อธิบายได้ว่าผู้ป่วยเบาหวานมีความพึงพอใจต่อสุขภาพของตนทั้งด้านร่างกาย และจิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อมอยู่ในระดับปานกลาง อาจเนื่องจากโรคเบาหวานส่งผลให้คุณภาพชีวิตโดยภาพรวมลดลง ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของเสกสรร หีบแก้ว และวงศา เลาหศิริวงศ์ (2553 : 22-36) และวันเพ็ญ ช้างเชื้อ (2556 : 97-104) พบว่าคุณภาพชีวิตผู้ป่วยเบาหวานโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งต่างจากการศึกษาของ ดวงเดือน จันทสุรียวิช และแสวง วัชระธนกิจ (2552 : 44-50) และอิศวร ดวงจินดา (2558 : 1119-1126) ที่พบว่าคุณภาพชีวิตผู้ป่วยเบาหวานโดยรวมอยู่ในระดับสูง อธิบายได้ว่าในแต่ละพื้นที่มีบริบทต่างกันจึงมีคุณภาพชีวิตที่แตกต่างกัน เมื่อจ าแนกคุณภาพชีวิตเป็นรายด้านได้ดังนี้ 2.1 คุณภาพชีวิตด้านร่างกายอยู่ในระดับปานกลาง แสดงให้เห็นว่าความเจ็บป่วยเป็นโรคเบาหวานนั้นส่งผลต่อด้านร่างกาย เพราะอาจเกิดอาการไม่สุขสบายเหนื่อยอ่อนเพลียจากภาวะน้ าตาลในเลือดต่ า หรือน้ าตาลสูง ท าให้ความทนของร่างกาย และความพอใจในการท างานให้ผ่านไปแต่ละวันลดลง ไม่เต็มก าลังความสามารถของวัยท างาน ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของวันเพ็ญ ช้างเชื้อ (2556 : 97-104) และ ศรีบุศย์ ศรีไชยจรูญพงศ์ (2559 : 23-33) พบว่า คุณภาพชีวิตด้านร่างกายอยู่ในระดับปานกลางเช่นกัน 2.2 คุณภาพชีวิตด้านจิตใจอยู่ในระดับสูง อธิบายได้ว่าโรคเบาหวานไม่มีผลกระทบต่อด้านจิตใจของผู้ป่วยเบาหวาน หรือกระทบค่อนข้างน้อย ทั้งนี้เนื่องจากว่าโรคเบาหวานไม่ได้คุกคามชีวิตแบบกะทันหันแต่จะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป และอาจเป็นเพราะผู้ป่วยเบาหวานมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเบาหวานในระดับสูง ถึงแม้จะเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาดหากปฏิบัติตนถูกต้องก็สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีมีอายุยืนยาวได้ และมีตัวอย่างผู้ป่วยเบาหวานให้เห็นจ านวนมากที่มีสุขภาพแข็งแรง สามารถท ากิจวัตรประจ าวันได้เหมือนคนปกติทั่วไป จึงท าให้ผู้ป่วยเบาหวานมีก าลังใจและไม่กังวลมากนัก และอาจเป็นเพราะมีคนป่วยโรคเบาหวานจ านวนมากจึงไม่รู้สึกโดดเดี่ยว ที่ส าคัญที่สุดคือการน้อมน าธรรมะของพระพุทธเจ้าซึ่งท่านได้ตรัสไว้ว่า “จิตเป็นประธาน ของสิ่งทั้งปวง” ดังที่ใจเพชร กล้าจน (2561 : 22-60) ได้น้อมน ามาอธิบายไว้ว่า ชีวิตที่มีค่าที่สุด คือชีวิตที่ไม่ทุกข์ใจ เพราะใจเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง และชีวิตที่มีความสุขที่สุด คือ ชีวิตที่ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นโดยท าความสมดุลให้ดีที่สุดจึงส่งผลให้คุณภาพชีวิตด้านจิตใจอยู่ในระดับสูง ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของศรีบุศย์ ศรีไชย 93 จรูญพงศ์ (2559 : 23-33) พบว่าคุณภาพชีวิตด้านจิตใจอยู่ในระดับสูง และสอดคล้องกับการศึกษาของ ปัฐยาวัชร ปรากฏผล และคณะ (2558 : 71) พบว่าผู้ป่วยเบาหวานมีความคิดเห็นว่าการป่วยเป็นเบาหวานถึงแม้จะท าให้ร่างกายไม่สุขสบาย แต่จิตใจต้องดูแลไม่ให้ป่วยตามร่างกายไปด้วยสามารถมีชีวิตอยู่กับโรคเบาหวานได้อย่างมีความสุข 2.3 คุณภาพชีวิตด้านสังคม อยู่ในระดับปานกลาง อธิบายได้ว่า ความไม่สุขสบายทางกายของผู้ป่วยเบาหวานส่งผลต่อด้านสังคมหรือการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ซึ่งจะเห็นได้จากผลการวิจัย พบว่า การได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนๆจากที่เคยอยู่ในระดับปานกลาง ความพอใจในชีวิตทางเพศหรือการมีเพศสัมพันธ์ก็ลดลง เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานต้องคอยดูแลสุขภาพตนเองจึงท าให้คุณภาพชีวิตด้านสังคมลดลง ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของอนา สปาสิค (2014 : 193-200) พบว่าการป่วยเป็นโรคเรื้อรังเป็นอุปสรรคต่อการสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลคนอื่น และการศึกษาของปัฐยาวัชร ปรากฏผล และคณะ (2558 : 66) พบว่าคุณภาพชีวิตด้านสังคมอยู่ในระดับปานกลาง 2.4 คุณภาพชีวิตด้านสิ่งแวดล้อม อยู่ในระดับปานกลาง ทั้งนี้อาจเป็นเพราะสิ่งแวดล้อมทางด้านการเงินไม่พอใช้จ่ายเนื่องจากมีรายได้ต่ ากว่า 5,000 บาทต่อเดือน จึงท าให้โอกาสในการได้พักผ่อนน้อย และการเงินยังส่งผลต่อการคมนาคมเดินทางไปไหนมาไหน เช่น ขาดรถส่วนตัว ค่าพาหนะ จึงท าให้การเดินทางไปไหนมาไหนไม่สะดวกเท่าที่ควร ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของวันเพ็ญ ช้างเชื้อ (2556 : 97-104) พบว่า คุณภาพชีวิตด้านสิ่งแวดล้อมอยู่ในระดับปานกลางเช่นกัน 3. อภิปรายผลปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อ าเภอ ค าเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร เมื่อวิเคราะห์หาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตโดยภาพรวม และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตในด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของผู้ป่วยเบาหวานกลุ่มตัวอย่างได้ดังนี้ 3.1 ปัจจัยที่สามารถท านายคุณภาพชีวิตโดยภาพรวมได้มีจ านวน 3 ตัวแปร ได้แก่ การสนับสนุนจากครอบครัวส่งผลทางบวก การสนับสนุนจากบริการสาธารณสุขส่งผลทางบวก และทัศนคติต่อเบาหวานส่งผลทางบวก ปัจจัยที่สามารถท านายคุณภาพชีวิตโดยภาพรวมได้ดีที่สุดตามล าดับดังนี้ 3.1.1 การสนับสนุนจากครอบครัวส่งผลทางบวก อธิบายได้ว่า ถ้าสัมพันธภาพในครอบครัวดีจะได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือจากครอบครัวมากส่งผลให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น หากได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือจากครอบครัวน้อยคุณภาพชีวิตก็จะน้อย เนื่องจากสมาชิกในครอบครัวเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยเบาหวานมากที่สุดและเป็นองค์ประกอบที่ส าคัญ ดังเช่น นายแพทย์ประเวศ วสี อ้างถึงในเกสร มุ้ยจีน (2559 : 673-681) ได้กล่าวไว้ว่า ครอบครัวเป็น 1 ใน 5 ขององค์ประกอบหลักที่ท าให้คนมีความสุข เพราะครอบครัวเปรียบเสมือนหัวใจหรือโครงสร้างพื้นฐานของสังคมมนุษย์ การท าให้ครอบครัวอบอุ่น มีความสุข ส่งผลต่อความสุขและความมั่นคงของสังคม ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของปัฐยาวัชร ปรากฏผล และคนอื่น ๆ (2558 : 66 ) ซึ่งพบว่า สัมพันธภาพที่ดีในครอบครัวส่งผลให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น และการศึกษาของสง่า สงครามภักดี (2554 : 38-46 ) พบว่า การได้รับการเกื้อหนุนจากสังคม มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตผู้ป่วยเบาหวาน 3.1.2 การสนับสนุนจากระบบบริการสาธารณสุขส่งผลทางบวก อธิบายได้ว่า ระบบบริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐานบริการประทับใจจะส่งผลให้คุณภาพชีวิตผู้ป่วยเบาหวานดีกว่าผู้ป่วยที่ได้รับบริการสาธารณสุขไม่ดี ดังนั้นต้องมีการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุข ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย 94 ของกระทรวงสาธารณสุขปี 2560 ซึ่งโสภณ เมฆธน (2560 : 4) ปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้กล่าว ไว้ว่า กระทรวงสาธารณสุขได้มีการปฏิรูประบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพในการให้บริการ ลดความเหลื่อมล้ า ด้วย Family care visit แบบใกล้บ้าน ใกล้ใจ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตร
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive