สติปัญญาของพุทธต้องหมดบุญหมดบาป.docx
เนื้อหาในไฟล์
สติปัญญาของพุทธต้องหมดบุญหมดบาป ถ้าใครตั้งข้อสังเกต โพธิรักษ์อธิบายธรรมะพระพุทธเจ้า บรรยายพุทธศาสนาพุทธธรรม ไม่เห็นเหมือนอาจารย์ไหนสำนักไหนเลย พวกเขาตามศึกษาเป็นเปรียญ 9 เป็นดอกเตอร์ทางพุทธศาสนาบัณฑิตระดับไหนก็ตามแต่ เขาไม่ได้เรียนอยู่ที่อาตมาอธิบายหรอกนะ เขาก็เรียนเขาไปตามแต่อาจารย์จะสอน มีนัยที่คล้ายหรือต่างกันไปหลากหลายเยอะแยะ อาตมานำเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาขยายในยุคนี้ 2,500 กว่าปีผ่านมาแล้ว เขาอธิบายกันมา 50 ปีแล้ว ทุกวันนี้อาตมาพูดอย่างแรง ตีทิ้งเลยว่าอย่างที่อาตมาอธิบายนี่ถูก อย่างที่ท่านอธิบายกันไปนี้ผิด อาตมาอธิบายธรรมะตามรากเหง้าธรรมะของตัวเอง อธิบายไปมันยิ่งสอดคล้องกับพระไตรปิฎกของพระพุทธเจ้า อาตมาก็ยิ่ง สบม ธมด ปกต หห จจ มชยลล เดี๋ยวนี้เขาชอบมีตัวย่อเยอะ อาตมาก็ย่อมั่งยาวเลย สบายมาก ธรรมดา ปกติหายห่วง จริงๆ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ อาตมายิ่งอธิบายไปซึ่งเขาก็แย้ง แต่อาตมาดันสุรังตลอด ดัน เป็นภาษาไทย สุระ สุรัง เป็นภาษาบาลี แต่ดันทุรัง ก็ภาษาไทยบวกภาษาบาลีเหมือนกัน (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไท…พ่อครูอธิบายมีรายละเอียดเพิ่มขึ้นไม่ซ้ำ แต่ของเขาพูดไปพูดมาก็ซ้ำทั้งหัวข้อและรายละเอียด พ่อครูอธิบายโดยสภาวะ พ่อครูว่า…อย่างที่ท่านฟ้าไทพูดถูก อาตมาขยายความโดยเอาสภาวะเป็นที่ตั้ง แต่ทั่วไปนั้นเอาพยัญชนะเอาภาษาเป็นใหญ่เป็นที่ตั้ง เขาไม่เข้าถึงสภาวะเมืองจึงได้ย้อนแย้งกัน เช่น พูดไป มันจะวน เพราะภาษามันไม่ถึงสภาวะ สภาวะพอพูดวนแล้วสูงขึ้น ภาษามันมีเท่าที่วน ยกตัวอย่าง ความดีความชั่ว มันก็จะวนเวียนอยู่ที่ความดีความชั่ว ดีชั่วดีชั่ว เสร็จแล้วเขาก็จะเห็นว่าดีชั่วอยู่ฐานเดิม แต่ของพระพุทธเจ้านี้ จะรู้ดีรู้ชั่วแล้ว ลดความชั่ว มีความดีสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะความสุขความทุกข์ เรีย
อ่านต่อ
นรู้สุขหรือทุกข์แล้วเราก็ละความสุขความทุกข์ ละความสุขความทุกข์ ๆๆๆ จนสูงสุด หมดเลย แต่ดีชั่วนี้ ไม่ได้หมายความว่าดีชั่วนี้สูงขึ้นแล้วก็หมดดีหมดชั่ว ไม่ใช่ ชั่วหมด แต่ดีมีแต่มากขึ้นๆๆๆ มันเป็นอย่างนั้นซ้อน ดีก็มากขึ้น ชั่วหมดไปเลย จะดีจะชั่วมันไม่ใช่อย่างเดียวกัน ต้องหมดความชั่วแล้วจึงทำแต่ดี นี่คือ สัพพปาปัสสะอะกะระณัง พุทธสุภาษิตสัมปทา หมดกรรมทำชั่วหมดบาปแล้ว เหลือแต่ดี หมดบาปแล้วก็หมดบุญ ซึ่งเขาก็จะไม่เข้าใจคำว่าหมดบาปหมดบุญ เขาจะไม่เข้าใจจริงๆ ว่า เขาว่าหมดบุญคือตาย ที่จริงตายนั่นคือกิเลสตาย เขาก็คงเคยได้ยินสืบทอดเก่าๆมาว่าบุญคือกิเลสตาย แต่มันก็ไม่ชัดเจน ไม่ต้องใช้บุญอีกแล้วเพราะว่าบุญมีหน้าที่กำจัดกิเลส เมื่อกิเลสหมดแล้วก็ไม่ต้องใช้บุญอีก กิเลสไม่เกิดอีก หรือแม้แต่กิเลสบางเรื่อง หมดกิเลสบางเรื่อง ก็ยังไม่หมด เรื่องไหนหมดบุญก็ไม่ต้องใช้เรื่องนั้นอีก ในแต่ละกิเลสแต่ละตัว นัยละเอียดมันมี
พวกเราฟังธรรมะแล้ว อาตมาก็เห็นได้ว่าพวกคุณเข้าใจได้ เอาไปปฏิบัติได้จริงๆเกิดผลขึ้นมา โดยคนที่ปฏิบัติตนกิเลสลดจริงๆ ทีนี้คนที่ไม่เชื่ออาตมาก็จะบอกว่าหลงตัวหลงตน บอกว่าเป็นเมืองพระพุทธเจ้าเป็นเมืองอารยะ หลงตัวกิเลสหมด มีพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ข้างนอกนี้เขาไม่เชื่อนะ เขาก็ใส่ใจศึกษาฝึกฝนแสวงหา เรียนจบเปรียญ 9 เรียนจบ ดร.ทางศาสนา หรือไม่ก็ปฏิบัติอย่างคร่ำเคร่งบวชมาตั้งแต่เป็นเณร จนกระทั่งเป็นพระอายุมากคนนับถือ สามารถที่ไปไหนคนก็ตามฮือฮา เคาะหัวใครเขาก็ยอม บอกว่าเป็นสิริมงคลอย่างทางเหนือมี ครูบาบุญชุ่ม ไปไหนก็ไม่รับเงินคนก็เลยศรัทธามาก มีการ์ดมาคอยป้องกัน อาตมาไม่เห็นจะมีการ์ดมาคอยป้องกันเลย ซึ่งมันซับซ้อนหลายอย่าง อาตมาอธิบายไม่เก่ง ว่า คนที่เขาได้รับนับถือ เชิงโลกียะเทวนิยม เขาชื่นชมจริงๆนะ ฮือฮา แต่ในระดับปัญญาชนนะ ไม่ใช่ธรรมดา ถือว่าเป็นปราชญ์ เป็นผู้เฉลียวชาญฉลาดในระดับสมองเพชร เป็นอัจฉริยะต่างๆ แต่ก็มองไม่ออกว่าอาตมานี้คือ เอาโลกุตรธรรม เอาศาสนาพุทธเข้ามาสถาปนาลงไป ในยุคนี้ จนเป็นโล้เป็นพาย จนเป็นเรื่องจริง จนกระทั่งอาตมายืนยันในที่นี้ว่าเป็นแผ่นดินพุทธ ที่นี่มีมนุษย์ที่ปฏิบัติธรรมมาพระพุทธเจ้า จนได้เนื้อแท้เป็นโลกุตระ เอากลองอานกะคืนมาได้จริงๆ จนกระทั่งยืนยันถึงขั้นมีสาราณียธรรม 6 อยู่เป็นชุมชนที่มีเศรษฐกิจระดับสาธารณโภคี อาตมาว่า เรียนจบเศรษฐศาสตร์ต่อให้จบพุทธศาสนบัณฑิต เป็น ดร.ทางศาสนาพุทธ จบ ดร.ทางเศรษฐกิจด้วย ให้ดอกเตอร์ทั้งสองอย่างนี้เลย ก็ยังจะยากที่จะเข้าใจเศรษฐกิจสาธารณโภคี หรืออย่างที่ในหลวงฯตรัสว่า “ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา” เอาแบบคนจน พูดแล้วก็น่าเห็นใจเขาเหมือนกันว่า พาคนมาจน จะอยู่ยังไง แต่พวกคุณงงกันไหมว่าพาคนมาจนแล้วจะอยู่อย่างไร ..ไม่ พวกคุณก็ตอบกันชัดเจนว่าไม่ จน แล้วจะอยู่กันอย่างไรไม่เห็นงง เพราะว่าเราชัดจนว่าเรามาจน หากเราไม่มาอย่างนี้ก็ต้องไปแสวงหาความรวย เรารู้แล้ว จะไปเอารวยอย่างแต่ก่อนที่กระเหี้ยนกระหือรือนั้นเราไม่เอาแล้ว ตอนนี้อาจจะมีพวกเราบ้าง ว่า ถ้ามีมากมายก็ดีเหมือนกัน แต่ก็ไม่กระเหี้ยนกระหือรือหรือดิ้นรน ไม่เป็นหมาหอบแดดที่จะไปแย่งความรวย ก็ชีวิตมันสบายแล้ว นี่แหละคือผู้ปลดทุกข์ได้จริงๆ แต่ผู้ที่ยังกระเหี้ยนกระหือรือ แย่งลาภยศสรรเสริญ แย่งสุขอยู่นี่ไม่ได้ปลดทุกข์หรอก แล้วจะไม่เข้าใจถึง สังขารและทำต่างๆ ไปติดในลาภ แย่งยศกัน ปรุงหาสรรเสริญ ลาภก็อย่าง ยศก็อย่างหนึ่ง สรรเสริญนั้นละเอียดลึกซึ้ง ไม่ใช่จะรู้ตัวกันได้ง่ายๆ แม้รู้แต่ก็ยังอาศัย สิ่งเหล่านี้อยู่ มีฐานะอันนี้อยู่ ยิ่งสุขนี่ไม่ต้องพูดเลย ศาสนาพุทธนั้นหมดสุขหมดทุกข์ ดีนะที่มีพระบาลีว่าไว้ อทุกขมสุข แล้วมีฐานจิตที่เป็นอุเบกขา อุเบกขานั้นสูงกว่าไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์นั้นเป็นเวทนา เวทนานั้น เป็นอาการของจิตที่มันหยาบกว่า จิตที่หมดกิเลส จิตที่กิเลสลดลงสะอาดขึ้นจนถึงขั้นไม่มีกิเลส แล้วก็ตกผลึกจึงมีความ ปริสุทธา(บริสุทธิ์จากกิเลส) มันต้องเป็นจิตที่ผ่านกิเลสไม่เกิดอีก ผ่านอาสวะดับ เมื่ออาสวะดับแล้วจิตก็สะอาด ไม่มีอะไรมาเปลี่ยนแปลงไป จิตอันนี้มารวมกัน สะสมกัน นี่แหละ จะบอกว่า ออม เหมือนคุณออมเงินออมทองออมทรัพย์ แต่นี่สะสมความบริสุทธิ์ ออมคุณวิเศษ ไม่ได้สะสมอะไรแต่มีแต่จิตสะอาดเท่านั้นที่เป็นจิตสะสม เพราะฉะนั้นการที่คนไม่มีกิเลสแล้ว จิตจึงไม่ใช่เป็นจิตที่ไม่มีประสิทธิภาพ แต่จิตมันยิ่งรู้เต็ม มีสติเต็ม ยิ่งรู้โลกครบ ไม่ใช่ไปหลับ ไปหรี่ ยิ่งไม่รู้ ฌาน 1-4 ยิ่งฌาน 4 ยิ่งไม่รู้อะไรเลยต้องถอดถอนขึ้นมาเป็น ฌาน 1 2 จึงจะคิดอะไรได้ จึงจะมีสติปัญญา อย่างนั้นไม่ใช่เลย ซึ่งอย่างนั้นมันเป็นแต่ในสัญญาเท่านั้น ไม่ได้เกิดปัญญาเลย ปัญญาเป็นเรื่องเข้าใจไม่ได้ง่ายๆ ปัญญาเป็นของศาสนาพุทธเท่านั้น เดี๋ยวนี้ความเฉลียวฉลาดอะไรก็ไปเรียกปัญญาหมดซึ่งไม่ใช่ ไม่ใช่ปัญญาอันนี้เลย ไม่ใช่ความเฉลียวฉลาดอย่างนี้เลย ซึ่งเป็นความเฉลียวฉลาดที่ อัญญธาตุ อาตมาเอาต้นรากมาตั้งแต่อัญญธาตุ มีหลักฐานตั้งแต่ อัญญาโกณฑัญญะ แม้จะไปอธิบายว่าอัญญธาตุ ที่ โกณฑัญญะเป็นผู้ที่เกิด จิตอันนี้เป็นคนแรก ซึ่งไม่มีคำอธิบายว่าในพระไตรปิฎกตรงไหนหรืออรรถกถาจารย์ก็ไม่ได้อธิบาย ว่า โกณฑัญญะได้มี อัญญธาตุนี้ เขาก็ใช้พยัญชนะอธิบายไม่เหมือนอาตมา แต่อาตมาก็ไม่เจอว่า “อัญญธาตุ” มีอยู่ในพระไตรปิฎกตรงไหน
631202_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สุภกิณหาอย่างพุทธดับสุดสิ้นอาสวะ