ตำหนิคนที่ควรตำหนิไม่ได้มีกิเลสแต่อย่างใด.docx
เนื้อหาในไฟล์
ตำหนิคนที่ควรตำหนิไม่ได้มีกิเลสแต่อย่างใด _ ทำดีสร้างภาพ …แค่พูดเรื่องผีก็ขัดแย้งกับหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ต้องฟังเรื่องอื่นแล้ว คนดีเขาไม่ตีใคร นี่พาลตำหนิเขาไปทั่ว ตัวเองมีอคติกับพระไทยอยู่แล้วก็ตำหนิโดยอคติอย่างเมามันในอารมณ์ นั่นแหละคือกิเลสตัวร้าย ครูบาอาจารย์มากมายเดินธุดงค์กลางไพรมีผีวิญญาณสัมภเวสีมาลองดีบ้าง รังควานบ้าง มาขอความช่วยเหลือให้พ้นจากความทุกข์บ้าง นี่ท่านคิดมโนไปเองอย่างนั้นหรือ แล้วภพภูมิของเปรต ภพภูมิของอสุรกายที่มีปรากฎในพระไตรปิฎกเป็นการเขียนขึ้นมาลอยๆอย่างนั้นหรือ คุณหรือเปล่าที่กำลังชักจูงคนด้อยปัญญาให้เดินหลงทางเสียเอง!!! พ่อครูว่า…พูดเสียแรง อาตมาไม่เคยไปตีใคร นอกจากตอนเด็กเคยตีน้องชายคนเล็กด้วยไม้บรรทัดเพียงหนึ่งครั้งในชีวิต นอกนั้นไม่เคยตีใครเลย คำว่าตีของเขาคงหมายถึงการพูดกระทบ อาตมาตำหนินี้อาตมาเป็นบัณฑิตนะอาตมาไม่ใช่คนพาล และอาตมาไม่ได้ตำหนิใครไปทั่ว บางทีก็กล่าวชื่อคนที่รู้ว่ากระทำ ก็เป็นเพียงไม่กี่คน เพราะว่าคนทุกวันนี้มันผิดในทางตามกันไปกับคนที่อาตมาตำหนิ ทุกวันนี้คนไปเชื่อคนพาล อาตมาตำหนินี้ไม่ได้มีอคติเลย คนเป็นกลางแล้ว คือ คนที่พ้นอคติ 4 (พ้นความลำเอียง จึงจะชี้ถูก-ชี้ผิดได้) พ้น ฉันทาคติ (ไม่ลำเอียงเพราะ รัก) พ้น โทสาคติ (ไม่ลำเอียงเพราะ ชัง) พ้น โมหาคติ (ไม่ลำเอียงเพราะ หลงพิษ) พ้น ภยาคติ (ไม่ลำเอียงเพราะ กลัว) (พตปฎ. เล่ม 21 ข้อ 17) โทสาคติก็ไม่มี โมหาคติก็ไม่มี จะมีบ้างก็มีฉันทาคติ คือยินดีที่จะติ ฉันทะ ติด้วยความยินดี ถ้าใจเราเองมีฉันทาคติ เพราะว่าอาตมายินดีที่จะติ ตั้งใจที่ติให้รู้ตัวให้เข้าใจ ไม่มีโทสะหรือโมหะ หรือแม้แต่ภยาคติ คติที่เป็นภัยก็ไม่มี จะมีก็มีแต่ฉันทาคติ คือยินดีที่จะติคุณด้วยความจริงใจ พูดตามภ
อ่านต่อ
ูมิอาตมา แน่นอนอาตมาอาจจะผิด เพราะว่าอาตมายังไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า อาตมาก็อาจจะผิด คุณแย้งมาก็ขอบคุณ อาตมาไม่มีอคติกับพระไทย แต่อาตมามีฉันทาคติ ที่ท่านทำผิดเราก็ต้องตำหนิ ไม่ได้ตำหนิอย่างเมามันในอารมณ์เป็นโมหาคติ อาตมารู้สึกเมื่อยนะ ที่ตำหนิคนนี้อาตมาต้องทำงาน อาตมามีอุเบกขาไม่ได้มันในอารมณ์ แต่อาตมาแสดงธรรมเน้นๆๆ คุณก็ว่าแรง อาตมาต้องการเน้นให้ชัดไม่ต้องการให้เหยาะแหยะ คุณอ่านอาการเอาตามอาการ ไม่เอาตามกาลามสูตร 10 คุณเข้าใจว่า อาการอย่างนี้กำลังโกรธอาการอย่างนี้กำลังเมามันส์ คุณอ่านตามอาการเอง คุณตรวจตัวเองเสีย อย่าไปอ่านเอาตามอาการ ในยุคที่สัมมาทิฏฐิไม่มีพระไปเดินธุดงค์หรอก เดินธุดงค์ สัญญาของคุณกับของอาตมานั้นต่างกัน กำหนดเดินธุดงค์ของคุณคือไปออกป่าเข้าไปหลงป่า แต่ธุดงค์ของอาตมาไม่ต้องเดินหรอก ธุตังคะของอาตมาคือศีลเคร่ง และผี ของคุณเป็นผีที่มีตัวตนอย่างนี้เป็นมิจฉาทิฐิที่เอาอัตตาตัวตน เพราะฉะนั้น กายของคุณกับของอาตมาก็คนละเอย่าง กายของคุณหมายเอาที่ผี เหมือนของอาจารย์มั่น หลับตาแล้วก็จะมีวิญญาณของเทวดาเยอรมันนี มาฟังธรรมอาจารย์มั่นเป็นตัวเป็นตน เท่านี้ผู้ที่รู้ก็รู้แล้วว่าอาจารย์มั่นยังมีอุปาทานกับสิ่งเหล่านี้อยู่ ยังไม่ได้เข้าใจคำว่าเทวดาคืออะไร เทวดาที่เป็นนามธรรม ไม่ใช่เทวดาที่เหาะไปเหาะมา ซึ่งมันไม่ใช่ง่าย คำว่าผี ธุดงค์กลางไพรของคุณนี่เก่งจริงๆ เฮ่อ พูดไปก็น่าเห็นใจนะ คำว่า มโน นี่แหละสำคัญ คือจิตมันปั้นรูปร่างนิรมานกายเป็นตัวตน พวกที่มีอย่างนี้อยู่อย่างเช่นครูบาอาจารย์ของคุณที่เห็นผีเห็นเทวดาเป็นตัวเป็นตน เท่านี้แหละยังไม่พ้นสภาพของเทวดามารพรหม กายต่างกันสัญญาก็ต่างกัน ที่เขียนขึ้นมาในพระไตรปิฎกก็ไม่ได้เขียนลอยๆแต่คุณไม่สามารถเข้าใจได้ จริงๆมันเป็นนามธรรมที่ไม่เป็นตัวตน แต่คุณยังเข้าใจว่ามีตัวตนอยู่ พูดไปอย่างไรคุณก็ยังเขลอะอยู่ จะเอาความไม่มีตัวตนไปพูดกับคุณมันจะพูดกันรู้เรื่องไหมนี่ ไปไหนมาสามวาเจ็ดศอก ตกลงอาตมารับก็ได้อาตมาปัญญาน้อยกว่าคุณก็ได้อาตมาแสดงธรรม คนที่ฟังธรรมะอาตมาจะหลงทางหรือเจอทาง คนที่มาฟังธรรมะจะมาเขาก็เห็นว่าทางนี้ใช่แล้วเขาก็มาเอง ไม่ได้หว่านล้อมชักจูงแต่คนเข้ามาฟังเองเห็นดีเอง อาตมาแสดงธรรมตรงตามพระพุทธเจ้าสอนอาตมาเป็นผู้ไม่ได้มาหาบริวารไม่ได้มาทำให้คนหลงนับถือ ทำตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ! พรหมจรรย์เราประพฤติ มิใช่เพื่อ... หลอกลวงคนให้มาเคารพนับถือ (น ชนกุหนัตถัง) มิใช่เพื่อเรียกคนมาเป็นบริวาร (น อิติ มังชโน) มิใช่เพื่ออานิสงส์เป็นลาภสักการะและเพื่อเสียงสรรเสริญ มิใช่เพื่อจะได้เป็นเจ้าลัทธิ หรือค้านลัทธิอื่นใดให้ล้มไป มิใช่เพื่อให้มหาชนเข้าใจว่า.. เราได้เป็นผู้วิเศษอย่างนั้น ก็หามิได้ ภิกษุทั้งหลาย ! ที่แท้ พรหมจรรย์นี้เราประพฤติเพื่อสำรวม เพื่อละ, เพื่อคลายกำหนัด, เพื่อดับทุกข์สนิท ฯ (พรหมจริยสูตร พตปฎ.เล่ม 21 ข้อ 25)
631206_รายการวิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ตอบปัญหาผ่าวิญญาณฐีติ 7