สุภกิณหาอย่างพุทธดับสุดสิ้นอาสวะ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข3 ธันวาคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

สุภกิณหาอย่างพุทธดับสุดสิ้นอาสวะ อาตมาที่นำสภาวะความเป็นพุทธมายืนยันอธิบายมาประกาศให้คนได้รับฟัง ได้ยินได้ฟังแล้วเข้าใจ จนกระทั่งมีความศรัทธาเลื่อมใส แล้วก็มาปฏิบัติ ในสัทธรรม 7 ศรัทธา หิริ โอตัปปะ พาหุสัจจะ วิริยะ สติ ปัญญา คุณปฏิบัติธรรมแล้ว คุณจะเกิดจรณะ 15 อุปกรณ์ในกระบวนการจรณะ 15 ในกระบวนการของจรณะ 15 คือใช้ ศีล แล้วปฏิบัติ อปันกธรรม 3 ถ้าไม่ได้ทำเช่นนี้ก็ไม่ได้ทำแบบศาสนาพุทธ ไม่ได้ธรรมะแบบพุทธ แต่ได้เป็นธรรมะแบบนอกรีต ถ้าเข้าใจนะ อปันกธรรม 3 นี่คือ ตัวที่ยืนยัน บ่งบอก เลยว่า ถ้าไม่มีพฤติกรรมการปฏิบัติ 3 อย่างนี้ ไม่ใช่ศาสนาพุทธ ในอปันกธรรม เพราะฉะนั้นสำรวมอินทรีย์ 6 ไม่มี ไปหลับตา หลับตานั้นไม่ใช่พุทธก็ยืนยันอยู่ ถ้าไปหลับตา คุณจะไปมีโภชเนมัตตัญญุตาได้ยังไง เรื่องของกินของใช้ เรารู้จักจัดการเมื่อปฏิบัติการกิจการใช้ หากว่าคุณหลับตาปฏิบัติธรรมมันก็ไม่ได้กินได้ใช้อะไรไม่ได้เคลื่อน ยิ่งถ้าเป็นชาคริยานุโยคอะก็ไม่รู้เรื่องเลย ไม่เข้าใจว่าตื่นอยู่ในหลับ ซึ่งชาคริยาไม่ใช่ตื่นอยู่ในหลับ แต่ตื่นลืมตา มีสติสมบูรณ์ 8 ทั้งกายวจีมโน สติคือ การตื่นเต็มร้อย ทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม คุณต้องทำสติให้เต็มเป็นคนตื่น พากเพียร อนุโยคะ ให้ชาคริยา ชาคริ คือการตื่น ให้จิตวิญญาณมันเต็ม เป็นคนเบลอๆไม่ได้ ต้องรับรู้อย่างเต็มที่ มีสติสัมปชัญญะ สติ ปัญญาเต็มที่ กับสิ่งที่คุณสัมผัสอยู่ในโลกขณะนี้ ในสิ่งที่แวดล้อมเราอยู่ ไม่ต้องไปไกลเกินไปหรอก เอาสิ่งที่กระทบสัมผัสโดยตรง สัมผัสตาขณะนี้ พออาตมามานั่งโต๊ะนี่ปั๊บ เขาจัดฉาก วันนี้เหลือง เอ้อเฮ่อ มีดอกต้นเหลืองปรีดียาธร มีดอกต้นเหลืองทองอุไร นี่เหลืองพุทธรักษา มีเหลืองหลายเฉด เหลืองแก่ อ่อน กลาง ภาษาทางสีเขามีเยอะ พอเราสัมผัสอันนี้เราก็เกิดค

อ่านต่อ

วามรู้สึก จะรู้สึกเล็กรู้สึกน้อยก็ตาม ถ้าผู้ที่ปฏิบัติจรณะ 15 เป็น ของที่เราสัมผัส คุณจะกินคุณจะใช้ คุณจะเกี่ยวข้องกับของกินของใช้ในชีวิตประจำวันทุกคนจะสัมผัสของกินของใช้ นี่เป็นฐานแท้ของมนุษยชาติหรือสัตว์โลกมันจะต้องกินต้องใช้ โดยเฉพาะคนมันใช้เก่ง สัตว์มันก็ใช้บ้างตามฐานะของมัน นกหนูปูปีกก็ใช้ในการทำรังอย่างนี้เป็นต้น แล้วเราก็รู้จักเลือกเฟ้นพิจารณาสิ่งที่ควรสิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่เสียเวลาแรงงานเปล่าฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยให้เป็นพิษภัย สัตว์มันก็ทำ คนก็ต้องทำ มันเป็นแกนหลักของมนุษย์ชาติ มันใกล้ตัว เหมือนกับชีวิตของเราทุกวันทุกเวลา เพราะฉะนั้นปฏิบัติอย่างนี้มันก็ปลอดภัยกับชีวิต แล้วชีวิตก็แข็งแรงสมบูรณ์สุขภาพดีไม่ยุ่งยาก พาให้เจริญ แล้วเราก็ใช้เรื่องแบบนี้แหละ มาอาศัยแบ่งแจกเกื้อกูลกัน เพราะทุกคนเหมือนกัน ต้องกินต้องใช้ในสิ่งที่เป็นเหตุปัจจัยเป็นปัจจัยชีวิตเรานี้อยู่ อาหารเป็นเครื่องใช้ก็ตาม ของกินของใช้ เสร็จแล้วเราจะต้อง เรียนรู้ลงไปถึงแก่นแท้ของจิต ว่าไม่รู้กี่ล้านปีมาแล้ว จะสั่งสมกันมาจนกระทั่ง ทุกวันนี้ถูกหลอก มันชอบ เรียนลงไปถึงแก่นแท้ของจิต ว่าเราสัมผัสกับของกินของใช้เราไปหลงสิ่งที่โลกมันหลอกเรามันไม่รู้กี่ชาติ ว่ามันต้องชอบมันต้องชัง มันต้องชอบมันต้องไม่ชอบ มากหรือน้อยก็แล้วแต่ แล้วก็ปรุงแต่ง ทางตาก็อย่างหนึ่ง ทางหูก็อย่างหนึ่ง ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทั้งนั้น โดยเฉพาะทางลิ้นรับรส เป็นอาหารที่เป็นกวฬิงการาหาร ทุกคนบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระศาสดาก็ต้องกินอาหาร แม้แต่บรรลุสูงสุดแล้วก็ต้องกินอาหาร อย่างพวกเชน ไม่ใช้อะไรเลย ลงท้ายก็ใช้ใบเดียวเป็นภาชนะ กับแส้เอาไว้ปัด แต่ต้องกิน ภาชนะนี้ต้องใช้ใส่ของกิน เขาถือว่าเขาหลุดพ้น ไม่ติดอะไรในโลกเลยพวกมักน้อยเกิน แม้แต่ในศาสนาพุทธนี้น้อยเกิน อย่างพวกพระกรรมฐานหรือพระป่าก็น้อยเกิน มันไม่สมกับยุค ยุค พระพุทธเจ้ามีบริขาร 8 ทุกวันนี้มีบริขาร8 แต่ได้ที่ไหนคุณต้องมีมากกว่านั้นแม้แต่พระป่าก็เถอะ พระป่าก็มีบริขารเกินกว่า 8 นอกจากเป็นพระธุดงค์ที่เลยเถิดไปทั้งน้อยจริงๆเลยซึ่งไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า เดี๋ยวนี้บริขารมากกว่านั้น เป็นต้นว่าเราจะต้องใช้แว่นตา หรือจะต้องใช้อะไรก็แล้วแต่ โดยเฉพาะเราจะใช้อุปกรณ์ อย่างน้อยพระป่าก็ต้องใช้ไมโครโฟนเวลาบรรยาย เวลาเทศน์ ต่างๆนานาพวกนี้เป็นคลื่นมันเอาอะไรมาใส่ก็เต็มไปหมดละ ไม่ใช้ก็ได้แต่ว่ามันไม่พอมันไม่เหมาะสมมันก็ไม่ค่อยได้ยินกัน บรรยากาศทุกวันนี้ไม่เหมือนสมัยพระพุทธเจ้า คลื่นต่างๆมีอะไรใส่เข้าไปเต็มไปหมด มันยาก เสียงมันจึงไม่ไปไหนไกลๆหรอก ต่างกับสมัยพระพุทธเจ้าที่พูดแล้วได้ยินกันไปไกลๆเพราะว่ามันสะอาด ไม่มีอะไรเป็น resistance เป็นตัวต้านให้ลดคุณภาพ เสียงมันจึงไปได้ไกล เดี๋ยวนี้ไปได้ไม่ไกลหรอก พระป่านี้หากไม่ใช้ไมโครโฟนมีลูกศิษย์เป็น 1,000 จ้างก็ไม่ได้ยินหรอก ถ้าไม่ใช่ไมโครโฟน แต่สมัยพระพุทธเจ้าได้ยิน บรรยากาศมันไม่เหมือนเดี๋ยวนี้หรอก อากาศบรรยากาศทั้งหมดไม่เหมือน ต่อให้ในป่าก็ไม่เหมือน เพราะในป่าก็มีเสียงรบกวน เสียงเครื่องบินก็รบกวน คลื่นวิทยุก็มีในป่า มันไปได้ทั่ว สรุปเข้าเนื้อหาเข้าเป้าอาตมานำศาสนานำธรรมะพระพุทธเจ้ามาประกาศในยุคนี้แล้วแล้วมันจะต้องมีสิ่งที่ยอมรับในยุคนี้สมัยนี้ มีมหาปเทส อย่างอาตมาก็ต้องยอมรับว่าอันไหนควรอนุโลมในสิ่งที่ควรอนุโลมตามเหมาะควร ก็ไม่ต้องอะไรมาก แล้วเราก็มาเรียนให้เข้าเป้า เข้าเป้าก็คืออ่านจิตเจตสิกรูปนิพพาน แล้วแยกแยะ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ แยกแยะกิเลสให้ได้ คุณอ่าน อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ที่ฟังอาตมาเอามาขยายความนี้ แล้วคุณก็ไปรู้อาการ ลิงค หรือ ความแตกต่าง ในอาการต่างๆมันจะมี 2 อยู่เสมอ โดยเฉพาะก็คือ มันมีกิเลสร่วมด้วยอันนึง เรียกว่า สสังขาริกัง มีกิเลสนำ ปนอยู่ ปรุงแต่งร่วมอยู่ แยกให้ออก เมื่อแยกกิเลสได้ คุณจึงเห็นว่าอาการกิเลสมันเป็นเช่นนี้ แล้วคุณก็ต้องพิจารณาให้เห็นว่ากิเลสนี้แหละไม่ใช่ตัวจริง การสัมผัสในเวทนาจริงๆ สัมผัสดอกไม้เหลืองมันก็เห็นความเหลือง คนที่มีธาตุรู้มีเวทนาสัมผัสก็เห็นว่าเหลืองเหมือนกันหมด แต่จะเรียกภาษาต่างกันไปตามแต่ละที่ เช่นสีเหลืองที่นี่ก็มีชื่อต่างกันไป ฝรั่งเรียกเหลือง Yellow แต่มันมีอีกมันมีอะไรผสมมันมีอะไรชอบไปดูอันนี้ต้องเรียนแล้วยายมันเป็นศาสนาพุทธไม่มากไม่มายเลยไม่ได้ย้ายมันไปทำเป็นหนึ่งในได้จึงเรียกว่าเอกกับตาให้เกิดเอกลักษณ์ตราร่มให้เกิดความรู้สึกเกิดอารมณ์ดีแท้ๆก็ไม่อาจขาดด้วยนะแปลว่า เราสัมผัสความจริง เป็นเวทนา ทุกคนที่มีตาหูจมูกลิ้นกาย มีประสาท มีความรู้สึกสัมผัสอะไรก็รู้เหมือนกัน ถืออันนั้นแหละเป็นความจริงที่มีอยู่ในโลกสมมุติ ลึกเข้าไปเป็นปรมัตถ์ก็คือความจริงมันจริงเพียวๆหรือเปล่า แต่มันมีอีกมีอะไรมาผสมมันมีอะไรมาชอบหรือชัง ผลักหรือดูด อันนี้ต้องมาเรียนแล้วอย่าให้มันเป็น เท่านี้แหละศาสนาพุทธไม่มากมาย มีเท่านี้ เรียนรู้ให้ได้ อย่าให้มันเป็นสอง ให้มันเป็นหนึ่งให้ได้ เรียกว่า เอกัคคตา ให้เกิดเอกัคคตาอารมณ์ อารมณ์ที่เป็นเอกของมันแท้ๆ เอก ต้องมีอัคคะ อัคคะ คือความยิ่งใหญ่ เป็นความรู้ที่ยิ่งใหญ่ ที่มีความรู้ในเรื่อง 1 เอก คือเอกัคคตาธรรม ก็เรียนรู้ทำจิตให้มี เอกัคคตาธรรม คือจุดสำคัญยอดเยี่ยม แต่เขาไปแปล เข้าใจธรรม มันไม่มีอะไรเนี่ยมันกินนะข้าว ถ้ากิณหะ จริงๆก็คือจบแล้วว่ามันมืดมันดำมันมืดมันดำอะไรมืดอะไรดำในความหมายของมืดดำก็คือให้กิเลสมันมืดมันดำมันมันหายไปมันไม่มี ทำให้เกิดสมาธิทำให้เกิด เอกัคคตา ให้เกิดฌานที่ 4 ไปนั่งหลับตาทำสมาธิ มันเป็นการทำแบบ กิณหา กิณหา ที่เป็นเอกธรรมของพระพุทธเจ้า มันกิณหาที่เป็นธาตุกิณหะ จริงๆเขาแปลว่ามันมืดมันดำ อะไรมืด อะไรดำ ในความหมายของความมืดดำก็คือ ให้กิเลสมันมืด มันดำ มันหายไป มันไม่มี มันไม่มีฤทธิ์เดชอะไรกับจิตเรา ให้มันหมดเรี่ยวแรงให้มันทื่อ หมดฤทธิ์ โดยสภาวะมันเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นถ้าเขาเองเขาไม่เข้าใจเขามีมิจฉาทิฏฐิ ในกายในสัญญา มิจฉาทิฏฐิในวิญญาณฐิติ 7 ไปสุภกิณหา (วิญญาณฐิติตัวที่ 4) ก็เข้าใจผิดกันหมด มันกลายเป็นมืดดำประเภทที่ มันมีพลังงานมืดดำอย่างนั้น ถ้ากิณหา นี่ ชัดๆแท้ๆนี่คือ มันไม่มีฤทธิ์ ไม่มีพลังงานอันนั้นแล้ว ไม่มีพลังงานที่เป็นโลก โลกนี่คือความมืดบอดของปัญญา เพราะฉะนั้นพ้นโลก จึงจะเกิดปัญญาสว่างใสจริง ความมืดดำก็หมดฤทธิ์เดช นี่ก็อธิบายสภาวะ จะเรียกอย่างสัมมาทิฏฐิได้ก็เป็น สุภกิณหา วันนี้อธิบาย สุภกิณหาได้ถึงสภาวะชัดขึ้น อธิบายยากตัวนี้ อาภัสราไม่ยากเท่าไหร่ วิญญาณฐิติข้อที่ 3 มี กายอย่างเดียวกัน สัญญาต่างกัน แต่อันนี้กายอย่างเดียวกันสัญญาอย่างเดียวกัน วิญญาณฐีติ ข้อที่ 4 อภัสรา คือ สาย อย่างธัมมชโยหลับตาก็สว่าง ใสๆๆ หลอกตัวเองหลอกความเป็นจริง ความเป็นจริงต้องมีมืดมีสว่าง มันโกหกตัวเองว่ามีแต่สว่าง อย่างที่อาตมาเคยพูด ถ้าหลับตาลง มันมืดมันก็ดับ กิณหา ลืมตามันก็สว่าง เท่านั้นเอง ถ้า กลางคืน ลืมตาก็มืดหลับตาก็มืดแล้วไม่มีแสงอะไรหรอก ถ้าเป็นใน ไม่มีอะไรสะท้อนมาหรอก ที่มืดจริงๆก็แรม 15 ค่ำมืด รับรองมืด ไม่มีอะไรสะท้อนมาหรอกนอกจากจะมีแสงไฟฟ้าที่สะท้อนมา แต่ถ้าไม่มีแสงอื่นเลยนะ มืด คนเข้าไปในป่ามืดๆ ไม่มีไฟฟ้าอะไร รับรองกลางคืนแรม 15 ค่ำ มืด คุณลืมตาก็มืดอย่างนั้น ไม่มีแสงอะไรให้คุณเห็นได้เลย แต่คนที่มีอุปาทาน หลับตามันก็ไม่มืด ทั้งที่มืดนะ ดีไม่ดีไปสร้างอุปาทาน เป็นแสง บางทีเป็นสีเขียวสีเหลืองสีแดงเป็นอุปาทานทั้งนั้น เป็นของไม่มีจริง เพราะฉะนั้นพระอรหันต์เป็นต้นไป หลับตาก็มืด ลืมตาก็สว่าง จะมีแสงสีอะไรก็ตามจริง หลับตาก็มืดไม่มีแสงสีอะไร ไม่มี ถ้ามีก็เป็นอุปาทานทั้งนั้น เพราะฉะนั้นพวกหลับตานี้ไม่มีทางเลยว่าหลับตาแล้วมันจะมืด พวกหลับตาปฏิบัติจะมีอุปทานเยอะแล้วจะไปหลงแสงสีด้วย ให้เป็นแสงสีเขียวสีเหลืองสีแดงแล้วสีไกลสีใกล้วูบวาบ เป็นอุปาทานทั้งนั้น ซึ่งน่าสงสารที่ ท่าน ไม่รู้เรื่องไปหลง ปั้นขึ้นมาเล่นไปเสียเวลาทั้งชาติ แล้วก็หลงก็เก่งด้วยนะ ปั้นเป็นตัวเป็นตน เป็นรูปร่างเ ป็นผีนรก เป็นเทวดาต่างๆนานาสารพัดไปเลย โอ้ย ... มันก็เลยวุ่นวายปั่นป่วนอยู่ในนั้นเยอะแยะ มันยากจริงๆ สำหรับคนที่ไม่สัมมาทิฏฐิ จะเข้าใจอย่างที่อาตมาพูดนี้ ไม่ง่าย

631202_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สุภกิณหาอย่างพุทธดับสุดสิ้นอาสวะ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน