อาหาร 4 ประกอบกับจรณะ 15.docx
เนื้อหาในไฟล์
อาหาร 4 ประกอบกับจรณะ 15 พ่อครูว่า…อาหารที่ 1 คืออาหารที่กินเข้าปากเลี้ยงกาย เรียกด้วยภาษาวิชาการว่า กวฬิงการาหาร อาหารที่ 2 คือ ผัสสะ ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส สัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็ง โผฏฐัพพะ การกระทบสัมผัสเหล่านี้เรียกว่า ผัสสะ ซึ่ง ผู้ที่ไม่รู้จักสิ่งที่เป็นอาหารก็ดี ผัสสะก็ดี ไม่ได้ศึกษาแล้วก็ไม่มีตัวเริ่มต้นพวกนี้ คุณก็จะไม่สามารถที่จะเรียนรู้ไปถึงเจตนา ที่เป็นกรรม มโนสัญเจตนา มโนสัญเจตนา จะไปแก้เจตนาที่มันมีกิเลส เจตนาด้วยกิเลสบังคับ กิเลสกาม แล้วก็เข้าไปภายในเป็น ภวตัณหา ต้องเรียนรู้แก้กิเลสตรงนี้เป็นจุดสำคัญและกำจัดกาม กามหมดแล้วก็เหลือภวะ เป็นรูป อรูป เป็นรูป ก็จัดการก่อนแล้วเหลืออรูป กำจัดให้หมดอีก ก็จะบรรลุสูงสุดของศาสนาพุทธ ตัวกิเลสหรือตัวตัณหา จะเป็นตัวประสมโรง หรือปรุงแต่งกันอยู่กับเวทนา จะต้องผัสสะมีเวทนา เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่รู้จักการกิน เครื่องกินเครื่องใช้ ข้อที่ 1 กวฬิงการาหาร อาหารนี้ โภชนะ มันมีทั้งเครื่องกินเครื่องใช้ แต่เรื่องกินไม่เป็น เอาก่อน การกระทบสัมผัสอาหารการกินก็จะมีรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสครบอยู่ในนั้น แล้วก็จะเกิดเวทนา เวทนาก็มีเจตนาภายใน ผู้ที่จะเรียนรู้ธรรมะของพระพุทธเจ้า จับหลักไม่ได้ ไปนั่งหลับตาเสีย ปิด หู ตา จมูก ลิ้น กายไปหมด ไปนั่งหลับตานี้ออกนอกทางไปเป็นเดียรถีย์หมด ไม่มีศาสนาพุทธให้คุณปฏิบัติเลย เพราะฉะนั้นคุณจะต้องมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในจรณะ 15 มีโภชเนมัตตัญญุตา การสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ชาคริยานุโยคะ คุณต้องตื่น ทำความตื่น เราต้องมีสติสัมปชัญญะ เราต้องมีตัวรู้เต็ม คุณก็รู้ไม่ครบ มะลำมะเลือง รู้อะไรไม่เต็ม จึงต้องตื่นแล้วก็สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ที่มันเกี่ยวข้องกันกับเครื่องกินเครื่องใช้ สัมผัสสั
อ่านต่อ
มพันธ์ การปฏิบัติธรรมจึงมี 3 อัน สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ ถ้าไม่มี 3 อันนี้ไม่ใช่ปฏิบัติศาสนาพุทธ อยู่นอกรีตเลย เรียกว่า อปันกปฏิปทา 3 ทุกวันนี้ไม่มีเลย จรณะ 15 ...3 ข้อนี้เป็นตัวบ่งบอก จรณะ 15 วิชชา 8 เป็นพุทธคุณสำคัญของศาสนาพุทธ ในศาสนาพุทธมีพุทธคุณ 9 ใครไล่ได้บ้าง "พุทธคุณ 9 ประการ" คุณของพระพุทธเจ้ามี 9 ประการ คือ 1. อรหํ เป็นพระอรหันต์ 2. สมฺมาสมฺพุทโธ ตรัสรู้เองโดยชอบ 3. วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ 4. สุคโต เสด็จไปดีแล้ว 5. โลกวิทู เป็นผู้รู้แจ้งโลก 6. อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ เป็นสารถีฝึกคนที่ฝึกได้ไม่มีใครยิ่งกว่า 7. สตฺถา เทวมนุสฺสานํ เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย 8. พุทฺโธ เป็นผู้ตื่นและเบิกบานแล้ว 9. ภควา เป็นผู้จำแนกธรรม เป็นผู้สุดยอดแล้ว
นอกจาก วิชชาจะระณะสัมปันโนแล้ว นอกนั้นบอกถึงคุณสมบัติพิเศษเป็นอลังการของพระพุทธเจ้า เป็นผู้ที่สุดยอดแห่งจอมยุทธ ตัววิชชาจรณะสัมปันโน บ่งบอก เนื้อหาของศาสนาพุทธ นอกนั้นเป็นทางยศศักดิ์ เป็นทั้งด็อกเตอร์ เป็นทั้งพลเอก เป็นทั้งจอมพล เป็นทุกอย่างในโลกที่เขามีตำแหน่งอะไร 18 วิชาการ เต็มหมดทุกอย่างทั้งโลกเขา แต่คนไม่รู้วิชชาจะระณะสัมปันโน สู่แดนธรรมว่า...คนธรรมดาจะทำได้หรือครับ พ่อครูว่า…ทำได้หรือไม่ได้ถ้าคุณไม่เอาก็โมฆะไปจากศาสนาพุทธเลยจะเอาหรือไม่เอา วิชชา จะระณะสัมปันโน เริ่มต้นควรจะต้องมาศึกษาเรื่องนี้ จรณะ 15 เริ่มต้นมีศีล ศีลสัมปทา ถึงพร้อมด้วยศีล . . 9. วิริยะ ปรารภความเพียร อินทรีย์สังวร คุ้มครองทวารอินทรีย์ 10. สติ อันเป็นอาริยะ . . โภชเนมัตตัญญุตา ประมาณในโภชนา 11. ปัญญา . . ชาคริยานุโยค ประกอบความตื่น 12. ปฐมฌาน . ศรัทธา (เชื่อมั่น) . . 13. ทุติยฌาน หิริ (ละอายต่อบาป) . 14. ตติยฌาน โอตตัปปะ. (สะดุ้งบาป). 15. จตุตถฌาน 8. พาหุสัจจะ แทงตลอดในพหูสูต . (พตปฎ.ล.13/34)
วิชชานั้นเป็นวิชชา 8 เป็นของทุกคนไม่ใช่ของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ศีล ข้อ 1 2 3 ศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ ศีลข้อที่ 2 เกี่ยวกับพืช ศีลข้อที่ 3 เกี่ยวกับ ทวาร 6 สิ่งที่สัมผัสตาหูจมูกลิ้นกายใจเป็นรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส คุณต้องเข้าใจศีลแล้วก็ปฏิบัติศีลนี่แหละไม่มีอื่นเลย บอกแล้วว่าการนั่งหลับตาปฏิบัติไม่ได้ปฏิบัติศีลเลยเป็นผู้ออกนอกการปฏิบัติของศาสนาพุทธเรียบร้อยโรงเรียนมิจฉาทิฏฐิ คุณจะปฏิบัติ ศีล คุณจะต้องมี ตาหูจมูกลิ้นกายใจ หากปฏิบัติ ศีล ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายใจแล้วไม่มี ผัสสะ ที่จะไปสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 คือตาหูจมูกลิ้นกาย แล้วคุณก็ไม่มีผัสสะ ในสิ่งที่กินที่ใช้แล้วคุณก็ไปตื่นรู้เต็มที่จะต้องไปมีสติสัมปชัญญะ ปัญญา ต้องมี สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ สัมผัสแล้วจะมีเวทนา แล้วมีปัญญาที่เป็นตัวกลาง มีวิธีการกำจัดกิเลสอย่างนี้อย่างนี้ อย่างนี้ พูดย้ำซ้ำซาก หากอาตมาเป็นคนเบื่อเป็นก็ไม่รู้จะเบื่อยังไงแล้ว พวกคุณฟังยังน่าเบื่อเลย แต่อาตมาเบื่อไม่ลง เพราะฉะนั้นน่าสงสารศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้า พูดได้แล้วว่า เห็นใจเขา เขาก็หมั่นไส้ เขาลืมทิ้งไปหมดไปท่องพยัญชนะอะไรก็ไม่รู้ เอาตำราของอรรถกถาจารย์มาเรียน ดีไม่ดีทั้งพระไตรปิฎกแข่งกัน เท่านั้นเอง ไม่ได้ตื่นมาเรียนรู้วิธีวิจัย สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ เช่น ศีล เป็นต้น แล้วอปัณกธรรม 3 ไม่ได้ศึกษา ไม่ได้แยกแยะ ถ้าศีล กับ อปัณกธรรม 3 คุณไม่มีแล้ว ก็ไม่มีหรอกศาสนาพุทธ ไม่ใช่ศาสนาพุทธเลย ไม่ต้องไปพูดถึง สัทธรรม 7 ฌาน 4 เลย ไม่มี มีแต่ชานหมากเป็นฌานโลกียะ ไม่ถูกต้องเลย ขออภัยพูดไปที่ใช้ท่าทางเสียงเน้นให้มันแรงๆให้มันกระแทก ก็สะดุ้งสะเทือนบ้างสิก็มันไม่ใช่ ไปงมงายอยู่ทำไม มาตั้งใจฟังที่อาตมาอธิบาย เมื่อเข้าใจจรณะ 15 ถ้าปฏิบัติไม่ใช่จรณะ 15 ด้วย กระบวนการของ ศีล อปัณกธรรม 3 สัทธรรม 7 ฌาน ฤาษี ก็มีแต่นั่งหลับตาปกติ เพ่งกสิณไป ฌาน ของพระพุทธเจ้าปฏิบัติด้วยการลืมตา ฌานคือไฟ ฌานแปลว่าไฟ เผา ทำให้ร้อน ให้ละลาย ไม่ได้แปลว่าเพ่งด้วย เพ่ง เป็นพฤติกรรมที่คุณผิด เอาไปใช้เพ่ง เพ่ง เข้าไปที่จิต เข้าที่กสิณ ให้จิตมันสงบสมถะ แล้เอาตัวเพ่งมาเรียกวาฌาน แต่ฌาน แปลว่าไฟ ฌาน หรือฌาปนะ มันแปลว่าไฟ แปลว่าเผา เป็นเครื่องละลายเป็นความร้อน ไม่ได้แปลว่าเพ่ง แล้วเพ่งให้รวมด้วยนะ แต่นี่ให้สลายให้กระจายให้สูญเสียทำให้มันแตกพังหมด แต่ฌาน ของเขาให้รวมเกาะแน่น มันคนละทิศเลย นี่อาตมาอธิบายสภาวะแท้ เพราะฉะนั้นเมื่อไม่ได้ปฏิบัติศีล ไม่มี อปัณกธรรม 3 ก็ไม่เกิดสัทธรรม 7 ศรัทธาของคุณก็เป็นศรัทธานอกรีต ไปศรัทธาไอ้ไข่ ศรัทธาต้นตะเคียน ทำบุญทำทานผ้าป่ากฐิน
631130_รายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 19