สติปัฏฐาน กับ อปันกธรรม 3.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.93 KB
วันที่แก้ไข1 ธันวาคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

สติปัฏฐาน กับ อปันกธรรม 3 พ่อครูว่า…ถ้าไม่มีอปัณกธรรม 3 จะไม่เกิด ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหูสูตเลย เพราะไม่มีภาคปฏิบัติจะเกิดอะไรขึ้นมาให้คุณรู้สึกว่าจะละอาย จะเชื่อสิ่งที่ควรปฏิบัติต่างๆควรจะเชื่อแต่ตรรกะภาษาคำสอนครูบาอาจารย์สอนไปนั่น คุณจะไม่เชื่อสิ่งที่ควรปฏิบัติอย่างมีเหตุปัจจัยแล้วก็ มีเวทนาอ่านเวทนาแยกกิเลสออกได้ แล้วพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรมให้ชัดเจน เห็นไตรลักษณ์ชัดเจนกิเลสก็จะละลายหายไป ปัญญา ท่านอธิบายว่าเป็นไตรลักษณ์ เห็นเป็นไตรลักษณ์ มันเป็นความเข้าใจความเห็นแจ้งเป็นตัวฉลาด ปัญญาที่มีฤทธิ์ ปัญญาที่มีฤทธิ์เป็นบุญ ปัญญาที่ละลายกิเลสได้เลย เพราะมันเป็นฌาน เป็นพลังงาน อุณหธาตุ เป็นพลังงานไฟเผา เพราะฉะนั้นการไปนั่งกดข่ม นั่งหลับตาพวกนี้มันไม่เกิดผลสำเร็จเลย นอกจากจะมาทำพลังงานไฟให้เกิด ฌาน เข้าใจฌาน ก็ไม่ถูก ไปนั่งหลับตานั้นมันไม่ใช่ ฌานจะเกิดจากการปฏิบัติศีลเป็นหลัก แล้วก็ปฏิบัติอปัณกธรรม 3 โดยสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ตื่นมีสติสัมปชัญญะ มีธรรมวิจัย มีวิริยะพากเพียร อ่านผัสสะ แล้วพระพุทธเจ้าก็ให้กรรมฐานคือเวทนา ถ้าไม่มีผัสสะไม่มีเวทนาไม่มีฐานให้การปฏิบัติ มีแต่กิเลส ตัณหา แส่หาทั้งนั้น ต้องมีเวทนาต้องมีผัสสะจึงจะมีฐานที่ตั้ง ฐีติ วิธีตั้งตรงนี้ที่จะปฏิบัติได้วิญญาณฐิติ ถ้าไม่มีที่ตั้งที่จะปฏิบัติไม่มีฐีติ ไม่มีฐานแห่งการปฏิบัติไม่มีเวทนาให้ปฏิบัติก็ออกนอกรีต สรุปแล้วทำไมพระพุทธเจ้าต้องรู้จักเวทนา ในสติปัฏฐาน 4 กาย เวทนา จิต ธรรม ธรรมะ ยกไว้ไม่ต้องอธิบาย เป็นสิ่งที่ทรงไว้ เอา 3 อย่าง กาย เวทนา จิต จิต ในจิตนั้น พระพุทธเจ้าคือ ตารางสูตรคูณ หรือสูตรหารก็แล้วแต่ สูตรบอกถึงลักษณะกิเลสต่างๆคือเจโตปริยญาณ 16 จิตในจิต คือ การกำหนดรู้ใจสัตว์อื่น (รู้สัตว์ชั้นต่ำสูงในจ

อ่านต่อ

ิตตน-ปรสัตตานัง) . รู้บุคคลชั้นต่ำ-สูงอื่นๆในจิตอาริยของตน(ปรปุคคลานัง) เป็นปรมัตถ์. 1. สราคจิต (จิตมีราคะ) 2. วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ) 3. สโทสจิต (จิตมีโทสะ) 4. วีตโทสจิต (จิตไม่มีโทสะ) 5. สโมหจิต (จิตมีโมหะ) 6. วีตโมหจิต (จิตไม่มีโมหะ) 7. สังขิตฺตํจิตตํ. (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) . 8. วิกขิตฺตํจิตตํ . (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด) 9. มหัคคตจิต (จิตเจริญยิ่งใหญ่ขึ้น) 10. อมหัคคตจิต (จิตไม่เจริญขึ้น) 11. สอุตตรจิต (จิตมีดีแต่ยังมีดียิ่งกว่านี้-ยังไม่จบ) 12. อนุตตรจิต (จิตไม่มีจิตอื่นสูงยิ่งกว่า) . 13. สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่นเป็นประโยชน์ดีแล้ว) 14. อสมาหิตจิต (จิตยังไม่ตั้งมั่นไม่เป็นประโยชน์) 15. วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น) . . . 16. อวิมุตตจิต (จิตยังไม่หลุดพ้นสิ้นเกลี้ยง) . (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 135)

มันบอกจิตที่มีอกุศล ก็ทำให้อกุศลหมด อยู่เหนือเป็นอนุตรจิต แล้วตั้งมั่นหรือไม่(สมาหิตจิต) แล้วตรวจสอบว่าวิมุติหรือไม่ ภาคปฏิบัติ คือ กาย กับ เวทนา ไปปฏิบัติหลับตาไม่มีกายไม่มีเวทนา หลับตา กายเขาแปลว่าภายนอกก็ไม่มีแล้ว เมื่อไม่มีข้างนอกเวทนาก็ไม่เกิด ไม่มีผัสสะ เวทนาก็ไม่มี ปฏิจจสมุปบาทก็ชัดเจน ไม่มีผัสสะไม่มีเวทนาเกิด ไม่มีอายตนะไม่มีเวทนา ต้องมีผัสสะ ถึงจะเกิดอายตนะ เกิดเวทนา การปฏิบัติที่ไม่มีฐานให้ปฏิบัติ กรรมฐาน คือเวทนา ให้ปฏิบัติมีที่ตั้ง ฐีติ คำว่าฐีติกับ ฐานะ อันเดียวกัน การปฏิบัติธรรมที่เขาศึกษาแต่พยัญชนะแล้วสับสน พยัญชนะไม่ค่อยได้สภาวะ ก็น่าสงสาร เพราะว่าไปปฏิบัติผิดไปนั่งหลับตา ไม่ได้เรียนสภาวะตั้งแต่รายละเอียดข้างต้น จรณะ 15 ตั้งแต่ศีล อปัณกธรรม 3 แล้วเกิดจิตศรัทธา ตั้งแต่คุณเห็นศีลข้อที่ 1 เกี่ยวข้องกับสัตว์มีสัมผัสกับสัตว์ เอาละ เกี่ยวข้องกับสัตว์ สัตว์เดรัจฉาน ก็ปล่อยมันไปตามยถากรรม ต่างคนต่างมีวิบากอย่าไปยุ่งเกี่ยวกับมัน ไม่ฆ่าไม่ทำลายไม่เบียดเบียน สัตว์ทั้งหลาย มีเมตตาต่อสัตว์ทั้งหลาย มันมีสัตว์ที่เป็นคนนี่แหละมันจะเกิด รักเกิดชัง เกิดกิเลสกันมาก เรียนกิเลสกับแค่คนกับคนคือสัตว์คนกับสัตว์เรานี่แหละสัมผัสกัน แล้วคนก็ไม่เรียนรู้พวกนี้ ถ้าคุณไม่สามารถที่จะมี รูป กับนาม สัมผัสกัน เป็นกาย แล้วคุณก็อ่าน กายในกาย แล้วคุณก็อ่านเวทนาในเวทนา มันแยกกันยาก หากปฏิบัติถูกแล้วจะรู้ว่า กายคือสภาพ 2 เวทนา ต้องแยก อ่านสภาพ 2 นี้ให้ออกว่า กายในกายก็คือมหาเวทนา แล้วก็แยกเวทนา 2 อีกเหมือนกัน แยกให้เป็นเทวะ พอแยกเทวะได้ คือ 2 ของเวทนา ตอนนี้แหละเข้าเป้า เวทนา ตัวสุข ทุกข์เป็น 2 แล้วก็เรียนรู้จริงๆเลยว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้แปลว่า ทุกข์นี่ตัวเหตุใหญ่เป็นตัวโง่ มันมีเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ คือความโง่ คืออวิชชา โง่ไปหลงว่ามันเป็นสุขมันเป็นมายา หลอก สุขขัลลิกะ สุขเท็จ ท่านถึงเรียกว่าทุกข์เป็นอริยสัจ สัจจะมันคือความจริง ผู้ประเสริฐผู้ฉลาด จึงมาเรียนอันนี้มันเป็นทุกข์ไม่ใช่สุข ที่ไปหลงว่าเป็นสุข ไม่ใช่ มันเป็นทุกข์ จึงจัดการความทุกข์ให้หายไปจากจิต ดับทุกข์ คุณก็ดับสุข เพราะมันแยกกันไม่ได้ ทุกข์กับสุขคู่สอง เทวะก็หายไป คนนี้ก็เลยเป็นอเทวะ ไม่มีแล้วเทวะ มีแต่พระพรหม เรานี่ก็เป็นเทวะใหญ่ที่สุดในเทวทั้งหลาย คือพรหม ผู้บริสุทธิ์จากสุขทุกข์ หมดจากกิเลส สะอาดหมด มีแต่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เพราะตัวเองจบแล้ว เป็นผู้เป็นใหญ่ เป็นใหญ่คืออะไร เป็นเจ้าของจิตวิญญาณ เป็นพระพรหมที่เป็นเจ้าของจิตวิญญาณในศาสนาพุทธสามารถจะสลายจิตวิญญาณให้เป็นอุตุธาตุ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน แต่พระพรหมเป็นพระเจ้าในศาสนาเทวนิยมก็เป็นนิรันดร เป็นปรมาตมันนิรันดร ก็แยกได้โลกียะกับโลกุตระของพระพุทธเจ้าเป็นอเทวนิยม Adheism เป็นอันเดียว ถ้าไม่เข้าใจจรณะ 15 ไปนั่งหลับตาเอาฌาน ไม่ปฏิบัติศีล ไม่ปฏิบัติอปัณกธรรม ไม่มี สัทธรรม 7 เป็นฌาน ที่เผากิเลสไปตามลำดับ เป็นจรณะ ข้อที่ 11 เป็นฌาน 1 (ตัวเลข 7 + 4 ก็เป็น 11)

631130_รายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 19

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน