มนุษย์ที่ยังมีทุกข์มีสุขอยู่ก็ยังโง่กว่าพืช.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.17 KB
วันที่แก้ไข19 พฤษภาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

มนุษย์ที่ยังมีทุกข์มีสุขอยู่ก็ยังโง่กว่าพืช อาตมาพยายามวนไปเวียนมา เขียนแล้วแก้ไข ขอวนขอซ้ำอีกก็แล้วกัน “วิญญาณ”หรือ“อัตตา”ของเราจึงสิ้นไม่เหลือใน“กาล” โดยเราจัดการ“วิญญาณ”ของตนให้กลายเป็น“ดินน้ำไฟลม”ไป หมดสิ้นความเป็น“จิตนิยาม”แม้แต่ไม่เหลือความเป็น “พีชนิยาม”อันเป็นชีวะ”ในกาล ได้สำเร็จจริง ฉะนั้นในกาละในเอกภพมันก็เป็นสิ่งหนึ่งที่มนุษย์มีจิตวิญญาณ รู้จักดินน้ำไฟลมอยู่ในกาละในเอกภพ แต่มันไม่รู้จักตัวเอง แม้แต่พีชะมันก็ไม่รู้จัก กาละเอกภพ เรื่องธาตุอัตตาตัวเอง ที่จริงพีชะจะเรียกอัตตาก็ไม่เต็ม มีสภาพปรุงแต่งเป็นตัวเองได้แต่ไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ มีแต่สังขารกับสัญญา ปรุงแต่งด้วยธาตุ 2 มีชีวะ เป็นประธานตัวมันเองในกรอบขอบพีชะหรือพืชเท่านั้น 1. เป็นเอกธรรม 2. เป็นเทวธรรม อรหันต์หรือโพธิสัตว์สามารถจัดการจิตให้เป็น 0 1 2 ได้ “พีชนิยาม”ซึ่งเริ่มเป็น“สังขาร”ที่เป็น“ชีวะ”ขั้นหนึ่งแล้ว คนบางคนก็เถียงว่า กินพืชก็ยังกินชีวิตอยู่ แต่เขาไม่รู้ถึงว่าพืชไม่มีเวทนา มีแต่สัญญา สังขาร เหมือนอุตุ มีพลังงานบวกกับลบ แต่พลังงานพืช มีสัญญา สังขาร ต้องเข้าใจอาการสัญญา สังขาร จนกว่าจะพ้นอวิชชารู้จักสังขาร สังขารที่ปรุงแต่งเป็นวิญญาณ เป็นอย่างไรต้องรู้นามรูปเป็นภาวะ 2 กระทบสัมผัสกันเข้า มีอายตนะ มีผัสสะ นามรูปสัมผัสเป็นอายตนะ อายตนะก็คือสังขารหรือวิญญาณหรือเวทนานั้นแหละ อายตนะมีอะไรสัมผัสก็มีอะไรปรุงแต่ง ปรุงแต่งถึงวิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา เวทนาเป็นความรู้สึกที่ทุกข์ก็ได้ สุขก็ได้ ไม่ทุกข์ไม่สุขก็ได้ อุเบกขาก็ได้ ก็เรียนรู้ แม้อุเบกขาก็ไม่ติดยึดอุเบกขาเป็นเราเป็นของเราที่เป็นวิปัสนูปกิเลส เราสามารถเข้าใจพยัญชนะ เข้าใจสภาวะแล้วทำให้มีสภาวะตรงกับพยัญชนะ ก็ปล่อยวางหมดเลย อุเบกขาก็เ

อ่านต่อ

ป็นอาศัยปราศจากกิเลสแล้วทำกรรมก็ทรงไว้ซึ่ง อุเบกขา 5 สูงขึ้นไปเรื่อยๆสะสมความเจริญอย่างนี้พัฒนาตนเองให้มีสิ่งเหล่านี้มากยิ่งขึ้นก็ยิ่งจะรู้ยิ่งขึ้นว่า มันเป็นอย่างนี้เอง คือ เป็น“พืช”นั้นยังไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะชีวะขั้น“พืช”ยังไม่ มี“กรรม” ไม่มี“วิบาก” ยังรักไม่เป็น ยังชังไม่เป็น ก็ยังไม่จองเวรจองกรรมกัน เพราะพืชยังไม่มีรักกัน พืชยังไม่มีชังกัน พืชมีแต่ผสมพันธุ์กันได้ แต่ไม่สุข ไม่ทุกข์ ไม่มี“อารมณ์”เป็น“กาม” “พืช”จึงเป็น“ชีวะ”ที่มัน“ไม่สุข-ไม่ทุกข์” เรื่องนี้สำคัญยิ่งๆ “ไม่สุข-ไม่ทุกข์”นี้แหละคือ “อาการของจิต”หรือ“ความรู้สึก” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชีวะ ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ และได้นำมาให้คนศึกษาพากเพียรทำ“จิตนิยาม”ของตนให้เป็น“ชีวะ”เหมือนกันกับ “พืช”ที่มีคุณสมบัติ“ไม่สุข-ไม่ทุกข์”ให้ได้ ดั่งที่“พืช”มันเป็นอยู่ ซึ่ง“พืช”ก็เป็น“ชีวะ” “มนุษย์”ก็เป็น“ชีวะ” มนุษย์นั้น“จิตนิยาม”ถือว่าสูงกว่า“พืช”นะ! แต่ทำไม..มนุษย์จึงโง่กว่าพืช ยัง“มีสุข-มีทุกข์”อยู่ล่ะ?

640519_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ มนุษย์ที่ยังมีทุกข์มีสุขอยู่ก็คือโง่กว่าพืช

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน