ถ้ำคือหมากพลู อยู่ที่ไหน.docx
เนื้อหาในไฟล์
ถ้ำคือหมากพลู อยู่ที่ไหน เข้าสู่คุหัฏฐกสูตร จากพระไตรปิฎก ล. 29 คุหัฏฐกสุตตนิทเทสที่ ๒ ว่าด้วยนรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำคือกาย [30] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า นรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ(สตฺโต คุหายํ) เป็นผู้อันกิเลสมากปิดบังไว้แล้ว(พหุนาภิฉนฺโน) นรชนเมื่อตั้งอยู่ ก็หยั่งลงในที่หลง((ติฏฺฐํ นโร โมหนสฺมํ ปคาโฬฺห) นรชนเช่นนั้น ย่อมอยู่ไกลจากวิเวก(ทูเรวิเวกา) ก็เพราะกามทั้งหลายในโลก ไม่เป็นของอันนรชนละได้โดยง่าย. พ่อครูว่า…วนในถ้ำ ย่อลงมาวนใน protoplasm วนในกะลาครอบนี้ เพราะว่าเป็นผู้อันกิเลสมาก แล้วแถมปิดบังไว้แล้ว ที่จริง ไอ้ปิดบังก็เป็นนิสัยของตนเอง วิสัยของคนหรือสัตว์โลก เดรัจฉานมันยังไม่ปิดเท่ากับคน คนนี่แหละปิดบังกิเลสเพราะความโง่ และไม่รู้กิเลสตนเองด้วย เพราะฉะนั้น พระพุทธพระพุทธเจ้าท่านสอนต่อว่า คนชนิดนี้ นรชนเมื่อตั้งอยู่เป็นคนกิเลสมาก ปิดบังไว้แล้ว ไม่มีปัญญาออกจากถ้ำนี้ได้ ก็หยั่งลงในที่หลง อาตมาเห็นแล้วสงสาร พยายามเตือนให้ออกมาให้เลิกไม่ใช่วิธีการของศาสนาพุทธการไปนั่งหลับตาสะกดจิตดับลงไป หลงว่าเป็นอรหันต์ไปทางโน้น ดูแล้ว พูดเรื่องเสียหายก็คือบ้าบ้าบอๆ พูดอย่างน่าสังเวชใจก็คือมันงมงาย ปฏิบัติกัน ขออภัยเหมือนกับ เดรัจฉานโง่ๆ ที่หลงในภพตนเอง เช่น หนอนมันหลงอยู่ในกองขี้ เทวดาบอกหนอนเอ๋ยเลิกกินขี้เสียที หนอนก็บอกว่าเทวดาหน้าโง่ ไม่รู้อะไรขี้นี้ของอร่อย ก็ฉันเดียวกัน หยั่งลงในที่หลง นรชนเช่นนั้นย่อมอยู่ไกลจากวิเวก คำว่าวิเวกคำนี้มันก็ยังไม่ใช่ปัสสัทธิ อาจจะมีปัญญากว่าสมถะ คำว่าสมถะเป็นการหยุดที่ทึ่มเลย ไม่มีความรู้ แต่ว่าวิเวกนี่นะ ยังมีความรู้ว่ามีวิเวก 3 กายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก กายวิเวกก็มีนัยลึกซึ้ง ที่จะรู้ชัดเจนว่ากายวิเวกคืออย่างไร ต่างกับจิตวิเวกอย่างไร แล
อ่านต่อ
้วความหลงที่หลงติดกายและจิตวิเวก คืออุปธิวิเวก ผู้ที่ชัดเจนในอุปธิก็คือมี 3 มีกิเลส มีขันธ์ มีอภิสังขาร ผู้ที่เจริญมี อุปธิ เป็นอภิสังขารได้ก็รู้จักกิเลสในขันธ์ก็ล้างกิเลสในขันธ์ อภิสังขาร ไปสู่ความจบได้ จะล้างได้ต้องล้างในกายให้วิเวกก่อน แล้วมาทำให้จิตวิเวกที่เหลือตามมา กายต้องมาก่อนจิต เพราะกายนั้นเป็นภายนอก เป็นของหยาบ กายนั้นต้องก่อนจิต แค่นี้เดี๋ยวนี้ก็หลงทิศทางไปเอาจิตโดยทิ้งกาย ไม่เข้าใจกายอย่างมาก กายคำเดียว กายคำแรก สังโยชน์ข้อที่ 1 กายแล้วก็ของตน สักกาย ความเห็น ความรู้เรียกว่าทิฏฐิ พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้ก่อนแยกกายแยกจิต แล้วก็รู้ของตนให้ได้ จัดการกับของตนนี่แหละ อย่าไปยุ่งกับของคนอื่นเขา คุณมีหน้าที่บอกคนอื่นบ้างเป็นโพธิสัตว์ก็ค่อยว่าแต่ทำของตนให้ได้ก่อนเถอะ ทำกาย แล้วก็ของตนให้มันได้ดีได้จริงได้เด็ดขาดด้วยนะ ไม่สับสนแล้ว แค่สักกะกับ กายะก็สับสนแล้ว อะไรเป็นกาย อะไรเป็นของตน แค่นี้ก็สับสนได้ กายคือรูปนาม ของตนก็คือรูปนาม คือวิญญาณ เป็นความซับซ้อนวนเวียน มันใกล้ชิดกันสลับกันไปมา ซึ่งเป็นสภาพที่หลอกตัวเองเป็นมายา ความโง่ก็คือเป็นมายา อวิชชาคือมายา หลอกตนเองสับสน ไม่รู้อะไรชัดเจนแน่นอน จึงเป็นวิปลาส กำหนดไม่ได้มั่นแม่นกำหนดไม่ได้ตรง จึงต้องมาศึกษาดีๆให้รู้ชัดเจนแล้วก็ทำสัญญาให้กำหนดแม่นๆให้ได้ พระพุทธเจ้าถึงเรียนรู้สุดท้ายด้วย กายและสัญญา เรียนรู้ความเป็นสัตว์ที่ตัวเองยังตกอยู่ในความเป็นสัตว์ จิตวิญญาณมันเป็นสัตว์โอปปาติกะสัตว์ มีสัตตาวาส 9 ที่พระพุทธเจ้าสอน ก็เพราะกามทั้งหลายในโลก ไม่เป็นของอันนรชนละได้โดยง่าย ที่ทำไม่ได้เพราะกามอันเป็นเบื้องต้นไม่รู้ ไม่รู้จนกระทั่งติดหนักขนาดแต่ก็หลงตนเองว่าเป็นพระอรหันต์ อย่างเช่นมหาบัว ไม่รู้กาม อาจจะเข้าใจว่าเรื่องของ กาม ว่าคือเรื่องผู้หญิงผู้ชายเท่านั้น ก็เลยรักษาเรื่องผู้หญิงผู้ชายให้ดีรอบตัว แต่กาม ตา หู จมูก ลิ้น กาย กามคุณ 5 กิเลสที่ติดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่ไปติดเรื่องผู้หญิง แต่ไปติดเรื่อง รส สัมผัส โผฏฐัพพะก็ติด ติดไม่ขาดปากไปติดเอาเฉพาะหมากพลู ไม่รู้ตอนตายเขาเอาใส่โลงไปให้ด้ว ยหรือเปล่า (มีโยมว่าใส่) ก็น่าสงสาร มหาบัวกามแค่นี้ก็ไม่รู้จัก แล้วสายนี้ติดทั้งนั้น ติดในถ้ำคือหมากพลู แล้วก็ส่งเสริมกันว่าเป็นอรหันต์ ยังจะสร้างอนุสาวรีย์ให้อีก ขออภัยที่ต้องเอามาวิจารณ์เพราะมันน่าสงสารไปงมงายกับสิ่งที่มันไม่ใช่แล้วยึดถือว่ามันใช่ จริงๆมันน่าสงสารไหม ที่อาตมาพูดนี้ไม่ได้ริษยา ไม่ได้จะไปถล่มอะไร แต่อยากให้สะดุด ระลึก โพธิรักษ์พูดอะไร เขานับถือกันทั่วบ้านทั่วเมือง แล้วโพธิรักษ์นี่ใหญ่มาจากไหนมาว่ามาตำหนิ เอ็งใหญ่อย่างไร มันน่าหมั่นไส้ หากเราไม่ไปแตะก็ไม่เป็นไร แต่ไปแตะทำไม มันบ้าหรือเปล่า ควรหรือเปล่า ก็มันงมงายกันมาก หากไม่มีใครมาสะดุดมาติงไว้ ผู้ที่มีปัญญาไหวพริบได้สะดุดว่า ที่โพธิรักษ์พูดจริงไหม ให้เอาพระไตรปิฎกมาตั้งใจศึกษาให้ดีเล่มไหนที่คิดว่าจะให้ปัญญาแก่เราเอาเล่มนั้น สักเล่มสองเล่ม อ่านให้ดีๆแล้วคุณจะได้เข้าใจว่าเราเป็นพุทธศาสนิกชน แต่เราเข้าใจยังไม่ได้เลย ผิดไปเยอะทั้งนั้น ขออภัยทั้งเถรสมาคมเลย พุทธ ชาวพุทธในปัจจุบันทั้งยวงเลย มีที่เข้าใจตามอาตมาเข้ามาได้เท่านี้ แม้แต่เบื้องต้นกามทั้งหลาย เห็นชัดๆ อย่างมหาบัวนี่ ในโลก ไม่ใช่เป็นของนรชนที่ละได้โดยง่าย ถึงรู้ก็กลบเกลื่อน ที่จริงมหาบัวรู้เคยลองเลิก แต่เลิกไม่ได้ก็เลยหลอกคนอื่น แม้แต่ลูกศิษย์ลูกหาก็เข้าใจไปอย่างนั้น เข้าใจว่าอรหันต์กินหมากพลูได้สบายท่านบรรลุอรหันต์แล้วแต่กินหมากกินพลูสบายไม่ใช่ของที่ต้องละก่อน ก็เลยเป็นเรื่องน่าสังเวชใจเป็นเรื่องทำลายศาสนาโดยตรงเลย เอาสิ่งใช่มาเป็นไม่ใช่ เอาสิ่งไม่ใช่มาเป็นใช่ มันก็เลยยากอาตมาจึงจำเป็นที่จะต้องมาท้วงติง เอาหลักฐานพระไตรปิฎกมาอ่านให้ฟัง คุหัฏฐกสุตตนิทเทส ที่ 2 ต่อ ข้อ 32 สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุ ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ประกอบด้วยกาม พ่อครูว่า…เห็นอสุภะเป็นสุภะ เช่นเห็นหมากพลูเป็นสิ่งที่น่าพอใจ ขออภัยมหาบัวไม่รู้แม้แต่กามหยาบๆ ก็ยากยิ่งจะไปรู้อัตตาที่ละเอียดกว่านั้น อาตมาไม่ได้มีอคติไม่ได้ต้องการไปข่มจะไปถล่มทลายแต่ต้องการสาธยายธรรมะ ตื่นเสียที อย่าว่าแต่มหาบัวเลย สายหลับตาทั้งหมดเลิกเสีย ขอยืนยันว่าศาสนาพุทธไม่ได้นั่งหลับตาปฏิบัติ ไม่ต้องไปเสียสติถึงขนาดนั่งหลับตาปฏิบัติหรอกศาสนาพุทธ มีสติปัญญาปฏิภาณดีรู้ว่าการลืมตาเป็นสามัญของมนุษย์ เรียนรู้ทุกอย่างมีสติเต็มร้อยปฏิบัติ ถึงเวลาหลับถึงเวลานอนถึงเวลาพักก็รู้ว่าพักก็หลับ เวลาตื่นก็มีสติมีความรู้ตัวชาคระ ให้มีความตื่นอันเป็นประโยชน์โดยมีการสำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ผู้มีชาคระ มีความตื่นรู้ จึงเป็นคนที่มีปฏิภาณปัญญา ที่จะทำตัวเองให้เป็นสุดยอดแห่งความตื่นรู้สุดท้ายเรียกว่าพุทธะ ใช้ชาคระหรือชาคริยา ปฏิบัติไปให้เป็นผู้ตื่นจนสุดท้ายเป็นผู้ตื่นเต็ม ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน พวกเรามีพุทธะบ้างหรือยังตื่นรู้ รู้อะไร รู้โลกีย์ รู้ลาภยศสรรเสริญเราเคลียร์จบ รู้กาม รู้อะไรอีก รู้อัตตา พวกเรานี่เรียนไปรู้แล้วล้างละ ยศสรรเสริญโลเกียสุขพวกเรารู้ดีแล้วก็เลิกมาได้ แต่ก่อนเราก็ไปแย่งกับเขาหน้ามืดตามัว แต่เดี๋ยวนี้ว่างเบาสบายเขาแย่งเขาก็แย่งกันไปเราก็มีอยู่พอกินพอใช้อาศัยสาธารณโภคี แม้จะเจ็บป่วยจะแก่เราก็มีที่พึ่งแก่พึ่งเจ็บพึ่งตายกันได้ โดยสาธารณโภคีหรือแผ่นดินพุทธหรือเสนาสนะ บุคคล อาหาร ธรรมะสัปปายะ 4 สบายแล้ว สบายจริงๆ อาตมาทำงานชาตินี้ก็สบายใจภูมิใจว่าทำสำเร็จ ทำให้คนเข้าใจธรรมะพระพุทธเจ้าแล้วก็เอาชีวิตมาอยู่อย่างนี้ เป็นผู้ที่รู้จักความเจริญของอัตภาพ ว่าอัตภาพของเราตั้งแต่วินาทีนี้จนกระทั่งตาย เราควรจะอยู่ที่ไหนเรียกว่าเสนาสนะ เราควรจะมีหมู่กลุ่มบุคคลอย่างไรอยู่ด้วยเรียกว่าบุคคล เราจะมีเครื่องอาศัย เครื่องอาศัยอย่างสำคัญก็ กวฬิงการาหาร ผัสสะ เจตนา วิญญาณ เสนาสนะคือแผ่นดินสิ่งแวดล้อม ที่อาศัย ที่อยู่ ดินน้ำไฟลม มีอาคารบ้านช่องเรือนชาน ต้นหมากรากไม้ มีดิน มีภูเขา มีลำธาร จนมาถึงผัสสะ อาหารกิน มาถึงผัสสะมาถึงเจตนาถึงวิญญาณเราก็มีอาหารครบ อยู่สบายไม่ขาดแคลน ขนาดโควิดมาตรวจสอบเรายังอยู่สบายเลยชาวอโศก ไม่มีอะไร ก็ยังเหลือมันอีกตั้งเยอะไปขุดมากินได้อีกตั้งนาน ไปจกมันมาทันน้ำขึ้น เหลือเฟือก็ไปใส่ปันสุขบ้าง ใจกล้าๆเอาของดีไปให้หน่อย ทำให้เหมือน ปัญญา นิรันดร์กุลบ้างสิ
640523_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ธรรมบรรยาย คุหัฏฐกสุตตนิทเทส ตอน 2