ความประเสริฐสูงสุดของคนจบที่ตรงไหน.docx
เนื้อหาในไฟล์
ความประเสริฐสูงสุดของคนจบที่ตรงไหน พ่อครูว่า…วันนี้วันอาทิตย์ที่ 23 พฤษภาคม 2564 ขึ้น 12 ค่ำเดือน 7 ปีฉลู ที่บวรราชธานีอโศก วันผ่านไปคนเราเกิดมาแล้วก็มามีชีวิตเดินไปตามกาละ เดินไปตามวันเวลา เดินไปเดินไปสุดท้ายก็ตาย ในชั่วระยะเวลาที่คนแต่ละคนยังมีชีวิต ยังไม่ตาย คนเราที่รบยังมีชีวิตอยู่ยังไม่ตาย แต่ละคนแต่ละคนบางคนก็รู้สึกว่าเวลาที่จะผ่านไป เขาก็คิดแล้วก็ทำ บางคนก็มีความคิดนำหน้า บางคนก็ไม่มีความคิดอะไรนำหน้าจัดการปัจจุบันเข้ามาเลย โดยที่ตัวเองก็ไม่รู้ว่าที่จัดการไปเป็นการจัดการดีหรือไม่ดี ควรหรือไม่ควร ในโลกีย์ก็เขาคิดจัดการแค่ดีกับไม่ดีหรือชั่วกับไม่ชั่ว เขาก็มีปฏิภาณรู้ว่าทำดี ต้องจัดการให้ดี มันชั่วนี้มันไม่ดี แต่พระพุทธเจ้า มีการรู้ในการเผชิญไปๆ จะไปจบตรงไหน มันก็ไม่มีปัญหาเรื่องดีกับชั่ว เราก็ทำตนให้ดี อย่าชั่วเลย ทำแต่ดี ทำชั่วไม่เป็นไม่ทำชั่วเด็ดขาด สร้างพลังงานจิตของตัวเองให้แข็งแรงจนกระทั่งไม่ทำชั่วเด็ดขาด ทำแต่ดี ทีนี้นัยยะที่ลึกซึ้งไปกว่านั้น ทำแต่ดี คำนี้มันไม่เที่ยง อยู่กับคนกลุ่มนี้ก็ถือว่าอย่างนี้ดีไปกับคนกลุ่มอื่นก็ถือว่าอย่างอื่นดีก็อาจจะต่างกันนิดฃก็ต่างกันคนละขั้วเลย อาจจะถือว่าสิ่งที่ดีนี้ชั่วสิ่งที่ชั่วนี้ดี ความคิดของพระพุทธเจ้าตรัสรู้ตรงกันข้ามกัน ตรงที่ว่า ความคิดของคนอยู่ไปให้นิรันดร ไม่ตายได้ดีที่สุด แต่ความคิดของพระพุทธเจ้า ตายให้สูญนิรันดรดีที่สุด โอ้โห เพราะเห็นว่า หากเกิดต่อไป ก็มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป มันไม่เห็นว่าอะไรที่ชีวิตควรจะมี เพราะฉะนั้นพระผู้ที่จะรับคำสอนเหล่านี้ว่า ชีวิตมีทุกข์เท่านั้น มีเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป แล้วจะอยู่ไปทำไม ก็ฆ่าตัวตาย การไปฆ่าตัวตายนั้นไม่จบ ทุกข์ไม่ได้ด
อ่านต่อ
ับจริง ก็เขาไม่ได้ดับต้นเหตุของเชื้อที่มันพาเกิดพาเป็นพาตาย คืออุปาทานหรือตัณหา เขาไม่รู้ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าตรัสรู้ว่าลถ้าเราจะไม่เกิด เราจะดับสิ้นสูญสลายเลย มันต้องดับความต้นเหตุแห่งการเกิด จนท่านค้นพบแล้วตรัสรู้ได้จริง ดับเหตุนี้ได้จึงเกิดเป็นนิพพานเป็นปริโยสาน จึงสามารถที่จะดับสูญไปเลยได้ชีพสลาย ดับคือทำให้ธาตุจิตวิญญาณแตกสลายแยก ออกหมด ไม่เหลือความเป็นชีวะของจิตนิยาม ทำลายได้เลยเป็นนักวิทยาศาสตร์ทางจิตแยกธาตุแตกออกไปได้เลยให้เป็นอุตุ เป็นพลังงานดินน้ำไฟลมไปเลย ธาตุที่จับตัวเป็นชีวะของสัตว์ของมนุษย์ของคนก็ไม่เหลือ กลายเป็นพลังงานดินน้ำไฟลมไป ก็สูญสลายอัตภาพ ได้เลย ฉะนั้นจึงจบ แม้จะยังอยู่ก็ทำได้ถึงขั้นเป็นธาตุจิตวิญญาณ ถ้าอยู่ก็อยู่โดยที่ไม่ทำชั่วอีกเลย ทำแต่ดีถ่ายเดียว มีธาตุรู้มีปัญญารู้กรรมชั่ว กรรมดี กรรมกุศล อกุศล แล้วเลิกอกุศล เลิกชั่ว ทำแต่ดีได้เที่ยงแท้ถาวร เป็นชีวิตที่มีหลักประกัน ถึงจะอยู่ก็ไม่เป็นพิษภัยอะไรกับใคร กับสัตว์โลกกับสรรพสิ่ง อยู่ไปก็มีแต่คุณค่าประโยชน์เท่านั้น ก็เป็นหลักประกันของชีวิตที่อยู่ในโลกได้ ยิ่งไปกว่านั้นก็สามารถจะเลิกเป็นปรินิพพานเป็นปริโยสานไปเลยได้อีก จึงจบสุดแห่งธาตุจิตนิยาม สูงสุดแล้วในความตรัสรู้ในความเป็นมนุษย์ที่ทำได้ อาตมาศึกษาตามพระพุทธเจ้ามาจนถึงทุกวันนี้ก็ทำได้ถึงเอามาพูดอย่างยืนยันมั่นคง อย่างมั่นใจ แน่ชัดว่าที่พูดนี่คือความจริงที่ประเสริฐสุดสูงสุดในหมู่คน แล้วทำได้ก็เป็นคนประเสริฐสุดแล้ว จะอยู่ต่อไปก็ไม่มีปัญหา อยู่ต่อไปมีแต่ปัญญา อยู่ต่อไปมีแต่คุณค่าประโยชน์ งานที่ให้คนมารู้สิ่งนี้ ให้คนมาประพฤติปฏิบัติให้เป็นแบบนี้จึงเป็นงานสุดท้าย ของความเป็นจิตนิยามที่เกิดมาเป็นมนุษย์หนึ่งคนในโลก คืองานพระโพธิสัตว์ จนกระทั่งเป็นโพธิสัตว์ที่ใหญ่ที่สุด ไม่มีใครตามทันแล้ว ก็เป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้นเอง จนกระทั่งสุดท้ายก็บอกว่า พอทีจบอัตภาพของเราได้เลย เลิก ก็เท่านั้นเอง ผู้ที่ได้เซลล์ จับตัวกันเป็นเซลล์ของสัตว์ขึ้นมาตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียวจนกระทั่งเป็นสัตว์หลายล้านๆๆเซลล์จนมาเป็นมนุษย์ แล้วก็ไม่มีทางที่จะเลิกเป็นร่างมนุษย์ได้เลย โลกียะเขาก็เรียนรู้กัน เกิดเป็นมนุษย์นั้นดีที่สุด จนกระทั่งคิดว่าทำดีไป แต่ไม่รู้เรื่องกรรมวิบาก แต่เขาพยายามทำทั้งที่ไม่รู้ ทำแล้วก็พอมีปฏิภาณรู้ว่าทำกรรมดี ดี ก็รักษากรรมดีไป โดยไม่รู้กรรมวิบากที่เวียนวนจนกระทั่งทำกรรมดีได้มั่นคงแข็งแรงสูงสุด ก็ได้เป็นศาสดาองค์ใดองค์หนึ่งประกาศศาสนา ประกาศศาสนาแล้วก็ไม่เที่ยงก็มีคนอื่นมาแย่งชิงตำแหน่ง ตัวเองก็หมุนวนเวียนไม่สามารถปรินิพพานเป็นปริโยสาน ได้จึงเป็นสภาพสมบัติผลัดกันชม เพราะเวลามันยาวนานมาก เป็นอจินไตยที่อธิบายไม่ไหว มันจึงสับสนเรียงลำดับไม่ถูก กรรมวิบากก็ยิ่งซับซ้อนยากที่จะเรียบเรียงได้ ทางด้านศาสนาเทวนิยม พระพุทธเจ้าสามารถตรัสรู้แบบนี้ได้ เพราะฉะนั้นพระโพธิสัตว์เรียนรู้สิ่งเหล่านี้มา พระโพธิสัตว์จึงไม่มีปัญหาในเรื่องการเป็นศาสดา เพราะเคยเป็นศาสดาทางโลกีย์มาทั้งนั้น แต่เวลามันยาวนาน บางทีก็ระลึกได้ บางทีก็ระลึกไม่ได้ เมื่อเป็นพระโพธิสัตว์แล้วก็จะรู้ว่าทางนี้เหนือกว่าทางอื่น สูงสุดก็เป็นพระพุทธเจ้าไม่มีอะไรสูงสุดกว่านี้ได้ โดยที่ไม่งงไม่สงสัย ไม่คลางแคลง ไม่ริษยาอะไรเลย รู้ชัดเจนความจริงสิ่งเหล่านี้ ชัดเจนว่า อาตมาเกิดมาในชาตินี้จึงไม่มีปัญหา ไม่เคยไปริษยาโป๊บ ไม่เคยไปริษยาพระสังฆราชของทางพุทธ ไม่เคยไปริษยาทะไลลามะหรือนิกายอื่นใด ไหนก็แล้วแต่ ก็เข้าใจเขา เราทำงานของเรา ใครจะว่าต่ำต้อยด้อยค่าเราก็ชัดเจน คนที่ไม่เห็นค่าก็ว่าด้อย คนที่เห็นค่าก็ว่าไม่ด้อย ก็ดีไม่ดีเอาชีวิตมาทางนี้เมื่อเข้าใจแล้ว ไม่มีอะไรที่จะดีเท่าธรรมะโลกุตระ แม้จะมีธรรมะโลกุตระ เราก็ยังยังชีพของเราไปได้ และการยังชีพของเราในทางโลกุตระนั้นมาจน จนได้ก็ไม่เห็นว่าต่ำต้อยน้อยหน้าอะไร ใครคิดว่าเราน้อยหน้าบ้าง แต่ก่อนเราเคยเคืองไปไหนมาไหน แต่วันนี้ไปไหนมาไหนคนก็มองตั้งแต่หัวจรดเท้า คิดว่าบ้าหรือเปล่า เขาจะมองจะเหยียดหยามมองตั้งแต่หัวจรดเท้าอะไร ก็เข้าใจเขา เราก็ไม่รู้สึกว่าเขาเหยียดหยามเรา เพราะเขาก็ต้องรู้สึกของเขา อย่างไรก็แล้วแต่เราก็เป็นอย่างที่เราเป็น เราจะรู้สึกยังไงก็เป็นของเขาอย่างนั้น บางคนก็เหยียดหยาม บางคนก็เข้าใจ บางคนยกย่องด้วยซ้ำก็ไม่มีปัญหา ชัดเจน คนเข้าใจของใครก็ของมัน เราก็ชัดเจนของเรา แต่เรารู้เป้าหมายว่า ชีวิตของเราจริงๆ ทุกกรรมในกาล กรรม and กาล of continuum เราก็รู้ไม่มีปัญหาอะไร ความสัมพันธ์อิทัปปัจจยตา ของ กรรมกับกาละ สัมพันธภาพของกรรมกับกาละเท่านั้นเอง ชีวิตของมนุษย์ของแต่ละคนคือ กรรมกับกาละ ที่ดำเนินให้เป็นอิทัปปัจจยตาหรือปฏิจจสมุปบาทหรือสันตติ เป็นรีเลชั่น ไปตลอดกาลนาน เป็นแต่เพียงว่าเราทำจิตวิญญาณของเราให้ตั้งมั่น ที่เป็นจิตวิญญาณอันไม่มีทุกข์ จิตวิญญาณอันมีประโยชน์คุณค่า จิตวิญญาณที่รู้จักจุดหมายเป้าหมายของเราแล้ว ดีสมบูรณ์แบบหรือยัง ผู้ที่สามารถเรียนตามหลักสูตรพระพุทธเจ้าถึงขั้นเป็นอรหันต์ก็เป็นคนจบสมบูรณ์แบบแล้ว แต่ยังมีสมบูรณ์แบบอีก ยังมีอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังมีอีก จะเป็นอรหันต์ต่อไปอีกไหม พวกเถรวาสฟังแล้วอาจจะบอกว่าเอาจากตำราไหนมาพูด เราก็บอกว่าตำราของพระพุทธเจ้านี่แหละ แต่เพราะพวกคุณเรียนแต่เถรวาทแบบพวกคุณ จริงๆแล้วเถรวาทจริงๆคือผู้ที่เกิดในยุคพระพุทธเจ้าเป็นเถรวาทะ ไม่ใช่สั้นกุดแค่เถรวาทไทย
640523_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ธรรมบรรยาย คุหัฏฐกสุตตนิทเทส ตอน 2