กายกับรูปต่างกันอย่างไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข1 ตุลาคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

กายกับรูปต่างกันอย่างไร _2860 : พ่อครูครับ กายกับรูปต่างก้นอย่างไรครับ? กายนี้คือกรรมเก่าคืออย่างไรครับ? พ่อครูว่า…คำว่า กาย นี้ พอถามว่า กาย กับ รูป กาย นี่ มีรูป กับนาม ทีนี้ เวลาปฏิบัติท่านให้เน้นนาม กายจะเน้นนาม เพราะรูปมันหยาบ รู้ง่าย เป็นเบื้องต้น แต่ก็ไม่ทิ้งภายนอก ไม่ทิ้งความหยาบ แต่รู้เท่าทันจนเหนือความหยาบ เราจึงยืนเหนือสิ่งนั้น สิ่งนั้นครอบงำเราไม่ได้ มีอำนาจจิต ยังจิตให้อยู่ในอำนาจได้ วสวัตตี จิต กายที่หยาบมาเรื่อยๆ การปฏิบัติเพื่อให้หลุดพ้น ทีนี้ กายที่เลื่อนไหลเข้ามาเรื่อยๆนั้นพระพุทธเจ้าตรัสว่ากายนี้คือ จิต มโน วิญญาณ ภาษาพยัญชนะกับสภาวะ ถ้าไม่รู้ถึงจุดหมายในองค์ประกอบหรือปริเฉทของสิ่งที่กำลังพูดถึงนี้ เข้าใจไหม เอาระดับไหนก็แล้วแต่ องค์ประกอบขั้นไหนแล้ว ขั้นหยาบภายนอก กลางหรือละเอียดลึกซึ้ง หรือขั้นที่รวมรูปวัตถุข้างนอกเลย หรือพ้นแล้ววัตถุภายนอก เหลือแต่ข้างใน ขนาดระดับกลาง ก็เหลือระดับในสุดละเอียดเป็นอรูป เราก็จะต้องเข้าใจไปตามลำดับ รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ อาตมานิยามไว้ชัดเจนคือ คนเรามีธาตุรู้ที่จะเป็นสัญญากำหนดว่ารู้ ถ้าเราไม่มีตัวกำหนดรู้ ไม่มีสัญญาทำงานต่อให้คุณลืมตา แล้วคุณก็มีสติ เพ่ง อยู่ที่อันใดอันหนึ่ง อันอื่นๆ จะผ่านมาอย่างไรคุณก็ไม่ใส่ใจเลย ไม่มีสัญญากำหนดตามเลย คุณไม่รู้ไม่เห็นกับรูปนั้น คุณไม่ใช้สัญญาทำงานกับมัน คนที่เป็นอย่างนี้โดยไม่ต้องฝึกมันก็เป็นอัตโนมัติตามสัญชาตญาณมันก็มีอยู่ บางคนบางขณะเราก็เคยเป็นอย่างนี้ ฝึกเลยก็ยิ่งได้ อย่างพระพุทธเจ้าท่านฝึก ท่านไม่กำหนดรู้อันอื่นจากกำหนดรู้เฉพาะแต่ที่ท่านเดินจงกรมในโรงกระเดื่อง ไม่ว่าจะรูปเสียงกลิ่นรส ข้อกำหนดรู้แค่นี้ เพ่งสัญญากำหนดอยู่แค่นี้ เดิน อยู่ในนั้น ฟ้าผ่าลงมาเปรี้ยงควายตาย 4 คนตาย 2

อ่านต่อ

อยู่ในระยะไม่ห่าง ท่านก็ไม่ได้ยิน เฉย ไม่มีสัญญากำหนดรู้ นี่เป็นประสิทธิภาพของความแข็งแรงมั่นคงของการกำหนดสัญญาหรือจำเพาะที่จะกำหนดมั่น เพ่ง ในจุดใดจุดหนึ่งของท่านสูงสุดถึงอย่างนั้น ศึกษาไปในรายละเอียดต่างๆ ตกลงสรุปแล้ว กาย อันนี้สำคัญมาก รูปนี้ยังรู้ง่ายกว่ากาย รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ วัตถุรูปคือแท่งก้อนที่ใครมาสัมผัสก็จะรู้ว่ารูปนั้นคืออย่างนั้น รู้ได้ เห็นได้ รู้ตามกันเหมือนกัน ถ้าหากตาคุณไม่พิการ ตาคุณไม่บอดสี ตาคนไม่เพี้ยนอะไรก็จะเห็นเหมือนกันทุกคน อย่างเห็น ลูกน้ำเต้าสีเหลืองๆ ลูกแปลกๆ เมื่อวานมีน้ำเต้าลูกเบ้อเร่ออยู่ตรงนี้ เอาไปผ่าแล้วหรือ วันนี้ก็เอาลูกน้อยๆยาวๆก็เห็นเหมือนกัน ไม่แปลกแตกต่างอะไร จะเหมือนกัน พูดตรงกันหมด เห็นเหมือนกัน อย่างนี้เป็นต้น นี่คือการกำหนดด้วยสัญญา เป็นรูปที่ถูกรู้ เสียงที่ได้ยินก็เป็นรูปที่ถูกรู้ ได้ยินเสียงนั้นเป็นเสียงที่ถูกรู้ด้วยหูของเราเข้าไปสัมผัส คนต่างๆที่หูไม่พิการเหมือนกันหมด ก็ได้ยินเสียงเหมือนกันอย่างนี้ บางทีก็อธิบายให้กันยาก เสียงโป้งเสียงป้าง เสียงอื่นๆ เราใช้ภาษาไทยอธิบาย ส่วนภาษาอื่นก็อธิบายการสื่อสารให้กันดูได้ สื่อสารให้รู้สิ่งนั้นตรงกันพยัญชนะที่เราใช้ สื่อกันมา ตั้งแต่ปู่ย่าตาทวด ภาษาของแต่ละเผ่าก็สื่อกันไปต่างภาษา ก็ถูกรู้กันได้ด้วยสื่อ สิ่งที่ถูกรู้ด้วยประสาทสัมผัสของเราทั้ง 5 ภายนอก หรือแม้แต่คุณไปกำหนดรู้อยู่ข้างใน ไม่มีใครเห็นกับคุณ แต่คุณก็สัญญากำหนดรู้ กำหนดภาพขึ้นมาในจิตใจ เป็นมโนมยอัตตา เป็นรูปที่สำเร็จด้วยจิต คุณสร้างคุณมีก็มีของคุณไป มันก็เป็นสิ่งที่ถูกรู้เหมือนกัน สู่แดนธรรมว่า... หากเรากำหนดรู้วจีสังขาร อย่างนี้ ถือว่าวจีสังขารก็เป็นรูปที่ถูกรู้เหมือนกันใช่ไหมครับ รู้พยายามเจตนา รู้ระงับ เจตนา สิ่งที่ถูกรู้เหมือนกันใช่ไหมครับ พ่อครูว่า..ใช่ ในนาม 5 มี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ใช้งานมากร่วมกับรูป 28 พระพุทธเจ้าได้อธิบายให้ฟัง แต่ทุกวันนี้บกพร่องไปแล้วใช้ไม่เป็น เอาไปปฏิบัติไม่ได้ ใน นาม 5 สัญญา เป็นตัวทำงานหนัก กำหนดรู้เวทนา กำหนดรู้เจตนา แล้วจะรู้เวทนาได้จะต้องมีผัสสะ จะทำใจในใจได้ ก็จะต้องมีเวทนา เมื่อมีเวทนาแล้วคุณก็ทำกับเวทนา ในเวทนานี้แหละมันปรุงแต่งเป็นสุขเป็นทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ก็ตามในเวทนา 3 ในเวทนานี้ มันมีสุขก็ดี ทุกข์ก็ดี หรือไม่สุขไม่ทุกข์ที่ยังอวิชชา แบบเคหสิตเวทนา มันเฉยได้เหมือนกัน แต่เอาไว้ก่อน มันมีความสุขทุกข์โลกีย์อย่างไรก็รู้ เราก็เรียนรู้ว่าความสุขความทุกข์มันเป็นอันเดียวกัน มันเป็นมายาหลอกเราว่าเป็นความสุข คุณไม่ได้ศึกษาความทุกข์ ความทุกข์มันเป็นมายาหลอกให้คนหลงความสุข คุณควรรู้ว่าความทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป แท้จริงแล้วความทุกข์มันเป็นตัวชักใยความสุขอยู่ เป็นตัวการหมด พระพุทธเจ้าถึงให้ฆ่าความทุกข์ให้ตาย เมื่อฆ่าความทุกข์ให้ตาย ความสุขก็หมด ไม่มีตัวชักใยมันก็ตาย จะฆ่าทุกข์ เพราะมันมีเหตุคือความโง่ ไปทำอยู่ทำไมให้เกิดความทุกข์ หรือก็คือความหลงความสุขนั่นแหละ ก็ต้องฆ่าเหตุที่ให้เกิดความทุกข์ ที่จริงคุณต้องการความสุขเพราะถูกหลอก คุณต้องการสุขอยู่ทำไม ก็ฆ่าเหตุนั้น หากฆ่าเหตุนั้นตายหมด สุข ทุกข์ก็หายหมด เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธไม่มีสุขไม่มีทุกข์ อันนี้แหละยากมาก สุข ทุกข์นี้ เรียกเป็นพยัญชนะว่าอุเบกขา ขยายความอีกทีว่าไม่สุขไม่ทุกข์ ก็เลยวนเวียนไปหาความไม่สุขไม่ทุกข์อีก ที่จริง มันไม่มีอาการของความสุขไม่มีอาการของความทุกข์ทั้งคู่และเป็นยังไง ก็เป็นอุเบกขา แล้วอุเบกขาเป็นยังไง ก็ไม่มีคำอธิบายก็คือมันไม่สุขไม่ทุกข์ แต่อาการความสุขไม่มีความทุกข์ก็ไม่มี คุณจึงต้องเข้าใจอาการความสุขความทุกข์ให้ดีเลย ว่ามันเป็นอาการอย่างไรของจิต อาการที่ไม่มีความสุขความทุกข์เลยนั่นแหละเรียกว่า อาการอุเบกขา ภาษาไทยไม่มี ต้องใช้พยัญชนะของพระพุทธเจ้า สู่แดนธรรมว่า...อุเบกขาใช้กับเวทนาเท่านั้น ไม่ควรใช้กับอย่างอื่นใช่ไหม พ่อครูว่า...อุเบกขา บอกว่าไม่เข้าข้างฝ่ายใดอันนี้ไม่ใช่อันนี้ เพราะว่าของพระพุทธเจ้าเป็นโลกุตรธรรมสุดยอด แล้วความจบของศาสนาพระพุทธเจ้า ความสุดยอดอยู่ที่สุขที่ทุกข์อยู่ที่อุเบกขา พอทำอุเบกขาได้เรียกว่า บริสุทธิ์จากกิเลส เรียกว่า ปริสุทธา เมื่อทำได้แล้วคุณก็ทำอีกทำอีกก็สั่งสม ตกผลึกด้วย ปริสุทธา มีเหตุปัจจัยมากขึ้น มีเหตุปัจจัยก็ทำให้สะอาดมากยิ่งขึ้น มาลีลาอย่างนั้นอย่างนี้หลายเหลี่ยมอย่างไหน อย่างหลายเหลี่ยมหลายมุม หลายท่าหลายทางก็สู้ได้รับได้ทุกทิศ ยิ่งกว่าจอมยุทธ คุณสามารถผสมจิตมุทุภูตธาตุได้ เหมือนหนังจีนเลยเก่งได้ คุณก็เอามาประกอบกรรม กัมมัญญา ทุกเวลาที่คุณประกอบกรรม มีมหาปเทส 4 สัปปุริสธรรม 7 อนุโลมปฏิโลมไปกับเขาได้จิตใจตัวเองไม่ได้หลงไปกับเขา แต่ไม่ใช่หลอกเป็นมายา แต่รู้ชัดเจนทุกอย่างว่าเราอนุโลมไปขนาดนี้ชัดเจน มีเจตนาดีปรารถนาดี มั่นใจว่าสิ่งที่ปรุงแต่งเป็นอภิสังขารเป็นกุศลเป็นสิ่งที่ดีจริงๆ สู่แดนธรรมว่า... พ่อครูว่า..ที่อาตมาสอนนี้อย่านึกว่าเป็นความละเอียดสุดยอดแล้ว มันไม่ใช่ หลายอย่างอาตมาไม่ได้หยิบเอามาอธิบาย หลายอย่างยังไม่ได้ทำความเข้าใจให้ดี เพราะอาตมายังแค่โพธิสัตว์ระดับ 7 หลายอย่างยังมีอีก ยังมีพุทธพิสัยอีกเยอะแยะ

สมณะฟ้าไท...การฟังธรรมจะได้บรรลุธรรมต่างกันก็ได้ บางคนก็ได้เป็นพระอรหันต์ บางคนก็ได้เป็นพระโสดาบัน อยู่ในแวดวงเดียวกันอยู่ในที่เดียวกัน สู่แดนธรรม...รูปที่พ่อท่านว่าคือสิ่งที่ถูกรู้ แล้วจิตเจตสิกก็เป็นรูปได้ แม้แต่ลหุตา ที่เป็นอุปาทยรูป สำนักอภิธรรมก็อธิบายเพียงรูปธรรม แต่หากพิจารณาตามพ่อครู ลหุตา คืออารมณ์ที่เราเคยเดือดร้อนมันเบาบางลงได้ เราต้องรู้มันให้ได้อย่างนี้คือรูปใช่ไหมครับ พ่อครูว่า...ถูกต้อง ค่อยๆเรียนรู้ไป

630823_รายการวิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ เศรษฐศาสตร์แบบผู้รับใช้จะทำให้ไทยเป็นมหาอำนาจ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน