สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ตอบปัญหา ฌาน สมถะ และปัสสัทธิ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.88 KB
วันที่แก้ไข22 กุมภาพันธ์ 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ตอบปัญหา ฌาน สมถะ และปัสสัทธิ _นอน นาม ...ฌานไม่ใช่ตัวที่บรรลุมรรคผลได้ พ่อแม่ครูบาอาจารย์ใช้เป็นแค่อุบายธรรมล่อจิตให้สงบเป็นสมาธิเท่านั้นตามพระธรรมคำสอนของพระศาสดา พ่อครูว่า…คุณพูดว่าฌานไม่ใช่ตัวบรรลุมรรคผลนั้นถูกต้อง แต่ไปบอกว่าใช้เป็นอุบายเครื่องล่อ ให้สงบ เป็นสมาธิเท่านั้น แล้วมาขี้ตู่คำสอนพระพุทธเจ้าบอกว่าเป็นตามพระธรรมคำสอนพระศาสดา พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนเช่นนี้ ฌานคือพลังงานไฟ ไม่ใช่ตัวล่อแต่เป็นตัวประหารเลย ฌานเป็นตัวที่มาก่อนบุญ ฟังธรรมะที่อาตมาอธิบายให้ดีอาตมาเอาทั้งรูปและนามมาอธิบาย พลังงานฌาน หรือพลังงานที่มีประสิทธิภาพถึงกับบุญ บุญเป็นพลังงานสุดยอดเหมือนปรมาณู ที่ระเบิดตูม พลังงานปรมาณูก็จัดการทำลาย สิ่งที่จะทำลายคือกิเลส เมื่อบุญทำลายกิเลส ระเบิดมันก็ทำลายกิเลสได้ส่วนหนึ่งก็ตามได้ 2 ส่วนก็ตามหรือได้หมดก็ตาม ก็เป็นหน้าที่ของประสิทธิภาพของบุญ ส่วนฌานคือพลังงานที่รวมกัน แต่ละคนสร้างฌาน สมณะนักบวชสร้างพลังงานจิตให้เป็นพลังงานฌานที่จะมีพลังงานมีประสิทธิภาพไปสลายกิเลส มันต้องมีความรู้เลือกเฟ้นเอาตัวกิเลสมาทำลายนะ ให้มีประสิทธิภาพแปลงเป็นพลังงานไฟ ฌานเป็นพลังงานไฟที่เป็นไฟที่สูงกว่าไฟราคะโทสะโมหะ มีประสิทธิภาพสลายไฟราคะโทสะโมหะได้ ขอยืนยันว่าไม่มีอาจารย์คนไหนตอนนี้มาอธิบายเหมือนกับอาตมา อาตมาอาจพูดแรงเหมือนอวดตัวตน ขออภัย แต่ต้องยืนยัน เพราะไม่มีใครมาช่วยอาตมาอธิบายเลย อาตมาอธิบายจนเมื่อย ฌาน ไม่ใช่ตัวที่บรรลุมรรคผลได้ถูกต้อง แต่เป็นการใช้เป็นเครื่องอุบายล่อจิตนั้นไม่ถูกต้อง นี่คือความไม่รู้แล้วใช้ภาษา อาตมาก็เข้าใจตามที่คุณเขียนมา มันไม่ใช่เครื่องล่อจิตให้สงบ แต่ฌานและบุญเป็นตัวกำจัดกิเลส จิตที่ตายจากกิเลสแล้วก็สงบสะอาดตกผลึกล

อ่านต่อ

งเป็นสมาธิ ไม่ใช่อุบายเครื่องล่อมาให้สงบ ล่อออกมามันจะสงบได้อย่างไรออกมาเฉยๆ คุณไปเอาจิตของคุณ เอาตัวจิตคุณไปหยุดพลังงาน แต่พลังงานมันจะต้องเคลื่อนไหว พลังงานมันมีพลังงานตัวยึดกับตัวเคลื่อน เป็นพลังงานธรรมชาติที่เรียกว่า รูปมันก็หยุด นามมันก็เคลื่อนไหว สองตัวนี้คุณต้องแยกให้ออก พลังงานหยุดก็เป็นตัวแกนพลังงานตัวที่เคลื่อนไหวก็เป็นตัววิ่ง พลังงานสูงสุดก็ต้องมีอุเบกขา 5 ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ธาตุอุเบกขานี้บริสุทธิ์ปราศจากกิเลส แม้จะทำงานกระทบสัมผัสอย่างไรก็ยังบริสุทธิ์ ปริโยทาตา มุทุ เป็นพลังงานที่เร็วไว รักษาตัวเองได้ แล้วสามารถขจัดสิ่งที่เป็นพิษภัยอีกได้ด้วยมุทุภูตธาตุ จึงเป็นพลังงานที่กัมมัญญา ทำงานได้ดีเหมาะควรที่สุด ทำงานแล้วก็ยังประภัสสรอยู่ นี่คือคุณสมบัติของอุเบกขา 5 ประการ ที่อาตมาอธิบายด้วยภาษาไทยไม่มีใครมาขยายความอย่างอาตมานี้ดอก คุณมองอาตมาอย่าดูถูกอาตมา เปิดใจรับฟังอาตมาบ้าง อาตมาเป็นสัตบุรุษพูดตรงๆไม่ได้อวดตัวอวดตนยกตัวยกตนอะไร อาตมาเป็นผู้รู้ธรรมะจริง เป็นผู้ที่สืบทอดรับอาสาสืบทอดธรรมะพระพุทธเจ้า พูดไปหลายครั้งหลายคราวแล้ว อาตมาพูดไปอย่างไม่มีจิตอยากอวด สาเฐยจิต พูดไปด้วยจิตบริสุทธิ์ จะหาคนที่ดีสะอาดบริสุทธิ์ในยุคนี้เท่าอาตมาไม่ได้หรอก ขออภัยพูดใหญ่โตแต่อาตมาไม่ใช่พระพุทธเจ้า อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ก็ได้ขนาดนี้แหละ แต่ในยุคนี้มันมีแต่อาตมาเป็นสยังอภิญญาคนเดียว ใครก็ไม่กล้าพูดหรอกว่าเขาเป็น สยังอภิญญา ถ้าเขาไม่จริงอาตมาจริงจึงกล้าพูด คุณว่าไม่จริงก็เอาพระไตรปิฎกมาตรวจกันเลยว่าตรงไหนที่มันผิดเพี้ยน ยืนยันกันที่พระไตรปิฎก ไม่เช่นนั้นไม่มีอะไรเป็นหลักฐานอ้างอิงยืนยันใช่ไหม จะไปยืนยันกับพระเจ้าตัดสินก็ไม่ได้เพราะอาตมาเป็นศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาพระเจ้า ต้องมีสิ่งยืนยันได้ สมถะเป็นแค่ทางผ่านเท่านั้น วิปัสสนากรรมฐานเป็นแนวทางฝึกให้เกิดปัญญาบรรลุมรรคผล พิจารณารูปนามในตัวเองก็คือสติปัฏฐาน 4 ที่พระศาสดาตั้งไว้ดีแล้ว ตั้งสติไว้ที่กายดูที่กาย พอเวทนาเกิดขึ้นมาตั้งสติไว้ที่เวทนา (ตรงนี้ต้องมีอานิสงฆ์จากการฝึกสมถะกรรมฐานถึงจะมีกำลังผ่านไปได้) ตั้งสติไว้ที่เวทนา จนเห็นจิตขึ้นมาตั้งสติไว้ที่จิต จนเห็นธรรมขึ้นมาตั้งสติไว้ที่ธรรม พิจารณารณาดูจนรู้แจ้งจนเกิดปัญญารู้แจ้งทำลายกิเลส พ่อครูว่า...คุณบอกว่าสมถะเป็นเพียงทางผ่าน ครูบาอาจารย์ที่เขาปฏิบัติการเป็นแค่สงบอย่างสมถะ คุณต้องเข้าใจให้ได้ระหว่างคำว่าสมถะกับปัสสัทธิ ความสงบด้วยสมถะนั้นเป็นธรรมชาติ คนเราทุกคนก็มีพลังงานกดข่ม คุณต้องมาเรียนรู้ ปหาน 5 ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีรายละเอียดที่ครบถ้วนได้ ผู้ที่มีวิปัสสนาเต็มที่แล้วไม่ต้องใช้สมถะก็ได้ คุณก็พอรู้มีอะไรที่ถูกต้องบางส่วน จะต้องรู้สภาวะของกายคืออะไร กายถ้าไม่มีจิตร่วมด้วยไม่ได้เลย เป็นแค่อุตุนิยามไม่ใช่กาย กายไม่ใช่ แม้แต่เป็น พีชนิยาม ต้องรู้ว่ากายที่ไม่ใช่กาย แต่เป็นอุตุนิยาม เป็นธาตุดิน น้ำไฟ ลมแล้ว คุณต้องแยกกายแยกจิตให้ได้ในมูลกรรมฐาน 5 อธิบายแยก อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม ก็ไม่ออกแล้วจึงทำ กรรมนิยาม ธรรมนิยามไม่ได้ เพราะแยก อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม ในกรรมฐาน 5 นั้นอุปัชฌาย์ต้องให้กรรมฐาน 5 ตอนบวช แต่เมื่อพิจารณาไม่ถูกก็ไปพิจารณา ก้าวหนอย่างหนอ การเคลื่อนไหวของกายวาจาใจ ไปเข้าใจผิดอย่างนั้นไม่ใช่เป็นการแยกธาตุ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม เดี๋ยวนี้ไม่มีไม่พูดถึงด้วย ซึ่งมันจะหมดแล้วศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้าน่าสงสาร การจะไปพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม หากว่ากายคุณก็ไม่รู้แล้วก็จะเป็นปฏิบัติอย่างไร เวทนาก็ไม่รู้อีก แล้วไม่เรียนรู้เวทนา 108 จึงไม่เรียนรู้เวทนาเป็นกรรมฐาน แล้วไปสอนกรรมฐานเป็นกสิณ 40 ก็เป็นการอยู่กับสมถะแค่นั้นเป็นเทวนิยม Meditation ไม่ได้เกิดเป็น Supra Concentration สมาธิแบบของพุทธไม่มีแล้ว กายนั้นไม่ใช่แค่ดูอย่างเดียวแต่ให้แยกแยะธรรมะสองในนั้นด้วย อะไรผิดอะไรถูกอะไรควรอาศัยอะไรควรเอาอะไรไม่ควรเอา ก็ควรเอาสิ่งที่ไม่ดีออก อาศัยสิ่งที่ควร แล้วมันก็ไม่ใช่ตัวเราของเราเราอาศัยแค่นั้นไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของเราตัวเราแต่เราต้องอาศัยพ่อเรายังมีชีวิตอยู่ ยังมีชีวิตชีวาเป็นเหตุยังเป็นโลกสมุทัยอยู่ ยังไม่ใช่โลกนิโรธเสียทีเดียว

ตรงนี้ต้องมีอานิสงฆ์จากการฝึกสมถะกรรมฐานถึงจะมีกำลังผ่านไปได้ ...อันนี้คุณพูดภาษามา โก้ แต่จะเข้าใจได้ถึงขนาดไหน คุณกล่าวว่านั้นไม่ได้มี โพชฌงค์ 7 ในการพิจารณาเลย เอาแต่ตั้งใจแล้วมันก็จะได้อย่างนั้นมันไม่ได้หรอก ต้องมี สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ไปตามลำดับ 620210_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ตอบปัญหาประชาธิปไตยจนกว่าจะไร้อัตตา

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน