สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ตอบปัญหาสำหรับผู้สงสัยในไตรสิกขา.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ตอบปัญหาสำหรับผู้สงสัยในไตรสิกขา _เอซุส เวสเกต ...กราบขอบพระคุณท่านพ่อครูและลูกศิษย์ท่านพ่อครูมากครับที่เมตตาสนทนาตอบกลับมา ซึ่งทำใหผมได้เข้าใจในปฏิปทาของท่านพ่อครูขึ้นอีกมากครับ เป็นพระคุณอย่างสูงครับที่ท่านอนุเคราะห์กลับมา...ก่อนอื่นกระผมอยากจะขอขมาขออโหสิกรรมจากพ่อครูอีกสักรอบก่อนนะครับเพื่อความสะบายใจ กราบขออภัยจริงๆครับสำหรับวาจาคำหยาบที่กระผมได้ล่วงเกินท่านพ่อครูไป ...ก่อนอื่นขอออกตัวก่อนนะครับกระผมเป็นพระบวชใหม่ มีความเข้าในพระพุทธศาสนาน้อยอยู่มาก การปฏิบัติก็มีเพียงพื้นฐานคือการรักษาศีล ด้านสมาธิและปัญญากระผมยังมีน้อยอยู่มากครับ เมื่อเทียบกับสิ่งที่พ่อครูได้ตอบกลับมาแล้วนั้นผมนี้รู้ตัวเลยครับว่าผมยังห่างไกลจากท่านพ่อครูอีกมากมายหลายชั้นนักครับ นับว่าเป็นบุญวาสนาของผมมากครับที่ได้มีโอกาสสนทนากับท่านแล้วท่านได้เมตตาสนทนาตอบกลับผมมา กระผมได้ลองอ่านดูแล้วครับรอบนึ่ง ...รู้สึกยินดีและไม่ยินดี และรู้สึกเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยในคำตอบของท่านพ่อครูอยู่หลายข้อหลายจุดอยู่เหมือนกันครับ ...ถ้ามีโอกาสมีเวลาอีกกระผมก็อยากจะขอสนทนากับท่านพ่อครูอีกได้ไหมครับ ...เฟสบุคผมชื่อ "ประสิทธิ์ พลจันทร์ "ครับ ถ้ามีเวลาก็ลองแอดเพื่อนมาสนทนาธรรมกันได้นะครับ กราบขอบพระคุณในความเมตตาอีกครั้งนะครับ พ่อครูว่า...อาตมาพูดไปนี้ก็คงมีคนไปตอบแน่นอน อาตมาไม่เป็นแอด ก็ขอพูดกับคุณนิดนึงว่า ผมกำลังศึกษาศีล พื้นฐานคือการรักษาศีล แต่คุณว่า ด้านสมาธิกับปัญญายังมีน้อยอยู่ก็ดีมาก เดี๋ยวจะอธิบายเรื่องศีล เพราะว่า ศีล สมาธิ ปัญญา คืออธิศีล อธิจิต อธิปัญญา มีศีลต้องปฏิบัติศีลให้เกิดอธิขึ้นมาเป็นสมาธิเสมอๆ จนอธิจิตนี้ทำให้กิเลสลดกิเลสดับได้ แล้วจิตก็ตกผลึกลงเป็นสมาธิ ตั้งมั่นขึ้
อ่านต่อ
นไปเรื่อยๆ ปัญญานั้นเป็นยาดำ ปัญญาจะรู้ในการช่วยให้ศีลให้จิต ให้เกิดผล ปัญญาเหมือนพ่อศีลเหมือนแม่ อธิจิตเหมือนลูกเป็นสัตว์โอปปาติกะ แม่ พ่อ สัตว์โอปปาติกะ คือ ศีล จิต ปัญญา นี้ ทำให้จิตบริสุทธิ์ตกผลึกเป็นสมาธิ คุณก็มีรู้จักมีปัญญาวิมุติไปได้เรื่อยๆ นี่คือกระบวนการของธรรมะ สิ่งที่คุณศึกษาอยู่นั้นคืออะไร ศีล คือหัวข้อแต่ละข้อ ที่ผู้ศึกษาก็จะต้องใช้ศีลนั้นขัดเกลากิเลส เช่น ศีลข้อที่ 1 ก็ดี ศีลข้อที่ 2 ก็ดี ศีลข้อที่ 3 ก็ดี ศีลข้อที่ 4 ข้อที่ 5 ปฏิบัติศีลต้องมีผัสสะ มากระทบ ปฏิบัติศีลไม่ใช่ชำระแค่กายวาจาแต่ต้องชำระให้ถึงจิตที่สำคัญ ถึงจะเกิดอธิ คุณไปชำระแต่กายวาจาจะไม่เกิดอธิจิต ศีลทำให้เกิดอธิจิต มีปัญญา มีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์แยกแยะเอากิเลสออกไป เพราะพิจารณาด้วยความเป็นจริงว่ามันไม่เที่ยงมันเป็นทุกข์ มันเป็นเหตุแห่งทุกข์ มันไม่ใช่ตัวตนอะไร พลังงานของปัญญาหรือพลังงานของบุญก็จะสลายกิเลสความยึดมั่นถือมั่นไปได้เรื่อยๆ จนเกิดมรรคผลไปตามลำดับ ศีล ทำให้เกิดอะไร ศีล ทำให้เกิดอธิจิตอธิปัญญาจนเกิดอธิวิมุต จนเกิดวิมุตติญาณทัสสนะไปตามลำดับอยู่อย่างนี้ตลอดกาล ถ้าไม่มีศีลคุณก็ทำมั่ว ไปทำสมาธิเลย ไม่มีปฏิบัติตามลำดับที่เป็นธรรมะ 2 หนักเข้าก็แยกเอาศีลไปปฏิบัติต่างหาก สมาธิเข้าไปนั่งหลับตาเอา ปัญญาก็ไปเรียนเปรียญ 9 ไปเรียน ดร. ไปเรียนธรรมะตรีโทเอก มันคนละเรื่องกันเลย มันไม่เป็นกระบวนการไม่เป็นเรื่องที่ช่วยกัน เหมือนล้างเท้าด้วยเท้าเหมือนล้างมือด้วยมือ ตามคำสอนพระพุทธเจ้าเลย นี่คือมันได้ผิดเพี้ยนไปจากธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนก็เลยไม่ได้ผลไม่รู้เรื่อง
เพราะฉะนั้นอาตมาขอเจาะเข้าไปถึงเรื่องศีลแม้จะซ้ำซากน่าเบื่อก็ตาม ศีลข้อที่ 1 พระพุทธเจ้าตรัสว่าเราไม่ฆ่าสัตว์ ละ เว้น จากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางศาสตรา มีความละอายมีความเอ็นดูมีกรุณามีความหวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ ในการปฏิบัติศีลข้อที่ 1 นั้น คุณก็มีตากระทบกับสัตว์สัมผัสกับสัตว์แล้วคุณก็ไม่ฆ่า ละการฆ่า เว้นการฆ่า จะอ้างว่าฆ่ามากิน ฆ่ามาทำประโยชน์ ฆ่าเพราะทำให้เกิดพิษภัยอะไรก็ไม่ได้ทั้งนั้นไม่ฆ่าสัตว์ให้ปล่อยไปตามวิบากของเขา ละการฆ่า วางเครื่องมืออาวุธศาสตรา วางจิต ถ้าจะไปเบียดเบียนสัตว์ด้วยวิธีใดๆโดยเฉพาะการฆ่านั้นแน่นอนหยาบและแรงให้มันตาย เราก็ไม่ฆ่าไม่ทำให้เกิดแบบไม่ทำให้เกิดการเบียดเบียน แม้จิต ถ้าคิดจะไปทำร้ายอะไรเขา เช่นในชีวกสูตร ว่าไว้ ว่า การกล่าวว่า ไปเอาไก่โต้งไปเอาควายตัวนั้นมา คุณกล่าวโดยมีเจตนาในจิตว่า สัตว์เหล่านี้คุณจะมีเจตนาให้เขาไปจับแล้วฆ่า ฆ่าเสร็จแล้วคุณก็จะไปถวายภิกษุ หรือพระพุทธเจ้า แก้ขวย แล้วยังมีความลามกอีกว่า อยากให้พระพุทธเจ้าอยากให้ภิกษุยินดีเป็นกัปปิยะในอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์อีก อันนี้ก็บ้าไม่รู้จักว่าเป็นความบาปซับซ้อน นี่คือในชีวกสูตร 5 เป็นเรื่องที่เป็นบาปไม่ใช่บุญเป็นอันมากเลย ในการฆ่าสัตว์แล้วเอาไปถวายภิกษุหรือพระพุทธเจ้าฉัน แค่บอกว่า ไปจับสัตว์ตัวนั้นมา มีจิตใจมุ่งไป อุทิศ คือมุ่งหมายไป ไปจับมาเพื่ออะไร คุณบาปตั้งแต่ตั้งต้น 1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) 2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส 3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” 4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 5. ผู้นั้นยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีไปด้วยเนื้อ ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ โส อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร ล.13 ข.60 ในข้อที่ 5 นี้บาปไม่มีอะไรเหลือแล้ว บาปเต็มบ้อง บาปสมบูรณ์แบบ ในบรรดาบาปที่มีทั้งหลายแหล่ประมวลไว้ในข้อที่ 5 นี้ ในความอำมหิตโหดร้ายของมนุษยชาติ แล้วไปอ้างว่า ใน 5 ข้อนี้แหละ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าใครไม่เห็นไม่ได้ยิน ไม่สงสัย ในการฆ่าสัตว์นี้ แต่เขาไปเบี้ยวบาลีว่าด้วยระบุเฉพาะบุคคล ที่จริงรวมแล้วคือเจตนาของคนฆ่า ระบุเฉพาะในเจตนาฆ่าสัตว์ ไม่ใช่ว่าไประบุเฉพาะบุคคล อย่าเบี้ยวบาลี สัญจิตจะ ปาณัง ชีวิตา โมโรเปตุง สัญจิตจะแปลว่าเจตนา โมโรเปตุง แปลว่าฆ่า หากว่าเจตนาเอามาเลี้ยง ก็ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ 5 ข้อนี้ แต่นี้เจตนาอย่าง 5 ข้อนี้ นี่แหละเป็นบาปไม่ใช่บุญเป็นอันมาก ชัดเจนไหม ในสัจจะ คืออ่าน พระไตรปิฎกไม่แตก แล้วมีกิเลส ไปอธิบายเนื้อสัตว์เพื่อให้เข้าปากตัวเอง เดี๋ยวเขาจะไม่ได้กินเนื้อสัตว์ ก็เลยต้องอธิบายอย่างนี้เป็นบาปอย่างมากเลย ใครสนับสนุนส่งเสริมให้ตัวเองต้องกินเนื้อสัตว์อย่างนี้ เป็นบาปไม่ใช่บุญเป็นอันมากเลย จิตไม่มีความเอ็นดู ไม่มีความละอายเลย กินเนื้อสัตว์ยังไม่ละอายเลย พวกเรานี้ละอายมากจนไม่กินเนื้อสัตว์เพราะเอ็นดู กรุณาเพราะหวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ เพราะปฏิบัติตามสิ่งที่พุทธเจ้าอธิบายอย่างละเอียดนี้ มันต่างกันไหม คนที่มีจิต สุขุม ประณีต มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา มันก็จะต่างกับพวกไม่มีจิตแบบนี้ คนที่ไม่มีจิตที่ละอายเอ็นดูต่อสัตว์ก็จะกินเนื้อสัตว์ แล้วลึกซึ้งกว่านั้นมันเป็นวิบากร่วมกัน อันนี้เป็นเรื่องอจินไตยในกรรมวิบาก เป็นเรื่องที่ยากแก่การอธิบาย ผู้ที่มีปัญญาพ้นอจินไตยข้อกรรมวิบากแล้ว ยืนยันเด็ดขาดไม่กินเนื้อสัตว์ เพราะสัตว์เขาก็มีชีวิตเหมือนกับเรา เรากินแค่พืชพรรณธัญญาหารก็พอแล้วมันไม่มีวิบากบาปไม่มีวิบากบุญ พืชผักมันเป็น พีชนิยาม ส่วนสัตว์มันเป็นจิตนิยาม เมื่อเอาไปกินมันก็จะพยาบาทเราได้ สัตว์มันไม่รู้เรื่องหรอกเมื่อฆ่าเมื่อกินมันมันก็พยาบาททั้งนั้นแหละ จะไปห้ามไม่ให้พยาบาท มันก็ไม่รู้เรื่องกับเราหรอก 620210_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ตอบปัญหาประชาธิปไตยจนกว่าจะไร้อัตตา