660224 ชาวอโศก ทำแล้ว ทำอยู่ และกำลังทำโลกุตระต่อไป พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์40 KB
วันที่แก้ไข25 กุมภาพันธ์ 2566

เนื้อหาในไฟล์

660224 ชาวอโศก ทำแล้ว ทำอยู่ และกำลังทำโลกุตระต่อไป พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53020.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1JdKu8WKjFwlZAso09NqbLRFyaC0BZ7y_ujVd5yNrFW4/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1CzL_RPeiz2zq3u2Oql6KqSXLc6S2VOaJ/view?usp=share_link

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/bgoPGIn9PQc และ https://fb.watch/iUshhoZ31G/

สมณะฟ้าไท... วันนี้วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2566 ที่บวรราชธานีอโศก ขึ้น 5 ค่ำเดือน 4 ปีขาล เรื่องเวลาตอนนี้ก็แล้วแต่พ่อครู จะทุ่มครึ่งก็ได้หรือจะถึง 20:00 น ก็ได้ เกิน 20:00 น ก็คงไม่ดี ต่อสุขภาพ แล้วแต่แรงพ่อครูจะเกินก็ได้ สมัยก่อนนี้ อาตมาไปฟังเทศน์พ่อครูที่สันติอโศก พ่อครูจะเทศน์ 9:00 น. ถึง 11:00 น. วันอาทิตย์ เราก็ตั้งนาฬิกาใจไว้ ถึง 11 โมงพ่อครูก็ไม่มีทีท่าจะหยุด พ่อครูเทศน์ไม่ต่ำกว่า 11 โมงบางทีก็ 11:15 น. บางทีก็ 11:30 น. ตอนหลังเราก็ทำใจในใจว่าพ่อครูเทศน์ให้ถึงเที่ยงไปเลยจบ ถ้าเราไปกำหนดตัวท่านก็ตายเลยเป็นสิทธิของท่านที่จะโปรดเราด้วยความเมตตากรุณาต่อมวลมนุษยชาติ ตอนนี้การเมืองไทยที่ฮอตก็คือนายกตู่ บอกว่าจะไปที่โคราชวันพรุ่งนี้ เขาเตรียมเก้าอี้ไว้กี่ตัวรู้ไหม 30,000 ตัว เต็มหน้าย่าโม 30,000 ตัวนี้ถ้าเต็มก็คงเพิ่มเก้าอี้ เขาบอกว่าคนคงมามากกว่าที่จัดไว้ เป็นไปได้เพราะตอนไปใต้ก็คนเพียบ เป็นนายกที่เหมือนดาราฮอลลีวูดเลย เห็นคนกรี๊ดกร๊าด ไปที่จันทบุรีท่านก็บอกว่า สิ่งที่ทำแล้วมีอะไรบ้าง สิ่งที่กำลังอยู่มีอะไรและกำลังทำต่อมีอะไรอีก 3 อย่างคือ ทำแล้ว ทำอยู่ และทำต่อไป คือบอกสิ่งที่ตัวเองจะทำไม่ว่าความหวังความฝันไว้ แต่บอกความจริงของตัวเองที่ทำอ

อ่านต่อ

ะไรไปบ้างให้แก่ประชาชน ช่วยเหลือประชาชนอะไรอย่างไร ไปที่ไหนก็ได้รับแต่ความรัก ส่วนการเมืองที่พ่อครูนำเสนอเป็นการเมืองโลกุตระ เป็นคนพัฒนาเป็นคนมีวรรณะ 9 พึ่งพาตัวเองได้และทำประโยชน์แก่ผู้อื่น 3อย่างคือ พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ นี่คือระบบประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้า ที่พ่อครูพานำมาอธิบายให้คนสมัยนี้เข้าใจ ศาสนาพุทธเป็นประชาธิปไตยที่ดีที่สุด เพราะพาเป็นคนอิสรเสรีภาพ ไม่บังคับใคร ให้อิสระแก่คนทุกคนที่มาศึกษา คนมาศึกษากับชาวโศก พ่อครูว่าจะไปศึกษากับสำนักอื่นได้ก็ไม่ได้ห้าม สำนักไหนจะมาที่นี่ก็ได้มาแสดงธรรมที่นี่ไม่มีปัญหา เชิญ อยากได้ผู้คนไปก็มาแสดงเอาสิ ขนาดจตุพรมาก็บอกว่ามาอยู่เลย ให้ป่วนได้เลย พวกเราจึงรู้สึกมีอิสระเสรีในตัวเอง จะอยู่จะไปอย่างไรก็แล้วแต่ เชื่อมั่นว่าถ้าเรามีโลกุตระที่แท้จริงก็ไม่ไปไหนจะอยู่ที่นี่เพราะความจริงอยู่ที่นี่อยู่กับหมู่ชนนี้ ทำแบบนี้ ในระบบสาราณียธรรม 6 ที่พ่อครูพาพวกเราทำ

ความเจริญสูงส่งไม่ใช่ใช้ตัวเงินเป็นเครื่องชี้วัด เพราะทุกประเทศมีหนี้ พ่อครูว่า... อาตมาก็พูดธรรมะ แล้วก็เอาเรื่องคำว่าการเมือง หรือพฤติกรรมของคนที่ประพฤติอยู่ในสังคม ตั้งแต่ผู้บริหารลงมา ผู้บริหารประพฤติอย่างไรมันก็คือการเมือง สมัครตัวหรือว่าทำเข้าไปแสดงตัวต่อสังคมต่อประชาชนมากๆเขาก็เป็นนักการเมือง โดยเฉพาะไม่ได้พูดถึงเรื่องของ อะไรตัวเอง งานของตัวเองไม่พูด ที่นี้คนมาพูดงานของตัวเองอย่างพวกเรา เราพูดถึงงานของตัวเองงานของพวกชาวอโศกเราทำอะไร เราเห็นว่าอะไรควรทำก็พูดไป หาว่าอย่างนี้เป็นเรื่องอวดตัวอวดตน แต่เรื่องที่พูดไปว่าเขาจะได้เป็นผู้บริหาร เป็นผู้ได้อำนาจ ที่ประชาชนยกย่องให้ แล้วเขาก็ได้เป็นผู้บริหารเป็นผู้มีตำแหน่งหน้าที่ อะไรต่างๆ ถือว่าอย่างนั้นเป็นเรื่องเจริญเป็นเรื่องสูงส่ง ลองตั้งใจคิดดีๆสิว่า ความเจริญของคนหรือความสูงส่งขึ้น เจริญขึ้นของคนนี้ แล้วก็ทำให้ความเจริญของสังคมจริงๆ อะไรจริงๆเป็นเครื่องชี้วัด เอาเงินเป็นเครื่องชี้วัดหรือ ถ้าเอาเงินเป็นเครื่องชี้วัด ถ้าคุณมีวิสัยทัศน์แบบนั้นมี Concept แบบนั้น มี Vision แบบนั้น มี Concept แบบนั้น เขาก็จะพยายามสะสมเงินด้วยวิธีอะไรก็ได้ ขี้โกงก็ได้อย่างทักษิณ แล้วเขาก็หลงอย่างนั้นแล้วเขาก็แสดงอำนาจบาตรใหญ่ แสดงความกร่างของตัวเองที่มีเงินมาก หรือแม้แต่แจ็คหม่า มีวิธีการหมุนอะไรต่ออะไรแล้วก็ได้เงินเข้ามาให้แก่ตัวเอง หรือวิธีชัดๆก็คือวิธีค้าขาย ค้าขายด้วยการบวกเอาเกินควรจะเป็น ควรจะเป็นก็คือราคาประมาณนี้ตลาดเฉลี่ยแล้ว แต่เขาพยายามจะให้มันสูงกว่าราคาตลาดเขาขายกัน แล้วหลงกันว่าผู้ที่ขายได้ราคามาก คือคนเก่ง คนสามารถ เป็นคนทำเอาเงินเอาตัวเลขมาเป็นเครื่องวัด คนที่ไปหลงธนบัตร ไปหลงตัวเลขมาเป็นเครื่องวัดชีวิตมันตื้นเขินมากเลย อาตมาให้เขาพิมพ์หลักฐาน ในประเทศ 200 กว่าประเทศ มีรายได้ต่อหัว หรือมีเปอร์เซ็นต์ของ GDP อะไรเท่าไหร่เท่าไหร่ เขาคิดกันมาโอ้โห 200 กว่าประเทศ จดทำสถิติมาหมดเลย External debt หนี้ต่างประเทศ มีหนี้กันหมดทุกประเทศ อาตมาสอนพวกเราแนะนำพวกเรา ชีวิตที่เจริญคือ 1.ไม่มีหนี้ 2. ทำมาหากินเลี้ยงตัวเองให้รอด 3. ทำให้เหลือ ทำสิ่งที่จำเป็นสิ่งที่ควรสร้างควรทำนี่แหละ โดยเฉพาะพวกเรานี้เน้นพืชพันธุ์ธัญญาหาร ทำให้มาก กินอยู่ในนั้นเสร็จ อาศัยกินอยู่โดยไม่ตาย ชีวิตนี้รอดไปได้ตลอดรอดฝั่ง จนตายแหละ จะว่าไม่ตายก็ไม่ได้ก็ต้องได้ แต่ก็มีกินอยู่จนตาย ไม่อดไม่อยาก เพราะคนอื่นต้องกินต้องใช้พืชพันธุ์ธัญญาหารทั่วโลก ไปให้ขั้วโลกเหนือที่กินผักกินพืชไม่ค่อยเป็นก็ยังกินได้เลยเลี้ยงชีวิตได้ด้วย มันไม่มีกินเท่านั้นเอง ผู้ที่เห็นคุณค่าอันสำคัญของชีวิตจริงๆอย่างนี้เรียกว่าปัจจัย พระพุทธเจ้ายกเป็นหนึ่งในโลก อาหารเป็นหนึ่งในโลก โดยเฉพาะ กวฬิงการาหาร นอกจาก กวฬิงการาหารแล้วก็สิ่งที่ต้องอาศัย สัมผัสแล้วเกิดเวทนา เกิดความรู้สึก เมื่อเกิดความรู้สึกแล้วผู้ที่ไม่เรียนรู้เรื่องจิต เจตสิก รูป นิพพานก็จะเป็นตัณหา ตัณหาที่ไม่เรียนตั้งแต่กามตัณหา ตัณหาคือความอยากใคร่เอามาให้แก่ตัวเอง มันก็จะมีตัวตัณหานี่แหละเป็นตัวบงการชีวิตเลย ชีวิตคนที่ไม่ศึกษาก็จะเป็นอย่างนั้น มีกามตัณหา แล้วก็ลดได้มันจึงจะไปลดขั้นที่ละเอียดขึ้นเรียกว่า รูป รูปตัณหา เป็นภวตัณหา เป็นตัณหาที่อยู่ในภพในภวังค์ต่อไป แต่คนที่หลงผิดไปนั่งหลับตา มันมีแต่รูปในภพ เป็นนามธรรม เป็นภวตัณหา รูปตัณหา อรูปตัณหา รูปราคะหรืออรูปราคะ ซึ่งอันนั้นมันจะมาล้างกามตัณหา มันล้างไม่ได้ กามตัณหาต้องล้างมันก่อน มันเป็นของหยาบของแข็งของเหนียว ของขั้นต้น เพราะฉะนั้นคนที่ไปนั่งหลับตาปฏิบัติธรรมจึงโมฆะหมด ล้างกิเลสไม่ได้หรอกแต่ไปหลง อสัญญีสัตว์ ไปหลงนั่งสะกดจิต ทำให้จิตมันดับไม่รับไม่รู้อะไร แล้วไม่เคลื่อนไหว ไม่คิดไม่นึก ไปหลงอย่างนั้น เป็นการบรรลุธรรม ซึ่งมันไม่ได้เรียนรู้กิเลส กิเลสจะเกิดได้และเป็นกิเลสจริงๆ ไม่ใช่กิเลสอยู่ในความคิด อยู่ในสัญญานึกเอาจากอดีตหรือคิดฟุ้งไปในอนาคต ไม่มีการสัมผัสตาหูจมูกลิ้นกาย กิเลสที่มีในอดีตแล้วก็นึกออกมา คุณเคยมีก็นึกได้หรือคุณฟุ้งไปในอนาคตอยู่ในภพ จะว่าเป็นกิเลส มันก็เป็นเฉพาะคุณ มันไม่ยึดก็ได้ง่าย แต่กิเลสที่มันมาติดทางตาหูจมูกลิ้นกายแล้วนี่สิ มันเป็นตัวจริงๆเลยเป็นของจริง ถ้าไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายมีผัสสะข้างนอก มันไม่เป็นความจริง ท่านเรียกว่า ต้อง มีทิฏฐธรรมหรือทิฏฐะกาละ ต้องมีปัจจุบันชาติ ปัจจุบันที่เกิดขณะนี้เรียกว่าปัจจุบันชาติ ชาติคือการเกิด มีปัจจุบัน มีแสงสว่าง มีตาหูจมูกลิ้นกาย และก็มีแสงสว่างมีการตื่นรับรู้ต่อผัสสะทั้งหลาย นี่เป็นความครบของความจริง ศาสนาเทวนิยมไม่มีความจริงตั้งแต่พระเจ้า พระเจ้าสัมผัสด้วยตาหูจมูกลิ้นกายไม่ได้ ตลอดตั้งแต่มีแต่ไหนแต่ไหนจนถึงทุกวันนี้ ไม่มีใครสัมผัสได้ แม้แต่พระศาสดาหรือพระบุตรยกให้พระเจ้าเป็นพระบิดาเป็นพ่อ แล้วตัวเองเป็นคนเข้าใจผิดว่าตัวเองเป็นลูกพระเจ้า ส่วนคนนี้ไม่ใช่ลูกพระเจ้า มีพระบุตรเท่านั้นเป็นลูกพระเจ้า เพราะฉะนั้นคนจะไปเป็นลูกพระเจ้าหรือไปเป็นพระเจ้าไม่ได้ ตัดขาดกันเลย นี่เป็นเรื่องไม่ใช่เรื่องของคนเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ เป็นเรื่องขบคิดตัดตัวเองออกขาดจากประชาชนแล้วมาสอนประชาชน โดยอธิบายกลบเกลื่อนไปว่า คำสอนของพระเจ้านี่คือคำสอนที่จะทำให้คนดี ก็พระเจ้าไม่ใช่คน จะดีไม่ดีจะรู้เรื่องได้อย่างไรเพราะเป็นสิ่งลึกลับ ก็มีคนนั่นแหละมาสอนแต่บอกว่าตัวเองไม่ใช่คน ตัวเองเป็นลูกพระเจ้า แล้วคนนี้เป็นไม่ได้ คนเป็นศาสดาไม่ได้ คนไหนก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะมาเป็นศาสดา ต้องพระเจ้าเท่านั้นบัญชาให้มาเป็น นี่เป็นคำอธิบาย เป็นการให้นิยามความรู้ มันก็ประหลาดดีนะ แล้วคนก็เชื่อเยอะเพราะคนในโลกไม่ค่อยมีความรู้ในเรื่องละเอียดลึกซึ้งพวกนี้ได้ จะเรียกว่าคนโง่ก็นั่นแหละคือไม่รู้ได้ก็ยังโง่อยู่ มันมีเยอะกว่าคนฉลาด

พุทธมีความฉลาดที่ถึงนิพพานคือหมดอุปาทาน 4 พ่อครูว่า... ความรู้ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้แล้วมาสอนเป็นความรู้ระดับ เป็นความรู้ระดับคนฉลาด ฉลาดที่เป็นคนฉลาดจริงๆ ฉลาดที่จะต้องมีความครบในความฉลาด ความฉลาดครบคืออะไร ความฉลาดครบคือ ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส โผฏฐัพพะกายสัมผัสกระทบภายนอก มโนกับธัมมายตนะภายใน มีใจรับรู้เป็นคู่สุดท้าย เป็นประธานอยู่ในจิต ครบอย่างนั้นจึงจะเรียกว่าความจริง นอกนั้นมันไม่ใช่ความจริง ไม่มีสัมผัสไม่มีตาหูจมูกลิ้นกาย แล้วก็มีใจร่วมด้วย สัมผัสกันจริงเกิดอาการ เกิดเป็นสังขาร เกิดเป็นเวทนาก็แล้วแต่ สังขารก็คือการปรุงแต่งขั้นต้น เวทนาคือการปรุงแต่งอยู่ในจิต สังขารก็มีตั้งแต่สังขารกายสังขารภายนอก ส่วนเวทนาก็เป็นภายใน ความละเอียดละออของภายนอกกับภายในที่เรียกด้วยศัพท์ว่ากาย กาย กายะ กาโย คำนี้ต้องมีทั้งภายนอก มีทั้งภายในคู่กัน แยกกันไม่ได้เหมือนกระดาษ 1 แผ่น จะฉีกไม่ให้มันเหลือ ฉีกออกจากกันหรือแยกให้มันเป็น 2 แผ่น มันบางจนฉีกไม่ได้แล้ว แยกกันไม่ได้ กายเป็นอย่างนั้น เหมือนถ้าเข้าใจว่า กายนี้มีแต่ข้างนอกอย่างเดียว หรือยิ่งไปเข้าใจว่ากายคือข้างใน มันก็ยิ่งแย่ใหญ่เลย คนไทยชาวพุทธก็ไม่ค่อยหลงผิดกันว่ากายคือข้างในหรอก ข้างในก็เรียกว่าจิต ข้างนอกเรียกว่ากาย แล้วก็มิจฉาทิฏฐิหลงผิดไปจนกระทั่งว่า กายนี้คือข้างนอกที่ไม่เกี่ยวกับจิตเลย ตัดขาดไปเลย นี่แหละคือมิจฉาทิฏฐิที่เป็นความเสื่อมเด็ดขาด ถ้าใครเข้าใจผิดตรงนี้เรียกว่า ไม่พ้นสักกายทิฏฐิ สังโยชน์ข้อที่ 1 เบื้องต้นเลย กระดุมเม็ดแรก ที่คุณจะใส่เสื้อแล้วต้องกลัดกระดุมเม็ดแรก เม็ดแรกของคุณกล้ดผิดปั๊บก็ไปเลย จะผิดไปหมด แล้วกลัดผิดไปมันไม่กลัดผิดเรื่องเดียวนะ มันเหมือนปากกรวย พอกลัดผิดตรงนี้แล้วมันเหมือนมี 2 อัน แล้วมันก็เดินทางผิด ไม่ค่อยตรง มันไม่เป็นหนึ่ง มันกลายเป็น 2 มันก็ไปเลย เป็นปากกรวยไปใหญ่เลยไป โอ้โห หาที่สุดมิได้เลย คนโง่จึงโง่หาที่สุดไม่ได้ น่ากลัวจริงๆ โง่ไม่เสร็จ ก็โง่นานโง่ติดต่อ โง่ยาวไปถึงนิรันดร โอ้โห.. น่ากลัวจริงๆ คนที่หมดโง่ในความหมายที่กำลังพูดนี้ในเรื่องของปรมัตถ์ เรื่องของจิตเจตสิกรูปนิพพาน คนหายโง่ หมดโง่แล้ว จึงจะพบนิพพาน นิพพานคืออะไร _สู่แดนธรรม... คือสิ่งที่ไม่เกิดแล้วครับ พ่อครูว่า... พระอรหันต์มีนิพพานหรือยัง _สู่แดนธรรม... มีครับ พ่อครูว่า... อ้าวพระอรหันต์ก็ยังเกิดได้ ความจริงเป็นสัจจะ คุณพูดอย่างไร _นักรบธรรม... หมดตัวหมดคนเลยครับ พ่อครูว่า... คุณมีตัวตนอยู่ไหมล่ะ _โยมว่า...0 พ่อครูว่า... คุณก็ยังมีตัวอยู่ไง _สม.กล้าข้ามฝันว่า... หมดกิเลสในอุปทานขันธ์ 5 พ่อครูว่า... คุณไปยึดขันธ์ 5 ว่าเป็นเรา รูปเวทนาสัญญาสังขาร แล้วคุณก็หมดอุปทาน คำว่าอุปทานนี้ในปฏิจจสมุปบาท สุด ผู้ที่รู้จักอุปาทาน ล้างอุปทานได้หมด อุปาทานมี 4 อย่างคือ ๑. กามุปาทาน (ถือมั่นติดยึดในกามภพ บำเรอรูปรสฯ) . ๒. ทิฏฐุปาทาน (ถือมั่นติดยึดในทิฏฐิ เช่น เห็นว่าผีมีตัวตน) ๓. สีลัพพตุปาทาน (ถือมั่นติดยึดในศีลและวัตรปฏิบัติธรรม) ๔. อัตตวาทุปาทาน (ถือมั่นเข้าใจในอัตตาหรืออาตมันได้แค่ วาทะ แต่ไม่เคยรู้เห็นอัตตาตัวปรมาตมันจริงๆนั้นเลย) . . . (พตปฎ. เล่ม ๑๑ ข้อ ๒๖๒) พ่อครูว่า... กามุปาทาน กามคือภพข้างนอก กามาวจร กามภพ การเดินทางไปอยู่ของชีวิต โดยเฉพาะคน ไม่ต้องไปพูดถึงสัตว์หรือ อเวไนยสัตว์ มันก็เรียนรู้ไม่ได้แล้ว ต้องสัตว์ที่เรียนรู้ได้คือคนนี่แหละ คนในฐานะที่ต้องมาเรียนรู้ธรรมะโลกุตระ จะเรียนรู้ กาม หรือเรียนรู้กาย 1. กามคุณ 5 เกิดจากทางตาหูจมูกลิ้นกาย 5 นี่เป็นพื้นฐานเลยเบื้องต้น 2. ทิฏฐุปาทาน ทิฏฐะ ความเห็นความเข้าใจความรู้ เพราะฉะนั้น ทิฏฐะ หรือทิฏฐิ ความเห็นความรู้จึงเป็นตัวที่เริ่มต้นเหมือนกัน เริ่มต้นทางนาม กามคือ ร่วมกับรูปทางตาหูจมูกลิ้นกาย ทิฏฐุ หรือทิฏฐิ หรือทิฏฐะ คือความเห็นความเข้าใจ จิตที่เป็นนาม ไปร่วมกัน สัมผัสทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ร่วมกันขึ้นมา จึงจะเกิด กาย เกิดเป็นสภาพ 2 กาย แล้วอวิชชา ก็มีกายที่ไม่รู้ ที่อวิชชาก็จะเกิดกาม เพราะฉะนั้นเบื้องต้นที่สุดก็จะต้องเรียนรู้ตรงนี้เหมือนคุณจะกินทุเรียน คุณก็ต้องแกะเปลือกมันก่อน ต้องหาอะไรมาเฉาะเปลือกออกให้หมดก่อน คุณถึงได้กินทุเรียน หรือ บางอย่างหลายอันจะต้องเฉาะออกเป็น 3 ชั้น เอาเปลือกแล้วก็เอาเนื้อออกถึงจะได้กินเม็ดในแก่นมัน อย่างนี้เป็นต้น ถ้าคุณไม่เฉาะเปลือกออกอะไรต่ออะไรออก ไม่ผ่านไปถึงข้างใน เอาออกหรือคุณต้องกินเข้าไปก่อนหรือทำลายก่อน ทำลายอันนี้แล้วก็จะได้เนื้อใน ด้านในสุด มันถึงจะเป็นลำดับ อย่างสายนั่งหลับตา หมด มันไม่มีเบื้องต้น เพราะฉะนั้นเบื้องในที่จะไปเจอไปถูกต้อง ไปมีของจริง..ยกเลิกเลย เพราะในกาม ในกามาวจร ในพื้นภพ คนมีตาหูจมูกลิ้นกาย ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าจะต้องมีภายนอกเป็นพื้นฐานเลย ตาหูจมูกลิ้นกาย แล้วล้างกิเลส ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี่ออกให้หมด อุปาทาน ข้อที่ 3 คือ 3. สีลัพพตุปาทาน เป็นอุปาทานยึดถือข้อปฏิบัติศีลพรต เพราะฉะนั้นคนที่ไปเข้าใจทิฏฐิผิด เข้าใจกามผิด เข้าใจกายผิด ศีลพรตที่ปฏิบัติก็จะผิดด้วย เพราะกำหนดผิดเลย กำหนดวิธีปฏิบัติอย่างไปนั่งหลับตาปฏิบัติ เป็นวิธีปฏิบัตินั่งหลับตาสะกดจิตข้างใน เข้าไปข้างในเลย ไม่เรียนรู้ข้างนอกก่อน อย่างสายหลับตาทั้งหลายแหล่ ไม่รู้เรื่อง กาม อย่างมหาบัว ไม่รู้เรื่องกาม ติดกาม ติด รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) อย่างติดหมากพลู แล้วก็ไม่รู้ว่าการเสพติดอย่างนี้เป็นการยึดติดจริงๆ ซึ่งเป็นเปลือกนอก อาตมาเชื่อว่า มหาบัวนี่รู้นะ แต่มันติดจนกระทั่งต้องกลบเกลื่อน แล้วหลอกคนว่า ตัวเองไม่ใช่หรอก นี่เรื่องของธาตุขันธ์ กินไปก็เพราะธาตุขันธ์เท่านั้น ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าคนที่รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองพูดนี้ผิด หลอกคนอื่น คนๆนี้จะทำชั่วใดๆได้หมด ไม่มีละเว้น คนที่โกหกเขาทั้งๆที่รู้ว่าตัวเองโกหก น่ากลัว ที่อาตมาพูดนี้เป็นตัวอย่างของบุคคลที่เป็นจริง ยกขึ้นมาพูดไม่ใช่ลอยลม และก็ไม่ได้ไปข่ม แต่สงสารมหาบัว สงสารที่หลงผิด ถ้าหลงผิดจริง มหาบัวนี้จะอยู่ในภพชาติ หมุนเวียนตกอยู่ในภพชาตินานมาก เพราะตายไปจะไปยึดติดว่าตัวเองจะไม่เกิดอีกแล้ว เหมือน อาฬารดาบส อุทกดาบส พระพุทธเจ้าก็อุทานว่าฉิบหายแล้วหนอ เพราะฉะนั้นมหาบัวนี้ก็คือคนที่พระพุทธเจ้าต้องอุทานว่าฉิบหายแล้วหนอ ไม่มีใครจะช่วยได้แม้แต่พระพุทธเจ้า คิดดูสิมันจะเป็นอย่างไร แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ช่วยไม่ได้ คิดดูแล้วจะเป็นยังไง อย่างมหาบัวหรือสายนั่งหลับตา แล้วก็ไปหลงติดยึดเลยว่านี่แหละคือภพที่ 7 ภพที่ 8 อรูปฌาน ที่ 7 ที่ 8 เหมือน อาฬารดาบส อุทกดาบส นี่แหละ ยึดตรงนี้ ที่ว่า ไม่เกิดอีกแล้วอย่างมหาบัวบอกว่าไม่เกิดอีกแล้ว แล้วก็ไปได้แค่นี้ เพราะเกิดจากการนั่งหลับตา ไม่มีทางอื่นที่จะได้ ล้างกิเลสไม่ได้ ก็ล้างกิเลสตาหูจมูกลิ้นกายอย่างหยาบๆยังไม่ได้ โดยไปแสดงตนว่า ตนเองพ้นกามคือ ไม่มีคู่ ไม่มีเมถุน ไม่มีคู่ผัวคู่เมีย ไม่ได้ไปแต่งงาน นั่นแหละคือไม่ได้เสพกามเพราะไม่ได้ไปแต่งงาน ไม่ได้ร่วมเพศ ผู้หญิงผู้ชายที่เป็นตัวตนแท้ๆถือว่าอันนั้น อาตมาขอใช้คำนี้ว่าหลอก หลอกตัวเองว่าพ้นกิเลส แล้วก็ไปอธิบายไม่ได้ในภพชาติ ในภวังค์ ในภายใน อธิบายไม่ได้ มีแต่ใช้คำว่า กิเลสกิเลส สู้มัน สู้มัน นั่งหลับตาสู้มัน นั่งภาวนา ๆๆ สู้มัน มโนปวิจาร 18 อธิบายไม่ได้ ยิ่ง เวทนา 108 ไม่ต้องพูดเลย ทั้งๆที่เรียนมาเป็นเปรียญ อธิบายไม่ได้ อธิบายอย่างอาตมาอธิบายไม่ได้ ซึ่งก็ไม่ได้อธิบายง่ายๆ แม้ผู้เรียนรู้มาพอรู้ความอย่างมหาบัว ที่อาตมาต้องหยิบยกมาพูด มาอธิบาย มาเป็นตัวอย่างก็เพราะว่า มันเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ ไม่ได้เกลียดชัง พูดอีก สงสารมหาบัว แล้วคนที่ไปหลงติดยึดแบบมหาบัวก็น่าสงสารเหมือนกันทุกคน บวชอยู่นี่เป็นลูกศิษย์ลูกหาทุกวันนี้มีเยอะจริงๆ แล้วเขาไม่ฟังนะที่อาตมาพูด เขาปิด เขาว่าพวกนี้นอกรีต นอกศาสนาพระพุทธเจ้า ต้องมหาบัวคือพระบุตร แล้วก็เดียรถีย์นั่นแหละคือพระเจ้าของเขา เดียรถีย์หมายถึงคนนอกพุทธ คนที่ไม่ใช่พุทธที่สัมมาทิฏฐิจริงๆ คือเดียรถีย์ ทุกวันนี้ศาสนาพุทธมันเสื่อมมากจริงๆ พุทธนั้นคือโลกุตรธรรมไม่ใช่โลกียธรรมเหมือนศาสดาเทวนิยมทั้งหลาย พระพุทธเจ้าตรัสรู้ อาตมาก็เคยย้ำว่ามีองค์เดียวในแต่ละยุค ยุคกาลนี้พระพุทธเจ้าตรัสไว้เลยว่าไม่มียุคกาลไหนที่พระพุทธเจ้าจะเกิดมาเป็นศาสดาซ้อนกัน 2 องค์ แม้แต่ในระยะเวลาอันใกล้เคียง อย่างเช่น ศาสนาพุทธเป็นกลียุค หมดกลียุคไป จนกว่าจะมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติอีก นานมาก พระพุทธเจ้าไม่เกิด ให้แต่โพธิสัตว์มาเกิด ก็นานแล้ว กว่าจะหมดกลียุค พระโพธิสัตว์จะเกิดมาต่อจากพระพุทธเจ้าที่ท่านไม่เกิดแล้ว เพราะคนในขนาดท่านนี้ ถ้าเกิดมาสอนไม่ได้ จะรับได้เฉพาะให้ พระโพธิสัตว์มาสอน ที่จริงพระพุทธเจ้าก็สอนได้แต่ท่านพอแล้ว ท่านก็เป็นพระโพธิสัตว์มาก่อนเหมือนกับพระโพธิสัตว์ เพราะฉะนั้นเมื่อมาถึงสุดท้ายแล้วพระพุทธเจ้า จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วเป็นชาติสุดท้ายของท่าน ท่านก็สอนแค่อรหันต์ ไม่ต่อพุทธภูมิ ให้พระโพธิสัตว์มาสอนพุทธภูมิและต่อพุทธภูมิกัน ตั้งแต่มหาโพธิสัตว์จะต้องมาเกิดมาต่อภพภูมิ อย่างนิยตะโพธิสัตว์อย่างอาตมาก็ต้องมาเกิดมาตอบภพภูมิสืบทอดต่อไป เพราะฉะนั้นผู้ที่บรรลุนิยตโพธิสัตว์แล้ว ตอนนี้พัฒนาภูมิไปได้เอง นี้คือไม่ต้องพึ่งพระพุทธเจ้าแล้ว พัฒนาธรรมะไปสู่มหาโพธิสัตว์ พึ่งผู้พี่และผู้พี่ก็ไปเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ พอปัจเจกสัมมาสัมพุทธะแล้ว ผู้ที่ไม่เวียนมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า ไม่มาประกาศตน ปรินิพพานเป็นปริโยสานไปเอง นั่นก็คือผู้ที่สูงสุดในโพธิสัตว์ ที่เหนือกว่านั้นถือว่าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าคือไม่ใช่ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าเพราะมาประกาศตนเองกับมนุษย์ ว่าท่านเป็นพระพุทธเจ้า แล้วท่านก็ประกาศศาสนา ส่วนปัจเจกสัมมาสัมพุทธะที่ตรัสรู้มีสัมมาสัมโพธิญาณ เหมือนกันกับพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ แต่ท่านไม่ประกาศท่านก็ปรินิพพานของท่านไป ก็ไม่มีใครรู้ว่าพระโพธิสัตว์องค์นี้คือพระพุทธเจ้า แต่ท่านมีสัมมาสัมโพธิญาณเท่ากันกับพระพุทธเจ้า งงไหม ละเอียดดีไหม ไม่สับสนนะ ผู้จะแยกอย่างนี้ได้ก็คือต้องมีความรู้ในความจริงอันนี้ อาตมารู้ในความจริงอันนี้ เพราะอาตมาในฐานที่อาตมารู้แล้ว แต่อาตมาไม่ได้สับสน อาตมายังไม่ได้เป็นนะ แต่อาตมารู้แล้วมีตำราแล้วมีทางเดินแล้ว แต่อาตมายังเดินไม่ถึง อาตมาไม่ได้สับสนไม่ได้หลงตัวเองนะ อาตมาเคยบอกว่าอาตมาเกิดมาในชาตินี้ไม่มีครูบาอาจารย์ อาตมามีความรู้ของตัวเอง คนไม่รู้ ภูมิไม่รู้ ปัญญาไม่ถึง ก็บอกว่ามันอวดดี อวดตัวเองเป็นผู้รู้ รู้เอง บอกว่าชาตินี้ไม่มีครูบาอาจารย์ รู้เอง มันก็เป็นพระพุทธเจ้าสิ อาตมาไม่เคยไปหลงผิดว่าตัวเองเป็นพระพุทธเจ้าสักครั้งเลย คนไม่รู้ที่มาบอกว่าอาตมาพูดหมายอันนั้น อาตมาไม่ได้หมาย อาตมาก็คือพระโพธิสัตว์ ก็บอกตัวเองว่าระดับ 7 จะมีภูมิไปถึงระดับ 8 ซึ่งพวกคุณก็พอเข้าใจระดับ 8 ต่อไป ซึ่งอาตมาจะเป็นระดับ 8 จริงขึ้นไปแล้วแค่ไหนอย่างไร อาตมาไม่ต้องไปอวดพวกคุณก็ได้ ถ้าหากอาตมามีภูมินั้นจริงมันก็เป็นจริง แล้วอาตมาก็ไม่จำเป็นต้องไปอวดศักดาตัวเอง อวดแค่นี้ ที่ อาตมาบอกว่าอาตมาไม่ได้อวดอาตมาบอกความจริง นี่ก็เป็นภาษาซ้อน มันอวดความจริง โม้อยู่ว่าตัวเองเป็นนั่นเป็นนี่เป็นชั้นสูง สูงอย่างนั้นสูงอย่างนี้ ก็มาฟังอาตมาพูดสิว่าอาตมาพูดความสูงหรือเปล่า พวกคุณนี่ อ้าว เดี๋ยว อ่าน SMS

SMS วันที่ 22-23 ก.พ. 2566

_1945 : ชอบเครื่องแบบชาวอโศก ผ้กผลไม้ที่อโศกน่ากินทุกอย่าง เพราะเป็นของไร้พิษมีคุณภาพ พ่อครูว่า... นี่เราก็โชว์แล้วโชว์อีก จะว่าอวดก็อวดเพราะน่าอวด อวดทุกวัน มีของดีอวด ใครไม่มีดีอวดสู้เราไม่ได้ สู้เราไม่ได้ในข้อนี้ ก็คงจะไม่มีใครสู้เราได้ในข้อนี้ ในหลวงท่านก็เคยตรัสไว้ อันนี้ก็จริง

_สุรัตนา น้อยศรี · พ่อครูต้องมีอายุยาวกว่าร้อยปีนะคะ พ่อครูว่า... I hope So

_เมฆงาม โชควิบูลย์กิจ · กราบนมัสการท่านฟ้าไทและสิกขามาตุกล้าข้ามฝัน สอนใจเรื่องทุกข์การกินอาหารที่เป็นอกุศลธรรมทั้งหลาย ให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดเจนที่สุดแล้วคะ พ่อครูว่า... เอาไปปฏิบัติให้มันได้ผลกัน

_จรรยา ประเสริฐ · เมื่อก่อนไม่เชื่อค่ะ เรื่องลุงไม้ร่ม เดี๋ยวนี้ฟังธรรมพ่อไปบ่อย ๆ เข้าใจ และมองอย่างเข้าใจว่า ลุงมาเป็นคู่บารมีพ่อ สร้างธรรมชาติด้วยมือ เข้าใจที่พ่อเทศน์ค่ะ พ่อครูว่า... ไม่ขยายความต่อ เดี๋ยวไม่ร่มเขาจะหลงระเริง เขาก็ทำหน้าที่ไป

คนมีภูมิปัญญาจึงมองเห็นสิ่งวิเศษที่พ่อครูทำ _สว่างแสง ขวัญดาว : น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ พ่อครูว่า... คนเขายกยอยกย่องอาตมาไม่ได้มีความอยากได้ อันนี้ถ้าใครเห็นว่า อาตมานี้พยายามแสดงออก เป็นการประเล้าประโลม พูดคำหวานให้คนมาหลงยกยอยกย่องหรือว่าอาตมาพูดไม่แคร์ อาตมานี่ไม่แคร์ใครจะยกย่องใครจะนับถือ หรือว่าต้องระวัง กลัวคนจะไม่เคารพ กลัวคนจะไม่นับถือ กลัวคนจะต้องมา.. อาตมาว่าอาตมาไม่มีสิ่งเหล่านี้ อาตมามั่นใจว่าในความจริงที่จะอาศัยภาษาอาศัยกิริยาทางกาย ทางวาจาออกไป ภาษาก็ดี กิริยาวาจาแสดงออกก็ดี มันเป็นเครื่องส่อ มันเป็นเครื่องบอกความจริง ผู้มีดวงตาจะมองทะลุ ผู้มีปัญญาจะมองทะลุ อย่างนี้ท่านไม่แคร์ ไม่แคร์กิริยากายวาจาที่แสดงออกว่าคนจะลบหลู่ ส่วนคนที่แคร์นั้นคือคนที่กลัวเสียมาด กลัวคนจะถือว่าผิด กลัวคนจะถือว่าไม่สุภาพไม่เรียบร้อย อาตมาว่ามีสิ่งที่ดีคือความจริงนี้อยู่ในกิริยา อยู่ในภาษา อยู่ในจิตวิญญาณ ความจริงที่อาตมามี ซึ่งเป็นสิ่งวิเศษ เพราะฉะนั้นคนที่มีดวงตา มีปัญญา จะรู้ว่านี่คือความจริง มองผ่านกิริยากายมองผ่านกิริยาวาจาทะลุเข้ามาได้ นั่นคือผู้ที่ได้รับคัดเลือก มาแสดงออก มาอยู่อย่างนี้เลยอย่างพวกคุณ หรือผู้ที่ยังไม่มาก็อยู่ล้อมนี่ มีทั่วในประเทศไทย แม้ไม่มาแสดงตัวเป็นชาวอโศก แต่ก็เปิดจิต เข้าใจ ก็มีอีกไม่น้อย ไม่มีใครไปสำรวจ ไม่มีใครไปทำสถิติเอาเท่านั้น นับวันจะมีมากยิ่งขึ้นเพราะว่าความจริงคือความจริง คนที่แสวงหา คนที่พยายาม จะรู้จักความจริงโดยเฉพาะความจริงของพระพุทธเจ้า ความจริงของสัจธรรมที่เป็นโลกุตระ เมื่อเกิดปฏิภาณปัญญา เขาจะรู้ว่าจริง เพราะฉะนั้นอาตมานี่ก็อยู่กับความจริง ผู้คนที่จะมาเห็นดีเห็นค่าของอาตมา เห็นค่าของธรรมะ ไม่ใช่ค่าคือตัวรูปร่างตัวตน อาตมาก็ไม่ได้หล่อจนเกิน หรือไม่ได้มีรูปร่างหน้าตากิริยาท่าทางอะไรชวนให้มาน่าสนใจเท่าไรหรอก แต่ธรรมะ อาตมาแสดงธรรมะนี่แหละ เขาจะสนใจธรรมะ แล้วคนที่มีดวงตาอันนั้นก็จะได้ เขาจะคัดเลือกได้เลย _สว่างแสง(ต่อ) ณ.วันนี้ลูกเห็นว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าที่พ่อครูนำมาสอนนี้ สามารถนำมาแก้ ปัญหาตั้งแต่ระดับครอบครัวถึงสังคมได้อย่างเด็ดขาด ไฉนทางฝ่ายเถรสมาคมจึงไม่ออกมาสนับสนุน ทำไมจึงไม่เห็นแก่พระพุทธศาสนา ประชาชน ประเทศชาติ น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ พ่อครูว่า... อาตมาก็มั่นใจว่าอาตมาสอนตั้งแต่ครอบครัวจนถึงสังคมประเทศชาติ ถึงขั้นโลกเลยจะว่าไปแล้ว เพราะว่ามันเป็นของพระพุทธเจ้า เถรสมาคมไม่ออกมาสนับสนุน พูดตรงนี้ยื่นดาบมาให้อาตมา อาตมาก็จะขอดาบหรือหอก ขอแทงด้วยหอกต่อไปนี้ เถรสมาคม ไฉนหรือทำไม ฝ่ายเถรสมาคมจึงไม่ออกมาสนับสนุน แล้วคุณสว่างแสงก็พูดต่อว่า ทำไมจึงไม่เห็นแก่พระศาสนา อาตมาบังคับเถรสมาคมไม่ได้ ก็ท่านไม่เห็นของท่านเอง ใช่ไหม อาตมาจะไปบังคับให้ท่านเห็นได้อย่างไร ไอ้ที่ไม่เห็นคือมันบอดหรือมันสว่าง ...บอด ก็ท่านบอดอยู่ เถรสมาคม ท่านกำลังบอดอยู่ นี่อาตมากำลังแสดงภาษาวิชาการความรู้ศาสตร์โดยเฉพาะศาสนาพุทธนะ ไม่ได้ไปด่าไปว่าอะไ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน