660211 พ่อครูเทศน์งานอัฏฐาริยสัจจายุ ประชาธิปไตยแบบไทยโดยเฉพาะ ตอนที่ 1.docx
เนื้อหาในไฟล์
660211 พ่อครูเทศน์งานอัฏฐาริยสัจจายุ ประชาธิปไตยแบบไทยโดยเฉพาะ ตอนที่ 1 https://www.boonniyom.net/53027.html
ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1S7sbh6nhKsTgm_1pqKjNDEg2fHry3Z7ywjPI6vhhMko/edit?usp=sharing
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1E2GgtRVce4QuqPeX6SuH_H8TaOV-nVew/view?usp=share_link
ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/9_YbO2H7BB4 และ https://fb.watch/iDirBwS250/
พ่อครูว่า... วันนี้วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2566 ที่บวรราชธานีอโศก แรม 6 ค่ำ เดือน 3 ปีเถาะ 3 วันนี้อาตมาตั้งใจจะเทศน์เรื่อง จะใช้คำพูดว่าการเมืองก็ใช่ มาพูดถึงเรื่องประชาธิปไตย โดยเฉพาะชื่อของเรื่องคือ “ประชาธิปไตยแบบไทยโดยเฉพาะ” ก่อนจะได้บรรยาย ในวันอันเป็นวันมงคลนี้ ก็มีคนเขียนคำอวยพรเป็นกลอนเป็นกาพย์อะไรมาให้ อันนี้เป็นของอิสรา
อัฏฐาริยสัจจายุ “อัฏฐาริยสัจจายุ บรรลุอุดมการณ์สานฝัน ๘๘ ปี ๘ เดือน ๘ วัน อิทธิบาทอัศจรรย์จวบวันนี้ วันแห่งความรัก ของ“รัก รักพงษ์” สูงส่งยิ่งใหญ่กระไรนี่ เทวดาฟ้าดินร่วมยินดี มุ่งไปสู่...๙๙ ปี ๙ เดือน ๙ วัน” ....อิสรา อ้าว ขอให้สมพรปากเถอะ
ทีนี้ก็ขอ มี sms อยู่แค่ 2 คน แล้วยังมีตบท้ายนักกลอนนอนเปล่าก็เศร้าใจอีก 1 บท
_สินอโศก...ขอน้อมอนุโมทนาบุญกับพ่อครูด้วยความเคารพศัทธาและบูชาอย่างสูงสุดด้วยเจ้าค่ะ มากันด้วยจิตตั้งมั่นที่จะเป็นคนใหม่ตามอย่างพ่อเจ้าค่ะ 🙏🙏🙏 วันนี้ดิฉันก็ดิฉันก็เดินรอบบ้านเจ้าค่ะ ตั้งจิตขอให้พ่อครูอยู่กับพวกเราไปอีกนานๆๆๆห้าหกสิบปีก็พอเจ้าค่ะ🙏 _ พ่อครูว่า... คุณสินอโศก…ก็เป็นโรคอัมพฤกษ์ แต่ก็มีอิทธิบาท แต่ละคนแต่ละคน ผู้สามารถมีพลังอิทธิบาทแต่ละคนจริงๆไปได้ โดยมีหลักโพชฌงค์ 7 ผู้ปฏิบั
อ่านต่อ
ติโพชฌงค์ 7 ถูกต้อง พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่าโพชฌงค์ 7 นี้ สวดให้ระลึกถึงให้นำเอามาปฏิบัติดีๆเถอะ จะเกิดอายุยืนยาวเพราะมันจะสร้างจิต สร้างจิตให้ยิ่งใหญ่สร้างจิตให้มีพลังพิเศษ ที่สามารถกำหนดให้จิตนี้มีพลังถึงขั้น ต่ออายุขัย อย่างที่เราพยายามพูดอธิบายยืนยันกันอยู่ ได้จริงๆ
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน อนุปุพพวิหาร 9 สัมมาทิฏฐิ ส่วน สัตตาวาส 9 มิจฉาทิฏฐิ _ทีนี้ ของคุณตุ๊ก อัศวินหรือดินดอกพุทธ... กราบขอโอกาส..พ่อครู..เจ้าค่ะ ในวันจันทร์ที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ๑) คือวันประกาศพลังรัก อันเต็มเปี่ยมที่พ่อครู อุทิศชีวิต ถวายให้แก่ พระพุทธศาสนา ด้วยหวังให้ศาสนาพุทธยืนหยัด ยืนยง คงมั่น ถึง ๕,๐๐๐ ปี เพื่อ ประโยชน์ ผาสุข แก่มวลมนุษยชาติ ดังปณิธานที่ตั้งไว้ ๒) คือ วันอัฎฐาริยสัจจายุ วันที่ พ่อครู สมณะ โพธิรักษ์ จะมีอายุวัฒนะมงคล สู่ ๘๘ ปี ๘ เดือน ๘ วัน (๘๘๘๘) ช่างเป็น มงคลฤกษ์ ที่น่าบูชายิ่ง ๓) คือ ในโอกาสมหามงคลสมัยนี้ ท่านได้ 'กลั่น_แก่น' เคล็ดวิชา '๗๘๙๙' สรุปเป็นแผนภาพที่ทรงคุณค่ายิ่งทางวิชาการ แก่ พระพุทธศาสนา มอบเป็น ของขวัญแห่งรัก (ของขวัญ) แก่ชาวพุทธทั่วโลก (เพิ่มจากเดิม ที่ท่านเคย มอบให้ คือ '๔๕๗๘')
พ่อครูว่า... ผู้ที่มีทั้งความรู้พยัญชนะและสภาวธรรมก็จะเห็นรายละเอียดต่างๆไม่ว่าจะเป็นในวิญญาณฐิติก็ดี ซึ่งจะต้องตรวจทุกอย่างจากความเป็นกายกับสัญญา วิโมกข์ 8 ก็ดีที่จะต้องมีความรู้ในการปฏิบัติที่จะพาให้หลุดพ้น วิโมกข์คือการหลุดพ้น ที่จะทำให้เราหลุดพ้นได้จากตั้งแต่วิโมกข์ 3 จนมีสภาวะถึง อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ และ เนวสัญญานาสัญญายตนะ จนสุดท้าย สัญญาเวทยิตนิโรธ ที่เป็นองค์ธรรม 8 ข้อ ของพระพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ อาตมาก็อธิบายจนมากมายแล้ว และความยังไม่สามารถที่จะหลุดพ้นได้ยังเป็นสัตว์ยังเป็นสัตว์อยู่ ไม่เกิดความเป็นเทวดา ถึงแม้เป็นเทวดาก็เป็นเทวดามิจฉาทิฏฐิ ยังมีความเป็นสัตว์อยู่ถ้าแม้เขาจะเข้าใจว่าเขาเป็นเทวดาก็เป็นเทวดาเก๊ เป็นเทวดาโกหกเทวดาไม่จริงสำหรับมิจฉาทิฏฐิ จึงยังเป็นสัตว์อยู่ทั้ง 9 ชนิด ตั้งแต่ ฌาน 1-4 ของ ฌาน ที่ปฏิบัติได้มรรคผลแบบเดียรถีย์ เขาก็ปฏิบัติได้มรรคได้ผลแบบเขา เป็นสัตว์ทั้ง 4 ตัวที่ 5 เป็น อสัญญีสัตว์ สัตว์ที่เขาทำได้เก่งคือดับได้อย่างอาฬารดาบส อุทกดาบส ความเป็นสัตว์อีก 4 ชนิดนั้น เก๊หนักเข้าไปอีก เพราะ อสัญญีสัตว์ เขาก็ดับสัญญาไปหมดแล้ว การกำหนดหมายต่างคนต่างโมเมกันไปใหญ่เลย เป็น นิรมาณกาย สัมโภคกาย อทิสมานกาย เป็นกาย 3 ที่มิจฉาทิฏฐิอย่างหนัก ชั้นของภูมิอีก 4 ชนิด จึงเป็นสัตว์มิจฉาทิฐิทั้ง 3 กาย คือ นิรมาณกาย สัมโภคกาย อทิสมานกาย นี่คือความเป็นสัตว์ อยู่ในจิตวิญญาณของมนุษย์เรียกว่าสัตว์ทางจิต ไม่ใช่สัตว์ตัวตน สัตว์ 2 ขา 4 ขา สัตว์น้ำสัตว์บกอยู่ในโลกนี้เป็นตัวตนรูปร่างไม่ใช่ หมายถึงสัตว์ โอปปาติกะ คือสัตว์ทางจิตเขาเป็นจริงอย่างนั้นเขาได้แค่นั้น ส่วน อนุปุพพวิหาร 9 คือลำดับของการปฏิบัติธรรมทั้งหมด 9 ชนิดที่ท่านรวบรวมเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นฌาน 4 อรูปฌาน 4 และสุดท้าย สัญญาเวทยิตนิโรธ ฌาน 4 อนุปุพพวิหาร 9 ก็สามารถที่จะ ที่จริงแล้ว อนุปุพพวิหาร 9 คนที่เป็นมิจฉาทิฏฐิก็ได้ แต่ อนุปุพพวิหาร 9 เป็นการยืนยันที่ ถูกต้องเพราะไม่มี อสัญญีสัตว์ คนที่เขามิจฉาทิฐิก็ได้ แต่ มันไม่ใช่ อนุปุพพวิหาร 9 อย่างถูกต้อง เพราะฉะนั้นยืนยันว่าไม่ผิด ถ้าผิดจะต้องมีตัว อสัญญีสัตว์ อยู่ด้วย เพราะฉะนั้น สัตตาวาส 9 ถึงมิจฉาทิฏฐิหมดทั้ง 9 ส่วน อนุปุพพวิหาร 9 จึงหมายถึงความเป็นลำดับ เหมือนพระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน พระอนุรุทธที่เก่งในทางฌาน หยั่งรู้ตรวจสอบในฌาน สุดท้ายท่านหลับพระเนตรไปแล้ว ท่านวางขันธ์แล้ว ก็ตรวจการวางขันธ์ของท่านก่อนที่จะปรินิพพานจากไปเลยนี่ พระพุทธเจ้ายังตามตรวจขันธ์ของท่าน อาศัยตรวจขันธ์สุดท้าย ก่อน ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ด้วย ฌาน 4 ฌาน 8 อย่างนี้เป็นต้น เป็นการสำทับให้รู้ว่า ฌาน 4 ฌาน 8 ของพุทธสูงสุด แต่ที่จริงฌาน 4 ฌาน 8 ของพุทธไม่ได้อยู่ในภพ ฌาน 4 ฌาน 8 ของพุทธนั้นลืมตาแต่อยู่ในภพได้ระลึกได้ ตรวจสอบของตัวเองได้ เป็น เตวิชโช ใครระลึกออกไหม 4578 คืออะไร คือโพธิปักขิยธรรม 37 4 คือ สติปัฏฐาน 4 อิทธิบาท 4 สัมมัปปธาน 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 นี่คือเลขสำคัญของเราตั้งแต่แรกเมื่อก่อน แต่ในยุคนี้ตอนนี้ 7 8 9 9
_ดินดอกพุทธ… ต่อ ๔) คือ เป็นการหลอมรวมพลังมรรค=“สูตรคู่_สู้อวิชชา” เข้าถึงผล คือ 'อิสระ_สบาย_สงบ_อบอุ่น_อิ่มเอม_เกษมใส_ใจเกื้อกูล_เพิ่มพูนการเสียสละ่ การบรรจบของ ๔ ข้อ ข้างต้น ย่อมนำ อภิโมทนายํ จิตตํ มาสู่หัวใจลูกๆทุกๆดวง จึงขอโอกาสมงคลนี้ น้อมรับเคล็ดวิชา ๔๕๗๘ และ ๗๘๙๙ ใส่เกล้า..แปรลงสู่ภาคปฏิบัติบูชา..ถวาย พ่อครู ดังนี้ เจ้าค่ะ!! รับทราบ!! ปฎิบัติ..เจ้าค่ะ!! ด้วยจิตคารวะ และ เทิดทูนยิ่ง..เจ้าค่ะ ตุ๊ก.อัศวิน/ดินดอกพุทธ
พ่อครูว่า...สุดยอดและเป็นความจริงนะ ในพวกเรามีไหม...มี พูดอย่างมั่นใจเลยอาจจะมีคนละมากคนละน้อยก็แล้วแต่มันมีลักษณะพวกนั้นจริงๆ อ้าว ทีนี้ กวีสุดท้าย ท่านสมณะชนะผี ชื่อเป็นมงคลดีด้วย หลายคนฟังเผินๆ อ้าวชื่อผีได้ไง แต่นี่ ชื่อตามทะเบียนบ้านของท่านจริงๆเลยนะชื่อท่านแท้ๆเลย ...ความรักมอบให้พ่อ... พ่อครูคือผู้มอบ ลูกที่ตอบคือผู้รับ พ่อครูช่วยกำกับ ให้ลูกรักรับกลับไป ลูกนี้สำนึกคุณ ท่านการุณกว่าสิ่งใด มอบรักหมดหัวใจ ตลอดไป...นิจนิรันดร์ พ่อครูว่า... บทกวีการการสรรเสริญเยินยอก็มีอย่างนี้ในโลก อาตมาก็ไม่ได้มีใจขึ้นลงกับการสรรเสริญเยินยอ การสรรเสริญเยินยอที่จริงใจก็มี การสรรเสริญที่เอาอกเอาใจ โกหกก็มี สู้การตำหนิไม่ได้ แล้วเราก็พูดกันมามากมาย
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ประชาธิปไตยแบบไทยโดยเฉพาะ ตอนที่ 1 พ่อครูว่า... มาเข้าสู่เรื่องที่เราจะฟังบรรยายกันในเนื้อหา เรื่องประชาธิปไตยแบบไทยโดยเฉพาะ ความมีอธิปไตยของประชาชน อธิปไตยคืออำนาจ คือพลัง ถ้าไปเป็นสิ่งที่มันมิจฉาทิฏฐิก็เรียกว่าอำนาจบาตรใหญ่ ความเป็นอำนาจแล้วก็ยึดอำนาจเอามาเบ่ง เหมือนพวกเทวนิยม เขายังไม่เข้าใจเรื่องถูกต้องสัมมาทิฏฐิพวกนี้ ประเทศทั้งหลายแหล่เทวนิยม เขาจะพยายามสร้างอำนาจให้แก่ตัวเขาให้ประเทศของเขามีอำนาจบาตรใหญ่ เพื่อจะเป็นเจ้าโลก เขาทำจริงๆแข่งขันกันมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ จนทุกวันนี้เขาก็ยังทำอยู่ โดยเฉพาะทางตะวันตกเทวนิยมที่มีความรู้เป็น เฉโก เท่านั้น ไม่มีความรู้เป็นปัญญา เขามีความรู้อย่างนั้นโดยความเป็นจริง ไม่ได้ไปข่มเบ่งดูถูกดูแคลนเขา เขามีความสามารถตามบารมีของเขาเท่านั้น อย่างเช่นศาสดาของเทวนิยมทั้งหลายสอนได้แค่ เฉโก อยู่ในกรอบความรู้ของโลกียะ ไม่ออกมาหาความรู้แบบใหม่ความรู้พิเศษที่เป็นโลกุตระ หรืออุตตระ ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นอุตตระเหนือกว่าชาวโลกีย์ที่เขามีมาในโลกไม่ว่าในยุคไหนก็แล้วแต่ ถ้าในโลกที่ไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมา เขาจะมีความรู้แต่โลกียะเป็นธรรมดาธรรมชาติ มียุคที่ไม่มีโลกุตระ ไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมา เขาก็จะมีความรู้แต่ทางโลกียะ ซึ่งความรู้ของทางโลกียะจะมีความรู้อยู่ในกรอบแค่ความรู้ดีรู้ชั่ว แล้วปฏิบัติตนให้เป็นคนดีอย่าเป็นคนชั่ว เขามุ่งมั่นและเขาก็ปฏิบัติอย่างนั้นสำเร็จตามสมมุติสัจจะของเขา โลกียะยังเป็นสมมุติสัจจะ ยังไม่ใช่ปรมัตถสัจจะ สมมุติแปลว่ารู้กันทั้งหมด ปรมัตถสัจจะนี้เป็นความรู้ที่ใหม่ เกินกว่าสมมุติที่เขาโลกียะจะสมมุติกัน มันเป็นความรู้ที่ ปฏิโสตัง เป็นความรู้ทวนกระแสโลกียะ โลกียะจะลากชีวิตให้ไปหลงความสุขแล้วก็จะต้องมีสุขนิรันดรซึ่งมันไม่จริง พระพุทธเจ้าพิสูจน์แล้วว่าความสุขไม่นิรันดร ความสุขเป็นของหลอก เป็นมายาเป็นความเก๊ และเป็นคนพิสูจน์ได้ตั้งแต่ตอนเป็นๆหมดสุขหมดทุกข์ได้ เพราะว่าสุขทุกข์เป็นคู่หูที่แยกกันไม่ออกเหมือนกระดาษ 1 แผ่นมี 2 หน้า ฉีกไม่ออกแยกไม่ออก จะฉีกให้มันเป็น 2 หน้าไม่ได้ นอกจากจะฉีกให้เป็น 2 แผ่น 100 แผ่นก็ได้ได้ฉีกหน้าของมันให้เป็น 2 หน้าไม่ได้ หรือบางคนนี้ยิ่งฉีกไม่ได้ใหญ่เลย อย่างนี้เป็นต้น เป็นสัจจะอย่างนี้ ศาสนาพุทธเรียนรู้ว่าสุขทุกข์มันอันเดียวกัน มันหลอกคนว่าเป็นสุข แต่แท้จริงมันเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นคนที่วิปลาสเห็นทุกข์เป็นสุข คนที่มีจิตวิปลาสก็ไปหลงเสพอารมณ์สุข มันเป็นแค่อารมณ์ที่เป็นของไม่เที่ยง ไปตั้งอยู่ชั่วขณะหนึ่งเสร็จแล้วก็หมดไป แล้วก็หมุนเวียนมาใหม่สำหรับอวิชชา หรือเฉโก ก็จะหมุนวนมาอยากได้สุข เกิดตายตายเกิด เกิดตายตายเกิด เกิดตายตาย ชีวิตจะหมุนอยู่แต่กับความหลงสุขนิรันดร์ เทวนิยมเป็นสุขนิรันดรพระเจ้านิรันดรแต่ของพุทธนั้น สูญ ไม่มี นิรันดร แต่จะยืนยาวก็ได้และยืนยาวอย่างมีหลักประกันเลย 1. ไม่ทำชั่วอีกเลยตลอด จะเกิดอีกเท่าไหร่ บรรลุอรหันต์แล้วไม่ทำชั่วตลอดไป สัพพปาปส อกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) เพราะ สจิตตปริโยทปนัง(ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) พอได้ชำระจิตที่เป็นเหตุแห่งความโง่ ดับหมดแล้ว เพราะฉะนั้นจะเกิดอีกก็ไม่ทำชั่ว และสามารถรู้จักสุขทุกข์ เรียนสุขเรียนทุกข์ ดับสุขดับทุกข์ได้ตั้งแต่ตอนเป็นๆ ดับสุขดับทุกข์ได้อย่างเช่นอาตมา ชีวิตทุกวันนี้ไม่ได้มีสุขมีทุกข์อะไร เป็นจิตที่จะเรียกด้วยภาษาบัญญัติว่า อทุกขมสุข ที่มันไม่ทุกข์ไม่สุขเพราะว่าจิตใจได้ล้างเหตุที่เป็นตัวการ สะอาดไปจากจิตหมดแล้วเรียกว่าอุเบกขา อุเบกขามีนัยยะสำคัญไปจากไม่ทุกข์ไม่สุขอยู่ตรงนี้ ตรงที่ว่าอุเบกขานั้นชี้ชัดลงไปว่า บริสุทธิ์สะอาดจากเหตุ ซึ่งปฏิบัติด้วย มโนปวิจาร 18 ที่จริงทั้งหมด 36 18 อันพวกหนึ่งเป็น เคหสิตะ ของทางโลกีย์ แล้วล้างออกจากความเป็นโลกีย์มาเรียกว่าเป็นเนกขัมมะอีก 18 ได้บริบูรณ์เลย ยึดถือเหมือนกัน เคหสิตะ 18 ตัวนี้เหมือนกันมาจากเหตุปัจจัยทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ 6 ทวาร แล้วไปหลงความสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์อีก 3 อัน 3 กับ 6 ก็เป็น 18 โลกียะยังหลง เคหสิตะ หลงสุขในภพนี้ ยึดผิด โลกุตระของพระพุทธเจ้าก็เป็น มโนปวิจาร 18 แต่หลุดพ้นจากความหลงสุขหลงทุกข์ได้เลย จิตสะอาดจากความสุขความทุกข์ เพราะฉะนั้นความสุขความทุกข์นี้จึงเป็นความรู้ที่วิเศษยิ่งกว่าเทวนิยม พระเจ้าศาสดาทางสายพระเจ้าไม่รู้ ไม่มีทางเรียนรู้ปฏิบัติแก้ไข ล้างกิเลส แต่จะหลงกิเลส หลงภพเป็นสุข ซึ่งก็ต้องมีทุกข์ไม่หายไปได้ แต่ของศาสนาพุทธหมดสุขหมดทุกข์เลย นี่เป็นสิ่งที่พิเศษประเสริฐ ชาวอโศกเราสัมมาทิฏฐิ อาตมานำสัมมาทิฏฐิของศาสนาพุทธที่มันเสื่อมไปกว่า 2,500 ปีแล้ว นำกลับมาปฏิบัติได้ มีผู้ปฏิบัติได้อย่างพวกเราเป็น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ก็ยืนยงอยู่ได้ และคนที่เป็นอาริยะ ไม่ลงลึกคำว่า อริยะ อารยะ อาริยะ นะ พวกเราเป็นอาริยะ 4 เราคือ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ เป็นจริงๆ และมีเป็นโพธิสัตว์ด้วยในพวกเรา พากเพียรปฏิบัติไป เพราะบรรลุอรหันต์แล้วก็พากเพียรปฏิบัติต่อไปเป็นโพธิสัตว์ ซึ่งมันย้อนกลับ จบอรหันต์แล้วย้อนกลับไปปฏิบัติโพธิสัตว์ มันจะมีสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน ที่อธิบายยาก มันจะกลับไปเหมือนมี แต่ที่จริงตัวเองไม่มี แต่ก็มี เนี่ย เป็นภาษาสิริมหามายา เหมือนผู้ที่เป็นมายาหลอกแต่ที่จริงเป็นสิริมหามายา มันดีมันยิ่งใหญ่ ซึ่งอันนี้มันสุดยอดเป็นมหาสิริ อันนั้นมันเป็นมายาหลอก 100% มันหมดพยัญชนะใช้แล้วจึงต้องใช้พยัญชนะซ้ำซ้อนอธิบายเนื้อหาเอาอย่างที่อาตมาคุณลองอธิบาย เพราะฉะนั้นผู้ที่มีความรู้เป็นโลกุตระ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ จึงมีใจบริสุทธิ์จากกิเลสจริงๆ เป็นความจริงที่สามารถปฏิบัติล้างเหตุล้างปัจจัยจริงๆของกิเลส หรือเหตุที่เป็นกิเลสแท้ๆได้จริงๆไม่ใช่ตรรกะไม่ใช่เพียงแต่คิด หรือเข้าใจผิดเป็นมิจฉาทิฏฐิแล้วก็หลงว่าถูก ไม่ใช่ แต่เป็นความจริงแห่งความจริง มีจิตจริงแบบนี้คนแบบนี้เป็นชุมชนหรือเป็นกลุ่มหมู่ จึงมีคุณสมบัติของความเป็นอธิปไตย พยัญชนะยุคพระพุทธเจ้าคำว่าประชาธิปไตยยังไม่มีบัญญัติภาษานี้ยังไม่มีแต่คุณสมบัติคุณอันพิเศษที่เป็นอธิปไตยของมวลชนมีแล้วในกลุ่มของพระพุทธเจ้า แต่เป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในยุคทาส เป็นยุคที่คนยังไม่เข้าใจเรื่องสิทธิของตน สิทธิมนุษยชาติ ยังเข้าใจไม่ได้ ยังไม่มีความรู้กันเลย เป็นสังคมทาสหรือสมบูรณาญาสิทธิราชย์อยู่ เพราะฉะนั้นจึงอธิบายหรือว่าให้คนเข้าใจเรียนรู้ไม่ได้ เพราะเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไปค้านแย้งกับพระจ้าแผ่นดินยุคนั้นไม่ได้ เป็นอำนาจเด็ดขาดยิ่งใหญ่เผด็จการสมบูรณ์แบบ ใครกบฏใครไปย้อนแย้งโดนสั่งฆ่า จึงทำไม่ได้ ในยุคพระพุทธเจ้าจึงทำได้แต่คนที่มาเข้ารีตของท่าน มาอยู่ในการบริหารปกครองตามหลักธรรมเรียกว่าเป็นพุทธธรรมนูญของท่าน พระเจ้าแผ่นดินยุคโน้นอยู่ในแคว้นอินเดียอยู่ในทวีปอินเดีย เป็นแคว้นใหญ่ 2 แคว้นเหมือนกับในยุคนี้ ในยุคโน้นอยู่ในทวีปอินเดียเท่านั้น คมนาคมยังออกนอกอินเดียไม่ได้ มันก็มีของจริงเป็นสภาวะรูปนามอยู่แล้วคือ แคว้นใหญ่โกศลกับแคว้นใหญ่ของมคธ พระเจ้าพิมพิสารบริหารอยู่ในยุคนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลบริหารอยู่ในแคว้นโกศล พระเจ้าพิมพิสารบริหารแคว้นมคธ แล้วพระเจ้าปเสนทิโกศล ท่านเป็นใหญ่แต่ท่านยอมพระพุทธเจ้า ยอมอย่างไรคือ ถ้าคนของท่านพลเมืองของพระองค์ของพระเจ้าปเสนทิโกศลหรือพระเจ้าพิมพิสารก็ตาม จะมาเข้ารีตมาเป็นคนของพระพุทธเจ้า มามีระบบศีลสมาธิปัญญา มีธรรมนูญ มีกฎหมายแบบพระพุทธเจ้า ซึ่งค้านแย้งกับของสมบูรณาญาสิทธิราชเขา เพราะของพระพุทธเจ้าเป็นประชาธิปไตย ที่ท่านเรียกในยุคนั้นว่าเป็นผู้รู้ในโลกาธิปไตย เป็นผู้รู้ในอัตตาธิปไตย เป็นผู้รู้ในธรรมาธิปไตย อธิปไตย 3 และเป็นผู้รู้ที่ทำประโยชน์ให้แก่มวลชนอีก 3 คือ พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ เป็นอายะ 3 อายะ แปลว่าประโยชน์แปลว่ากำไรหรือสิ่งที่ควรได้ควรมีควรเป็น ของสิ่งที่เรียกว่าประโยชน์แท้ในประชาชน พหุชนะคือมวลประชาชน พหุ แปลว่ามาก ชนะ ก็คือ ความเป็นประชาชน ประชาชนส่วนมากได้รับประโยชน์คือ พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ คือประชาชนส่วนมากมีความสุข โลกานุกัมปายะ พหุชนหินตายะ และเป็นลัทธิหรือศาสนาที่ไม่ทำแคบๆอยู่แค่พวกของตน เอื้อเฟื้อเจือจานเกื้อกูลให้มนุษย์ทั้งโลก มาได้รับประโยชน์แบบนี้ มามีความสุขแบบนี้ได้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ใครปฏิบัติเรียนรู้พิสูจน์ได้ไปหมดเลย ไม่ต้องเสียภาษี ไม่ต้องเอาสตางค์แลกเปลี่ยนกลับ ไม่ต้องเอาอะไรแลกเปลี่ยนกลับ ทำให้ฟรีๆเลย นี่คืออธิปไตยของประชาชนในยุคพระพุทธเจ้า ถ้าเข้าใจอธิปไตย 3 กับ อายะ 3 ที่อาตมาขยายความไปแล้ว นี่แหละรวมแล้วคือสมัยนี้เขาเรียกด้วยภาษาที่รู้กันทั่วโลกแล้วก็คือประชาธิปไตย จะมีภาษาของแต่ละชาติเขาเรียกกันไป
เพราะฉะนั้นความเป็นจริงอย่างหนึ่ง พยัญชนะอาจจะยังไม่ครบบริบูรณ์หรือที่สุดพยัญชนะกลับกันเลยไม่ตรงกันเลยก็ได้ แต่สัจจะเป็นหนึ่งเดียว สภาวะธรรมที่แท้จริงตรงกันหมดไม่ว่าจะในยุคไหน อธิบายแล้วมันจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ตามความนิยม ตามมวลประชาชนที่ยึดถืออย่างไรมันก็เปลี่ยนแปลงไป แต่สัจจะที่ดีที่สุด เป็น พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ ดีที่สุดเหมือนกันหมดหนึ่งเดียวในยุคไหนก็ได้สูงสุดเป็นประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติ และ เป็นสุขที่เป็นโลกุตระด้วย ปรมังสุขัง ไม่ใช่สุขอย่างบำรุงกิเลสแต่เป็นสุขอย่างสงบ ขอยืมภาษาว่าสุขเท่านั้นแต่มันยิ่งกว่าสุข อาตมาแปล ปรมังสุขังว่ายิ่งกว่าสุข ไม่ใช่สุขอย่างโลกีย์เขาเป็น มันสุดยอดอย่างนั้นจริงๆ เป็นเครื่องอาศัยเท่านั้นเอง ยังมีชีวิตอยู่ก็อาศัย ไม่มีชีวิตแล้วก็ตายแยกธาตุ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน สูญไปเลิกไป อย่างนี้เป็นต้น นี่คือคร่าวๆแยกประชาธิปไตยให้ฟังส่วนนี้ตอนนี้
มาลองฟังที่อาตมาได้เรียบเรียงค่อยๆขยายความไปว่า ความมีอธิปไตยของประชาชนที่เรียกเป็นศัพท์คือ ประชาธิปไตยนั้น ต้องมี ครบทั้งรูปและนามและ นั่นคือบริบูรณ์ด้วยกายและจิต ยิ่งมีพยัญชนะที่จะสื่อสภาวะขึ้นมาแล้ว รูปก็ดีนามก็ดีหรือว่ากายก็ดีจิตก็ดี ก็ต้องศึกษาพยัญชนะเรียกว่า อธิวจนะ แล้วพยัญชนะพวกนี้กำกับสภาวะอะไรก็ต้องมีสภาวะก่อน สภาวะที่เกิดในจิตก็เป็นวจีสังขาร หรือยังไม่มี อธิวจนะ ที่แปลว่าคำกำหนดเรียก เรียกไปตามชาติตามภาษา อย่างเช่นภาษาไทยเรียกว่ากิน ภาษาจีนเรียกว่าเจี๊ย ภาษาอังกฤษเรียกว่า eat อย่างนี้เป็นต้น ความหมายเดียวกัน แต่ภาษาต่างกันไป เพราะฉะนั้นสภาวะจึงเรียกว่า ปฏิฆสัมผัสโส เรียกว่าจิต มันเกิดบัญญัติสภาวะและ ปฏิฆะ มี 2 อย่าง ฆ คือสภาพของจิต ที่เป็นรูปร่างตัวตนมีสภาพ 2 อย่าง สัมผัสกันอยู่ในนี้ยังไม่ตั้งชื่อ ถ้ายังไม่ได้ตั้งชื่อเลยก็คือยังไม่ใช่ อธิวจนสัมผัสโส สัมผัสแล้วแต่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ ปฏิฆสัมผัสโส ปฏิฆะ เราใช้เรียกความไม่ชอบใจ ความโกรธ ก็คือสิ่งที่ยังไม่รู้ มันไม่รู้ก็เลยมีทุกชนิด แรกชนิดหยาบชนิดตื้นก่อนก็คือ โกรธ มันทุกข์ แต่ถ้าสุขมันยังหลงอยู่นะใช่ไหม ถ้าคุณไปหลงสุข สุขมันก็อย่าง สบายมันอย่าง แต่ปฏิฆะ คุณไม่ชอบแล้ว ปฏิฆะ จึงเป็นตัวแรกที่คุณจะรู้ได้ว่ามันไม่ชอบ รัก ชอบ ถ้ารัก ชอบ เปมะ ชอบ ปฏิฆะไม่ชอบ แต่เปมะชอบ เปมะคือรัก _สู่แดนธรรม... ภาษาสันสกฤตคือเปร พ่อครูว่า... ภาษาอังกฤษ เปร ถ้าภาษาไทย เปม เป็นภาษาเป็นความรักเหมือนพลเอกเปรมอย่างนี้ ซึ่งเป็นคู่ในยุคนี้ ชื่อรัก เปรมะชื่อรักก็คู่ใครก็รัก รักพงษ์ แต่พลเอกเปรมไม่รู้จักรัก รักพงษ์ แต่รัก รักพงษ์รู้จักพลเอกเปรมดี ไม่ขยายความต่อ ท่านก็ทำประโยชน์ไปตามประสาท่าน ท่านก็เป็นโพธิสัตว์รูปหนึ่ง พูดไว้แค่นี้ขยายความไปมากก็ยาวอีก เดี๋ยวจะไม่อยู่ในกรอบของเรื่อง ประชาธิปไตยแบบไทยโดยเฉพาะ มันจะออกไปเป็นธรรมะอะไรอีก เดี๋ยวจะออกนอกค่ายไปใหญ่เลย ชมสวนยาวไกลเลย ไม่กลับเข้ามาในเป้าหมายเลย เพราะงั้นในเรื่องของเทวนิยมหรือความรู้ เฉกา เฉโก ความรู้ในกรอบโลกียะจึงไม่รู้รูปรู้นามไม่รู้กายรู้จิต เทวนิยมนั้นไม่มีความรู้ในขั้นปัญญา นี่ก็พูด เฉโก กับปัญญานั้น ไม่ง่ายที่เขาจะพอเข้าใจว่าปัญญากับ เฉโก ไม่ใช่อันเดียวกันหรือ ไม่ใช่ ซึ่งไม่ง่ายแต่คนเอาปัญญาไปใช้เป็นความรู้ความฉลาดแทนคำว่า เฉโก ไปนานแล้วแม้แต่คนไทยก็ไปหลงผิดว่าความรู้ความฉลาดมีอันเดียวคือปัญญา ซึ่งที่จริงไม่ใช่ ความรู้ความฉลาดส่วนใหญ่ของพวกที่ยังไม่ใช่โลกุตรชน เป็นโลกียชนนั้นเป็นความรู้ ฉลาดเฉโกอยู่ทั้งหมดนั่นแหละ แต่ว่าฉลาดแกมโกงในพจนานุกรมก็แปล ฉลาดมีกิเลสฉลาด ยังไม่หมดกิเลส ฉลาดไม่รู้ว่าเป็นกิเลส เป็นความฉลาดโลกียะ เพราะฉะนั้นเทวนิยมนั้นไม่มีความรู้ในขั้นปัญญา แม้แต่จะสัมมาทิฏฐิในคำว่ากาย แม้ชาวเทวนิยมคนไทยที่เป็นพุทธก็ตามยังมีภูมิแค่เทวนิยม ยังไม่มีภูมิที่เป็นปัญญาแท้ มีความรู้อยู่ในกรอบของ เฉโก ชาวพุทธส่วนใหญ่ที่อยู่ในเถรสมาคมเป็นต้น เป็นหลักเลย เป็นกระแสหลักของประเทศไทย พุทธศาสนา เพราะฉะนั้นมีอโศกเกิดขึ้นมา อาตมานำโลกุตรธรรมขึ้นมาสถาปนาขึ้นจริง มีท่านพุทธทาสนำคำว่าโลกุตระที่มีในพระไตรปิฎกเอามาเกริ่นกล่าว ท่านพุทธทาสก็เป็นโพธิสัตว์ตามลำดับของท่าน ท่านก็ได้นำมา แต่ท่านยังไม่สูง ท่านก็เลยได้แค่นั้น ท่านอายุ 85 ท่านก็สิ้นไปแล้ว อาตมาเกิดมาก็มาขยายผลอย่างแท้จริงของโลกุตระเพราะเป็นหน้าที่ของอาตมา อาตมาเป็นผู้รับช่วงจากพระพุทธเจ้า พูดไปหมดแล้วใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ไม่มีปัญหา ที่จะนำโลกุตระขึ้นมาสถาปนาลงไปในยุคนี้ ซึ่งมีพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงนำมาก่อน โดยทรงทำทางรูปธรรมของโลกุตระ อาตมาก็จะมาขยายความทางนามธรรม ซึ่งละเอียดกว่ารูปธรรมมาก ทั้งรู้ก็ยากยิ่งปฏิบัติให้พร้อมเป็น อุภโตภาควิมุติ ก็ยิ่งยาก โลกุตรธรรม หรือได้ความจริงมาเป็นลำดับ ผู้ที่สามารถรู้มีปัญญาสัมมาทิฏฐิในความเป็นกาย กายก่อน กายคำต้น ผู้มีจิตนั้นศึกษากาย สัตว์เดรัจฉานไปจนถึงมนุษย์ถึงอริยบุคคลถึงพระอรหันต์ถึงพระพุทธเจ้าคือพวกจิตนิยาม พวกมีจิตทั้งนั้น เดรัจฉานตั้งแต่เซลล์เดียวที่เป็นสัตว์ เริ่มนับเป็นสัตว์แล้วก็เป็นสิ่งที่มีจิตนิยามทั้งนั้นแต่ต้องพัฒนาจากเดรัจฉานขึ้นไปจนพ้นไปเป็น เวไนยสัตว์ ซึ่งสัตว์ที่สอนได้ จัดที่สอนได้ก็มีตั้งแต่ปลาโลมา ช้าง ม้า ก็สอนได้ ที่สอนไม่ได้เขาพยายามสอนเสือ สอนสิงห์ สอนอะไรขึ้นมาอยู่เหมือนกันที่เป็นสัตว์ร้ายก็พอได้ แต่ไม่ง่าย มันก็ค่อยๆไป ซึ่งเดี๋ยวจะละเอียดไป สัตว์ที่สอนได้เป็นเวไนย์ จนกระทั่งสัตว์ที่สอนได้ขั้นโลกุตระ คือสอนให้พัฒนาจากโลกียชนคนโลกๆคนโลกีย์ คนที่มีความรู้แค่ เฉโก เฉกา มาเป็นคนที่มีปัญญาโลกุตระได้ เป็น เวไนย สัตว์ที่สอนได้จึงเป็นอีกชั้นหนึ่งที่ยากที่จะรู้ ทีนี้คำว่า กาย เทวนิยมยังไม่รู้ หรือแม้แต่ชาวพุทธที่ไม่สัมมาทิฏฐิก็ยาก กายก็ไม่รู้หรือรู้แค่แบบเฉโก กายแบบเฉโก กายคือร่าง ก็หมายเอาภาวะเดียวคือสรีระคือร่าง ภาษาอังกฤษเรียกว่า body คือข้างนอก ไม่เกี่ยวกับจิตนะ เขาจะเข้าใจโดดเดี่ยวว่า กายนี้เป็นแค่สรีระ เป็นแค่ร่าง body ซึ่งคำว่า body นั้น ก็หมายถึงเอาความเป็นศพ อย่างคนตายแล้วเหลือแต่ศพนี่แหละคือ body ไม่มีจิตวิญญาณแล้ว body มีแต่ร่างที่ตายแล้ว ไม่มีจิตหรือไม่มีวิญญาณ อยู่ในตัวแล้วจริงๆ เพราะฉะนั้นเทวนิยมหรือชาวพุทธก็ตามที่ยังมิจฉาทิฏฐิ เทวนิยมหรือชาวพุทธที่มิจฉาทิฏฐิก็จะมีความรู้ไม่ถึงขั้นปัญญา เทวนิยม หรือชาวพุทธก็ตาม ที่ยังไม่มีความรู้ หรือจะมีความรู้แต่ว่าความรู้นั้นไม่ใช่ปัญญา หรือยังไม่ถึงขั้นปัญญา มีแต่การวัดค่าของคน ของสังคมกันได้เพียงแค่ความดีความชั่ว ความรู้ เฉกาเฉโก ความรู้โลกียะ จะวัดคุณค่าของคน จะวัดกันเพียงเอาความดีความชั่วมาเป็นเครื่องวัด คนมีความดีมากก็เหนือชั้นที่จะมีความชั่ว แต่คนที่มีความสุขที่เป็นโลกุตระเป็นปรมังสุขังหรือไม่มีสุขเลยซึ่งทวนกระแส เขายังมืดยังงงยังสับสนว่าอะไรวะ มันมีอีกคู่หนึ่งด้วยหรือ ดีชั่วเป็นเทวะคู่หนึ่ง แล้วสุขทุกข์เป็นเทวะอีกคู่หนึ่ง เป็นภาวะ 2 ของ 2 คู่นี้ เขาจะรู้แต่ความดีความชั่วจะยังไม่รู้จักรู้สารู้จักกันในเรื่องของความสุขความทุกข์ เพราะฉะนั้นเทวนิยมหรือชาวพุทธที่มิจฉาทิฐิอยู่ก็ตามก็จะรู้ตามสมมติตามบัญญัติ หรือแม้แต่ตามกฎหมายของแต่ละชาติแต่ละประเทศ ซึ่งมีความแตกต่างกันไป สมมุติให้มันแตกต่างกันเยอะ แต่ว่าปรมัตถ์จะมีหนึ่งเดียวลงมาหาจุดเดียวกันหมด แต่ชาวโลกียะจะแยกไปเรื่อยๆแตกไปเรื่อยๆแต่ละความรู้แต่ละศาสดาแต่ละศาสนาจะต่างกันไปเรื่อยๆมากขึ้นๆเป็นอย่างนั้น แต่ของพุทธจะรวมลงมาเป็นหนึ่งเดียวจบตรงกันหมดเลยสัจจะเป็นหนึ่งเดียว นี่เห็นไหมทิศทาง ทางเดินของการเจริญของจิตวิญญาณของความรู้ความฉลาด มันเดินก็ยังเดินคนละทิศ เทวนิยมหรือ เฉโก จะยังไม่มีทางที่จะได้รับความอิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนเสียสละ จบท้ายด้วย
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive