610101_ทวช.งานเพื่อฟ้าดิน เพื่อฟ้าดิน สร้างคนจนสุขสำราญฯ ตอน4.docx
เนื้อหาในไฟล์
610101_ทวช.งานเพื่อฟ้าดิน เพื่อฟ้าดิน สร้างคนจนสุขสำราญฯ ตอน4 พ่อครูว่า… วันที่ 1 มกราคม พศ.2561 ที่บวร ราชธานีอโศก นายพันธุ์ กันธิยา(พ่อของ คุรุฝั่งบุญ) ได้หาที่นอน ไม่ตื่นอีกแล้ว อายุ 87 ปี เสียชีวิต 22.49 น. ที่โฮ่งปัว ช่วยส่งแบบสอบถาม เพื่องานวิจัยครั้งนี้ งานเพื่อฟ้าดิน หลังทำวัตรเช้าแล้ว ก็เขียนแบบสอบถามส่งกัน ส่งพรุ่งนี้ก็ได้ ภายใน วันที่ 2 มกราคม 2561 ส่งที่โต๊ะประชาสัมพันธ์ ที่เฮือน 00 หรือ เฮือนบวร ก็ได้ ส่วนท่านที่ถนัด สะดวกตอบแบบสอบถามทางไลน์ ก็สามารถ สแกนคิวอาร์โค้ด ที่หลังศาลา เราก็ต้องมีการศึกษาวิจัย ตรวจสอบวิจัยกัน เพิ่มความรู้
บทกวี จนแทบเท้า ในโลกนี้ไม่มีอื่น ที่จะยืนหยัดสู้ มิรู้ถอย จนกลายเป็น คนจน คนเลิศลอย เพื่อจะคอย ช่วยคน ให้พ้นภัย สุดเศียร สุดเกล้า แทบเท้าพ่อ โพธิสัตว์ สืบต่อ พุทธสมัย จนสุข จนสำราญ เบิกบานใจ สดุดี ปีใหม่ แทบเท้าเทอญ ...ไม้ร่ม
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน จะหยุดกิเลสต้องอ่านเวทนา อย่าดับจิต เราก็มีงานปีใหม่ งานว.บบบ. และงานเพื่อฟ้าดิน ผนวกกันอยู่ อาตมาตั้งประเด็นไว้ เพื่อฟ้าดิน สร้างคนจนสุขสำราญเบิกบานใจ ใช้คำว่า จนสุขสำราญเบิกบานใจ เพราะมีความเป็นมาเป็นไป เพราะถ้ามาจนอย่างทุกข์ทรมาน เป็นคนยากเข็ญ ไม่มีคุณสมบัติเบิกบานสำราญใจ ไม่ใช่จนเพราะเราพยายามจะรวย แล้วเราไม่รวยสักที มีแค่ 2 แสนล้าน ไม่ถึง 3 แสนล้าน มันก็ยังจนอยู่ดี คนพวกนี้ทุกข์ไม่เสร็จ จนแล้วจนรอด จนไม่รู้จักจบ จักเสร็จ เพราะจิตของเขาไม่มีหยุด แต่ในความพอเพียง นอกจากไม่หยุดแล้ว ก็ยังใช้กำลังงาน วัตถุของตนเอง กำลังงานร่างกาย ความคิด ใช้เพื่อที่จะรวมกัน เอาออกไป กระจายเป็นเครื่องมืออุปกรณ์ ในการหาเพิ่ม จากที่ตนเองมีอยู่แล้ว ไม่รู้จักจบจักพอ
อ่านต่อ
คนพวกนี้ เกิดมามีชีวิตอยู่ ไม่มีทางไปดี มีแต่ทางเติมกิเลสตนเองอยู่ ไม่รู้จักหยุดจักพอ คนที่มาศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้า รู้จักความพอ หยุดกิเลส เราหยุดได้สนิท สมบูรณ์ หยุดได้อย่างไม่เกิด ราคะ โทสะ โมหะ อีกเลย ก็เป็น อรหันต์ หยุดได้เป็นครั้งคราว และ หยุดได้ภายนอก เป็น อนาคามี คุณ หยุดได้บ้าง ภายนอก หยุดได้มากขึ้นๆ เป็น สกิทาคามี เริ่มหยุดเป็น เริ่มหยุดได้ เป็น โสดาบัน รู้จักวิธีหยุด ตามแบบพระพุทธเจ้าโดยตรง ตามฐานความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป คือจิตมันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป โดยเฉพาะจิตที่มันเกิดขึ้นมาแล้ว ก็ถูกปรุงแต่งด้วยกิเลส เรียกว่าจิต มโนปวิจาร ที่เป็นจิตโลกๆ เรียกภาษาวิชาการว่า เคหสิตะ เมื่อเกิดความรู้สึกขึ้นมา ก็เรียกว่า เวทนา ความรู้สึกอย่างนั้น ผู้ที่เป็นโสดาบัน ผู้ที่อ่านจิตตัวเองออกว่า จิตมันเกิดแล้วนะ เป็นตักกะ เกิดมาแล้ว เราก็สังกัปปะด้วย ราคะ โทสะ โมหะ เราสัมผัสจิตเราแล้ว ก็รู้ว่าจิตเรามีอาการของราคะ โทสะ โมหะ ร่วมปรุงแต่งอยู่ คนนั้นปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าเป็น มีสติสัมปชัญญะ รู้จักการกระทบสัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือแม้แต่ ใจปรุงแต่งตนเอง โดยเฉพาะเบื้องต้น กระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ภายนอก แล้วเราก็มีสติรู้ทัน มีปัญญา หรือมีอัญญา วิเคราะห์วิจัย ทำ วิจัยสัมโพชฌงค์ วิเคราะห์จิตของเราออก ว่าในสังกัปปะ มีกามสังกัปปะ เป็นกามวิตก หรือมีพยาปาทะ มีพยาบาทสังกัปปะ เป็นพยาบาทวิตก เกิดร่วมมาด้วย แล้วเราก็แยกให้ออก ต้องแยกนะ ไม่ใช่ไปดับจิตทั้งหมด พอเกิดจิตราคะ ก็ดับจิตให้หมด อย่างนักสะกดจิต เขาไม่รู้ เมื่อสัมผัสแล้ว เกิดด้วยซ้ำไป เขาดับตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้จิตมันหยุดฟุ้งหยุดคิด หยุดจริงๆเลย แล้วเขาก็คิดว่า การหยุดคือ ไม่ให้ทุกข์สุข หรือ อุเบกขา คือให้มีสติ รู้จิตใจตัวเองอยู่ คนที่พอคิดได้ว่า ไม่ถึงขั้นดับจิต ไม่ให้จิตรับรู้อะไรเลย แล้วก็เลยเถิดเข้าใจว่า การดับจิตไม่ให้รู้อะไรเลย คือนิโรธ แต่ถ้าพยายามจัดการจิต อย่าให้คิดไปในการพยาบาท ถีนมิทธ อุทธัจจะกุกกุจจะ หรือบางคนก็ลืมตาได้ แต่ทำจิตไม่ให้รับรู้ เรียกว่า เข้าสมาธิตาแข็ง สมัยอาตมาเล่นไสยศาสตร์ คนแบบนี้เขายกเป็นอาจารย์ใหญ่ด้วย ชั้นสูง มีญาติโกโหติกา เขายกให้เป็นอาจารย์ใหญ่เลย สมัยนั้นอาตมา ก็ไปตามน้ำกับเขา อย่างนั่งสมาธิ ก็ตาแข็งเลย แต่ไม่รับรู้อะไร ผู้ที่แยกแยะ เนกขัมมสิตเวทนา เคหสิตเวทนา อ่านกาม พยาบาท แล้วมีวิธี ทำจิตใจตัวเอง จะเป็น วิขัมภนปหาน เรียกว่า ลดแรง ลดอาการ ลดอินทรีย์ ของมันลงไป ในกามพยาบาท โดยไม่ต้องไปหลับตา ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รู้ดี แล้วจับจิตได้ เห็นอาการจิต รู้วิจัยออก มี ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ ทุกเมื่อ เมื่อไหร่ก็แล้วแต่ ที่สามารถทำได้ รู้จักจิตตัวเอง แล้วก็มีอาการ กาม พยาบาท ปรุงแต่งร่วมในจิต แล้วก็ทำให้กาม พยาบาทลดลง ลดลงด้วยการ พิจารณาว่า มันเป็นตัวปลอม ในพลังงาน กามพยาบาท เป็นอาคันตุกะ มันเกิดมา เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนแปลง เป็นอย่างอื่น มันไม่เที่ยง ไอ้ตัวนี้แหละ มัน เป็นตัวเหตุแห่งทุกข์ ตัวที่ต้องจัดการ ให้ไม่มีเหลือตัวสภาพนี้เลย เรียกว่า ไม่มีตัวตน นั่นคือ ความสำเร็จ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือเห็นสภาวะนี้ ไม่ใช่ไปคิดเอา ว่ามันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันไม่ใช่ตัวตน มันเป็นเพียงคาถาพยัญชนะบัญญัติ เอามากล่อมให้เบาบาง ไม่ได้เกิดวิปัสสนา ไม่ได้เกิดความรู้ความเข้าใจ ไม่ได้เกิดปัญญา หรือ ธัมมวิจัย เห็นอาการมันไม่เที่ยง แล้วมีปัญญารู้ว่า เอ็ง ไม่ใช่ตัวตนของข้า เอ็งอย่ามาสะแหล๋น อยู่ในจิตข้า พลังปัญญา อินทรีย์พละ แล้วกิเลสมันจะกลัว ไม่กล้ามา มันจะมี พลังอำนาจชนะ ทำให้กิเลสลดลง วิราคานุปัสสี ให้ กิเลสหมดได้ เป็น นิโรธานุปัสสี เมื่อทำได้ ก็ทำซ้ำซากด้วยว่า ปฏินิสสัคคานุปัสสี ทำซ้ำทำทวน ทำให้มาก อเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง แล้วทำการ สังวรปธาน ปหานปธาน กำจัดสิ่งที่ควรกำจัด ให้สำเร็จ สังวรปธาน ไม่ได้หลับตาเลย มีสติรู้ครบทวารทั้ง 6 ปีใหม่แล้ว ให้รู้ตัวเสียบ้าง ว่าศาสนาพุทธไม่เคยสอนนั่งหลับตาสะกดจิต มันเป็นของนอกรีต ตอนพระพุทธเจ้าเริ่มศึกษาปฏิบัติธรรม ออกป่า เป็นฤาษี ที่นั่งหลับตาสะกดจิต หกปีที่ออกป่าไปนั่งหลับตา มันไม่ใช่ทางบรรลุธรรม ท่านเป็นเพียงออกป่าใช้หนี้วิบากอกุศล ตอนเป็นโชติปาลมานพ ที่ไปลบหลู่พระพุทธเจ้ากัสสปะ เลยมีวิบากต้องมาชดใช้ พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า ปฏิบัติมรรค 7 องค์ แล้วจะสั่งสมเป็นสัมมาสมาธิ ยังเหลือหลักฐานในพระไตรปิฎกอยู่ แต่อาจารย์ทั้งหลายแหล่ งมงายสั่งสอนสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เป็นบาป ก็พาทำผิด ออกนอกลู่นอกทาง ทำลายศาสนา บาปไม่ใช่น้อย ขอบอกด้วยปรารถนาดีจริงใจ ต้อนรับปีใหม่ 2561
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สุริยเปยยาล 7 อันสำคัญ ผู้ที่สนใจศาสนา จะฟังอาตมาสักกี่คน ฟังด้วยดี มี ปรโตโฆสะ ก็จะได้ปฏิบัติ โยนิโสมนสิการ ได้ถูกต้อง การไปสะกดจิต ก็เป็นการทำใจในใจ แต่ไม่ถูกต้องตามที่พระพุทธเจ้าสอน ไม่ถ่องแท้ แยบคาย ไม่มีทางเกิดมรรคผล แบบพุทธ ไม่สามารถที่จะไปถึงที่เกิด อโยนิโสฯ คำว่าโยนิโสฯ แปลว่า ไปถึงที่เกิด ไม่มีทางไปถึงสัมภวะ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ในมูลสูตรชัดเจน
_มีโยมถามว่า สมาธิ กับสติ ต่างกันอย่างไร พ่อครูว่า... เดี๋ยวจะตอบ เดี๋ยวค่อยว่ากัน อย่างนี้เรียกว่า ทะลุกลางปล้อง ใน มูลสูตร ข้อที่ 1 มีฉันทะเป็นมูลกา ความยินดี ศาสนาพุทธ ถ้าไม่มีความยินดีในการปฏิบัติ ไม่มี 1 ใน 7 ของ สุริยเปยยาล 1. มิตรดี ต้องพบ มิตรที่บรรลุธรรมจริง ศาสนาพุทธ มองไปตอนนี้ ไม่เห็นมีใครจะบรรลุธรรม ที่สามารถแยกแยะ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ สามารถพูดแยกแยะได้ จนคนฟังแล้วสามารถปฏิบัติตาม บรรลุธรรมได้ ส่วนมากก็พูดกันไม่ถูก เพราะมิตรดี สหายดี สหาย แปลว่า ผู้ทำประโยชน์ มิตรดี คือ ผู้ร่วมพัฒนาทางจิต เป็นสัตบุรุษ ต้องเป็นผู้ที่มี สัมมัคตาปฏิปันนา มีสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ สัมมามรรค สัมมาผล เป็นอรหันต์เลย เป็นสัตบุรุษจริง ก็ต้องคบสัตบุรุษก่อน 2. มีศีล คบสัตบุรุษ แล้วต้องให้มามีศีล ไม่ใช่คบสัตบุรุษแล้ว พาให้นั่งหลับตา ปฏิบัติหลับตาจะไปมีศีลได้อย่างไร จะมีสิ่งที่ต้องปฏิบัติมีสัมผัสที่ 6 ปฏิบัติธรรมต้องมีสติ สติ รู้ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส กายสัมผัส ปรุงแต่งภายในใจก็รู้ เมื่อรู้แล้วก็อ่านอาการ ลิงค นิมิต ออก มีศีล ผู้ที่ปฏิบัติธรรมแล้วรู้ อย่างที่อาตมาอธิบายตอนนี้ ก็จะเกิดความยินดี ฉันทะ ยินดีว่า เราได้พบมรรค ปฏิบัติแล้ว สามารถปฏิบัติต่อไปได้ แล้วก็จะอ่านตัวอัตตาออก ในสุริยเปยยาล ต้องได้ฟังสัตบุรุษอธิบาย ไม่อย่างนั้นปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ไม่ได้ ปฏิบัติศีล และเข้าใจ ยินดี มีฉันทะ ทำอัตตานี้ออกได้ เพราะว่ามีทิฏฐิ เป็นสัมมา เช่น จิตทำทาน ก็จะไปเอาสวรรค์วิมาน ผิด ต้องให้จิตไม่เกิดอาการที่จะไปเอา จึงจะเกิด อัตถิทินนัง เกิดทำทานแล้วมีผล ถ้าทำทานแล้ว จิตจะเอาสวรรค์วิมานไปใส่จิต ก็ผิด เป็น นัตถิ ทินนัง ทำทานแล้วไม่มีผล คือข้อที่ 1 ในสัมมาทิฏฐิ 10 นัตถิ ทินนัง ยิตถัง หุตัง สุกตทุกฎานัง กัมมานัง ผลังวิปาโก มาตา ปิตา สัตตาโอปปาติกา ก็ไม่เกิดการบรรลุ เพราะไม่รู้จัก สัมมาปฏิปัณณา เย อิมญฺจ โลก ปรญฺจ โลก สย อภิญญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺตีตี ไม่ได้คบสัตบุรุษ ไม่ได้ฟังสัทธรรม ไม่ได้รู้โลกนี้โลกหน้าที่ถูกต้อง ไม่เรียนรู้อัตตา 1. ต้องพบสัตบุรุษ 2. รู้แล้วต้องทำ พาปฏิบัติศีล ไม่ใช่พาไปปฏิบัติสมาธิ เมื่อกี้นี้บอกว่า ต้องมีสติ รู้ตาหูจมูกลิ้นกาย อ่านกิเลสได้แล้ว ทำให้กิเลสลดได้ อย่างมีปัญญา มีพลังฌาน ไม่ใช่สะกดจิต ให้จิตทื่อ หยุดพลังงานจิต ไม่ใช่ กิเลสลด พลังงานจิตยิ่งเร็ว คล่องแคล่ว เรียกว่า มุทุภูตธาตุ หรือ ปายคุญญตา เวทนาก็ยิ่งคล่องแคล่ว สัญญาก็ยิ่งคล่องแคล่ว สังขารก็คล่องแคล่ว สมาธิของพระพุทธเจ้านั้น กิเลสยิ่งลด จิตยิ่งคล่องแคล่ว เพราะจิตเกิดอุเบกขา เกิด ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ขึ้นจริงๆ จิตจะบริสุทธิ์ขึ้นด้วยเรื่อย มุทุภูตธาตุ รับรู้ก็เร็ว กิเลสไม่มีได้ ก็เร็ว ผลที่ทำได้ ธาตุจิตตกผลึก สั่งสมลงเป็นสมาธิ ตั้งมั่น ไม่ใช่เป็นนักสะกดจิต ให้จิตหยุดๆๆ นั่นมันตื้นๆ ง่ายๆ พื้นๆ ไม่ได้ลึกซึ้ง ไม่ได้ คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับ อย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) ปณีตา (สุขุม ประณีต ไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดา มิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะ ผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริง เท่านั้น) (พระไตรปิฎก เล่ม 9 ข้อ 34) สงบแบบของพุทธ ต่างจากของฤาษี ไม่มีประโยชน์อะไร ต่อโลก ต่อสังคม แย่ยิ่งกว่าสัตว์ นั่งหลับตาสะกดจิต เดรัจฉานมันก็ยังทำตามหน้าที่ของมัน แต่นี่ไม่ทำอะไรเลย เกิดมาก็นั่งจุมปุ๊ก หนักแผ่นดิน เขาบอกว่าต้องนั่งหลับตา ดับให้ได้นิโรธ 7 วัน ไม่ทำอะไรเลย แล้วบอกว่าเก่ง ทำให้ผู้คนพากันหลง พอออกจากนิโรธแล้ว ต้องเอาของมาเลี้ยง ยกย่องกัน เป็นศาสนานอกรีต ของพุทธ ไม่ใช่แบบนี้เลย ที่พูดนี้ ไม่ได้บังคับนะ แต่อนุโลมตาม แล้วปฏิบัติตามนี้ให้ได้ อาตมาเกิดมาทำงานศาสนา เหมือนยกตัวเอง พูดว่าคนอื่นผิด ก็จำนน ต้องพูดความจริง ถ้าไม่พูดความจริง ก็ไม่มีอะไรมายืนยันว่า อันนี้เป็นเรื่องที่ถูก เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผิด ต้องเกิดมาเป็นผู้กอบกู้ศาสนา ดีนะไม่ได้บอกเป็นตัวตน ว่าเป็นใครมาเกิด แต่ก็บอกบ้าง บอกว่า อาตมาสืบทอดศาสนามา คนที่เพ่งโทษ ก็ถือสาได้ พระพุทธเจ้าไม่ได้บังคับใคร ให้ฟังทั้งสองฝ่าย อะไรเป็น ธรรมวาที อะไรเป็น อธรรมวาที ก็ตัดสินตามภูมิปัญญาตัวเอง มันมีธรรมชาติของ นานาสังวาส สังวาสคือ เป็นพุทธร่วมกัน แต่นานาคือ แตกต่างกัน คุณเป็นคนกลาง เป็นพุทธศาสนิกชน ก็ตัดสินเลือกเอา อันไหนถูก ก็มาเอา อันไหนผิด ก็ไม่เอา ก็มีผู้ที่รู้ว่า อาตมาพูดได้ถูก มีคนมาเอา ขนาด ว.บบบ. ก็มีคนประมาณนี้ ก็อบอุ่นพอสมควร เกือบเต็มศาลา น่าจะถึงหนึ่งพันคน ก็ประมาณนี้แหละ คนมาฟังธรรมะอาตมา อย่างเก่งๆ สองพันก็หืดขึ้นคอ พันกว่านานๆจะมีสักครั้ง คือ งานปลุกเสกฯ หรือพุทธาภิเษกฯ เดี๋ยวนี้เหลือน้อยลง เพราะผู้ที่เป็นอรหันต์ รู้หมดแล้ว ก็คงจะไม่ได้มา ...ทำไมหัวเราะกัน…ไม่นึกว่าไปรวมกับ มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี ก็ไปฟังธรรมเพิ่มเติมจากสัตบุรุษ เราก็รู้ มาร่วมรับฟัง ก็จะได้ปฏิบัติศีล มีความยินดีเกิดขึ้น มีฉันทะ แล้วได้ลดอัตตา มีสัมมาทิฏฐิยิ่งขึ้นๆ ตามสัมโพชฌงค์ จะเกิดสัมมาทิฏฐิ ไล่เป็นปฏิจจสมุปบาท ไปตามลำดับ จนกระทั่ง พยายามไม่ประมาท เมื่อไม่ประมาท ก็ทำจิต โยนิโสมนสิการ ได้สำเร็จ คำว่า โยนิโสมนสิการ อยู่ที่ องค์ 7 ของสุริยเปยยาล คนไม่ได้ฟัง สุริยเปยยาลก่อน ซึ่งมี มิตรดี ศีล ฉันทะ อัตตา สัมมาทิฏฐิ คุณจึงจะสามารถ โยนิโสมนสิการ หากไม่ได้มีองค์ทั้ง 7 ตอนนี้ ก็ไม่เป็นไปตามลำดับ ที่พระพุทธเจ้าสอน ปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 มีสุริยะ จะเห็นดวงอาทิตย์ได้ ต้องเห็นแสงอรุณก่อน ถ้าใครไม่รู้ ไม่เห็นแสงอรุณก่อน แล้วดันเจอกับอาทิตย์ดวงโตเลย มันเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ ต้องเข้าใจ สุริยเปยยาล 7 ข้อนี้ ตั้งแต่ พบสัตบุรุษ แล้วจึงมีศีล ศีลข้อ 1 คุณจะต้องปฏิบัติได้ มีศีล 5 เป็นเบื้องต้น รู้ว่ าเกี่ยวข้องกับสัตว์ อยู่ในโลกนี้ ก็ต้องสัมผัสกับสัตว์ ก็จะได้ปฏิบัติธรรม สัมผัสกับของ ใน ศีลข้อที่ 2 สัมผัสกับวัตถุ ที่ไม่ใช่ของๆเรา คุณก็อย่าไปละลาบละล้วง ยึดมา ของเราก็ของเรา ของคนอื่นก็ของคนอื่น อย่าไปทำเป็นอกุศลให้เกิด ศีลข้อที่ 3 เมื่อสัมผัสแล้ว ก็ลดกามคุณ 5 ตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสแล้วเกิดกาม เกิดพยาบาทด้วย กามคุณ 5 ก็มี พยาบาท 5 ด้วย พูดแต่กาม ก็อ่านจิตไม่ออก เลยไม่ต้องพูด พยาปาทะ 5 ต้องลดโทสะก่อนด้วย มีผลัก จนกระทั่ง ไม่เกี่ยวกับ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ไปปิดทวาร พวกนี้น่าสงสารมาก หมดสิทธิ์ที่จะได้ศาสนาพุทธอย่างสิ้นเชิง นั่งหลับตาปฏิบัติธรรม หลับตานั่งสมาธิแล้วหลงว่า เป็นสมาธิ ที่เข้าใจว่า เป็นสมาธิของศาสนาพุทธ อริโยสัมมาสมาธิ ผิด 100% 1000% 10000% สำนักพุทธที่ไหน ไม่นั่งหลับตาทำสมาธิ ถ้าบอกว่าสมาธิ ต้องนั่ง สติ เป็นองค์ความรู้ ศาสนาพุทธ คือ สติ ธรรมวิจัย วิริยะ เป็นสามองค์ ของโพชฌงค์ เป็นฐานที่ตั้ง ให้เกิดสมาธิ ความรู้ของศาสนาพุทธ
_เมื่อวานนี้ ท่านบอกว่า สติเป็นตัวเป็นลบ สมาธิเป็นบวก พ่อครูว่า... ถูกต้อง สติ เป็นตัว dynamic เป็นลบ สมาธิ เป็นบวก ปัญญา ก็เป็นผลของ สติ สมาธิ ทำให้ถูกต้อง ก็ได้ผล อาจารย์ทั้งหลายแหล่ อธิบายบอกว่า ปัญญาจะเกิดในสมาธิ ก็ถูก ปัญญาจะเกิดในธรรมวิจัย เห็นกิเลส เราก็มีธรรมวิจัย ทำให้กิเลสลดได้ ก็มีปัญญาอ่านรู้ ธาตุรู้ ที่เห็นรู้ตามอาการจิตต่างๆนี่ คือ ปัญญา ผู้ที่ไม่รู้ จะอธิบายอย่างนี้ อย่างอิทัปปัจจยตานี้ ไม่ได้เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ เอาอันใดมาร้อยกันได้ นี่ลูกโซ่เส้นนี้ๆ เขาจะอธิบายร้อยเรียงกันไม่ได้อย่างนี้ อย่างใน หนังสือ ธรรมพุทธสุดลึก นี้ก็มีหมวดธรรมต่างๆ ไปตั้งแต่ 2 จนถึง 108 เวทนาคือ ฐานในการปฏิบัติ หากไปเอา ดิน น้ำ ไฟ ลม กสิณ 40 เป็นเรื่องที่ออกนอกรีตศาสนาพุทธ ในสูตรแรกคือ พรหมชาลสูตร ว่าไว้ว่า ไม่มีผัสสะ ไม่มีเวทนา ไม่มีการปฏิบัติได้ ผู้ที่รู้ฐานปฏิบัตินี้ คือ ผู้ที่ปฏิบัติดี ปฎิบัติชอบ ศาสนาพุทธ มีจุดสำคัญ คือจับ กรรมฐาน คือเวทนา ได้ แล้วมาปฏิบัติ ทีละ 2 เรียกว่าเทวธัมมา แล้วก็ทำเวทนา ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกัน กับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ _ เล่ม 10 ข้อ 60) นี่คือ การปฏิบัติธรรม ของพระพุทธเจ้า เข้าเป้าเลย เป็นหนึ่ง มีทางเดียว “ มรรค มีองค์ 8 ” นั้นคือ " ทางเอกทางเดียว ไม่มีทางอื่น " (เอเสวมัคโค นัตถัญโญ _เล่ม 25 ข้อ 30) ทุกวันนี้ เอาอะไรมาผสมกันก็ไม่รู้ บอกว่าทางปฏิบัติของพุทธมีตั้งหลายทาง ก็บรรลุอรหันต์กันทั้งนั้นแหละ ค้านแย้งกับคำสอนพระพุทธเจ้า เอเสวมัคโค นัตถัญโญ คำว่า นัตถัญโญ แปลว่าไม่มีทางอื่น แล้วก็มี สุริยเปยยาล 7 ก่อน แล้วจะโยนิโสมนสิการได้ หากโยนิโสมนสิการไม่เป็น ก็จะไปทำนั่งสมาธิหลับตา นั่นแหละเป็นทางที่ผิด ไม่ใช่ทางปฏิบัติของพระพุทธเจ้า จึงบอกว่าน่าสงสาร ศาสนาพุทธทุกวันนี้
สื่อธรรมะพ่อครู(อวิชชาสูตร) ตอน ปรโตโฆสะและโยนิโสมนสิการ พ่อครูว่า... พระพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสถึง สัมมาทิฏฐิ อันแรกว่า ผู้ที่สัมมาทิฏฐิ คือผู้ที่สามารถฟัง ปรโตโฆสะ แล้วจะรู้ว่า นี้ถูก อันนี้ดี ท่านสอนมนสิการ ทำใจในใจ ทำอย่างนี้หรือ คนนี้จะสามารถโยนิโสมนสิการเป็น เพราะคนนี้ รู้จักสัตบุรุษจริง ว่าท่านสอน เป็นการทำใจในใจ ที่ถูกต้องจริง คุณก็จะหมดอวิชชา ใน อวิชชาสูตร ใครจำได้ ได้พบสัตบุรุษ ที่บริบูรณ์ จึงได้ฟังสัทธรรม หากพบอสัตบุรุษ ก็ได้ฟังอสัทธรรม ยิ่งฟังมาก ก็ได้อสัทธรรมมาก สำคัญที่ต้นตอคือสัตบุรุษ สัตบุรุษ ก็คือ มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี หรือเป็น ผู้ที่ สัมมาทิฏฐิ ข้อที่ 10 อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ ก็จะสอนให้ ทำทาน อย่างไม่สาเปกโข คือ ทำทานอย่างไม่ต้องการอะไรตอบแทน ไม่มีสวรรค์ ไม่มีนรก ตั้งจิตให้เป็น อุเบกขา ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ปริสุทธา คือ สัมผัสกับอะไร แล้วทำให้จิต ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ สัมผัสกับพืชพรรณ ธัญญาหาร จิตก็รู้ว่า อะไรคืออะไร หรือว่ามันเป็น สุภะ เป็นสิ่งที่น่าได้ น่ามีน่าเป็น ก็รู้ว่าน่าได้น่ามีน่าเป็น แต่ต้องอ่านจิตเราว่า จิตเราเห็นแล้ว น่ารับประทาน แล้วคุณก็ หยุดแค่น่ารับประทาน เป็นสุภะ แต่อย่าไปทำจิตถึงอยากได้ ก็ถ้าสัมผัส และเป็นของคุณ อยากได้ ของคุณก็ต้องรู้มาก่อน แต่นี่ของใครนี่ แต่ถ้าเป็นของสาธารณโภคี คุณมีสิทธิ์ แต่แม้จะมีสิทธิ์ แต่เป็นของเขาเอามาประดับฉาก เราก็ไปหาอันอื่นได้ไหม ของแบบนี้ น่ากินแบบนี้ ของน่ากิน ก็ไปเอาที่อื่น คนก็ไม่ได้ถือวิสาสะ ให้รู้จักว่า นี่ของประดับฉาก เขาใช้งานนี้ เขาเลิกงานแล้ว เอาไปได้ ก็เอาไปได้ คุณมีสิทธิ์เอาได้ ก็คุณร่วมอยู่ในที่นี้ ที่นี่เป็นสาธารณโภคี หรือเขาจะเอาไว้ถวายพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเสด็จมา คุณก็ต้องรู้ว่า เขาจะเอาไว้ถวายพระพุทธเจ้า ก็อย่าไปแย่งพระพุทธเจ้าเลย อย่างนี้เป็นต้น ก็ต้องดูอะไรต่ออะไรบ้าง ไม่เช่นนั้น ก็ถือวิสาสะ ละลาบละล้วงเกิน ไม่เข้าท่า อันแรก จะเกิดสัมมาทิฏฐิ ต้องมี ปรโตโฆสะ และ โยนิโสมนสิการ คู่นี้เท่านั้น ก็เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ที่คนทำไม่ถูกต้อง ไม่รู้จักผู้ที่จะอธิบาย ผู้ที่อธิบายนั้นก็คือ โฆษกะ ผู้โฆษณา โฆษก อาตมาเป็นโฆษกตอนนี้ ผู้ที่สามารถฟัง ฟังผู้ที่กล่าว คำที่อธิบายนั้น มันเป็นปรโตโฆสะ อธิบายออกมา มันเป็นอื่น อย่างที่เราเคยเข้าใจ คุณเข้าใจมาอย่างอื่น มาฟังอันนี้ รู้ว่าใหม่ แปลก ไม่เหมือนอย่างมากเลย ที่เราเคยเรียนมา เป็นใครหว่า? มาพูดอย่างนี้ แล้วอธิบายไป อธิบายการทำใจในใจ อธิบาย มนสิการ ก็ว่า เออ...ไม่เหมือนเรา เราเข้าใจ โยนิโสฯ การทำใจในใจ อาจารย์อื่นสอนมาให้พิจารณาทำอย่างนี้ สอนให้นั่งหลับตา ทำสมาธิ หยุดจิต แต่คนนี้ดันมาบอกให้ลืมตาปฏิบัติ มีสติ ธรรมวิจัย แยกแยะ ทำเคหสิตะให้เป็นเนกขัมมะให้ได้ มันก็แปลกจากที่เราเคยรู้มา คนละเรื่องเลย คุณก็ฟังด้วยดี แล้ววิจัยดีๆ จนเกิดความเข้าใจว่า อย่างนี้เป็นธรรมวาที ที่เราเคยรู้เคยจดจำ และปฏิบัติตามมานานแล้ว ไม่เห็นจะเป็นโสดาบันซะที ไม่เป็นอรหันต์ซะที แล้วที่นี่ แบบว่าปฏิบัติแล้ว จะได้เป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ มันจริงหรือเปล่า …(โยมตอบว่าจริง) ที่นี่มั่นใจว่าเป็นจริง จริงๆเราก็เห็นใจอาจารย์ของแต่ละคน เขาก็มั่นใจของเขาทั้งนั้น ว่าของเขาถูก ของคนอื่นผิด ก็ต้องอธิบายอย่างมั่นใจ ยิ่งอาจารย์ที่ยึดมั่นถือมั่น เป็นเจ้าสำนักเป็นเจ้าทิฐิ ความรู้ของฉันเท่านั้น ทิฐิของฉันเท่านั้น ของคนอื่นไม่เอาแล้ว คนนี้ก็หมด ปรโตโฆสะ ฟังธรรมะของสำนักอื่นไม่เข้า ฟังก็ฟังไปอย่างนั้น ฟังแล้ว ไม่ได้เปรียบเทียบ กับของตัวเองว่า ก็สู้ของข้าไม่ได้ ตลอดกาล ไม่เปลี่ยนแปลง ในความเป็นจริงของโลก พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมา ก็เป็นผู้รู้ดีที่สุดของโลก เป็นเจ้าของธรรมะ เป็นธรรมสามีแน่นอน ต่อจากยุคพระพุทธเจ้า ก็มีสาวกพระพุทธเจ้ามาเกิด สืบทอด เป็นสัตบุรุษที่จะเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธ เอามาปฏิบัติสืบทอดศาสนาพุทธมาเรื่อย ผู้จริง คือผู้จริง ผู้ไม่จริง ก็คือไม่จริง แต่ผู้ไม่จริงก็มักบอกว่า ตัวเองจริงเสมอ เช่น อาตมา เป็นต้น คนที่คิดว่าอาตมาก็ไม่จริง อาตมาก็ต้องบอกว่า อาตมาจริง เขาก็ต้องบอกว่าเขาจริง เป็นธรรมดา ธรรมชาติ เป็นสิทธิที่ตัวของแต่ละคน ตัดสินเอง ต้องฟังธรรมะทั้งสองฝ่าย ก็มันแตกต่างกัน ฟังสองฝ่ายแล้ว พระพุทธเจ้าให้ตัดสินใจเอา ตัวใครตัวมัน ว่าไหนถูก ก็มาเอา อันไหนผิด ก็ไม่เอา ผิดทั้งหมด ไม่เอาเลย ผิดบ้างถูกบ้าง ก็เอาบ้าง แต่มันน้อย เสียเวลา ก็มาเอาเวลาฟังสิ่งถูกมากดีกว่า คุณก็รู้ตัว ก็มาทางนี้มากกว่า ทางนั้นน้อยกว่า หนักเข้าบอกว่าหาถูกได้น้อย ก็ไม่ไปแล้ว ทางโน้น ใครที่รู้สึกอย่างนี้บ้าง ทำไมดูถูกเขานัก...ก็มันดูไม่ผิด จริง เป็นธรรมดา ธรรมชาติ อาตมาทำงานมา ย่างเข้าปีที่ 48 แล้ว ออกบวชตั้งแต่อายุ 36 ปี ตอนนึ้อายุก็ 84 ปีแล้วยังหนุ่มอยู่เลย 84 แล้วยังแจ๋วอยู่เลย อาตมาไม่คิดว่า อาตมาทำงานได้ตามเกณฑ์ ควรได้มากกว่านี้ มีเครื่องไม้เครื่องมืออะไร เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้อยู่ถึงขั้นโทรทัศน์ ส่งไปได้ ผู้ที่รู้ก็ช่วยเผยแพร่ต่อไปอีก เพื่อจะสืบสานศาสนาให้ยืนยาว 1. การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ 2. การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธา ให้บริบูรณ์ 3. ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการ โดยแยบคายให้บริบูรณ์ 4. การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ . . สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา การปฏิบัติศาสนาพุทธนั้น มีมนสิการเป็นแดนเกิด ใน มูลสูตร 10 มีฉันทะเป็นมูล 1. มี ฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) 2. มี มนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) 3. มี ผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) เป็นสมุทัยของมรรค ถึงจะปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ได้ ถ้าหากไม่มีมูลสูตรนี้ก่อน เป็นแกนกลาง ที่จะเริ่มปฏิบัติธรรม หนึ่ง คุณจะต้องยินดี ในการบรรยายในการฟังสัตบุรุษ อย่างอโศก ก็มาฟังอาตมา ก็จะรู้หลักการปฏิบัติ ศีลเป็นหลัก หากไปนั่งหลับตา ตัดทวารทั้ง 5 ไม่มีทางให้เกิดสัมมาสมาธิ หลับตาเป็นทางผิด อาตมาพูดหนัก ถึงขั้นต้องด่า เลิกเสียทีเถอะ กัมมัฏฐานของศาสนาพุทธ คือเวทนา 108 มีเวทนา ยิ่งรู้ธรรมะ 2 คือ ต้องรู้จักกาย คือองค์ประชุมรูปนาม แต่ถ้าไม่รู้กายตรงนี้ก่อน ก็จะปฏิบัติผิดทาง ทุกวันนี้กลายเป็นศาสนาจารีตประเพณี เป็นกลองอานกะไปหมดแล้ว ไม่มีแก่นสาร ไม่มีเนื้อที่เหลือ มีแต่เรื่องนอก เกินเลย มีแต่ใบ ดอก ผล สะเก็ด คือศีลก็ไม่มี เขาบอกว่า พระมีศีล 227 ข้อ อันนี้ก็ผิดไปแล้ว ศีลพระพุทธเจ้า ของศาสนาพุทธมี 43 ข้อ จุลศีล 26 มัชฌิมศีล 10 มหาศีล 7 นี่คือศีลของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ศีล 227 แต่ทุกวันนี้ บอกว่าศีล 227 กัน ไม่มีแล้ว จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล มหาศีล คือห้ามทำเดรัจฉานวิชา 7 ข้อ แต่ทุกวันนี้ วัดทุกวัดของศาสนาพุทธ มีเต็มไปหมดเลย นี่คือศาสนาพุทธ ที่ยืนยันชัดเจน ถึงปรากฏการณ์ ปาตุสัจจะ ว่าทุกวันนี้เสื่อมสูญไปหมด ก็ไม่รู้จะทำไง เพราะขาดปรโตโฆสะ
_ถามมาว่า น้อยใจภาษาบาลีคืออะไรครับ พ่อครูว่า... จะเอาไปทำอะไร หรือว่าน้อยใจ คือใจไม่เต็ม จะเอาไปทำอะไร ใจเว้าใจแหว่ง ใจไม่เต็มอะไร น้อยใจ คือลูกหมา หรือ? เขาถามภาษาบาลี…
เอาปรโตโฆสะ กับ โยนิโสมนสิการ ต่อ อาตมาเป็น โฆษกะ ถ้าเป็นศาสนาคริสต์ เขาก็จะบอกว่าเป็นพระบุตร อาตมาเป็นพระบุตร เป็น ประกาศก นำศาสนาของพระพุทธเจ้ามาประกาศ แต่อาตมาไม่ได้เป็นศาสดา แม้แต่อาจารย์ อาตมาก็ไม่พยายามจะเป็น ก็เลยให้เรียกว่าครูตั้งแต่ต้น ตอนนี้ก็เหลือ พ่อครู แต่ไม่ได้เป็นยศศักดิ์ ทางเถรสมาคมนะ เป็นพ่อครู พยายามที่จะบอก มนสิการ เป็นตัวหลัก ให้ถ่องแท้ แยบคาย ให้ลงไปถึงที่เกิด คือ ปภวะ หรือ สัมภวะ คือ ที่เกิด โยนิโสมนสิการ ใครที่ไม่รู้จัก หทยรูป ไม่รู้จักอาการของจิต จิตไม่รู้จักสถานที่ จิตอยู่ในกาย ยาววา หนาคืบ กว้างศอก มันอยู่ในคูหาสยังนี้ ไม่ได้อยู่ปลายผม อยู่ที่ไหน จับให้ได้ ถ้าใครอ่านอาการจิตออก มันจะมีการเคลื่อน จิตใจมันไม่ได้อยู่ที่ไหน ไม่ได้เจาะจงที่ไหน เขาอธิบายจนกระทั่ง จิตวิญญาณนั้น อยู่ที่หัวใจ หัวใจมี 4 ห้อง ก็บอกว่าอยู่ที่ห้องไหน แล้วมีน้ำเลี้ยงสีน้ำเงินประกอบ ช่างปรุงแต่งคำอธิบาย ไปใหญ่ หทยรูป ก็
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive