สื่อธรรมะพ่อครู(ธรรมะ 2) ตอน ศึกษากรรมกับกาละให้รู้จริงจบ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข28 มิถุนายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ธรรมะ 2) ตอน ศึกษากรรมกับกาละให้รู้จริงจบ พ่อครูว่า...อาตมาก็กำลังสรุปคือว่า คุณอย่าไปคิดอะไรมากเลยคุณอยู่กับปัจจุบันเถอะปัจจุบันเป็น 1 ปัจจุบันเป็น 2 ไม่ได้ ถ้าเป็น 2 ก็เป็นอดีตหรือเป็นอนาคต ถ้าเป็นอดีตมีสิ่งที่ผ่านไปแล้วยังพอจะมีสิ่งที่ดึงเอามาพูดได้ แต่อนาคตยังมาไม่ถึง เพราะฉะนั้นอาตมาก็ยิ่งเข้าใจว่างเปล่าในอดีตมากกว่าอนาคต อดีตเป็นความจริงมากกว่าอนาคต แต่มันก็ผ่านไปแล้วปัจจุบันนี่มันจริงกว่าอดีต ถ้าคุณยังไม่ตายยังไม่ขาดลมหายใจคุณก็ปัจจุบัน ๆๆๆๆ แล้วคนก็ยึดเอาอดีตมาขยำเป็นขี้ เพราะมันผ่านไปแล้ว อันที่ผ่านมา อันที่ยังมาไม่ถึงยิ่งเป็นลมๆแล้งๆใหญ่เลยนี่ก็เป็นฐานความรู้ ถ้าใครเข้าใจ คำว่าเข้าใจนี่สุดยอด ถ้าใครเข้าใจซะแล้วก็คือถ้าจิตของคุณเป็นตัวรู้ แล้วรู้อะไร รู้ไอ้ที่ 0 รู้ 0 หรือรู้ 1 ภาวะที่ยังมีอยู่ก็คือต้องเป็น 1 ภาวะที่ยังมีชีวิตยังไม่ดับขันธ์เป็นปรินิพพานเป็นปริโยสานยังไม่แตกถ้าธาตุรู้ สลายเป็นดินน้ำไฟลมคุณก็ยังจะต้องมี 1 อยู่นั่นแหละแม้คุณจะรู้จักสภาวะ 0 แล้ว รู้จักแล้วทำตัวเองให้เป็นศูนย์ได้ด้วย แต่คุณยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน คุณก็ยังมี 1 แต่คนทำ 0 ได้แล้วนี่เป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของศาสนาพุทธ ถ้าคุณคิดว่าคุณมั่นใจว่าเราทำ 0 ได้ แต่ถ้าคุณทำไม่ได้จริงคุณจะสูญไหมก็ไม่สูญ มันก็เป็นสัจจะคุณหลงตัวเองคุณนึกว่าคุณทำ 0 ได้ ตายไปก็นึกว่าสูญ แต่เกิดมาแล้วนึกของเก่าได้ก็ยังรู้ว่าตัวเองไม่สูญยังมีชีวะอยู่มันก็ต้องเกิด เพราะถ้า 0 ได้จริงๆแล้วมันก็ไม่มีคำพูดไม่มีอะไรต่อไปอีกสูญสลายหายไปจริงๆ

ที่เราพูดกันอยู่นี้มีหรือไม่มี ...มี เรามีเรากำลังพูดถึงตัวไม่มี เพราะฉะนั้นคุณต้องพยายามพิสูจน์ความไม่มี พิสูจน์จนกระทั่งคุณพิสูจน์ได้ชัดเจนจริงที่สุด ถึงที

อ่านต่อ

่สุดคือทำความไม่มีที่ไม่มีสูญสลายหายไปจริงๆได้ เสร็จแล้วคุณก็มีคำพูดต่อ ไม่มีตัวตนจะมาพูดอะไรต่อหายไปเลยศูนย์ไปเลยเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย ใช่ไหม เมื่อนั้นจบจริง คุณก็จะต้องพยายามศึกษาเรียนรู้จนกระทั่ง คุณจบจริง แล้วจริงจบ แต่ถ้าคุณจบไม่จริงก็จริงไม่จบ ก็จบกันตรงนี้ก็แล้วกัน ไม่งั้นไม่รู้ว่าจะเอาภาษาอะไรมาพูดอีก ที่ว่าจบก็คือตายก็ต้องสูญสิ้น ตายสลายหายไปหมดไป หมดจากความเป็นเช่นนั้นเช่นใด ชีวะ หมดจากความเป็นชีวะแม้แต่ระดับพืช ระดับจิตนิยามนี้แน่นอน ระดับพืชจะยังเหลืออยู่ก็ช่างแต่ศาสนาพุทธทำให้แตกสลายกลายเป็นอุตุเลย แต่เป็นธาตุอุตุนิยามไปเลยได้ ไม่เป็นความรู้วิทยาศาสตร์ทางจิตเป็นพลังงานจิตที่ทำได้ ถ้าทำได้ทำเป็นจริงๆแล้วอยู่ในโลกนี้คุณจะไม่มีสุขไม่มีทุกข์ เพราะฉะนั้นอาการของความเป็นสุขหรือความทุกข์ เป็นภาวะผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่คนยังเป็นภาระ คนที่จะต้องมีอะไรต่ออะไรอยู่ตลอด เสพติด จนกว่าจะหมดสุขหมดทุกข์เพราะความสุขความทุกข์ไม่มีทางแยกมันเป็นภาวะคู่ จะแยกได้ด้วยความรู้กับความจริงที่คุณทำ 0 ได้ เป็นปรินิพพานเป็นปริโยสานได้เท่านั้น ตราบใดที่คุณยังไม่แตกสลายปรินิพพานเป็นปริโยสาน อย่างอาตมายังไม่ยอมแตกมันก็ยังมีอยู่ตลอดกาลแต่มันรู้จริงรู้เท่าทันเลย แล้วมันยังมีสิ่งที่ให้เรารู้ เช่น คู่หนึ่ง เราไปติดยึดสิ่งที่เลวร้ายที่สุด ต่ำหยาบที่สุดไม่ดีที่สุด สิ่งนั้นก็เป็นอันหนึ่งกับเรา คือธาตุโง่ที่ไปติดยึด หลงว่าต้องมีต้องเป็นถ้าได้ก็เป็นสุขไม่ได้ต้องทุกข์ ต้องยื้อแย่งเอามาเป็นตัวกูของกู จนกระทั่งคุณพิสูจน์ พิสูจน์อันนี้เราไม่มีตลอดกาลนานคนก็ไม่เดือดร้อนในชีวิตเลยในสิ่งนี้ที่เรียกว่าอบาย เป็นความต่ำสุดความเลวร้ายที่สุดเลยไม่มีเลย มันก็ไม่เดือดร้อนอะไรเลยในชีวิตทิ้งมันได้หมดเลย สิ่งที่เราไปหลงติดยึดแล้วมันขาดไม่ได้มันมีอีกเยอะมากเลยในโลกนี้แต่แท้จริงแล้วขยะพวกนี้มันเยอะ คุณลองทิ้งมันดูบ้างสิอันนี้ก็ทิ้งได้อันนั้นก็ทิ้งได้ คุณจะมีชีวิตไปจนถึงตายคุณก็ไม่ต้องมีมันได้อีกเลย เยอะแยะไป เยอะแยะจริงๆ ที่เราไปหลงนึกว่าได้ๆต้องมีต้องเป็นขาดไม่ได้จะขาดใจแล้วก็ต้องมาวนเวียนอยู่อย่างนั้นอีกนานนับชาติไม่รู้แล้ว จนกระทั่งมาชัดเจน เลิก สิ่งที่โดยพยัญชนะเรียกว่า อบาย ต่ำสุดแย่สุดแล้วไม่ต้องมี ท้าให้คุณพิสูจน์ อะไรล่ะที่คุณคิดว่าไม่ต้องมี? อบายมุข 6 เป็นต้น อะไรล่ะ เข้าข่ายอบายมุข 6 การพนัน การละเล่น เล่นสนุกสนานเฮฮา การละเล่นมี 2 อย่าง การละเล่นทางซาดิสต์เรียกว่ากีฬา การละเล่นทางสนุกสนานเรียกว่าความบันเทิงนี่แหละมัน เสพรส ไม่มีรสทั้งสองอย่างได้ไหม ถ้าจะไปเล่นอย่างรุนแรง คนก็หลงกัน อาตมาเข้าใจนะ คนที่เตะฟุตบอลเข้าโกลได้ไหม อาตมาว่าสักวันหนึ่งจะมีคนช็อคตายได้คาสนาม เพราะเวทนามันมีปิติสูงไป เขาไม่รู้เรื่องว่าไปบำเรออารมณ์อย่างนั้นมันสุดขีดเขาก็มีกัน โอ้โห เชียร์สนับสนุนตัวเองทำไม่ได้ก็เลยแชร์ให้คนอื่นทำ ชกมวยเข้าไปสลบคามือเลยก็ เฮ เอ็งลองดูสิ เอ็งได้แต่เชียร์ คนอื่นเขาทุบดีเองก็เอาเปรียบเขานี่หว่า พวก masochist ตนเจ็บแต่มันๆ พวกนี้ยากพวก masochist มันไม่มีภาษาไทย เลยใช้ภาษาอังกฤษก็ตามรู้สภาวะเอาก็แล้วกัน ในโลกนี้ถ้าเข้าใจแล้วศึกษาสิ่งที่ควรละควรเลิกคุณก็จะเบาลง จนกระทั่งชีวิตนี้มาเป็นคนที่ใช้น้อยที่สุดได้แล้ว แล้วก็ไปคบกับ 0 ก็ประโลมใจ ฉันเป็น 0 ฉันยังไม่เสียใจเลยคุณเป็นตั้งหนึ่งมีเยอะกว่าฉันอีก ถ้ามีมันมีนิรันดรนะ 1 ก็เลยเข้าใจสถานะของตัวเองว่ามันยังไม่สูญ มันมีต่อไปได้อีกนับไม่ถ้วนเลยถ้า 1 ไม่จบนี่มันก็บานเบิกไปนับไม่ถ้วนเลย ทีนี้ พระพุทธเจ้ามาสอนว่าอย่าไปหลง 1 แบบบานเบิกไปไม่รู้จบแล้วคนจะเป็นแบบนั้นเป็นปากกรวยไปไม่รู้จบ คุณก็จะอยู่กับกาละ กาละไม่มีจบ คุณก็คือตัวกรรม กรรมคือกรรมกิริยา อาการของตัวคุณอยู่กับกาละแล้วมีเหตุปัจจัยให้ติดยึดรุ่มรามไปกับกรรมไปหมดเลย เพราะฉะนั้นหน้าที่ของเรา ไม่ใช่หน้าที่ของกาละ กาละมันอีกอย่างหนึ่ง คู่สุดท้ายของศาสนาพุทธสอนเรื่องกรรมกับกาละ ไอน์สไตน์สอน Space and Time ทุกอย่าง time คือ กาละ space เทหวัตถุแท่งทึบ เป็นวัตถุ แต่พระพุทธเจ้ามาสอนเรื่องนามธรรมคือกรรม ของพระพุทธเจ้าจึงไม่ใช่ Space and time of Continuum แต่ของพระพุทธเจ้าคือ Karma and time of Continuum เป็นความเชื่อมต่อของกรรมกับเวลา เรามีกรรมเป็นของๆตน กรรมพาเกิด เราต้องรับมรดกกรรมของตน กรรมเป็นเผ่าพันธ์ คนคือกรรมเป็นของของตน กัมมัง สัตเต วิภัชติ กัมมุนาวัตตติโลโก กรรมจำแนกสัตว์ กรรมพาเราเป็นเราไปทั้งนั้นเลย พระพุทธเจ้าสอนเรื่องกรรมและจัดการกรรมให้หมดสิ้นจนกระทั่งถ้าคุณยังมีก็เรียกว่า 1 แล้วไม่ต้องผยองไปเป็นใหญ่เป็นอะไร แล้วจะมีประโยชน์ไหม คุณทำ 1 ให้ได้คุณมีประโยชน์คือคุณไม่เป็นโทษ เป็นโทษคืออะไร ถ้าคุณมี 2 คน คนหนึ่งเป็นโลกียะคุณเป็นโลกุตระแล้วคุณก็ไม่ไปแย่งเขา แต่โลกีย์เขาจะต้องเอาอีกใช่ไหม คุณก็ไม่ทะเลาะกันไม่แย่งกันคุณก็ไม่เป็นพิษ เอาคุณเอาไปคุณเอาให้เข็ดสะสมให้เข็ด ผู้ที่ไม่เอาแล้วก็สบายแล้วหนึ่งก็พอ อย่าว่าแต่ 1 เลย 0 ก็พอจนกระทั่งตัวเองไม่มีเลยก็พอ ระบบของพระพุทธเจ้าคือไม่มีเลย แต่เรามีกรรมรู้จักกรรมกิริยาทำความดีเพื่อผู้อื่น ดูสิว่ามนุษย์ในโลกนี้จะไม่มีกตัญญูกตเวทีหรือไม่จะอยู่พิสูจน์ดู อาตมามาพิสูจน์แล้วไม่มี ความเป็นมนุษย์ที่จะไม่มีกตัญญูกตเวทีไม่ได้ สัตว์เดรัจฉานยังมีกตัญญูกตเวทีเลย เพราะฉะนั้นมนุษย์จะโง่กว่าสัตว์เดรัจฉานได้อย่างไร ถ้ามันโง่ยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานมันก็ไปเป็นสัตว์เดรัจฉานเสียจะเรียกว่ามนุษย์ได้อย่างไร มนุษย์ก็ต้องมีความรู้ยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานแน่นอน เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวเลยว่าจะไม่มีคนกตัญญูกตเวทีขอให้คุณดีจริงถูกต้องจริงช่วยผู้อื่นจริง เสียสละให้ผู้อื่นไม่ต้องการอะไรตอบแทนเลย เสียสละๆๆให้คนอื่นเลย ผู้อื่นจะยิ่งเคารพบูชาเทิดทูนยิ่งจะช่วยเหลือคนอย่างนี้อย่าให้ตายอย่าให้เจ็บ บอกว่าลูกเอ๋ย พ่อพอแล้วจะไปแล้ว เขาก็ว่าอย่าตาย ให้เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรอยู่กับลูกหลานไป มันก็จะเป็นความย้อนแย้งอย่างนี้แหละ ซึ่งเป็นสัจจะแตกแน่นอนมาก็ต้องมีที่สุด แห่งที่สุด เพราะฉะนั้นคำสอนของพระพุทธเจ้า มันจบหมดทุกอย่าง จบสมบูรณ์แบบทุกอย่างเลย แล้วคุณรู้อะไร รู้ทุกสิ่งทุกอย่างกับศูนย์ อะไรรู้ ธาตุรู้หรือจิตวิญญาณรู้ มันไปรู้จริงๆเมื่อธาตุรู้ไปรู้จริงๆแล้ว ใครๆๆจะบอกว่าเอ็งไม่รู้ๆ คุณจะต้องแคร์ไหม ? คุณรู้จริงๆอยู่แล้วใครก็ช่างมาบอกว่าจ้างเองก็ไม่รู้หรอก ไม่ต้องมาจ้างหรอก เพราะฉันก็รู้ของฉันอยู่แล้ว สัจจะใช้ภาษาสื่อสารให้คุณรู้สภาวะถ้าคุณเข้าใจแล้วก็จบ ถ้าใครไม่เข้าใจก็จะบอกว่าวนไปวนมาอยู่นะ คนสับสนที่ยังไม่รู้จบก็จะสับสน จ้างให้ก็ไม่รู้ คนมีตัวตนก็จะเอาค่าจ้างมันก็วนอยู่อย่างนี้ แต่ถ้าคนที่เขาไม่เอาแล้วจ้างก็ไม่เอาอะไร ก็จบ พระพุทธเจ้าจึงเปรียบเทียบได้แค่ว่า ของที่เขาเอามาให้เราใครเขาเอามาให้เรา ถ้าเราไม่เอา แล้วของนั้นมันจะกลับไปไหน มันก็กลับไปเป็นของเขาอย่างเดิม เพราะฉะนั้นในความจบที่พระพุทธเจ้าสอน ภาษาที่ท่านสอนเป็นตัวจบคือศาสนาพุทธมีแต่ให้ ให้อย่างไม่เอา นอกจากไม่เอาแล้วไม่ต้องตั้งจิตว่าจะได้อะไรมาตอบแทนเรียกว่าอย่าให้มี สาเปกโข ไม่ต้องไปมีลักษณะ เปกโข เปกโข คือ พยัญชนะ ป กับ ข คือว่าง จะเอา ข ก็ได้ สระมี อะ กับโอ จะเอาเปกขะหรือเปกโข แล้วแต่ เอกคือ 1 ป คือตัวเคลื่อน ข คือตัวว่าง หาเข้าใจแล้วจะเอา 1 ก็ได้ ป คือเกิดปฏิกิริยา dynamic ในฐานของ ป ผ พ ภ ม ศึกษาไปทีละ 2 จนกระทั่งนับคู่ไม่ไหวตลอดกาลนาน

จบตรงที่ศาสนาพุทธนั้นสลายกรรมพ้นไปจาก กาละ กรรมคือตัวเรา ตนเองเป็นเจ้าของกรรมของตนเองกรรมเราพาเป็นไปเอง กรรมซึ่งเป็นตัวต้นและตัวจบ ศาสนาพุทธไม่มี God เพราะ God พูดกันไม่รู้เรื่องพูดได้แต่จินตนาการ แล้วอะไรเป็นตัวแทนของ god พระบุตรก็เอาพยัญชนะนั้นมาจริงๆแล้วพยัญชนะไม่ใช่สภาวะจริง เทวนิยม มีแต่คำสอน ตัวพระเจ้าอยู่ที่ไหนพระบุตรก็ยังไม่รู้เลย พระบุตรตัวเองยังไม่เคยพบกับพระเจ้าเลยได้แต่เอามาแสดงว่าเป็นลักษณะนั้นลักษณะนี้ ใครเคยดูหนัง บัญญัติ 10 ประการ Ten commandment มีอยู่ 10 ข้อมาขยายความเป็นพระคัมภีร์ แล้ว 10 ข้อนั้นก็แตกออกไป เป็นพระคัมภีร์ของศาสนาไม่รู้กี่องค์ต่อกี่องค์ก็ขัดแย้งกันเพราะแต่ละองค์ก็มีแต่แขนงถึงความต่างกัน ศาสดาของแต่ละศาสนาก็เลยตีตัวเทวะ ซึ่งหมดตัวตน ไม่ได้ ศาสดาเทวนิยมของแต่ละเทวนิยมตีแตกเทวะไม่ได้หาศูนย์ไม่ได้ เพราะฉะนั้นศาสดาทั้งหลายจึงเป็นหนึ่งทั้งนั้นเลย ศาสดาทั้งหลายบอกว่าข้านี่แหละ 1 เพราะฉะนั้นเจ้าลัทธิกับสมาชิกลัทธิไหนก็แล้วแต่ จะบอกว่าพระเจ้ามีหนึ่งเดียวของเราของคนอื่นไม่ใช่ แต่คุณไปสงวนลิขสิทธิ์อะไรได้ คนอื่นเขาก็มีสิทธิ์ที่จะมีหนึ่งได้เหมือนกัน เพราะพวกนี้ 0 ไม่เป็น ไม่เจอ 0 ก็มีแต่ 1 เพราะฉะนั้น 1 ก็ไปแข่งกับ 1 เอ็งก็หนึ่งข้าก็หนึ่ง ก็จึงรบกันอยู่ไม่รู้จบ 1 จึงรบกันย้อนแย้ง ข้านี่แหละเป็นหนึ่ง เมื่อมาเจอกับพุทธบอกว่าเป็น 0 ก็จบ เราไม่รบกับใคร เราก็บอกว่าเราก็สบายๆ

ในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์ชัดเจน ท่านก็ขยายความได้เท่าที่ท่านขยายความได้อาตมาก็ต้องเอามาขยายความต่อ ท่านตรัสว่า เศรษฐศาสตร์ดีที่สุดคือ เศรษฐศาสตร์แบบคนจน อาตมาก็ยังไม่รู้ว่า คณะ ดร.สมคิดจะรู้สึกอย่างไรกับคำตรัสในหลวง620519_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก เรื่อง พุทธทำ 2 ให้เป็น 1และ 0 ได้จริงจึงรู้จริงจบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน