สื่อธรรมะพ่อครู(ธรรมะ 2) ตอน สภาวะคู่ของ ความรู้กับความจริง องค์แห่งการตรัสรู้.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.56 KB
วันที่แก้ไข28 มิถุนายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ธรรมะ 2) ตอน สภาวะคู่ของ ความรู้กับความจริง องค์แห่งการตรัสรู้ พ่อครูว่า...ท่านสมณะสมณะพิสุทธิ์ ฉายาพิสุทโธ ชื่อท่านชื่อ สมณะพิสุทธิ์ จะเรียกเต็มต้องเรียก สมณะสมณะพิสุทธิ์ ฉายาพิสุทโธ ท่านกันเอาไว้ว่าอย่างไรท่านก็เป็นสมณะ ท่านเป็นผู้พิมพ์ออกทางอินเทอร์เน็ต ทั้งนั้นเลย หนังสือหนังหาต่างๆท่านบันทึกไว้ ออกทางGoogle ทางไลน์ก็ไปหมด ฝีมือท่านทั้งนั้น เป็นความพยายามของพวกเราที่พยายามจะเผยแพร่ธรรมะพระพุทธเจ้าให้ออกไป ทุกวันนี้ก็น่าชื่นใจที่ทำให้พระพุทธเจ้าเป็นที่ยอมรับรู้และก็รับได้ เข้าใจได้เพิ่มขึ้น ซึ่งมันยาก พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นธรรมะ คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) สันตะ แปลว่าประกอบไปด้วยที่สุด เป็นสิ่งที่ประกอบไปด้วยที่สุดแห่งที่สุด สงบสนิทสุขุมอะไรทุกอย่างพร้อมอยู่ในนี้ทั้งหมด ปณีตา สุขุมประณีต อตักกาวจรา คิดเอาไม่ได้ คำนวณคำนึงเอาเดาเอาไม่ได้ ต้องปฏิบัติให้เกิดผลเองในจิตแล้วก็จะรู้ความจริง มันละเอียดมาก ภาษาบาลีว่า นิปุณา มันยิ่งกว่าความละเอียดอีกก็เลยแปลว่าละเอียดขั้นนิพพาน จะเป็นอย่างไรก็ไปทำความเข้าใจกันเอา ปัณฑิตเวทนียา เป็นบัณฑิตจริงๆไม่ใช่บัณฑิตที่ไปสอบเอาตามมหาวิทยาลัย เป็นบัณฑิตที่เกิดความรู้ยิ่งรู้จริงเป็นลำดับ เป็นความรู้ทั้งรูปทั้งนามเป็นธรรมะ 2 อย่างลึกซึ้งมากละเอียดสูงขึ้น สูงเท่าไหร่ก็เป็นบัณฑิตจริงบัณฑิตแท้บัณฑิตสูงส่งลึกซึ้งมากเท่านั้น นี่เป็นคำรับรองของพระพุท

อ่านต่อ

ธเจ้าในพระไตรปิฎก พรหมชาลสูตรเล่มแรกเลย ท่านสรุปไว้ อาตมาสรุปเป็นภาษาไทยว่า มีความรู้กับความจริง 2 อย่าง ความจริง คือสิ่งที่เป็นจริงนั้น ความรู้ก็คือการเกิดความเข้าใจความรู้แจ้ง เกิดความชัดเจน สิ่งที่เรียกว่าความจริงนั้นๆ ความรู้เข้าใจชัดเจนแจ่มแจ้งในสิ่งที่จริงนั้นๆก็เป็นคู่เป็นเทวดา เป็นสภาวะคู่ความรู้อันหนึ่งความจริงอันหนึ่ง มันสมกันลงตัวกันสอดคล้องกัน ตรัสรู้นี่ รู้อะไร อะไรรู้? เขาพูดกันเป็นพยัญชนะบัญญัติว่ารู้อริยสัจ 4 อาตมาว่ารู้อริยสัจ 4 มันก็ยังหยาบ รู้สิ่งที่เรียกว่า เทวฺ ธรรมะ 2 และทำมา 2 นี้ก็ไหลเลื่อนลึกเข้าไปให้รู้ 2 อะไร 2 ความรู้สึก ความรู้ที่มันรู้สึกเลยเป็นอารมณ์มันเป็นความรู้ตัวตนเลย เป็นเวทนา ในธาตุรู้ที่เป็นเวทนา สัญญาสังขาร วิญญาณ เวทนาเป็นตัวรู้ตัวตนเลย รู้อันนี้รู้เวทนาแยกแยะเวทนา และพระพุทธเจ้าก็แตกละเอียดไปถึงเวทนา 108 รู้ชัดครบเลยทุกอย่างในกระบวนการ 108 รู้ที่จบรวมเป็นหนึ่ง สรุปได้เป็นหนึ่ง รู้อย่างไม่มีอะไรแตกออกไปจากหนึ่งที่รู้นี่แหละ รู้อะไร..รู้ 0 อะไรรู้.. ธาตุรู้ธาตุจิตธาตุปัญญาของเราไปรู้ เพราะฉะนั้นไม่พึ่งพาอาศัยใครเลยต้องพึ่งพาตัวเอง จิตเจตสิกของตัวเองทั้งเป็นตัวรู้ และรู้จิตที่บรรลุ จิตที่เป็นเอง บรรลุอะไร บรรลุ 0 บรรลุ 1 เพราะฉะนั้นย่นย่อ เริ่มต้นพระพุทธเจ้าสอนให้จับคู่กันเป็น 2 แล้วแยกให้ได้จบให้ได้ว่า ที่จะเป็นธาตุเดียวเท่านั้นที่จะเป็นของที่ยืนหยัดยืนยันไม่ทะเลาะกัน ไม่เกิดการเปรียบเทียบไม่เกิดการแก่งแย่งคือ 1 สงบที่สุดในฐานะที่ยังมีอยู่ยังมีอยู่ก็ต้องเป็น 1 แล้วยิ่งไปกว่านั้นเป็น 1 แล้ว จะพบความจริงลึกเข้าไปใน 1 เลย ความ 1 จริงๆนั้น สุดท้ายมันก็ต้องไปหา 0 ทิ้งไว้อย่างไรมันก็ต้องไปหา0 นอกจากคนจะไปปรุงแต่งมันถึงจะเพิ่มเติมต่อ ถ้าไม่ปรุงแต่งเพิ่มต่อเดี๋ยวมันก็ 0 เดี๋ยวมันก็จะค่อยๆเสื่อม ค่อยๆ ชรตา หมดไปหา 0 เป็นที่สุดเอง นอกจากคุณจะไปหาอะไรมากระทบกระแทกมาแต่งเสริมไปมันก็แต่งตัวไป ถ้าไม่มีอะไรมาปรุงแต่งกระแทก มาเคลื่อนที่พัฒนาขึ้น มันก็มีแต่จะเสื่อมสูญไปเปลี่ยนไปจากธาตุรู้ก็กลายเป็นวัตถุดินน้ำไฟลม ในที่สุด แล้วก็ถูกพลังงานอื่นจัดการไป จะเป็นก้อนที่สุดเป็นดิน ไม่แน่นเป็นก้อนก็เป็นน้ำ ยังไม่ถึงขั้นนั้นก็เป็นลม เคลื่อนไปมีแรงเหมือนกัน แล้วก็เป็นธาตุทำลายคือไฟ ไฟคือธาตุที่ทำลาย ไปที่ไหนมันละลายทุกอย่างเอาที่มันจะละลายได้ โลหะนี้จุดหลอมละลายคือขนาดนี้ มันก็ต้องมีจนได้หรือไม่ถึงขั้นแน่นเป็นธาตุดินธาตุน้ำหลอมละลายเท่าไหร่ กระจายไปหมดความเป็นลักษณะธาตุน้ำ ลักษณะธาตุลมก็ละลายได้ ลักษณะธาตุไฟ เป็นธาตุละลายอะไรทุกอย่างจนมันสามารถละลายพลังงานกิเลส ตัวนี้เจ๋งที่สุดเลย ธาตุไฟ เป็นธาตุที่ละลายกิเลสได้ กิเลสนี่นะ มันละลายแล้วมันมีตัวตลบแตลง มันละลายแต่มันหลอม กิเลสนี่มันละลายแต่มันหลอม เสร็จแล้วยังไม่พอ มันไปละลายอันอื่นแล้วมาหลอมให้แต่ตัวเอง ด้วยความโลภด้วยความเป็นตัวกูของกู ด้วยความมักมาก มันก็จะหลอมเอามาเป็นตัวกูของกู นี่คือสภาวะมันเป็นเช่นนั้น

สรุปอีกที พระพุทธเจ้าตรัสรู้ให้มาศึกษาทีละ 2 แล้วทำ 2 ให้เป็นหนึ่ง แล้วจาก 1 แล้วมันจะชัดเจนว่ามันไม่มีสิทธิ์ที่จะตั้งอยู่ได้มันจะต้องละลายมันจะต้องไปหา 0ถ้าไม่มีอะไรเป็นคู่ไปหา 2 อย่างไรอยู่ที่หนึ่งมันก็ต้องไปหา 0 เป็น ชรตา เสื่อมไปหา 0 แน่นอน นี่คือที่สุดแห่งที่สุดเป็นความรู้ของพระพุทธเจ้า มาเรียนรู้ 1 มาเรียนรู้ 0 เป็นที่จบ ถ้าผู้ที่สามารถทำให้ตัวเองจาก 2 ทำทีละคู่และทำให้เป็นหนึ่ง เทวธัมมา แล้วก็ ทวเยนะ คือสอง คือ 2 อะไร 2 คือเวทนา เรียนอย่างอื่นก็ไม่จบต้องมาเรียนรู้ที่เวทนา จับทีละ 2 และศึกษา มันมากไปก็อย่าเพิ่งเอาทั้งหมดเอาแค่ 2 ก่อน ทำ 2 ให้เป็นหนึ่งให้ได้ ทำ 1 ได้เสร็จคุณก็จะรู้ความเป็นอนัตตาแม้ 1 มันก็ไม่ใช่ตัวตนตัวเองสูงสุดได้ 620519_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก เรื่อง พุทธทำ 2 ให้เป็น 1และ 0 ได้จริงจึงรู้จริงจบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน