สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน จรณะ 15 พาให้เกิดฌาน.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.72 KB
วันที่แก้ไข28 มิถุนายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน จรณะ 15 พาให้เกิดฌาน พ่อครูว่า..ความรู้ของศาสดาของพระบุตรแม้กระทั่งคนเข้าทรงก็เป็นความรู้ของเขาเอง เข้าทรงบอกว่าองค์ลง แท้จริง เอ็งเองนั่นแหละ เข้าทรงก็คือธาตุของตัวเองที่เก่งนั่นแหละจะเก่งเท่าไหร่ก็แล้วแต่ ตัวคนเข้าทรงเองตัวธาตุรู้ของคนเข้าทรงเองแต่เขาไม่รู้ตัว พระบุตรจึงเหมือนกับเข้าทรงพระเจ้า แล้วมาบอกว่านี่ของพระเจ้านะแต่เขาไม่รู้ว่าที่จริงเป็นของตัวของเขาเอง ของพระศาสนดาองค์นั้นเอง เขาไม่รู้ตัวเองเขาตีไม่แตกแยกไม่ออก เขาตีไม่แตกแยกไม่ออกเพราะไม่เชื่อว่ากูจะรู้ขนาดนี้หรือ กูไม่ได้ไปขบคิดไม่ได้ไปศึกษาเลยนะ แต่ทำไมมันรู้นะ พูดถึงตรงนี้ก็เลยนึกถึงอาจารย์บูรพา ผดุงไทย ก็จะงมงายอยู่กับอย่างนี้ เป็นความรู้เก่า แต่ก็ยังดีไม่ไปเป็นแบบพระเจ้าแต่ก็ยังงมงายอยู่กับจิตเดิมแท้ โดยตัวเองอธิบายว่าถ้านั่งสมาธิสงบโดยไม่คิดนึกอะไรเลย จะเกิดธาตุรู้ที่เป็นปัญญาแท้เขาว่าอย่างนั้น ตรงกันข้ามกับพระพุทธเจ้าเลยที่จะต้องเกิดปัญญาด้วยการลืมตามีองค์ประกอบศาสนาคือองค์ประกอบของความรู้ที่บวกลบคูณหารอะไรได้เรียบร้อย แต่นี่อยู่ดีๆก็ปึ๊งขึ้นมา สายเทวนิยมที่ไม่สามารถที่จะเป็นอย่างนี้อีกเยอะไม่ว่าจะเป็นการหลับตาปฏิบัติแล้วก็รู้ขึ้นมาเลย อาจารย์มหาบัวปึ๊ง ไอ้ปึ๊งขึ้นมารู้คือสัญญาความจำเก่ามันโผล่ขึ้นมาให้รู้ก็เป็นความรู้ของตัวเอง ก็เลยไม่รู้ว่านี่ของใครนะแต่ที่จริงเป็นของเอ็งเอง เขาทรงตนเองแล้วก็รู้ตัวเอง มันซ้อนแล้วก็ยาก ก็ค่อยๆปล่อยไป ถ้าไปรู้แต่สัญญามันเป็นมุมแคบจะไม่มีอะไรก้าวหน้าไม่มีรายอื่นเหตุปัจจัยอื่น คนก็จะไปเอาแต่รู้อยู่การนั่งหลับตาแล้วก็ออกจากฌานเข้าฌาน ฌานจริงๆแล้วไม่มีการนั่งเข้านั่งออก ฌานมันคือพลังงาน อุณหธาตุ พลังงานไฟ เป็นพลังงานที่จะไปสลายพลังงา

อ่านต่อ

นอื่นได้ เพราะฉะนั้นควรทำจิตให้เกิดพลังงานอันนั้นได้จริง ประมาณหนึ่งมันก็จะสามารถสลายพลังงานราคะ สลายไฟ ราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะได้จริงๆ ถ้าคุณสร้างพลังงานไฟฌาน คุณต้องสร้าง ฌาน เกิดขึ้นได้อย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในจรณะ 15 ฌานเกิดจาก ศีล เป็นตัวตั้งต้นแล้วต้องปฏิบัติสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคคะ 3 อย่างนี้คือการปฏิบัติที่ไม่ผิดของศาสนาพุทธ ถ้านอกกว่า 3 อย่างนี้ ไม่มีการสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ไม่มีการประมาณในสิ่งที่กินใช้อาศัยในโภคะ โภชเนมัตตัญญุตาคุณไม่ประมาณไม่ศึกษา ด้วยการตื่นอย่างชาคริยานุโยคะเรียนรู้ทั้งภายนอกภายในมีเหตุปัจจัยก็รู้ตัว พากเพียรที่จะรู้ในขณะที่ยังตื่นอยู่ แล้วก็หากไปพากเพียรในขณะที่จะหลับนั้นไม่เอา ศาสนาพุทธไม่เอาไปนั่งพากเพียรจะรู้ในระดับนั้นมันผิด ชาคริยานุโยคะคือพากเพียรให้เป็นผู้ตื่นไม่ใช่พากเพียรให้เป็นผู้หลับแค่นี้ไม่เข้าใจก็เลิก แก้ไขความรู้แค่ว่าอย่าไปพากเพียรในขณะไปหาหลับให้พากเพียรในขณะมาหาตื่น ชาครี ชาคริยะ แค่นี้เข้าใจไม่ได้ก็ผิดจากศาสนาพุทธ ถ้า อปัณณกะคือไม่ผิด แต่ถ้าปัณณกะคือผิด แล้ว ไม่มีสำรวมอินทรีย์เหตุปัจจัยที่จะมาสัมผัสสัมพันธ์ของกินของใช้ที่เอามาสัมผัสคุณหลับตาอย่างนั้นไม่ได้ มันต้องรู้ตื่นรอบรู้อย่างมีสติเต็ม มีธาตุรู้ที่รู้ทั้งภายนอกภายในว่ามีสิ่งอะไรที่เกี่ยวข้อง ให้เลือกเอา อย่าไปเอามากจนเกิน ปริเฉทหรือบริบท กรอบมันเท่านี้ แล้ว เอามาปรุงแต่งบวกลบคูณหารให้ solve ออกมาให้ได้ คุณก็ต้องทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไม่เช่นนั้นจะหลงงมงายอยู่กับสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้นคุณจะทำพลังงานให้เกิดฌานนั้น จะต้องมีศีลเป็นตัวตั้งเช่น ศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ศีลข้อที่ 2 เกี่ยวกับพืช ศีลข้อ 3 เกี่ยวกับพิจารณาทางตาหูจมูกลิ้นกาย ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส แล้วมันก็จะเกิดการปรุงแต่งอะไรกันอยู่ สามข้อนี้ศีลหลัก ศีลข้อที่ 1 2 3 ส่วนข้อที่ 4 เป็นวาจา ข้อที่ 5 เป็นมโน ขยายความได้ไปอีก อธิบาย 3 ข้อนี้ได้ที่เหลือก็เป็นวาจากับมโน หรือเป็นรูป อรูป แล้วก็จะค่อยๆเข้าใจลึกซึ้งไปอีก เพราะอันนี้ทำจบแล้วก็ไปทำละเอียดขึ้นไปอีก เมื่อผู้ใดปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า ศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์เป็นต้น เมื่อคุณตั้งศีลแล้วถ้าเป็นสัตว์จะต้องต่างคนต่างอยู่นะ ต่างคนต่างมีวิบากกรรมของใครของมันไม่เกี่ยวข้องกันอีกนะ ที่มันเกี่ยวข้องกันอยู่แล้วก็เท่าที่มีอยู่ เพราะฉะนั้นสัตว์ตัวที่เขาไม่รู้ตัว เขาจะเกี่ยวข้องกับเราเขาก็จะมา หนึ่งเขารักเขาก็จะมาเอาเรา เขาชังก็จะมาทำร้ายเรา จะตัวไหนก็แล้วแต่มันมีวิบาก เราก็จะต้องสร้างตนเองให้มีพลังงานหลุดพ้น หรือหลีกเว้น จากสัตว์ตัวนั้นที่จะเข้ามาทำอะไรเราได้ จนทำได้จริง เราก็เลยเป็นผู้หลุดพ้นจริง อันนั้นเขาก็เข้ามาไม่ได้ เป็นอจินไตย เป็นสัจจะอย่างนั้นจริงๆพิสูจน์ได้เท่าที่ได้ อย่างอาตมา เกิดมาจนอายุ 85 แล้วยังไม่มีใครมาเตะมาถีบอาตมาได้ พูดอย่างนี้ไม่ใช่ไปท้าทาย ทั้งที่บางทีเขาโกรธอาตมานะแต่เขาไม่สามารถมาทำอะไรได้บ้าง เขาโยนแก๊สน้ำตาเขาก็ทำตามหน้าที่ เราก็เลยต้องแสบหูแสบตาก็ต้องถอย มันไม่ไหว แสบแค่นี้ก็จะตายอยู่แล้วต้องหนีออกมา ไม่ยั่วยุเขาต่อ หากเราอยู่ต่อไปเขาก็ต้องโยนมาอีกแค่นี้ก็แสบแล้ว สิ่งเหล่านี้มันมีสัจธรรมที่อธิบายไม่ได้บอกไม่ถูกว่าเป็นราศีเป็นรัศมี เป็นสิ่งที่มีฤทธิ์ เป็นไปตามธรรม อาตมาอายุขนาดนี้แล้ว ก็ 85 ปีเราก็ไม่มี อาตมายียวนจะตายแต่ก็ไม่เกิด อาตมาประมาณนะยียวน หากยียวนเกินกว่านี้โดนแน่ เคยเทศน์ตอน 2515 ว่า อาตมาจะทำให้ตัวเองตาย ภายใน 5 วัน 7 วันโดยไม่ได้ตายดี ถูกกระทืบตาย อาตมาทำได้ แต่อาตมาไม่ทำหรอก อาตมาไม่โง่ ก็ยั่วยวนเขาไปด่าไปว่าเขาหนัก เขาอดรนทนไม่ได้ก็มาทำร้ายเราสิ ซึ่งจริงๆแล้วจะทำให้คนเขาโกรธแล้วมาทำร้ายเรานี่มันง่ายกว่าคนที่รักเราทำร้ายเรา จะทำให้คนที่โกรธมาทำร้ายเราง่ายกว่า การทำให้คนที่รักเราทำร้ายเรา เป็นแต่เพียงเราไม่โง่จะให้เขามาทำร้ายเท่านั้นเองเราก็รักษาตัวไว้ก็อยู่รอดมาได้ 85 ปีแล้ว แต่ไม่รู้จะไปคะนองอะไรในแต่ละวันจะไม่คะนองเกินกว่าที่ควรจะเป็น หากเกินไปเราตายอย่างเขียดเหยียดขาตายก็ดูไม่โก้นะ คนที่เขามาฆ่าเราตาย เช่น คานธี ตายด้วยการที่เขามายิงเอา มันแรงนะ หรือใช้อาวุธที่เป็นแสงเหมือนไม่มีอะไรแต่ทำร้ายถึงตายยิ่งซับซ้อน620519_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก เรื่อง พุทธทำ 2 ให้เป็น 1และ 0 ได้จริงจึงรู้จริงจบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน