สื่อธรรมะพ่อครู(รูป 28) ตอน ทหยรูป ในรูป 28.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข2 มีนาคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(รูป 28) ตอน ทหยรูป ในรูป 28 _ฟ้าใส แซ่หว่อง...ขอนอบน้อม กราบนมัสการ พ่อครู สมณะโพธิรักษ์ ผู้มีเมตตา AOTOMATIC ค่ะ ลูกมีคำถาม ดังนี้ค่ะ 1 . หทัยรูป เป็นรูป อย่างไรคะ? 2. ขอคำอธิบายคำว่า “อัตตสัญญา”ค่ะ พ่อครูว่า…หทยรูป นี่มันเป็นรูปของจิต จิตที่ถูกรู้หรือวิญญาณที่ถูกรู้ เมื่อมันถูกรู้ก็เลยเรียกว่ารูป แล้วรูปที่เป็นนาม รูปที่เป็นจิตวิญญาณ มันอยู่ในคูหาสยัง อยู่ในร่างกาย กายยาววาหนาคืบกว้างศอกพร้อมสัญญาและใจเรานี้ มันไม่ได้อยู่นอกตัวนี้หรอก แต่มันไม่มีที่อยู่ พระอภิธรรมเขาก็ไปเรียนว่าจิตวิญญาณนี้อยู่ที่หัวใจที่สูบฉีดโลหิต อยู่ในหัวใจห้องที่ 4 ก็ว่าอยู่ตรงนั้นเขาว่าอย่างนั้นเลย อภิธรรมชี้ หทย คือที่อยู่ในหัวใจสูบฉีดโลหิต จริงๆแล้วหัวใจที่สูบฉีดโลหิตนั้นเป็นวัตถุธาตุ หัวใจนั้นเป็นอุปกรณ์ คือสรีระ ปรุงแต่งขึ้นมาเป็นเนื้อหนังมังสากล้ามเนื้อเอ็น มีเลือดอะไรไปเลี้ยง มีเส้นเลือด มีกล้ามเนื้อ จนกระทั่งใช้งานสูบฉีดโลหิต มีเส้นเลือดลำเลียงไปจนถึงส่วนต่างๆของร่างกาย หัวใจนั้นควบคุมเลือดเป็นหลัก เลือดเป็นธาตุสำคัญของชีวิต อาศัยเลือดวิ่งทำงานในร่างกายทั้งหมดเลย ทางการแพทย์เขาก็เรียนเลือดเป็นหลักเอาเลือดไปตรวจว่าเป็นอะไร ตัวพลังงานที่เล็กที่เป็นตัวเซลล์ ตัวพลังงานที่เป็นชีวะ เล็กที่สุด ที่อาศัยต่างๆนานาสารพัดชื่อ ที่มันทำงานอยู่ในนี้มันว่าธาตุนั้น ธาตุนี้ วิตามินอย่างนั้นอย่างนี้ ก็พอเข้าใจกัน สรุปแล้ว หัวใจ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ให้เลือดทำงานกับเลือด เป็นวัตถุด้วย เป็นสรีระ ส่วนสมองเป็นอุปกรณ์ให้จิตวิญญาณทำงาน แยกกันด้วย เพราะฉะนั้นพระอภิธรรมยังเข้าใจจิตวิญญาณเอาไปอยู่ที่หัวใจ ยังไกลเลย ยังไม่เข้าที่เลย เพราะจริงๆแล้ว สมองต่างหากเป็นอุปกรณ์ให้วิญญาณทำงาน สัญญาทำงานให้สั

อ่านต่อ

ญญาอาศัยสมองทำงาน ปัญญาก็อาศัยสมองเป็นอุปกรณ์ในการทำงาน อย่าว่าแต่สัญญาอย่าว่าแต่ปัญญาเลย เวทนาก็อาศัยสมอง สังขารปรุงแต่งนามธาตุก็อาศัยสมอง สัมผัสเป็นรูปธาตุก็อาศัยหัวใจ ส่วนสมองนั้นมีสังขารที่เป็นวิญญาณธาตุปรุงแต่งใช้สมองอย่างนี้เป็นต้น สมองที่เสียเป็นส่วนๆๆมันก็ไม่ทำงานเป็นส่วนๆๆ อย่างที่เขาเป็นอัมพาตส่วนนั้นส่วนนี้ การแพทย์จะรู้จักกันดี ก็ค่อยๆเรียนรู้กันไป เรียนเอาจุดหมายที่เราจะเอาถึงนิพพาน การจะไปเรียน สรีระ กายวิภาค พวกนี้มันจะยาวนาน เอาวิทยาศาสตร์ไบโอโลจีมาแทรกไป แต่ถ้าจะเรียนนิพพานต้องมาหาจิตวิญญาณ หทยรูป คือ ที่เราสามารถใช้สัญญากำหนดหมาย รู้อาการ รู้เครื่องหมายว่า อย่างนี้เป็นตัวอาการของจิตวิญญาณ จะเป็น อาการของเวทนา สัญญา สังขาร ตัวกำหนดที่จะกำหนดชัดก็คือใช้สัญญากำหนดรู้เข้าไปทำงาน เข้าไปสำคัญมั่นหมายว่าอันนี้คือเวทนาอย่างไร อันนี้คือสังขาร อย่างนี้คือวิญญาณ หรือแยกเป็นเวทนา 108 มันมาจากที่มา กายิกเวทนา เจตสิกเวทนา คู่แรก จนเป็น สาม เป็น สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นสามเวทนาจนกระทั่งมามีดีกรีของมันมีความหยาบเรียกว่าสุข ว่าทุกข์ เกี่ยวข้องกับภายนอกจนกระทั่งมีแต่ภายในเป็นโสมนัสโทมนัส กระทั่งไม่เป็นบวกไม่เป็นลบไม่เป็นโสมนัสโทมนัส เป็นกลางๆ เรียกว่าอุเบกขา อุเบกขินทรีย์ คือเวทนา 5 เวทนาเหล่านี้มันเกิดมาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ 6 เวทนาปรุงแต่งสังขารต่างๆให้เราเรียนรู้ก็เรียกว่าเวทนา 6 แล้วเวทนา 6 จากทางตา ก็ปรุงแต่ง เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือแม้แต่ยึดว่าเป็นเฉยๆ ภาษาสมถะก็บอกว่าเฉยๆได้ ของโลกุตระ ลดสุขลดทุกข์เหลือโสมนัส โทมมนัสจนลดลงไป เหลือเป็นอุเบกขาก็ได้ อุเบกขาของทางพุทธนั้นไม่เหมือนอุเบกขาเทวนิยม เขาไม่ได้เรียนรู้แยกแยะรายละเอียด อุเบกขามันไม่มีเหตุต่องแต่งที่เป็นกิเลส มันเป็นความสงบที่ปราศจากกิเลสจิตก็มีความคล่องแคล่ว กายปาคุญญตา ทำงานเป็นกายกัมมัญตา ทั้งกายและจิตทำงานแคล่วคล่อง ไม่ใช่ว่าสงบจะยิ่งแข็งยิ่งขึ้นยิ่งช้า ไม่ใช่ มันสลับกันไปสลับกันมา อย่างอาตมานี้เหมือนลิงเข้าไปทุกที แต่นี่แหละคือความคล่องตัว กายปาคุญญตา จิตปาคุญญตา คำว่าปาคุญญตา แปลว่าความคล่องแคล่ว ปราดเปรียว แววไว แล้วก็รวมตัวกันเรียกว่า มุทุธาตุ คือทั้งธาตุรูปธรรมและนามธรรม แววไวทั้งกายและจิต ทั้งในเชิงของปัญญาทั้งในเชิงของศรัทธา เร็วไวแคล่วคล่อง ทุกด้านๆ รวมแล้วเรียกว่าจิต มุทุธาตุ แม้แต่จิตที่สะอาดบริสุทธิ์เป็นพระอรหันต์แล้วมีอุเบกขา 5 ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เราก็รู้สภาวะธรรมทั้ง 5 อย่างนี้ในตัวเรา ถ้าเรามีสภาวะเหล่านี้เป็นจิตที่สะอาด ไม่มีกิเลสมาปรุงแต่ง ปรุงแต่งอย่างไรก็ ปริโยทาตา ไม่มีกิเลสแทรกเข้ามาในจิตเราได้อีก เก่งขึ้นไปเรื่อยๆเป็น มุทุภูตธาตุ ทำงานเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับอย่างอื่นก็ยิ่งเก่ง ลงไปเป็นพระมาลัยโปรดสัตว์ในนรกที่มันแรงร้อนร้ายอย่างไรก็ไม่สามารถทำร้ายเราได้ จิตเราก็ประภัสสรตลอดเวลา ทำงานก็เก่งขึ้นไปตามบารมี อย่างอาตมาไปทำงานในนรกร้ายแรง จะท้าทายมากก็ไม่ได้ ถ้าผีนรกใหญ่มาจะมาสู้ไม่ได้ ก็อย่าไปท้าทายอะไรมาก เอาแต่พอสมควรอย่าไป ชักศึกเข้าบ้านเอาข้าศึกมาเล่นงานตัวเองเราอย่าไปโง่อาตมาเข็ดแล้วรู้แล้ว อาตมาเคยท้าทายมันมาจริงๆหนัก ก็เลยบอกว่าช้าไว้เถิด ก็เลยไม่ท้าทาย ทุกวันนี้ไม่ท้าทายแล้ว ไม่เอา ทหยรูป ไม่มีรูปร่างที่อยู่แต่นามธรรมเรานั้นจะรู้ว่าเป็นอย่างไร เป็นจิตวิญญาณที่มีรูปร่างสถานที่ใดอยู่ในร่างกายเรามันไม่อยู่ที่ปลายเท้าไม่อยู่ที่เส้นผมไม่ได้อยู่ที่หัวใจ 4 ห้องแม้แต่ในสมองก็ไม่ใช่ การสัมผัสทางมือสัมผัสรูปพวกนี้ตาสัมผัสรูปก็ไปที่ประสาทตารู้ที่ประสาทตาจอ retina ที่ประสาทตา ม่านตา เป็นต้น หรือที่ความรู้สึกทางเสียงก็ไปที่แก้วหูอย่างนี้เป็นต้น มันก็ไปตามอวัยวะ เพราะฉะนั้นเราจะไปกำหนดตัวที่แหล่งที่จิตวิญญาณทำงานอยู่ตรงนั้นทุกเวลาทุกที่ไม่เปลี่ยนไป จากตาเห็นรูปคุณก็ไม่เกี่ยวกับเสียงเท่าไหร่ คุณไปกำหนดที่รู้เสียงคุณก็ไม่เกี่ยวกับรูป ไปกำหนดที่กลิ่นก็กำหนดไปทีละอัน แต่จริงๆแล้วมันเร็ว แต่จริงๆแล้วมันก็คนละที รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส มันก็คนละอย่าง มันไม่ใช่อันเดียวกัน แต่มันใกล้กัน มันไวมากจนกระทั่งจิตที่มันเร็วจนรู้กันเปลี่ยนที่เปลี่ยนอะไร จิตมันเร็วกว่านั้นมากมายมันก็รู้ 2 อย่างพร้อมกันเลยแต่ที่จริงแล้วมันคนละที แต่จิตเราเร็ว เราสามารถไปรู้ได้ทั้ง 2 อย่างหรือ 3 อย่าง 4 อย่างก็แล้วแต่เก่งก็รู้ได้หลายอย่าง ฝึกไปก็จะรู้สิ่งเหล่านี้ดี สรุป หทยรูป คือ การกำหนดรู้ อยู่ในรูป 24 รูป 28 ก็จะต้องกำหนดรู้ แหล่ง ที่มันกำลังทำงานด้วยอาการ ลิงค นิมิต อยู่ตรงนั้นก็คือหทยรูป แล้วก็เรียนรู้มันตามรูป 24 ตั้งแต่ประสาท 5 โคจร 5 ก็รวมกันเป็น 9 เพราะว่ามันรวมโผฏฐัพพารมย์กับกายสัมผัสรวมกันเป็นตัวเดียวกันก็เลยรวมเป็นหนึ่ง กายสัมผัสร่วมกับจิตสัมผัส โผฏฐัพพารมย์กับกายสัมผัสรวมเป็นอันเดียวก็เลยนับ โคจรรูป กับ ปสาทรูป ได้ 9 แล้วก็แยก เป็นอิตถีภาวะปุริสภาวะเป็นภาวรูป อิตถีภาวะยังไม่สงบยังดิ้นมากยังไปกับโลกเยอะ ก็ต้องรู้อาการที่แตกต่าง นี่ไม่ได้ว่าผู้หญิงนะ แต่เป็นภาษาธรรมะนะ แล้วถึงจะไล่ไปจากนี้หา หทยรูป จากภาวรูป แล้วมาเป็น ชีวิตรูปมันยังมีชีวิตบทบาท มันยังเคลื่อนไหวยังไม่ตาย รู้กำลังของชีวิต ขณะที่คุณเป็นๆจะศึกษาให้เป็นอรหันต์คุณจะไม่ไปฆ่าชีวิตหมด คุณฆ่าแต่ชีวิตที่เป็นกิเลส กิเลสมันมีชีวิต มันมีตัวลีลา มันมีพลังงานของมัน ก็ต้องแยกแยะตั้งแต่สักกายะแล้วฆ่ามันให้ได้ เรียกว่าชีวิตินทรีย์ให้มันหมดพลังงานชีวิต คุณก็มาเป็นชีวิตรูป อาหารรูป เกิดจากอาหาร 4 อาหารแปลว่าเครื่องอาศัยอาศัยทางตา หู จมูก ลิ้น กาย อาศัยทางวัตถุต่างๆอาศัย ภพนอก จนหมดภพนอก หมดกามเหลือรูปภพ อรูปภพ ก็เรียนเป็นขั้นๆ ไป ก็ต้องฆ่าตัวเหตุคือธาตุกลิ คือตัวโทษตัวภัย หรือเรียกเต็มๆว่ากิเลส ขยายจากกลิ ที่ยังไม่ขยายตัวออกมาเป็นกิเลสกามกิเลสภวตัณหา จนกระทั่งไม่เกิดกิเลสเป็นธาตุที่มีพลังงานที่ทำงานตามประสงค์ต้องการ จนเรียกใช้ศัพท์ว่าตัณหาเป็นเครื่องอาศัย เป็นตัณหาที่ไม่มีภพแล้วเป็นวิภวภพ หรือเป็นวิภวตัณหา ต้องเรียนจากอาหาร ตั้งแต่อาหารคำข้าว เรียนรู้โภชเนมัตตัญญุตา เครื่องกินเครื่องใช้ แต่ถ้าเอาอาหารเครื่องกินโดยตรงคำข้าวมาเลี้ยงขันธ์ กิเลสมันอยู่ตรงนี้แม้แต่คุณเป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระอรหันต์แล้วก็ยังต้องกินอาหารอย่างนี้เป็นต้น ถึงต้องเรียนรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เป็นกิเลสในสิ่งเหล่านี้ได้จนเป็นพระอรหันต์ได้ ก็ต้องมีผัสสะ จึงจะเกิดการศึกษาได้ ถ้าไม่มีผัสสะก็ไม่เกิดการศึกษา ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจก็ต้องรู้ให้ครบ ฉะนั้นคนที่นั่งหลับตาไปเรียนรู้จิตให้เป็นสมาธินั้นไม่ใช่พุทธ เป็นของนอกพุทธ ที่ท่านบอกว่านอกพุทธก็คือไม่มีสัมผัสทั้ง 6 ไม่มีการสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ จะต้องมีสัมผัส 6 ออกมารับรู้ทางทวารทั้ง 6 แล้วก็พิจารณาในเครื่องกินเครื่องใช้ โภชเนมัตตัญญุตา โดยการตื่นทั้งกายกรรมวจีกรรมและมโนกรรม ไม่ใช่ไปตื่นอยู่แต่ภายในจิตตื่นสว่างอยู่อย่างนั้น มันไม่ใช่อธิจิตต้องตื่นครบเป็นชาคริยานุโยคะอย่าให้ไปดับอยู่ในจิตอย่างเดียวจะต้องตื่น ชาครี อปัณกธรรม 3 หากทำถูกต้องสัมมาทิฏฐิแล้วจึงจะบรรลุผล ถ้าหากไม่ปฏิบัติตามอย่างนี้แล้วไปนั่งหลับตาไม่เกี่ยวข้องอะไรกับการกินการใช้ ไม่ได้สังวรตาหูจมูกลิ้นกายใจไม่ตื่นรู้ แต่เอาแต่หลับเอาหลับเอาก็โมฆะสิ จะรู้สึกตัวตื่นขึ้นไหมจะเป็นโจรปล้นศาสนาที่ถูกฆ่าถูกแทงด้วยหอกร้อยเล่มเช้ากลางวันเย็นก็ยังไม่ตาย ทำไมหนังเหนียวจัง เมื่อไหร่จะสะดุ้งสะเทือน เมื่อไหร่จะเปลี่ยนเลิกจากสิ่งที่ติดยึดเสียที ข้องอยู่ในถ้ำอยู่นั่นแหละ คำเหล่านี้ท่านแปลกันเองในพระไตรปิฎกนะ อาตมาก็เอามาย่อยเป็นภาษาไทยให้ฟังยังไม่รู้หมดเลยอาตมายอมเป็นคนหอกหัก แต่ก็ไม่เป็นไรหอกอาตมามีเยอะ มุขสตี หอกปาก แทง อาตมามีแต่ปากหอก มีเยอะ หักไปเท่าไหร่ก็ไม่ว่า อาตมามีเยอะมาก ปากหอกอาตมา เราต้องใช้อัตตสัญญา ไม่ต้องไปยุ่งกับสัญญาคนอื่นเป็นธาตุสัญญาที่เป็นของเรา 630301_รายการวิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ เจาะลึกถึงพิกัดของหทยรูปในรูป 28

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน