ตอน วิญญาณฐิติ 7 วิโมกข์ 8 อนุปุพพวิหาร 9 สัตตาวาส 9 ตอนที่ 1.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์17 KB
วันที่แก้ไข7 กุมภาพันธ์ 2566

เนื้อหาในไฟล์

ตอน วิญญาณฐิติ 7 วิโมกข์ 8 อนุปุพพวิหาร 9 สัตตาวาส 9 ตอนที่ 1 พ่อครูว่า... เพราะฉะนั้น ธรรมะของพระพุทธเจ้านี้ เข้าสู่เรื่องว่าจะพูด วิญญาณฐิติ 7 วิโมกข์ 8 สัตตาวาส 9 อนุปุพพวิหาร 9 เข้าสู่ตัวแรกวิญญาณฐิติ 7 ในวิญญาณฐิติ 7 มีคำอยู่ 2 คำ คือคำว่า “กาย” กับคำว่า “สัญญา” 2 คำนี้แหละเป็นหลัก เพราะฉะนั้นผู้ที่จะมีสัมมาทิฏฐิในความเป็นกาย สัมมาทิฏฐิในความเป็นสัญญา ไม่วิปลาส ไม่สัญญาวิปลาส ไม่มีทิฏฐิวิปลาส ไม่มีจิตวิปลาส เป็นผู้ที่เที่ยงตรงถูกต้องหมด ผู้นั้นก็จะเป็นคนที่ไม่วิปลาส 4 คือจะไม่วิปลาสว่าเห็นความไม่เที่ยงเป็นความเที่ยง จะไม่วิปลาสว่าเห็นความเป็นทุกข์ว่าเป็นสุข จะไม่วิปลาสว่าสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนว่าเป็นตัวตน จะไม่วิปลาสว่าสิ่งนี้ไม่น่าได้ไม่น่ามีเลย แต่ไปเห็นว่าน่าได้น่ามีน่าเป็น นี่คือวิปลาสอีก 4 เพราะฉะนั้นผู้ที่สมบูรณ์ด้วยสัมมาทิฏฐิเข้าใจกายสัมมาทิฏฐิ กายสัมมาทิฏฐิข้อแรกคือ พ้น สักกายทิฏฐิ เป็นสังโยชน์ข้อที่ 1 สังโยชน์ แปลว่า เครื่องผูก มันผูกสัตว์โลกเอาไว้ ผูกคนนี่แหละ ผูกตรงไหนผูกทางจิตวิญญาณ เกี่ยวเกาะอยู่กับโลกีย์ หลุดพ้นโลกียธรรมไปไม่ได้ นี่แหละคือเกี่ยวเกาะอยู่กับโลกียธรรม เกี่ยวเกาะอยู่กับ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข โลกียสุขยังแยกไปอีกว่า ติดในรูป รส กิน เสียง สัมผัสอยู่ในกามคุณ 5 และอัตตา คือติดในกามและติดในอัตตา ก็เป็น 2 คำใหญ่ๆ พระอรหันต์ก็หลุดพ้นทั้งกาม หลุดพ้นทั้งอัตตา อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นผู้จะพ้นกาม พ้นอัตตาได้ ต้องรู้กาย กายมีภายนอกที่เข้าใจกันดี แต่เดี๋ยวนี้เพี้ยนเป็นภายนอกไปหมดแล้ว แต่กายไม่ได้หมายถึงแต่เพียงภายนอกอย่างเดียว กาย ต้องมีภายในด้วย ขาดกันไม่ได้ คำว่ากายต้องเป็น 2 ต้องมีทั้งภายนอกและต้องมีทั้งภายใน นี่ก็ยากมหาศาลเลย เพราะฉะน

อ่านต่อ

ั้นผู้ที่จะพ้นความเป็นกายอย่างสัมมาทิฏฐิ จะรู้จักความเป็นกายอย่างสัมมาทิฏฐิ อย่างไม่มิจฉาทิฏฐิอยู่ ยาก ยังเป็นมิจฉาทิฏฐิกันซะ เดี๋ยวนี้ก็ยังยากที่จะเป็นสัมมาทิฏฐิ ขออภัยอาตมาขอพาดพิงไปถึงความจริง อย่างสายนั่งหลับตา อาจารย์มั่น มหาบัวและคณะนั่งหลับตาปฏิบัติ พวกนี้ไม่รู้จัก กาย มิจฉาทิฏฐิในความเป็นกายอย่างเด็ดขาดแน่นอน เพราะไม่ลืมตาไม่มีภายนอก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็มันชัด ส่วนอีกสายหนึ่งลืมตาเป็นสายมหาประยุทธ์หรือสายสมเด็จพุทธโฆษาจารย์หรือสายเถรสมาคม อาตมาก็ไม่แน่ใจว่ามหาประยุทธ์หรือท่านพุทธโฆษาจารย์ ท่านจะพ้นคำว่า สักกายทิฏฐิ หรือยัง ท่านจะเข้าใจคำว่า กายนี้ บริบูรณ์หรือยังสัมมาทิฏฐิเต็มที่หรือยัง อาตมาว่าท่านคงจะยังไม่พ้นวิจิกิจฉา ท่านน่าจะพอเข้าใจบ้าง เพราะฉะนั้นสังโยชน์ 3 ท่านพ้นหรือยัง นี่อาตมาพูดอย่างจริงใจไม่ได้ไปข่มท่านหรอก ขออภัยท่านบวชก่อนอาตมา 3 ปี ขออนุญาตบาตรคำเด้อ ภาษาอีสาน ก็ต้องขออภัยท่านจริงๆ เพราะต้องการพูดถึงวิชาการ พูดถึงความรู้ที่เป็นสัจธรรม โดยที่มีผู้ที่เป็นตัวอย่าง ขอใช้อ้างอิงเป็นตัวอย่าง ท่านอาจจะพ้นแล้วอาตมาไม่รู้ ที่อาตมาว่า ท่านจะรู้หรือไม่รู้ อาตมาเองวิจิกิจฉาก็ได้ คือยังสงสัยอยู่ ว่าท่านจะพ้นหรือเปล่า เพราะอาตมาไม่รู้จริงๆท่านไม่เคยพูด ท่านไม่เคยสาธยายพวกนี้ อาตมาไม่เคยเห็นไม่เคยได้ยินอย่างที่ท่านสาธยายอย่างสมบูรณ์ อาตมาอ่านหนังสือพุทธธรรมเหมือนกันนะซึ่งเป็น Masterpiece ของท่าน ก็ไม่เห็นท่านขยายรายละเอียดอย่างที่อาตมาพ้นวิจิกิจฉาได้ อาตมาก็ยังสงสัยว่า ท่านพ้น สักกายทิฏฐิหรือยัง เพราะคำว่า กาย คำเดียวนี้มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ คำว่า กาย คำว่าบุญนี้ชัดท่านยังไม่พ้นคำว่า บุญ เพราะท่านยังไปแปล อปุญญะว่าบาป ซึ่งอภิสังขาร 3 คือ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร มันเป็นคุณธรรมของพระอรหันต์แล้ว มันไม่เวียนกลับไปสู่บาปอีกแล้ว แต่ท่านไปอธิบาย อปุญญาภิสังขารว่าเป็นบาป มีหลักฐานอยู่ในพจนานุกรมประมวลศัพท์ของท่านมันผิด ซึ่งแสดงว่าภูมิธรรมของท่านยังไม่พ้นบุญพ้นบาป ยังมิจฉาทิฏฐิเรื่องของบุญแน่นอน ท่านยังเข้าใจบุญนี้เป็นแค่กุศลอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจ ซึ่งมันไม่ใช่ เพราะว่าบุญนี้มันพิเศษเลยมันเป็น One Way Traffic มันเป็นนิวเคลียร์ฟิชชั่น โดยส่วนเดียว เอกังสะ ไปทางเดียวไม่มีโค้ง ไม่มีงอ ไม่มีกลับ ไม่มีวนเลย บุญนี้ทำจบก็สูญหายไปเลย ไม่มารอรับเอาผลของตัวเองด้วย ไม่มีอะไรสะสม นี่ก็ไม่ได้เข้าใจกันได้ง่ายๆ เป็น อจินไตย ไม่ได้เข้าใจง่ายๆ ต้องมาปฏิบัติเอง เช่น เราละโลกอบายมุข มันเป็นโลกที่ต่ำหยาบ ซึ่งท่านสมเด็จพุทธโฆษาจารย์ ท่านประยุทธ์ ท่านพ้นมาแล้วอบายมุข ท่านตรวจสอบตัวเองได้เลยว่า ท่านไม่ไปเกี่ยวข้องอีกแล้ว อสังสัคคะ ไม่ไปเกี่ยวไปข้อง ไม่ไปเป็นสวรรค์ สัคคะคือสวรรค์ ท่านไม่ไปมีสวรรค์นรกกับอบายมุขทั้งหลายเยอะแยะ อยู่แล้ว อาตมาก็เห็นๆอยู่ว่าท่านมีคุณธรรมอันนี้ ผู้ที่ไม่เกี่ยวกับอบายมุข โดยพ้น วิจิกิจฉา มีหลักเกณฑ์ปฏิบัติโดยเฉพาะศีลพรต พ้น สีลัพพตปรามาส แต่ท่านประยุทธ์นั้นยังไม่พ้น สีลัพพตปรามาส แน่นอนที่สุดอยู่แล้ว แต่วิจิกิจฉาอาตมาก็ไม่ทราบว่าท่านจะพ้นวิจิกิจฉาในสักกายะหรือเปล่า จริงๆ อาตมายังวิจิกิจฉาอยู่ ท่านน่าจะเป็นผู้ตอบอาตมาได้ท่านจะเป็นผู้อธิบายให้อาตมาได้รู้ว่าท่านพ้นหรือยัง แต่ท่านก็ยังไม่เห็นท่านอธิบาย โดยเฉพาะเจาะจงว่า นี่แหละโพธิรักษ์ฟัง ฟังพี่จะพูดเพราะว่าท่านเป็นภันเต ท่านบวชก่อนแม้ว่าท่านจะอายุน้อยกว่า ฟังพี่พูดนะโพธิรักษ์ ท่านพูดมาเลยอธิบายมาให้อาตมาโดยเฉพาะ อาตมาก็จะได้ขอบคุณจริงๆ จะได้รู้ความจริงว่าท่านเอง ท่าน อาสโภ กล้าหาญ แกล้วกล้าอาจหาญว่า ท่านกล้าพูดความจริงกับอาตมาอย่างเต็มปากได้ หรือ จะ debate กัน มาดีเบต เหมือนกับในสมัยพระพุทธเจ้าก็เรียกว่า ไปปักกิ่งหว้าไว้เลย มาโต้วาทะกันมาดีเบตกัน ใครจะชัดเจนกว่ากัน ให้กองเชียร์ฟังแล้วตัดสิน พูดไปแล้วเหมือนเป็นคนท้าทายท้าชกท้าตีท้าต่อยกันขออภัย เอาเข้าเนื้อดีกว่า วิญญาณฐิติยังไม่ไปไหนเลย กายก็อย่างหนึ่ง สัญญาก็อีกคำ 2 คำนี้ในวิญญาณฐีติ 7 หรือในสัตตาวาส 9 มี 2 คำนี้เป็นตัวหลัก ถ้าสัมมาทิฏฐิในคำว่ากาย สัมมาทิฏฐิในคำว่าสัญญาก็จะมาเป็นวิญญาณฐิติ ถ้ายังมิจฉาทิฏฐิอยู่ในคำว่ากาย มิจฉาทิฏฐิอยู่ในคำว่าสัญญาก็จะไปเป็นสัตว์ไม่พ้นความเป็นสัตว์ สัตว์นี่ก็คือมนุษย์นี่แหละที่ยังเป็นผู้ที่ยังไม่ได้นิพพาน ที่ใช้ศัพท์คำว่าเดรัจฉาน คือความรู้ยังขวางทางนิพพาน ตัวเองนี้มีความรู้ไม่พอเป็นมิจฉาทิฏฐิ ถ้าพ้นมิจฉาทิฏฐิแล้วก็จะเจริญขึ้นตามลำดับ วิญญาณฐิติข้อที่ 1 กายต่างกันสัญญาต่างกัน ต่างคนต่าง ต่างกันไปหมดแหละ เอามาพูดไม่ได้เลย มันต่างคนต่างต่างกันไป พูดกายก็ต่างกันสัญญาก็ต่างกันไปหมด พูดกันแล้วไม่รู้เรื่องเพราะต่างคนต่างยึดต่าง คนต่างเข้าใจ ต่างคนต่างถือ มันก็เลยไม่รู้เรื่องกันได้ อันนี้ยกไว้เลยเป็นสัตว์ที่อยู่ในโลกเท่านั้นเองดีไม่ดีก็กัดกันฆ่ากัน ในโลกสังคมประเทศ เขาฆ่าแกงกันกัดกันจะยิ่งใหญ่จะแย่งชิง ไม่มีความเมตตา ไม่มีความอยู่ร่วมกันอย่างสบายอบอุ่น สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใสไม่มี ยืนยันด้วยว่าสังคมมนุษย์ของเขา ชุมชนของเขาไม่เป็นอย่างที่เราเป็นอย่างชาวอโศกเราเป็น ไม่เป็น ไม่อิสระ ไม่สบาย ไม่สงบ ไม่อบอุ่น ไม่อิ่มเอม ไม่เกษมใส ไม่มีใจเกื้อกูล ไม่เพิ่มพูนการเสียสละ มีแต่การที่จะเอาชนะ มีแต่การที่จะเอาได้มาให้แก่ตัวตน แม้ที่สุดแย่งชิงสมบัติวัตถุ แสวงอำนาจ ไม่จบ คนพวกนี้นี่ยังก่อเวรภัย ยังมีวิบากกันอยู่ตลอดกาลนาน

ขอผ่าน วิญญาณฐิติ 7 ไปสู่วิโมกข์ 8 มันจะพาดพิงมาถึงวิญญาณฐิติ 7 วิโมกข์ 8 วิโมกข์แปลว่าหลุดพ้น ผู้จะหลุดพ้นวิโมกข์คือหลุดพ้น ผู้ที่จะหลุดพ้นได้ จะต้องสัมผัส จะต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย นี่เป็นสำนวนพยัญชนะที่ท่านเรียบเรียงเอาไว้ คือจะต้องสัมผัสวิโมกข์ วิโมกข์มีอะไรบ้าง.. มีรูป มีนาม มีภายนอกภายใน แล้ว ความเป็นสัมมาทิฏฐิกับมิจฉาทิฏฐิ วิโมกข์ข้อ 1 ต้องรู้จักรูปและต้องมีรูปที่จะปฏิบัติโดยการสัมผัสเห็น พยัญชนะบาลีมีแค่ รูปีรูปานิปัสสติ มีรูปและคุณต้องเป็นผู้ที่สามารถเห็นรูปได้ คนตาบอด รู้รูปไม่ได้ ไม่เห็นรูปได้เพราะตาบอด ได้แต่สัมผัสไม่เต็ม ถึงจะศึกษาอย่างไรก็ไม่เต็ม บรรลุอรหันต์สิ้นอาสวะหมดเลยไม่ได้ ผู้ที่จะสิ้นอาสวะหมด ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ถ้าไม่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายสิ้นอาสวะไม่ได้ เพราะฉะนั้นพวกไปนั่งหลับตาไม่มีกายภายนอก โมฆะ จากการสิ้นอาสวะสุดท้าย โมฆะเลย เพราะฉะนั้นจะต้องเป็นสัตตาวาส 9 อยู่อย่างนั้นแหละ ความเป็นฌานของ สัตตาวาส 9 ความเป็นฌานของมิจฉาทิฏฐิ ความเป็นฌานของเดียรถีย์ เขาก็นั่งหลับตาไม่มีกายทั้งนั้น หรือ ไม่นั่งหลับตาลืมตาก็ตามอยู่ในภพอยู่ในภวังค์ คิด เช่น สายท่านพุทธทาส ว่าง นิ่ง เฉยหรืออย่างหลวงอัตถ์ ว่าง นิ่ง เฉย ก็ยึดสมมุติที่เป็นภพเป็นชาติของความว่าง เป็นลัทธิ ยึด ได้ความว่าง ความว่างอันนี้เป็นนิรมานกาย ความว่างอันนี้เป็นภพเป็นชาติที่สมมุติเอาไว้ในห้วงความคิดเท่านั้น แต่ความจริงเขายังไม่ได้พ้นความเป็นกาย เขายังติดอยู่ในความเป็นกาย ติดในรูปรสกลิ่นเสียง เป็นต้น เอาละ อาจจะลาภยศหยาบๆไม่ติดแล้ว แต่ลาภยศที่มันละเอียดขึ้นไปอีก อย่างท่านมหาประยุทธ์เป็นต้น ยศก็ยังมี ยังอยู่ในยศนั่นแหละ แม้แต่ท่านพุทธทาสท่านก็มียศที่สูงกว่าท่านมหาประยุทธ์เพราะท่านไม่เกี่ยว ท่านเป็นขั้นธรรม ขอให้ท่านเป็นพระธรรมโกศาจารย์ แต่ท่านไม่เคยรับไม่เคยยึดถือว่าท่านอยู่ในตำแหน่งนี้ แต่ท่านมหาประยุทธ์ท่านยังอยู่ในตำแหน่งอยู่ จะบอกว่าไม่รับแต่ก็ยังอยู่ อาตมาก็ยังบอกแล้ววิจิกิจฉาอยู่เหมือนกันว่าท่านหลุดพ้นหรือไม่หลุดพ้น แล้วท่านทำไมไม่ออกมา พระพุทธเจ้าท่านมีลาภยศสรรเสริญ มีสุข มีทุกอย่าง ท่านหลุดออกมาหมดเลย ท่านเด็ดขาดหมดเลยทั้งรูปทั้งนาม พระพุทธเจ้านี่เห็นไหม อย่างอาตมาก็หลุดออกมาทั้งรูปทั้งนาม ไม่ได้ยึดอะไรอยู่อย่างที่ทางเถรสมาคมหรือทางภิกษุเถรสมาคมเขายังยึดถือเขามีกัน ยังมีอย่างโน้นอย่างนี้กัน ยังเป็นพิธีการยังเป็นลาภเป็นยศ แม้แต่นิตยภัตก็ราคาไม่ใช่ถูกๆนะ นิตยภัตก็มีตั้งแต่พระครูไปจนกระทั่งถึงขั้นสังฆราช ซึ่งก็เป็นความจริงที่อาตมาพูดนี้เถียงอาตมาไม่ได้หรอกเพราะมันเรื่องจริง มีหลักฐานยืนยันอยู่เลย พูดได้เต็มปากเต็มคำ ขออภัยนะที่อาตมาต้องพูดความจริงนี้เพื่อความรู้ เพื่อวิชาการ ที่จะต้องชัดเจน เอาขยายความจากวิโมกข์ จากวิญญาณฐิติมาหาวิโมกข์ 8 แล้ว คือจะต้องมีรูปข้างนอกแล้วต้องมีนามธรรมข้างในหรือรูปนามที่ครบเป็นภาวะ 2 ถือว่าต้องสัมผัสวิโมกข์ จะมีวิโมกข์ได้ต้องมีทั้งภายนอกภายในต้องมีกาย ถ้าหลับตาไม่มีกาย เป็นต้น โมฆะ ยืนยันอยู่ในวิโมกข์ ข้อที่ 2 วิโมกข์ข้อที่ 2 คือ อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทา รูปานิ ปัสสติ อาตมาจำได้เพราะอาตมามีสภาวะ ต่อไปอาจจะเลือนได้แต่ตอนนี้ยังจำได้อยู่บาลีมีแค่นี้ในข้อที่ 2 เอโก เอกะ หมายถึงผู้หนึ่งผู้ใดที่มีทั้งภายนอกภายใน พหิทาคือภายนอก อัชฌัตตังภายใน กายต้องมีทั้งภายนอกภายใน ถ้ามีแต่ภายในอย่างเดียวไม่มีภายนอกก็ไม่ได้ ต้องมีพหิทาภายนอกด้วย สัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายอยู่จึงเรียกว่าสัมผัสวิโมกข์ด้วยกาย ตาหูจมูกลิ้นกาย ทวารทั้ง 5 กาม 5 สัมผัสอยู่หลุดพ้นได้ ติดยึดอยู่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) เป็นต้น หรือ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข คุณหลุดพ้นหรือยัง วิโมกข์คือหลุดพ้น ถ้าคุณไม่หลุดพ้น คุณก็รู้ตัวเองว่ายังอยากได้อยากมีอยากเป็น ยังสุขยังทุกข์อยู่กับมัน ยังเอร็ดอร่อยอยู่กับมัน ยังต้องลำบากลำบนทุกข์ร้อนอยู่กับสุขกับมัน อย่างนี้เป็นต้น คุณก็ต้องอ่านอาการของจิต อาการ ลิงค นิมิต อ่านอาการของรูปนามขันธ์ 5 ของคุณ แล้วมันจะไกลมันจะลึกไปถึงรูปนามขันธ์ 5 แล้วลึกไปถึงขั้นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งยังไม่ขออธิบายวันนี้ ผ่านไปก่อน มันจะละเอียดเกิน แล้วมันจะไม่เข้าเป้าที่จะอธิบายอีก 4 อันสำหรับวันนี้ ส่วน 3 วันของงาน อัฏฐาริยสัจจายุ อาตมาเตรียมประชาธิปไตยแบบไทยโดยเฉพาะไว้แล้ว จากวันนี้ไปจนกระทั่งถึงวันงาน เหลืออีก 6 วัน ก็ขอสาธยายเรื่องตรงนี้ ค่อยๆอธิบายเพิ่มเติมไปเรื่อยๆ

ขยับขึ้นไปสู่ อนุปุพพวิหาร 9 มี ฌาน 4 อรูปฌาน 4 สัญญาเวทยิตนิโรธ อีกหนึ่งอันเป็นอันที่ 9 เพราะฉะนั้นในความรู้ทั้งมรรคและผล อนุปุพวิหาร 9 คือรวมทั้งมรรคและผลของคนทุกคนที่ต้องรู้ ต่างกันกับวิญญาณฐิติ 7 ตรงที่วิญญาณฐิตี 7 นั้น ไม่มี เนวสัญญานาสัญญายตนะ และไม่มี อสัญญีสัตว์ วิญญาณฐิติ 7 บรรลุที่ สัญญาเวทยิตนิโรธ ยกไว้ในฐานที่เข้าใจ ผู้ที่บรรลุวิญญาณฐิติ 7 จบที่ อากิญจัญญายตนะ แม้แต่ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็ไม่ต้อง ไม่มีความสงสัยคลางแคลง ใช่หรือไม่ใช่ก็ไม่มี ชัดเจนสัมมาทิฏฐิว่า จบกิเลสหมดเกลี้ยงตรวจด้วยอรูปฌาน 3 อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ จบหมดสามเส้านี้เลย ไม่มีธุลีละอองของความไม่รู้ รู้ครบ จบหมดในนี้เลยในวิญญาณฐิตี 7 จึงเป็นตัวตัดสินที่ครบที่ชัด ที่แม่น ที่ลึก ที่ตรง สมบูรณ์แบบที่สุด ส่วน อนุปุพวิหาร 9 นั้น ก็ไล่เรียงไป บุคคลที่ยังไม่มีสัมมาทิฏฐิครบสมบูรณ์แบบอย่างวิญญาณฐีติ 7 ก็จะมีแม้ เนวสัญญานาสัญญายตนะ คือจะบอกว่า จะว่าใช่หรือไม่ใช่ หนออันนี้ มี ซึ่งน้อยคนนัก น้อยคนนัก ที่จะเป็นวิญญาณฐิติ 7 โดยที่ไม่ต้องมี เนวสัญญานาสัญญายตนะ ส่วน อสัญญีสัตว์ นั้นง่าย ไปนั่งหลับตาไม่มีสัญญากำหนดรู้เลย ไม่ลืมตาออกมาเลยง่าย แต่ เนวสัญญานาสัญญายตนะ มันเป็นอรูปที่ยากกว่า เพราะฉะนั้นจึงมีคนน้อยที่จะคมแม่นชัดรัดเร็ว ตรง เป็นสายปัญญาหรือพุทธิจริต อย่างพระสมณโคดมตรัสรู้เร็ว หรือ ขออภัย อาตมาก็สายพุทธิจริตเหมือนกัน แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นพระพุทธเจ้าก็ช้าติดขัดบ้าง เพราะฉะนั้น อนุปุพวิหาร หมายความว่า ตามลำดับ มันจะมีตามลำดับของศาสนาที่ปฏิบัติมา ไม่มี อสัญญีสัตว์ แต่มี เนวสัญญานาสัญญายตนะ และมี สัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาเวทยิตนิโรธ กับ อสัญญีสัตว์ มิจฉาทิฏฐิหลับตา มีอสัญญีสัตว์ แล้วไปเข้าใจว่า สัญญาเวทยิตนิโรธ คือ ดับเวทนา ดับสัญญา ใช่ เขาดับด้วยการสะกดจิต ดับ มันไม่ใช่ดับเหตุแห่งกิเลส หมดแล้วจิตก็บริสุทธิ์บริบูรณ์เป็นอุเบกขา 5 ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา มันไม่ใช่.. มันเป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะฉะนั้น สัญญาเวทยิตนิโรธ ถ้าเป็นมิจฉาทิฐิแล้ว ก็ไปเป็น อสัญญีสัตว์ จึงไปเป็นสัตตาวาส 9 อนุปุพวิหาร 9 สัตตาวาส 9 สัตตาวาส 9 มี อสัญญีสัตว์ มี เนวสัญญานาสัญญายตนะ แต่ไม่มี สัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะไปเข้าใจ สัญญาเวทยิตนิโรธ ผิดเป็น อสัญญี เพราะฉะนั้นสัตตาวาส 9 ตั้งแต่ฌานที่ 1 ,2 ,3 ,4 จึงเป็นมิจฉาฌาน แล้วไปจบที่ อสัญญีสัตว์ ส่วนอากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ ของ สัตตาวาส 9 เนวสัญญานาสัญญายตนะ จึงเป็นเรื่องของนิรมานกาย เป็นเรื่องของกาย เพ้อพกสร้างเองไปเลยของแต่ละคนแต่ละคน ไม่มีใครรู้ของใคร เป็น อทิสมานกาย คือไม่รู้เห็นของกัน แต่ไปมีอุปาทานหมู่ เป็นสัมโภคกายว่าเป็นอย่างนี้นะอย่างนี้นะ อาตมายกตัวอย่างเหมือนคนตาบอด ชวนคนตาบอดไปดูท้องฟ้า แล้วบอกว่าท้องฟ้าสวย ตาบอดด้วยกันมาแต่กำเนิด ไม่มีใครเคยเห็นท้องฟ้าเลยทั้งหมดตาบอด สวยไหม ตาบอดพูดรับคำ สำนองกัน รับคำกันว่า ใช่ๆ ตาบอดสอดตาเห็น มันไม่เห็นฟ้า ฟ้าสวยขี้หมาอะไร คนตาบอด แต่ตาบอดบอกว่าฟ้าสวยจังเลย ตาบอดคนนี้ก็เห็นบอกว่าใช่ นี่และเรียกว่า สัมโภคกาย พวกตาบอดสอดตาเห็น เขาไม่มี เขาอทิสมานกาย อทิสะ คือ ไม่เห็น ไม่มีใครตาบอดเห็นท้องฟ้าหรอก ไม่เห็นฟ้าหรอก แต่มัน ดันบอกว่า มันเห็นกัน มันก็สร้างภพสร้างชาติว่าเห็นมันสวยอย่างนั้นนี้ก็ว่าไป มันก็อาจจะลึกซึ้งหน่อยนะ เข้าใจไหมเด็กๆ ค่อยๆอธิบายไป นิรมาณกาย สัมโภคกาย อทิสมานกาย เป็นกาย ในห้วงนึกของตัวเอง สร้างตัวตนรูปแบบภาพวิมานของตัวเองไว้เองหมด ในภพของตนเอง ซึ่งมันคิดได้ใช่ไหมมนุษย์มนา มันสร้างภพชาติ สร้างวิมานอะไรของตัวเอง ฝันเพ้ออะไรได้หมด นั่นแหละมันเป็นความเพ้อพกไป นี่คือสภาพ เพราะฉะนั้นสัตตาวาส 9 จบที่ อสัญญีสัตว์ สัตว์ตัวที่ 5 สะกดจิตตัวเอง ไม่มีสัญญาแล้ว จากอากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ ไปถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะ นั้น ไม่เป็นของจริงเลย ต่างคนต่าง นิรมาณกายหมดเลย ต่างคนต่างเก๊ เอาเก๊มาคุยกัน เอาเก๊มาพูดกันแล้วรับรองกัน เหมือนคนตาบอดชวนคนตาบอดไปดูท้องฟ้าสวย ต่างคนต่างเห็นด้วยว่าท้องฟ้าสวย ตาบอดสอดตาเห็นทั้งนั้น มันไม่เห็นกันเลย แต่มันก็พูดกันเป็นตุเป็นตะว่าเห็นๆๆ โอ้ย ดีจังเลยวันหลังพามาดูท้องฟ้าสวยอีกนะ ขี้หมาสิ มันตาบอดแล้ว มันสอดตาเห็นได้อย่างไร _สู่แดนธรรม... ช่วงนี้ผมขอแสดงความคิดเห็นสักเล็กน้อย นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ ในธรรมะที่พ่อท่านยกมามีเลข 9 ตรงกันคือสัตตาวาส 9 กับ อนุปุพวิหาร 9 คำมันตรงกันอยู่ แต่ทีนี้ ความที่มีสภาวะต่างกันมันก็ต่างกันโดยมีคำบอกกำกับไว้แล้วว่า อย่างหนึ่งนั้เป็นอาวาส อย่างที่ 2 เป็นวิหาร ถ้ายังเป็นสัตว์อยู่ยังมีสังโยชน์ยังมีการผูกเอาไว้ ยังไม่สามารถหลุดออกไปจากที่ปลูกที่อาศัยอันนี้เป็นอาวาส ส่วนวิหารนั้นเป็นผู้ที่สมาทาน (พ่อครูว่า... อาวาสกับอาศัยต่างกัน อาวาส เป็นที่อยู่ มีเจ้าเข้าเจ้าของ ส่วนอาศัยนั้นเป็นแต่เพียงว่าอาศัยอยู่ ) ตรงนี้แหละคือความต่างกันครับ

พ่อครูว่า... อีกทีหนึ่งทีนี้ เข้าไปสู่อนุปุพวิหาร 9 กับสัตตาวาส 9 มีเลข 9 เหมือนกันแต่มันต่างกันโดยพยัญชนะ สัตตาวาส 9 มี อสัญญีสัตว์ เป็นสัตว์ตัวที่ 5 กับสุดท้ายมันมี เนวสัญญานาสัญญายตนะ หมายความว่าเขาจะจบอยู่ได้แค่นั้น เนวสัญญานาสัญญายตนะ หมายความว่ามีอายตนะ คือ มีสภาพ 2 ที่มันรวมมาเป็น 1 แล้ว เขาก็ตัดสินไม่ได้ว่า 2 รวมเป็น 1 นั้น มันใช่หรือเปล่า เนวสัญญานาสัญญา เขากำหนดรู้ลงไปอย่างชัดเจนแน่นอนจบได้จริงๆไม่ได้ เขายังมีลังเลยังมีสงสัย เขายังไม่พ้นวิจิกิจฉาสังโยชน์ เขายังไม่พ้นวิจิกิ ฉานุสัย ไม่พ้น คนพวกนี้ เขายังติดอยู่ตรงนี้ สัตตาวาสจึงมี เนวสัญญานาสัญญ ยตนะ เป็นตัวสุดท้าย เขาไม่ได้ สัญญาเวทยิตนิโรธไม่ได้ เพราะเขาเข้าใจผิดเป็น อสัญญีสัตว์ แล้ว สลับไปอีก เขาเข้าใจเอาความเป็นสัตว์ตัวที่ 5 มาเป็นสัตว์ตัวที่ 9 หรือ เป็น สัตว์ ตัวที่ 6 ที่ 7 ซึ่งผิดทั้งนั้น เป็นสัตว์ตัวที่ 6 ก็ดี ตัวที่ 7 ก็ดี ตัวที่ 8 ก็ดี แม้ที่สุดตัวที่ 9 นับ อสัญญีสัตว์ด้วย จบที่ เนวสัญญานาสัญญายตนะ เขาจบอยู่ที่ เนวสัญญานาสัญญายตนะ เท่านั้น เขามี สัญญาเวทยิตนิโรธไม่ได้เพราะเข้าใจผิดเป็น อสัญญีสัตว์ เพราะฉะนั้น ภูมิที่เขาได้ เขาได้แค่ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ซึ่งจริงๆ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็ดี วิญญานัญจายตนะ ก็ดี อากาสานัญจายตนะ ก็ดี อากิญจัญญายตนะ ก็ตาม ที่เขาบอกว่านิดหนึ่งน้อยหนึ่งของกิเลสไม่มีนั้น เขาไม่ใช่ เขาโมเมทั้งนั้น อากาศก็โมเม วิญญาณก็โมเม อากิญจัญ ก็โมเม แต่เขาจบที่ เนวสัญญานาสัญญายตนะ แต่เขาไม่รู้ตัว เช่นเดียวกับ อุทกดาบส เขานั่งหลับตาดับไป ไม่รู้ตัว เขาไม่มี แต่เป็นนึกว่าที่เขานั่งหลับตาหลับสนิทนั่นแหละคือนิโรธ เป็นอสัญญีสัตว์ อุทกดาบส นั่งหลับตาดับ สนิท สัญญา หมดฤทธิ์แรงของสัญญาดับเขาก็จะฟื้นขึ้นมา อุทกดาบส แม้จะมีแว็บฟื้นขึ้นมา เขาก็จะรีบดับของเขาได้ระงับความแว๊บของเขา ในที่เขานั่งหลับตาสะกดจิต เขาสะกดจิตเก่งแว็บดับ ต่างกับ อาฬารดาบส ที่เขาได้แค่ อนุปุพพวิหาร 7 อากิญจัญญายตนะ อาฬารดาบส นั้นดับ ตัวนี้ได้ สนิทเลยไม่แวบ แม้แวบก็ไม่รู้ อาฬารดาบส นี่แม้มันแวบก็ไม่มีธาตุสัญญา เข้าไป กำหนดรู้ตัวแวบนั้นได้ แต่ อุทกดาบส เก่งกว่า ไปรู้ตัวแวบได้ แต่ก็สะกดจิตให้ดับเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นฤทธิ์แรงที่สงบกดข่มของเขาได้เก่งเท่าใดๆ เขาก็จะไปอยู่ในภพนั้นได้นานเท่านั้นๆๆ เขาสะกดได้เก่งมากก็อยู่ได้นานมาก นานมาก เก่งมาก จนกระทั่งพระพุทธเจ้าท่าน พอบรรลุธรรมเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ที่จริงท่านระลึกของท่านได้ขึ้นมาท่านบรรลุมานานแล้วใต้ต้นโพธิ์ เสร็จแล้วท่านก็ระลึกถึง ท่านก็เป็นพระพุทธเจ้ามาแล้วนี่นะ จะต้องมาสอนคนแล้ว แล้วใครเหมาะจะสอน ก็ระลึกถึงนี่แหละ อาฬารดาบส อุทกดาบส ที่ท่านเคยไปพบตอนที่ท่านเข้าป่าตอนแรก ท่านก็นึกไปผิดไปเป็น ลิงลมอมข้าวพอง อยู่ในป่าหรือ เป็นวิบาก 6 ปีที่ท่านออกป่า เป็น ลิงลมอมข้าวพอง ที่ท่านจะต้องไปผ่านอันนั้น ท่านก็เคยพบ อาฬารดาบส อุทกดาบส ไปนั่งหลับตาแบบ 2 ท่านนี้ ซึ่งท่านก็รู้แล้วว่าไม่ใช่ เดี๋ยวเดียวท่านก็ทำได้แล้วเหมือนอย่าง อาฬารดาบส อุทกดาบส จนกระทั่งบรรลุแล้ว ทั้งสองก็เลยบอกว่าชวนพระพุทธเจ้ามาสอนคนด้วยกันสิ พระพุทธเจ้าก็เลยบอกว่าอาจารย์อยู่ไปเถอะ ท่านจะโปรดอาจารย์ตอนนั้นก็ไม่ได้ เพราะท่านยังไม่ได้ระลึกของตนเองเลย ของตนเองยังไม่มากพอ ท่านก็ยังไม่คิดจะสอน ว่าจะคิดจะสอนตอนหลังก็เห็นว่าตายไปแล้ว อาฬารดาบส อุทกดาบส ตายไปก่อนแล้่ว ท่านจึงได้อุทานว่า ฉิบหายแล้วหนอไม่รู้จะช่วยกันอย่างไร เพราะอาฬารดาบส อุทกดาบส ก็ยังไม่กลับมาเกิดหรอก แต่พระพุทธเจ้าสมณะโคดมจะปรินิพพานเป็นปริโยสานไปก่อน มันก็จะไปสอนกันได้อย่างไร อีกคนมาเกิด อีกคนปรินิพพานเป็นปริโยสานมันไม่มีทางมาเจอกัน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่อาตมารู้ด้วยภูมิปัญญาที่ได้ผ่านสิ่งเหล่านี้มา รู้และเข้าใจการเกิดการตายอย่างที่แท้จริง จึงเอามาพูดอย่างสบายใจ เข้าใจ เอามาพูดให้ฟังทั้งนั้น เพราะฉะนั้นในความเป็น สัตตาวาส 9 จึงเป็นสัตว์อยู่ตลอด ซึ่งไม่พ้นความเป็นสัตว์ไปได้ เพราะฉะนั้นถ้าผู้ที่ยังปฏิบัติ อนุปุพพวิหาร 9 ก็จะเข้าใจเมื่อสัมมาทิฏฐิแล้วจึงไม่มี อสัญญีสัตว์ แต่จะผ่าน เนวสัญญานาสัญญายตนะ ในอนุปุพวิหาร 9 ตามลำดับ เพราะมันเป็นลำดับที่คนทั่วไปจะต้องเจอ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ภูมิธรรมสามัญทั่วไปปฏิบัติแล้วจะต้องเป็นอย่างนี้ ส่วนผู้ที่พิเศษแล้วไม่ต้องถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะ ในวิญญาณฐิติ 7 อากิญจัญญายตนะ ตัวที่ 7 ก็จบแล้ว ไม่มี อสัญญีสัตว์ มี ฌาน 4 มี วิโมกข์ 8 660206 วิญญาณฐิติ 7 วิโมกข์ 8 อนุปุพพวิหาร 9 สัตตาวาส 9 ตอนที่ 1 รายการปรับทุกข์ ปลุกธรรม ครั้งที่ 11

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน