พิสูจน์สังคม สาราณียธรรม 6 วรรณะ 9 ในยุคนี้.docx
เนื้อหาในไฟล์
พิสูจน์สังคม สาราณียธรรม 6 วรรณะ 9 ในยุคนี้ พ่อครูว่า... พูดไปพูดไปอาตมาเข้ามาที่เวที มองเข้าไปอีกที่มีกองพืชพันธุ์ธัญญาหารอยู่ข้างหน้าอาตมา เจ้าประคุณเอ๊ย มันก็อดที่จะนำมาพูดอีกไม่ได้ ... ที่ตรงกลางเป็นกะหล่ำปลีหัวกลม มันหันหน้ามาให้อาตมาเห็นชัดเลย กองข้างหน้านี่กอเดียวนะนี่ ทั้งใบใหญ่ ทั้งใบดกกอเบ้อเริ่มเลย มันเป็นตาออนซอนอีหลี ภาษาอีสาน แล้วพวกเราก็อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร บอกว่าพวกเรานี้อาตมาพูดแล้วพวกเราเข้าใจ แล้วก็พยายามพากเพียรกันทำ ทำไปเลยทำให้ทั้งมีคุณภาพดีๆและปริมาณที่มาก มากจนกระทั่งไล่แจก ไล่แจกเลย ในประเทศก็ไล่แจกเลย แล้วก็พยายามที่จะให้คนในประเทศ โดยเฉพาะผู้บริหารประเทศต้องพยายามพัฒนาคนให้เป็นคนเจริญ ให้เป็นคนอาริยะ อย่าไปเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ ให้เป็นคนลดกิเลสเป็นคนเจริญ เป็นพระอาริยะ เป็นอรหันต์ให้ได้ ผู้บรรลุอรหันต์แล้วไม่ใช่จะเป็นคนไม่ทำงาน ไม่ใช่ พระอรหันต์นี่ยอดขยันและไม่สะสม วิริยารัมภะ อปจยะ ปาสาทิกะ ธูตะ สัลเลขะ เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ)ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) ทำลายกิเลสด้วยองค์ของศีลสูงขึ้นเรื่อยๆ เรียกว่าธูตะหรือธุดงค์ องค์แห่งความมีศีลเจริญ ปาสาทิกะ มีอาการน่าเลื่อมใสทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ใครพบเห็นก็เลื่อมใส มีความขยันเสมอ สำนวนของท่านสมเด็จพุทธโฆษาจารย์ ท่านประยุทธ์ประยุทธ์โตท่านแปลไว้ว่าระดมความเพียร ขยันอยู่ตลอด เพราะฉะนั้นพระอรหันต์จะขยันอยู่เสมอแล้วไม่สะสม แล้วมีอาการที่น่าเลื่อมใส และกิเลสไม่ต
อ่านต่อ
้องทำแล้ว ธูตะก็จบแล้ว ขัดเกลาก็ไม่มีแล้วใจท่านพอ 0 ก็พอ แล้วก็เป็นผู้ที่มักน้อยไม่มีอะไรมากๆมีแต่แค่พออยู่พอกินได้ไป ไม่สะสมอะไรด้วย บำรุงง่ายแน่นอนท่านจบแล้ว เลี้ยงง่ายแน่นอน เป็นคนที่มีวรรณะ 9 อย่างสมบูรณ์แบบจริงๆเลย เพราะฉะนั้นคนที่มีวรรณะ 9 ดังว่านี้แล้วสอนให้คนอื่นมีวรรณะ 9 ด้วย คนที่มีวรรณะ 9 จึงเป็นคนที่บรรลุธรรมสุดยอด แล้วมาอยู่รวมกัน เมื่อมาอยู่รวมกันก็เป็นสังคมสาราณียะ เป็นสังคมที่อยู่กันอย่างมี 6 องค์ สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม อยู่กันอย่างสาธารณโภคี ลาภที่ได้มาโดยธรรม ลาภธัมมิกา ลาภที่ได้มาโดยสุจริตโดยธรรมก็เอามารวมกับกองกลางไม่สะสมเป็นของตัวเอง เสียภาษี 100% อย่างที่เคยพูดเคยอธิบายแล้ว ทำงานฟรีแล้วอาศัยอยู่กับกองกลาง ไม่ว่าจะเป็นผลผลิตรายได้เป็นเงินเป็นทองเป็นธนบัตรที่เขาใช้กันได้มาก็ตาม ได้แล้วก็มารวมกับกองกลาง ตัวเองไม่ต้องสะสม ไม่ต้องกักเก็บให้กองกลางรักษาไว้ได้ก็เบิกเอามาทำงานใช้จ่ายก็เบิกมาใช้มาสอย เหลือก็คืน เอาไปไว้กองกลางไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยไม่ต้องลำบากรักษา กองกลางรักษา เขาจะใส่ธนาคารไว้ ใส่ตู้เซฟไว้ก็แล้วแต่ก็ว่าไป กองกลาง เขาก็มีเจ้าหน้าที่ที่จะดูแลรักษาจับจ่าย อย่างนี้เป็นต้น มีเจ้าหน้าที่ ผู้ใดที่เขาถนัดเหมาะสมก็เป็นเจ้าหน้าที่ทำงานกันไป อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นในสังคมพระพุทธเจ้าเมื่อไปถึงขั้นสาธารณโภคีที่พูดมานี้ ลาภที่ได้โดยธรรมก็เอามาไว้กองกลางใช้กินร่วมกันไม่ต้องสะสม คนชนิดอย่างนี้เสียภาษี 100% กินใช้กับกองกลาง สาราณียธรรม 6 ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา ศีลสามัญตา หมายความว่ามีศีลเสมอกัน คำว่าเสมอคือ เสมอสมานกัน เสมอสมานคืออย่างไร คือแต่ละคนมีศีลตั้งแต่ศีล 5 ศีล 5 หรือศีล 8 ศีล 10 เป็นต้น แล้วมี จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล คือมีศีลของพระพุทธเจ้าที่ท่านบัญญัติไว้แล้วเอาศีลเหล่านั้นมาปฏิบัติกันทุกคน ใครมีศีลน้อยก็สมานอย่างไม่ตีเสมอ สมานอย่างไม่ตีเสมอผู้ที่เป็นศีล 8 เคารพ คุรุกรณะ เคารพผู้ที่มีศีลสูงกว่า ก็อยู่กันอย่างเสมอสมาน อยู่กันอย่างปรองดองอยู่กัน อย่างสมานัตตตา อย่างนี้เป็นต้น สิ่งเหล่านี้พระพุทธเจ้าสอนไว้ อาตมาก็เข้าใจสภาวะธรรมในคำสอนและบัญญัติของพระพุทธเจ้าที่เป็นภาษาบาลี เอามาขยายความแล้วก็ให้พวกเราปฏิบัติ พวกเราปฏิบัติได้เป็นสังคมชุมชนที่เป็นสาธารณะโภคี มีสาราณียธรรม 6 มาตั้ง 50 กว่าปีแล้ว คนในโลกแม้แต่ประเทศไทย แม้แต่ในชาวพุทธไทย ก็ยังเข้าใจไม่ได้ดี ต้องใช้คำว่า เข้าใจยังไม่ได้ดี เข้าใจได้บ้างบางคน แต่คนที่ไม่เข้าใจยังเห็นว่า ยังเป็นพวกนอกรีต โพธิรักษ์นี้พาออกนอกรีต มันต้องเป็นอย่างเถรสมาคม ต้องเป็นอย่างกระแสหลักกระแสใหญ่ของคณะใหญ่ ของประเทศไทย พุทธศาสนาคณะใหญ่ของประเทศไทย อาตมาว่าคณะใหญ่นั้น มันเสื่อม มันผิดไปจากธรรมะของพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะใช้คำว่า โลกุตระเป็นตัวยืนยัน โลกุตระคืออะไร ก็อธิบายยืนยันกับชาวอโศกว่าชาวอโศกมีโลกุตะระ แต่เถรสมาคมไม่มีโลกุตตรธรรมมีแต่หลงในลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เป็นทาสลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ยังไม่เป็นอิสระเสรีภาพ จาก ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แม้จะเป็นพุทธ ไม่เป็นพระเจ้า ไม่เป็นทาสพระเจ้าในความหมาย แต่ยังตกเป็นทาสที่เป็นโลกียะอยู่ พระเจ้าหรือศาสนาเทวนิยม ยังเป็นโลกียะ ศาสนาพระเจ้าหรือศาสนาเทวนิยมทั้งหลายแหล่ ยังอยู่ในกรอบของโลกียะ ยังไม่ออกมาเป็นโลกุตระเลย ยังไม่มีความรู้ของโลกุตรธรรม เพราะฉะนั้นจึงมาเป็นโลกุตระไม่ได้ จนกว่าจะได้มาศึกษา จนกว่าจะได้มาเห็นแล้วยินดี จะค่อยๆศึกษาปฏิบัติ ปฏิบัติไปปฏิบัติไปตามศีลและเกิดผลไปตามลำดับ เพิ่มคุณธรรม เพิ่มอปัณณกปฏิปทา 3 มีสัทธรรม 7 อะไรเป็นต้น ค่อยๆเจริญๆไปถึงจะพัฒนาขึ้นไปได้ เป็นศาสนาที่ไม่ใช่ศาสนาที่พิสูจน์ไม่ได้ ไม่ใช่ศาสนาจินตนาการ เช่นศาสนายูโทเปีย หรือ เป็นคำจินตนาการของ Thomas More แต่ของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ยูโทเปีย เหนือกว่ายูโทเปีย ไปอ่านดีๆเถอะเหนือกว่ายูโทเปีย เพราะของยูโทเปียนั้นสามารถเป็นได้และสามารถเป็นไม่ได้ก็มี เพราะมันเป็นการสุดโต่งเกินไป ฟุ้งเกินไป เกินที่มนุษย์จะเป็นไป มนุษย์เป็นไปไม่ได้ในนั้นมันก็เลยใช้ไม่ได้ แต่ของพระพุทธเจ้านี้ มนุษย์เป็นไปได้และได้พิสูจน์กับมนุษย์ด้วย มีสูงขึ้นไป ตั้งแต่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ก็มีสังคมสงฆ์ของพระพุทธเจ้า เพราะในยุคโน้นมีข้อจำกัดว่าเป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นยุคทาส เป็นยุคที่คนไม่เข้าใจสิทธิมนุษยชนของตนเอง ยังไม่เข้าใจสิทธิของตัวเองเต็มที่ ที่มีสิทธิ์100% ยังไม่ได้ ก็ยังเป็นยุคทาส ยังเป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์อยู่อย่างนี้เป็นต้น นี่เป็นข้อจำกัดในยุคนั้น แต่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ในยุคโน้นแล้ว ท่านก็เอาคนมาเป็นคณะของท่าน คือเรียกว่าคณะสงฆ์ คณะสงฆ์จึงมีคุณธรรม วรรณะ 9 สาราณียธรรม 6 บริบูรณ์ แต่มีข้อจำกัดที่ว่าจะทำอะไรนอก ถ้าเป็นสงฆ์เรียกว่าเป็นพุทธเป็นภิกษุ แต่ภิกษุนี้จะไปทำอะไรอย่างฆราวาสไม่ได้ทุกอย่าง นี่เป็นข้อจำกัด 1. จะไปปลูกผักปลูกพืชเองกินเอง ไม่ได้ อย่าว่าแต่ปลูกเลย ไปเด็ดจากต้นจากอะไรต่ออะไรไม่ได้ ในพระธรรมวินัยห้ามไว้เลย ในศีลก็ห้ามไว้ พรากพืชไม่ได้จากต้น ภิกษุนี้ไม่ได้ ต้องให้พึ่งฆราวาสเขาให้เขาทำมาให้กิน ต้องเป็นปฏิคาหก ทายก ฆราวาสเป็นทายก ท่านเป็นปฏิคาหก เป็นผู้ที่รับจากฆราวาส จะได้อาศัยกันและกันระหว่างฆราวาสและภิกษุ ผู้บวชแล้วจึงเรียกผู้บวชว่า เป็นภิกษุหรือภิกขุ เป็นผู้ขอ แต่ไม่ได้ไปขอทานหรอก ทำคุณงามความดี ถือบาตรไป บาตร แปลว่าสิ่งที่ตกร่วงลงในบาตร ปาตะหรือบาตร ปาตะ เป็นกริยา จะมีอาหารก้อนข้าว บิณฑะปาตะ บิณฑะ แปลว่า ก้อนข้าว คือ อาหาร ท่านเรียกย่อเป็นก้อนข้าวจะเป็นกับเป็นแกงอะไรก็แล้วแต่หย่อนลงไปในบาตรเรียกว่า อาหารตกลงไปในบาตร ปาตะ แปลว่าตกร่วงลงไปในนั้นเอง โดยที่ท่านไม่ได้ขอจากฆราวาส เขาเห็นดีเห็นงามก็ใส่บาตรให้กิน จึงเรียกว่า ตักบาตร ให้เขาใส่บาตร แล้วเราไปตักเอามา ไม่ได้ไปขอ ตัก ถือบาตร บาตระ เป็นคำนาม คือ ภาชนะที่กลมๆใหญ่บ้างเล็กบ้าง ถือไปแล้วเขาก็ใส่ แล้วก็เอาแต่พอกิน เอามาอย่างนี้เป็นต้น อ้าวเดี๋ยวจะขยายความเกินไปก็เข้าสู่เนื้อหาซะบ้าง 660206 วิญญาณฐิติ 7 วิโมกข์ 8 อนุปุพพวิหาร 9 สัตตาวาส 9 ตอนที่ 1 รายการปรับทุกข์ ปลุกธรรม ครั้งที่ 11