อโศกเป็นนานาสังวาส ประกาศหมู่ที่เป็นพุทธแท้.docx
เนื้อหาในไฟล์
อโศกเป็นนานาสังวาส ประกาศหมู่ที่เป็นพุทธแท้ พ่อครูว่า... เนื้อหาที่อาตมาอยากจะพูดก่อนจะถึงวัน อัฏฐาริยสัจจายุ คือ จะถึงวันอายุของอาตมา 88 ปี 8 เดือน 8 วัน ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 พ.ศ.นี้แหละอีกไม่กี่วัน วันนี้วันที่ 6 แล้ว อีก 7 วันก็ถึงวันที่ 13 อาทิตย์หนึ่งพอดีเลย แต่งานมีวันที่ 11 12 13 จัดงาน 3 วัน งานฉลอง อัฏฐาริยสัจจายุ ซึ่งอาตมาไม่เที่ยงไม่แท้ไม่แน่ไม่นอนว่าจะไปที่สันติอโศกไปฉลอง แต่เสร็จแล้วหลายๆอย่างอาตมาเห็นว่า สรีระร่างกายด้วย ก็เลยจะถนอมร่างกายด้วยพวกเราเข้าใจก็เลยบอกไป อย่าให้อาตมาไปเลย อาตมาอยู่ที่ราชธานีนี้ มันสมบูรณ์ทั้งสิ่งแวดล้อม อากาศ ความเป็นอยู่ ความชินแล้ว ที่จะเป็น routine รูทีน เป็นกิจวัตรต่างๆนานามันลงตัวหมดแล้ว จะให้อาตมาต้องไปที่ไหนแล้วไปอะไรไหม ก็ไม่ใช่ที่ใหม่ทีเดียวหรอก แต่มันก็จะต้องไม่ใช่ที่เราจะทำเป็นกิจ แต่ที่นี่เป็นกิจวัตรทุกวันเป็นเดือนเป็นปีหลายปีแล้ว ก็อยู่ที่นี่ก็แล้วกัน ที่นี่พวกเราทุกคนชาวอโศกก็เข้าใจ ก็เลยยอมให้อาตมาฉลองอยู่ที่นี่แหละ ฉลองได้ เดี๋ยวนี้มันมีซูม มีถ่ายทอดโยงถึงกันทั่วทุกที่ ทุกแห่งเปิดซูมในวันเวลาเดียวกัน วันเวลาที่เรานัดหมายกันแล้วก็เอาเลย โยงใยถึงกัน จะต่อมาพูดถึงกันก็ได้อีกอะไรอีกทั้งนั้นเลย ทุกคนเข้าใจก็เลยอาตมาก็จะฉลองอยู่ที่นี่ ซึ่งเขาก็จัดอะไรต่ออะไรไว้อย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งสถานที่ ทั้งโปรแกรม ก็ดูอาตมาก็ยังไม่รู้ทีเดียวว่าทั้งสถานที่และโปรแกรมมีอะไรบ้าง จะพาเดิน อาตมาใช้คำว่าเดิน Adventure เดินวิบาก ต้องมีการพากเพียรสู่ที่ลำบากบ้าง ก็ไม่ลำบากอะไรมากหรอก เขาก็ไปดูที่แล้วให้เดินประมาณ 3 กิโลเมตร มีที่ของเราเข้าไปในป่า ที่ของเรามีทั้งที่เป็นป่าอยู่ มีถนนอะไรพอเดินได้ในบ้านราชเรา ก็ไม่ได้ไปเดินที่ของใครหร
อ่านต่อ
อก เขาก็วางแผนกัน อาตมาก็ไม่ได้ไปซักซ้อมกับเขาเลย ให้เขาซักซ้อมกันแล้วถึงวันนั้นอาตมาก็ไปเดินไม่มีปัญหาอะไร ก็เป็นไปตามพวกเราที่คิดว่า อะไรดีอะไรมันควร มันจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม จะเป็นประโยชน์ต่อตน จะเป็นประโยชน์ต่อทุกๆคนเท่าที่จะเป็นไปได้เราก็ทำ คือ คนที่มันมีความไม่เห็นแก่ตัวแล้ว หมดตัวตน ไม่มีตัวตน เรียกว่า อนัตตา ไม่ใช่ตัวตน ไม่มีตัวตนแล้ว เป็นคนพึ่งตนได้ เป็นคน อัตตาหิ อัตโน นาโถ คนไม่มีตัวตนนี่แหละเป็นคนพึ่งตนเองได้แล้วไม่ต้องไปพึ่งใคร อัตตาหิ อัตโน นาโถโกหินาโถ ปโรสิยา นอกจากตนแล้วจะไปพึ่งใครได้ นี่ของพระพุทธเจ้า โกหินาโถปโรสิยา ตนเป็นที่พึ่งของตน นอกจากตนแล้วอย่าไปหวังพึ่งใคร พึ่งตนให้ได้ เพราะฉะนั้น ในระบบวิธีของพระพุทธเจ้าแม้มาเป็นภิกษุแล้วพึ่งตนได้เพราะเป็นคนดี มีอาการที่น่าเลื่อมใส ฆราวาสพุทธศาสนิกชนเขาเลี้ยงไว้ โดยเราไม่ต้องไปทำงาน อาชีพที่จะต้องปลูกผัก ปลูกพืชอย่างที่กล่าวผ่านมาแล้ว เราทำความดีนั้นหนึ่ง ทรงความดีไว้ แล้วก็บอกสอนอธิบายคนอื่นให้เข้าใจ ให้เขาปฏิบัติตาม เจริญมาเป็นอาริยะ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ขึ้นให้ได้เรื่อยๆ ส่วนใครจะบำเพ็ญอรหันต์เกินเป็นโพธิสัตว์ วันนี้จะยังไม่พูดเรื่องโพธิสัตว์ อรหันต์ สูงกว่าอรหันต์เป็นโพธิสัตว์ระดับ 5 6 7 8 จะยังไม่พูด เพราะฉะนั้น ผู้ที่ปฏิบัติตามธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นการพิสูจน์คน ความเป็นคนกับความเป็นสังคม ที่เจริญสูงสุดแล้ว เจริญสูงสุดอย่างไร เจริญสูงสุดคือ พระพุทธเจ้านี่ใช้ชีวิตของพระองค์ เกิดตาย ตายเกิด เกิดตาย ตายเกิด เกิดตายตายเกิด เกิดตายตายเกิด จนรู้ว่าจิตวิญญาณมนุษย์นี้มันมีการ rebirth มันมีการตายเกิดเกิดตายตายเกิด จนกระทั่งรู้ว่าแล้วจะให้ตายไม่เกิดได้ไหม พระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ ได้ ตาย กายสเภทา ปรัมมรณา สุญญตา ตายเป็นครั้งสุดท้ายสูญสลายเลย สุญญตนิพพาน อนิมิตนิพพาน อัปนิหิตตนิพพาน ไม่ต้องมีอีกต่อเลยโดยตายอย่างสูญแล้วไม่ต้องตั้งนิมิต ไม่มีนิมิต ไม่มีการตั้งจิตอะไรเพิ่มอีกเลย สูญ ปล่อยตัวให้หมดตัวตน สลายจิตนิยามก็แยกธาตุเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย หมดธาตุรู้ของความเป็นตัวตนอย่างสนิทหมดเลยไม่เหลือความเป็นชีวะ แม้แต่เป็นพืชก็ไม่ใช่ เป็นดินน้ำไฟลมไปเลย นี่คือความตรัสรู้หรือความค้นพบที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบความรู้นี้ และความจริงอันนี้ ปฏิบัติได้พิสูจน์ได้ตั้งแต่ 2,500 กว่าปีมา พิสูจน์ได้ และทีนี้มันมาเสื่อมในเมืองไทยมันเสื่อมผ่านมา 2,500 กว่าปี มันเสื่อมตามที่พระพุทธเจ้ามีคำพยากรณ์เอาไว้ใน อาณิสูตร ว่าศาสนาพุทธจะเสื่อม โลกุตระจะเสื่อม คนที่มาพูดโลกุตระในยุคที่มันเสื่อมเขาจะไม่ฟัง เหมือนอย่างอาตมามาเกิดในยุค 2,500 มันเสื่อม เพราะฉะนั้นเขาจะไม่ฟัง ศาสนาพุทธที่เขาถือว่าเขาเป็นเจ้าศาสนาพุทธเลย อย่างเถรสมาคมเป็นต้น เขาก็จะพูดเลยว่าเขาเป็นเจ้าศาสนาพุทธ อาตมาก็ไม่แย่งหรอก ให้เขาทำไปเถอะ อาตมาไม่ไปแย่ง อาตมาจะทำสัจธรรม แต่โดยสมมุติให้เขาเป็นเจ้าศาสนาพุทธกับชาวโลก ให้เถรสมาคมนี้นำพาบริหารศาสนาพุทธไป เป็นคณะใหญ่เลย ส่วนอาตมานี้ขอแยกมาเป็นคณะเล็ก นานาสังวาสประกาศออกมาตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม ก็เป็นอิสระตั้งแต่ 7 สิงหาคม 2518 เป็นนานาสังวาสมา แล้วก็นำพามาเรื่อยๆ นี่คือดำเนินตามธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น อาตมาไม่ได้ออกนอกธรรมวินัย เป็นนานาสังวาสก็เป็นของพระพุทธเจ้า แต่ว่าเถรสมาคมไม่เข้าใจ อาตมาประกาศนานาสังวาสตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2518 ตอนแรกประกาศแล้วเสร็จ อาตมาก็ดำเนินของอาตมาไป วันร้ายคืนร้ายพวกเขาคิดยังไงก็ไม่รู้ จะมาดึงอาตมากลับเข้าไปในเถรสมาคมอีก เขาจะต้องครอบครองจะต้องบริหารอาตมา อาตมาบอกว่าเขาแยกแล้วต่างคนต่างอยู่ นานาสังวาสคือต่างคนต่างอยู่ แต่ก็เป็นพุทธร่วมกันเรียกว่าสังวาสเดียวกัน แต่แตกต่างกัน ศีลแตกต่างกัน การประพฤติปฏิบัติแตกต่างกัน การที่จะรู้จักธรรมรสต่างๆนานา คนละเรื่องกัน อันนี้เป็นโลกุตระ อันโน้นเป็นโลกียะ หรือเขาจะแย่งคำว่าโลกุตระก็ไม่เป็นไรภาษาของเขา แล้วเอาคำว่าโลกียะมาให้อาตมา เอาคำว่าโลกุตระ ไปก็ไม่ว่าแย่งพยัญชนะไป เพราะอาตมารู้ว่าสภาวะเป็นอย่างไร สภาวะของโลกุตระเป็นอย่างไร เป็นวิมุติรส เป็นธรรมรสอย่างอาริยธรรมคืออย่างไร โสดาบันคืออย่างไร สกิทาคืออย่างไร อนาคาคืออย่างไร อรหันต์คืออย่างไรโพธิสัตว์คืออะไร อาตมาระดับ 7 ไต่ไปสู่ระดับ 8 เป็นอย่างไร อาตมามีจริงรู้จริง ก็พูดความจริงทุกอันไม่ได้โอ้อวดอะไร พูดความจริงให้ฟังทั้งนั้น แต่คนไม่เข้าใจอาตมาไม่มี สาเฐยจิต อะไร เขาหยั่งรู้ใจอาตมาไม่ได้ อาตมาไม่มีกิเลสอยากโอ้อวด มีแต่พูดความจริงตามความเป็นจริง เอาความจริงมาพูดให้คนอื่นเข้าใจ ให้คนอื่นเข้าใจได้ก็มาปฏิบัติตามสำเร็จผลตามกันมาอย่างที่มันเป็นหลักฐานยืนยัน เป็นชาวอโศก ก็มีมวลเท่าไหร่ซึ่งไม่มีใครเช็คสถิติว่า ชาวอโศกจริงๆมีเท่าไหร่ สักวันหนึ่งก็คงจะมีคนที่เขาจะตรวจสถิติพวกนี้บ้าง ก็แล้วแต่ อาตมาก็ไม่ไปกังวล ไม่ไปเสียเวลากับสิ่งเหล่านั้น มีหน้าที่ที่จะทำงานพวกนี้ ก็มีเวลาอยู่แล้ว แค่นี้ก็ทำได้วันๆ อาตมาอายุปูนนี้ก็ทำได้ประมาณนี้ ก็นอนมากอยู่ แต่ละวันแต่ละวันก็นอนมาก แม้แต่เวลากินก็พยายามกินให้มันได้ปริมาณที่พอควร กินยาก เพราะมันไม่ได้กินอย่างคนที่มีกิเลส ไม่ได้กินอย่างคนที่มีความเอร็ดอร่อย กินก็กินคืออาหารก็พยายามทำ ก็บอกให้เขาทำมาดีๆให้มายั่วให้อาตมาอร่อยหน่อยนะ จะได้กินได้ง่ายๆจะได้กินได้คล่องๆจะได้กินได้มากๆได้เต็มที่ แต่ถ้ามันไม่มากพอ มันก็ไม่พอที่จะสังเคราะห์ร่างกาย ให้มันสมดุล ให้มันอยู่ได้ถ้วน มันก็จะเหี่ยวลง ซีดลง ไร้เรี่ยวแรง เนื้อหนังมันก็จะลดลง ไม่แข็งแรงพอ สรุปง่ายๆ อาตมาก็ยังอยากให้แข็งแรงเพิ่มเติมอยู่ เพื่อจะอยู่ พวกเราก็เรียกร้องให้อาตมาอยู่ อาตมาก็เห็นว่า อาตมาอยู่แล้วไม่เป็นโทษเป็นภัยกับใคร นอกจากคนที่มองผิดมองว่า อาตมาเป็นโทษเป็นภัย อาตมาขอยืนยันว่า อาตมาไม่มีโทษไม่มีภัย มีแต่คุณค่าประโยชน์อย่างเดียว นี่ก็พูดความจริงอีก ไม่ได้โอ้อวดไม่ได้หลงตัวหลงตนอะไร 660206 วิญญาณฐิติ 7 วิโมกข์ 8 อนุปุพพวิหาร 9 สัตตาวาส 9 ตอนที่ 1 รายการปรับทุกข์ ปลุกธรรม ครั้งที่ 11