เพลง สันติภาพ.docx
เนื้อหาในไฟล์
เพลง สันติภาพ
สันติภาพเอย... สันติภาพเอย... สันติภาพเอย... โลกธรรมอำนาจเด่น เป็นของปองหมาย แข่งรวยแข่งอาวุธร้าย กลายเป็นบ้า คนทำตนวน จนเกิดความสับสนซ่อนซ้อนเชิงกล หวาดผวา หลงอวิชชา ว่า เป็นความรู้ ต่างแนวคิดโลมหลงจิต ต่างฝัน สันติธรรม แย่งกัน แยกกรรม ซ้ำร้ายทำลายหมู่ เลยกลายเป็น พรางจึงเกิดกลางสันติซ้อน ชอนไช อดสู ค้นความจริงดู รู้จริง ให้จริง สันติภาพเอย... สันติภาพเอย... สันติภาพเอย... ด้วยโพชฌงค์ คงมรรคแปดเป็นทาง ทวนกระแส ปราชญ์องค์ผู้ทรงพุทธแท้แล จริงยิ่ง ใครเรียนตรงตาม งามต้น,กลาง,จรดปลาย ไล่ผีที่ใจถูกสิง พ้นมารพาลพิง นี้จริงยิ่งกว่า โลกเมืองคน ทนทุกข์ยากหลากหลาย รายล้อม หากเย็น ให้ยอมน้อมรับธรรม นำค่า พึงบำเพ็ญเพียรเรียนเลิก,ละ,ขยัน สร้างสรร,กล้าจนเถิดหนา ศีลนำ กรรมพา พบสันติเอง. เพลง“สันติภาพ”นี้ แต่งเสร็จ ๑๗ ก.ค. ๒๕๒๘ จากเพลงที่อาตมาแต่งไว้เดิมคือเพลง “สนธยาลัย” เวอร์ชั่นแรกให้ สมาน กาญจนะผลิน แยกเสียงประสาน บรรเลงออกอากาศทางโทรทัศน์ช่องแรกของประเทศไทยตั้งแต่ยังเป็นขาวดำ คือ ช่อง ๔ เท่านั้น ไม่ได้อัดเสียงลงแผ่นลงเทป ต่อมานำทำนองมาแต่งเพิ่ม ปรับปรุงใหม่ ใส่เนื้อร้องใหม่ เป็นเพลง“สันติภาพ” เสร็จเรียบร้อยเมื่อ ๑๒ ก.ค. ๒๕๒๘ อัดเสียง ครั้งแรก ๘ พ.ค. ๒๕๒๙ โดยมี สุเทพ วงศ์กำแหง ซึ่งปัจจุบันนี้เป็นศิลปินแห่งชาติ ขับร้อง เสร็จเวลา ๑๒.๓๔ น. เทปออกวางตลาดชุด“ขวัญ” มิ.ย. ๒๕๒๙ มีแผ่นเสียงลองเพลย์ด้วย ทุกวันนี้ก็ยังหาฟังจากยูทูป หรือกูเกิล ได้อยู่ เพลง“สันติภาพ”นี้ยังมีเวอร์ชั่นหนึ่งที่เต็มวงใหญ่พิเศษ ปฏิพล เหมวรานันท์ แยกเสียงระสาน ทำดนตรีบรรลเลงกันเต็มวงใหญ่ ยาว เป็น ๑๐ นาทีทีเดียว โดยมี วัชราภรณ์ สุขสวัสดิ์กับ สุทธินันท์ จันทระ ข
อ่านต่อ
ับร้อง หาฟังดูเถิด เนื้อหาสาระของเพลง“สันติภาพ”นี้ เป็นเพลงโลกุตระแท้ชัดเจนใน“ศิลปะคือมงคลอันอุดม(เอตัมมังคลมุตตมัง)” เริ่มต้นเพลงก็ชี้ลงไปที่โลกธรรม(ลาภยศสรรเสริญสุข)ให้เห็นเลย ว่าคือ ตัวการอำนาจใหญ่ของโลก ที่ทำให้คนหลงใหลมันจนเกิดความร้ายกาจกลายเป็นบ้าระห่ำ เพราะความสับสนวนซ้อนซ่อนเล่ห์หลอกกันของชาวโลก แล้วก็หลงติดยึดโลกธรรมกันอย่างไม่เงยหูเงยหัวกันเลย ดำดิ่งฤษณากันหนัก จนฆ่าแกงกัน แข่งสร้างอาวุธให้ร้ายให้แรงยิ่งๆมาถล่มล้มล้างกันอย่างน่าสังเวชใจที่สุด เขายังไม่ตื่นจากเลือดเดรัจฉานที่ห้ำหั่นกันด้วยเขี้ยวด้วยเล็บ เอากันให้ตายกันไปข้างหนึ่ง ยังไม่เริ่มมีสำนึกสำเหนียกเมตตาธรรมใดเลยแม้แค่ขั้นเห็นว่า สัตว์โลกทั้งหลายล้วนเกิดมามีทุกข์ทั้งสิ้น ต่างเกิดมาแล้วก็แก่ เจ็บ ตาย ไปเหมือนกันหมดไม่ละเว้นสัตว์ตัวใดเลย แต่ก็ยังมืดบอด ยังไม่สามารถมี“ปัญญา”อันเป็นความฉลาดโลกุตระเข้าใจในความเป็น“จิตนิยาม”ในความเป็น“สัตว์”ขึ้นมาในโลก จึงไม่รู้จัก“ค่าแห่งความเป็นชีวะระดับจิตนิยาม” อันกว่าจะเป็น“พลังงานขั้นนี้”นั้น มันต้องใช้เวลาสะสมยาวนานกี่ล้านต่อกี่ล้านอสงไขยกัปป์ เขาก็ไม่สามารถรู้หรอก มันเสียเวลา เพราะมัน“ไม่รู้”(อวิชชา)จึงต้องหลง“วนเวียนอยู่ในวัฏฏสงสาร มีทุกข์-หลงสุขทรมาน”อยู่อย่างสุดแสนโง่เง่า(อวิชชา)ปานใด ผู้ยังไม่เกิด“ปัญญา”ที่เป็นโลกุตระ จะไม่มีทางเดาได้เลย เพราะเป็น“อจินไตย”จริงๆ คนเอ๋ย... ยิ่งเป็น“ชาวพุทธ”อยู่แล้ว อย่ามัวเมาหลงโลกธรรม ประมาทอยู่เลย ยุคนี้เป็นยุคที่“โลกุตรธรรม”เจิดจ้าปรากฏขึ้นแล้ว “ความจริงยิ่งใหญ่อันประเสริฐ”นี้ในหลวง ร. ๙ ทรงตราลงไปในประเทศไทยยืนยัน แล้ว จะมัวงมจมอยู่กับ“โลกโสโครก”กันไปอีกนานเท่าใดหือ? • สมณะโพธิรักษ์ (๓๑ ม.ค. ๖๑) *[หลังปก“เราคิดอะไร”ฉบับ ๓๓๒ มี.ค. ๖๑ ครั้งที่ ๘๙]