เพลง ผู้แพ้.docx

โฟลเดอร์เนื้อเพลงพ่อครู เพลงพ่อครู
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข1 กรกฎาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

เพลง ผู้แพ้

ระกำดวงใจกระไรหนอบาป แสร้งสาปวนเวียนเจียนจนช้ำป่นฤทัยร้าวในอกเรา เบียนเบียดจนสุดทนบรรเทา ทุกสิ่งไซร้ดูซมเซากระเซ็นมลายพ่ายไป ฉันทนทานใจกระไรเหลือข่ม ยิ่งตรมระทมทวีลี้หลบชะตาระอาอกใจ อยู่ก็อยู่อย่างผู้ปราชัย ช้ำสุดช้ำในทรวงในทรงกายทรงใจอยู่เอย แพ้จนสูญสิ้นสลาย ทำลายเราป่นสุดทนเปรียบเปรย แพ้ไปทุกสิ่งอกเอ๋ย ไม่เหลืออันใดเลย ชะตาเอ๋ยช่างเลวทราม แพ้เกมชีวีสิ้นดีทุกอย่าง แต่ก็ภูมิใจไม่จางที่จิตของเรามิเลวพ่ายตาม ยังยิ่งยงเป็นใจดวงงาม แพ้ก็แพ้ชะตาทราม ดวงใจทรงความมั่นคง. เพลง“ผู้แพ้”นี้ ก่อเกิดขณะที่อาตมายังเป็นนักเรียน โรงเรียนเพาะช่าง ซึ่งตอนนั้นยังเป็นโรงเรียนอยู่ ยังไม่ได้ยกฐานะเป็นวิทยาลัย อาตมาอยู่ปีที่ ๒ คณะวิจิตรศิลป์ (pure art) อายุเพียง ๒๐ ปี และพักอยู่หอพักบุตรท.บ. ซึ่งเป็นหอพักของบุตรทหารบกทั้งหลาย หอพักบุตรท.บ.เริ่มแรกนี้อยู่ที่ซังฮี้ตรงข้ามกับวัดส้มเกลี้ยง ตอนเย็นกำลังจะมืด วันที่ ๒๘ กันยายน ๒๔๙๗ อาตมาตั้งใจจะไปเดินเที่ยวศรีย่าน ขณะที่กำลังเดินออกมายังไม่ถึงประตูหน้าหอพักฯ เพลง “ผู้แพ้”นี้ก็ผุดขึ้นในห้วงจิตอาตมา อาตมารีบควักกระดาษออกมาจดไว้ กลัวจะลืม รู้สึกว่ามันดีนะเพลงนี้ พอจดๆไปได้หน่อยเพลงก็ขึ้นมาเรื่อยๆ เดินไปจดไปพ้นประตูหน้าหอ ถึงถนนหน้าหอ เริ่มมืด ไฟฟ้าที่เสาถนนเปิดแล้ว อาตมาก็เข้าไปอาศัยแสงไฟจากเสาไฟฟ้า จดๆๆๆ ยิ่งจดก็ยิ่งรู้สึกเพลงออกมาดี ก็เลิกล้มการไปศรีย่านแล้วกลับเข้าห้องพัก แต่งเพลงนี้ต่อ แต่ก็ไม่ได้เสร็จจบลงไปทันทีเหมือนบางเพลงหรอก ก็แต่งต่อไปเรื่อยๆหลายวัน หลายเดือน ข้ามปีโน่นแน่ะ เพลง“ผู้แพ้”นี้ เริ่มวันนั้น(๒๘ กันยายน ๒๔๙๗) ก็แก้ ไขไปมาอยู่นาน กระทั่ง ๑๒ เมษายน๒๔๙๘ ถึงค่อยถือเป็นยุติ เสร็จจบ คิดดู

อ่านต่อ

ซิว่า กว่าจะเป็นเพลงเรียบร้อยทั้งเนื้อร้องและทำนองบริบูรณ์ หยุดแก้ไขแต่งเติมกันอีก แล้วนำไปขายกับห้าง DCJ ด้วยราคาเพลงละ ๑๒๐๐ บาท ซึ่งต้องนำมาจ่ายทั้งค่านักดนตรีแต่ละคนเพลงละ ๒๐-๓๐ บาท ทั้งนักร้อง นักร้องดัง ตอนนั้น ๕๐ บาทเชียวนะ ค่าตัวแต่ละเพลง อัดเสียงเสร็จ ก็เหลือเงิน แค่ ๓๐๐ บาทเท่านั้น และกว่าจะอัดแผ่นเสียงก็ในวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๔๙๙ บริษัทแผ่นเสียง DCJ นริศ อารีย์ เป็นผู้ขับร้องคนแรก เวอร์ชั่นแรก มี มงคล อมาตยกุล เป็นผู้แยกเสียงประสาน เผยแพร่ในพ.ศ. ๒๔๙๙ นั้นเอง เพลง“ผู้แพ้”โด่งดังมากสูงส่ง แต่ผู้แต่งคือ เด็กถีบจักรยานส่งหนังสือพิมพ์ส่งตามบ้านต่ำต้อยน้อยเล็ก เป็น “อจินไตย”แท้ๆ แผ่นเสียงออกวางตลาดสู่สาธารณชน ได้รับความนิยมไปทั่วประเทศทีเดียวในยุคนั้น เขาร้องกันทั้งบ้านทั้งเมือง เด็กส่งหนังสือพิมพ์ผู้แต่งเพลงนี้ทำงานเอาหนังสือพิมพ์ไปยื่นใส่มือผู้รับ เขาก็ร้องเพลงผู้แพ้นี่แหละ ต่อหน้าเรา เพลิดเพลินทีเดียว เดินออกมารับน.ส.พ.จากเรา ถ้าเราจะโพล่งถามเขาออกไปว่า เพลงนี้เพราะดี เหรอ? ผมเป็นคนแต่งเองนะเพลงนี้! คนที่เขาร้องเพลงนี้ อย่างชื่นชอบนั้น พอได้ยินเราถาม เขาจะไม่หัวร่อก๊าก!..เรอะ? ซึ่งธรรมดานั้นในยุคโน้นนักแต่งเพลงต้องเป็นผู้ใหญ่อาวุโส คร่ำหวอดมีฝีมือเป็นที่นับถือในวงการนะ จึงจะเป็นที่ยอมรับ ค่านิยมเขาเป็นกันอย่างนั้น เขายึดอย่างนั้นกัน สุนทราภรณ์งี้ ล้วน ควันธรรมงั้น พรานบูรพ์งี้ ฯลฯ แต่อาตมายังเป็นเด็กอายุ ๒๑ ปี ซ้ำเป็นแค่เด็กส่งหนังสือพิมพ์เสียอีก แถมไม่ได้อยู่ในวงการดนตรี-วงการเพลงกับเขาเลย ยังไม่เคยแสดงฝีมือ ไม่มีผลงานให้เป็นที่ประจักษ์มาก่อนด้วย โผล่จากกองขยะไหนมาก็ไม่รู้ แต่มันก็เป็นไปตามประสาอจินไตย“(กรรมวิบาก)”ที่เป็นเรื่องจริงของคนผู้หนึ่ง สารัตถะเพลงนี้ให้สติแก่คน ผู้ที่หลงยึดติดเอาแต่ จะ“ชนะ”ไม่ลดราวาศอก น่าจะสะดุดใจ ฉุกคิดอะไรได้บ้าง แพ้เป็นเสียบ้าง!!!!! หยุดจบกันสักที!!!!! ถ้าเรื่องนั้น ถ้าสิ่งนั้น มันควรหยุดได้แล้ว จะเอาแต่หาเรื่องมุ่งชนะไม่จบ กรรมที่จะเอาแต่“ชนะ”ให้ได้นั้น มันได้แต่บาปนะ! ...ส่วน“แพ้”นั้นไม่เป็นบาปแน่.. เอา“ชนะ”สิ!!! บาปแท้ๆ!!! เอาชนะนั้น อัตตาโต้งๆ แต่ยอมแพ้สิ ลดอัตตาจริงๆ สร้าง“อัตตา”มัน“บาป” ลด“อัตตา”ตนได้เป็น“บุญ” วิบากกรรมมีจริง! อย่าโง่ให้เป็น“บาป”ใส่ตัวเลย!! “กรรม”คือ การกระทำ เรา“ทำ”ก็เป็น“กรรม”ของเรา “ทำ”อยู่ในใจ ก็คือ“กรรม” จะ“ทำ”บาปไปทำไม? หลงตัวหลงตน ยึดตัวกูของกู ต้องชนะๆๆๆอยู่ได้!!!! “ลดตัวตนได้ คือแก่นสาร เอาชนะคะคานคือบาป!” แต่ที่เราได้“ชนะ”นี้มันคนละนัยะ คนอื่นเขายอมให้แก่เราเอง นี่คือสัจจะที่แท้ ไม่ใช่เรายื้อแย่งเอาชนะ แต่เพราะเรา“มีผลงาน-มีคุณงามความดี-มีความถูกต้อง”มากกว่าจริงต่างหาก ประชาชนเขาเห็นเองอย่างอิสระนะ เขาให้คะแนนแก่เราตามที่เรามีจริงเป็นจริงแท้ๆ โดยเราไม่ได้หาเสียงเลย บอกแต่ความจริง ทว่า“ความจริง”มันเป็น“คำตำหนิ”เสียมาก แต่ติแล้วมันโดน“ผู้อื่น”ซึ่งติถูกต้องนะ! ไม่ได้“ติผิด”ด้วย อีกแง่คือส่วนที่ดีนั้นมันอยู่ที่เรา“ตามที่เราเองทำ” แต่คนกลับไม่เชื่อ หาว่าเรา“อวดตัวเอง-ยกตัวเอง”ชิบ! ทั้งๆที่เราทำเอง-ดีเอง”แค่ยืนยันตัวเองแท้ๆ มัน“เลี่ยงความจริง” นี้ไม่ออก คนก็เข้าใจไม่ได้เอง เรามีแต่ความจริงเท่านั้นยืนยัน ผลงานแท้ๆ เป็นสิ่งบอกความจริง ที่ชี้แพ้หรือชนะ สาระเนื้อหาจึงเป็นแก่นสารที่คงทน มิใช่ตัวตนบุคคลแต่อย่างใด เห็นชัดขึ้นมั้ย? ว่า “แก่นสารเนื้อหาของแต่ละสิ่งแต่ละเรื่อง”นั้นต่างหาก ที่ยิ่งใหญ่กว่า“ตัวตนบุคคล”จริงๆ • สมณะโพธิรักษ์ • (๕ ก.พ. ๖๒) *[หลังปก“เราคิดอะไร”ฉบับ ๓๔๔ มี.ค. ๖๒ ครั้งที่ ๑๐๑]

เพลง ผู้แพ้

• ระกำดวงใจกระไรหนอบาป แสร้งสาปวนเวียนเจียนจนช้ำป่นฤทัยร้าวในอกเรา เบียนเบียดจนสุดทนบรรเทา ทุกสิ่งไซร้ดูซมเซากระเซ็นมลายพ่ายไป • ฉันทนทานใจกระไรเหลือข่ม ยิ่งตรมระทมทวีลี้หลบชะตาระอาอกใจ อยู่ก็อยู่อย่างผู้ปราชัย ช้ำสุดช้ำในทรวงใน ทรงกายทรงใจอยู่เอย • แพ้จนสูญสิ้นสลาย ทำลายเราป่นสุดทนเปรียบเปรย แพ้ไปทุกสิ่งอกเอ๋ย ไม่เหลืออันใดเลย ชะตาเอ๋ยช่างเลวทราม • แพ้เกมชีวีสิ้นดีทุกอย่าง แต่ก็ภูมิใจไม่จางที่จิตของเรามิเลวพ่ายตาม ยังยิ่งยงเป็นใจดวงงาม แพ้ก็แพ้ชะตาทราม ดวงใจทรงความมั่นคง. เพลง“ผู้แพ้”นี้ มีคนเข้าใจว่า อาตมาอกหักจากสาว ใดหรือ? จึงเกิดเพลงนี้ขึ้นมาในอารมณ์ ก็ขอบอกเลยว่า ไม่ใช่ ตอนนั้น จิตใจว่างเปล่า สบายๆ แต่เพลง“ผู้แพ้”นี้ มันมีความสำคัญลึกล้ำใหญ่ยิ่งกว่า“ความรักเชิงชู้สาวที่เป็น โลกีย์”นักว่านัก ตอนที่เพลงนี้ผลุดขึ้นมาในอารมณ์นั้น อาตมา แค่อายุ ๒๐ ปี พ.ศ. ๒๙๗๗ วันที่ ๒๘ ก.ย. ๒๔๙๗ ต่อจากนั้นก็ตบแต่งแก้ไขปรับปรุงกันอยู่นาน ไม่ได้รีบร้อนอะไร กว่าจะเสร็จเป็นยุติได้ที่ก็ ๑๒ เม.ย. ๒๔๙๘ ทั้งเนื้อและทำนอง ขายให้บริษัททำแผ่นเสียงยุคนั้น คือ DCJ และกว่าจะได้อัดเป็นแชผ่นเสียงออกมาเผยแพร่ก็ ๑๓ ม.ค. ๒๔๙๙ แน่ะ นริศ อารีย์ เป็นผู้ขับร้องลงแผ่นเป็นคนแรก มีมงคล อมาตยกุล แยกเสียงประสาน ออกเผยแพร่ พ.ศ. ๒๔๙๙ นั้นเอง เพลงออกมาก็ฮิตติดตลาดกันสนั่นเมืองในยุคนั้น นักร้อง ดังมาก แต่คนผู้แต่งเพลงไม่มีใครรู้จักเลย หรือแม้จะขืนแสดงตัว ก็คงไม่มีใครเชื่อ เพราะคนแต่งยังเป็นเด็กอายุ ๒๐-๒๑ ยังเป็นนักเรียนอยู่โรงเรียนเพาะช่าง ปี ๔ แถมเป็นเด็กจนๆอาศัยถีบจักรยานส่งหนังสือพิมพ์ ได้เงินมาเรียนหนังสืออีกด้วย ขณะที่เพลงดังติดอันดับท็อปฮิต แต่เราเป็นเด็กที่อยู่ในสภาพอย่างนั้นมันยังแสดงตัวต่อสาธารณะไม่ได้ คนจะหัวเราะก๊าก! ซึ่งในยุคนั้นคนแต่งเพลงที่ดังที่ฮิตนั้นจะต้องเป็นผู้อาวุโสในวงการเพลงกันจริงๆ มีความรู้ความสามารถจากหลักแหล่งวงการยาว นานมีความเป็นมาคร่ำหวอดอยู่ในฐานะอาวุโสกันจริงๆ และที่แปลกยิ่งสำหรับอาตมาก็คือ อาตมาเองในตอนนั้น ก็เป็นคน Stut-in(ปกปิดซ่อนเร้นตนเอง)เอาด้วยในตอนนั้น เนื่องมาจาก สมัยเด็กอาตมามีประสบการณ์คือ อาตมาเมื่อเด็กยังอยู่ต่างจังหวัด เรียนอยู่มัธยม ๔-๕ ยุคนั้น ถ้าเทียบกับยุคนี้ก็ประมาณ ม. ๒-๓ อาตมานั้นเป็นคนริอ่านแต่งเพลงเองตั้งแต่เด็ก คืออาตมาแต่งเพลงแรกตั้งแต่อายุ ๑๔ ตอนแรก แต่งได้เพลงแรกก็ดีใจมากเอาไปอวดเพื่อน แล้วต่อเพลงให้เพื่อนร้อง ดีใจมากที่เพื่อนร้องเพลงเรา จึงแต่งอีกแล้วเอาไปอวดเพื่อนอีก คราวนี้เพื่อนบอกว่า “ไม่เอา” เราก็ถามว่าทำไม เพื่อนก็บอกว่า เพลงลื้อไม่เพราะเลยอย่าเอามาร้องเลย เราก็“จ๋อย”เลย ความรู้สึกนี้แหละที่ทำให้เกิดอาการ shut-in อย่างหนัก จากนั้นเลยกลายเป็นคน“ทำอะไรได้”ก็ไม่อยากให้ใครรู้ว่าเราเป็น“ผู้ทำ” กลายเป็นคน“ไม่เปิดตัว-ปิดบังความจริง” โรค“ปิดบังความจริง”เกิดกับอาตมามายาวนาน จนกระทั่งเจริญวัยออกมาทำงานกับสาธารณะ เป็นคนเสนอหน้าต่อมวลชนทางโทรทัศน์ อาตมาก็อยากเป็นดารานะ เป็นนักแสดง เป็นศิลปิน แต่อยู่ในสถานีโทรทัศน์แท้ๆ เขาก็ไม่ให้อาตมาได้เป็นดารา เป็นนักแสดง เป็นนักร้อง เป็นนักบันเทิงเริงรมย์ พวกนี้เลย เขาให้อาตมาไปทำรายการเด็ก และทำรายการวิชาการ รายการสัมภาษณ์ผู้หลักผู้ใหญ่ ทำรายการสารคดี ไปโน่น ซึ่งอาตมาก็ดูจะทำได้ดีด้วยนะ จนคนเข้าใจผิดว่าอาตมาเป็นนักวิชาการ เรียนมาสูง มีความรู้ เป็นบัณฑิต มันก็ยิ่งไปกันใหญ่ มันตีลังกากลับกันเลย เพราะอาตมาไม่จบปริญญาสักใบ ไม่มีฐานะสูงส่งทางลาภ,ยศ,สรรเสริญที่รับรองยืนยันทางโลกกับเขาเลย สุดท้ายอาตมาก็เดินทางมาถึงวันเวลาแห่ง“ความจริง” คือ อาตมาจะต้องออกมาทางศาสนาหรือทางธรรม และแล้วอาตมาก็เลิกจาก“โลก”ออกมาสู่ทาง“ธรรม”ตามสัจจะ มันก็เลยยิ่งไปกันใหญ่ เพราะทางธรรมอันคือ“ศาสนาพุทธกระแสหลัก”นั้น เขายึดถือ“โลกียสัจจะ”ไปหนักหนาสาหัสแล้ว ครั้นอาตมานำเอา“โลกุตรสัจจะ”มาประกาศ เท่า นั้นแหละก็ได้เรื่องสิ!!!! เหตุการณ์จึงทำให้อาตมาต้องเป็น “ผู้แพ้”ตลอดมา ซึ่งอาตมาก็ไม่มี“ปัญหา” เพราะอาตมามี“ปัญญา”ชัดเจนใน“ความจริง”นี้เต็มสัมบูรณ์อยู่แล้ว เพราะเหตุฉะนี้เอง อาตมาจึงต้อง“ยืนหยัดความจริง”กันให้แข็งแรง หนักแน่น เด็ดเดี่ยว ปักหลักอย่างสุดสำคัญกันจริงๆ และไม่ใช่เวลาที่จะทำเป็น“มังกุ” หรือ“กระบิดกระบวนนุ่มนิ่มหน่อมแน้มเหยาะๆแหยะๆ”ใดๆกันแล้ว อาตมาจึงต้อง“เปิดเผยความจริง”กันอย่างเต็มจริงแรงจัด ก็กลายเป็น“คนกลับเห็นอาตมาอวดตัวอวดตนหนัก” เน้นย้ำว่า“ความจริงต้องอย่างนี้ๆ-ความไม่จริงต้องอย่างนี้ๆจัดแรงเกินไป”อีกแหละ ..เฮอ! ยากจริงๆ“โลกุตระ”ยุคนี้ อาตมาจึงต้องเป็นทั้ง“ผู้แพ้”และเป็นทั้ง“ผู้สู้ไม่ถอย” จนกว่าคนจะเห็นได้ว่า“ผู้แพ้”ที่เป็น“โลกุตระ”นั้นเป็น “ผู้ไม่มีตัวตน” หมด“อัตตา”จริง จึงอยู่กับ“การแพ้”สบายๆ ผู้มี“ปัญญา”ในตัวอาตมาแล้วจริง ก็ไม่มี“ปัญหา”แน่ • สมณะโพธิรักษ์ • (๒๙ ส.ค. ๖๒) *[หลังปก“เราคิดอะไร”ฉบับ ๓๕๑ ต.ค. ๖๒ ครั้งที่ ๑๐๘]

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน