เพลง ภราดรภาพ.docx
เนื้อหาในไฟล์
เพลง ภราดรภาพ
(สร้อย) ภราดรภาพเพราะคนหยาบบาปจึงหนา ภราดรภาพสังคมบาปจึงเหมือนสาป ภราดรภาพล้างเลิกบาปจึงพ้นสาป ภราดรภาพนี้กำซาบอาบฝังใจ (เนื้อร้อง) จะรอจะคอยก็พลอยแต่จะพาเพ้อ ละเมอเสนอเพียงพร่ำ อวดรู้ชูโชว์โอ่ทฤษฎีที่ชี้จนฉ่ำ ต่างคลำต่างทำก็ย้ำก็ย้อน (สอดสร้อย) ภราดรภาพเพราะคนหยาบบาปจึงหนา ภราดรภาพสังคมบาปจึงเหมือนสาป (เนื้อร้อง) อย่าคอยอย่ารอยุ่งเราอย่าเมาฝันค้าง มาเลย มุ่งล้างตนก่อน เทิดศีลเป็นธงส่งค้ำนำพาอย่าเพี้ยนเพียรผ่อน ขืนหยาบขืนหย่อนเดี๋ยวเถอะปราชัย (สอดสร้อย) ภราดรภาพสังคมบาปจึงเหมือนสาป ภราดรภาพล้างเลิกบาปจึงพ้นสาป (เนื้อร้อง) เมื่อธรรมค้ำจุนเรา เลิกอบายหายเมาแม่นศีลมั่นไว้ มวลใดแม้นคนดี โกรธร้ายคลายไป กามโลภในใจจืดจาง (สอดสร้อย) ภราดรภาพล้างเลิกบาปจึงพ้นสาป ภราดรภาพนี้กำซาบอาบฝังใจ (เนื้อร้อง) จะยืนจะยันจะพลันเกิดมวลชนผอง รวมเป็นพี่น้องตัวอย่าง แจกน้ำใจเจือเอื้อเฟื้อเมตตาขยันสรรสร้าง ๑. ล้วนสละล้วนต่างซึ้งตอบต่อกัน (ร้องสร้อย) ภราดรภาพเพราะคนหยาบบาปจึงหนา ภราดรภาพสังคมบาปจึงเหมือนสาป ภราดรภาพล้างเลิกบาปจึงพ้นสาป ภราดรภาพนี้กำซาบอาบฝังใจ ๒. ล้วนสละล้วนต่างซึ้งตอบขอบคุณ (ร้องสร้อย) ภราดรภาพเพราะคนหยาบบาปจึงหนา ภราดรภาพสังคมบาปจึงเหมือนสาป ภราดรภาพล้างเลิกบาปจึงพ้นสาป ภราดรภาพนี้กำซาบอาบฝังใจ.
เพลง“ภราดรภาพ”นี้ แต่งเนื้อร้องเสร็จ ๑๒ ก.ย. ๒๕๒๘ โดยใช้ทำนองที่ปรับปรุงเพิ่มทำนองสร้อย ส่วนทำนองเนื้อร้องมาจากเพลง“ผู้ถูกสาป”ของเดิมที่แต่งไว้ตั้งแต่ ๑๘ ธ.ค. ๒๕๑๐ แล้วให้ ปราจีน ทรงเผ่าแยกเสียงประสาน และรุ่งพิรุณ เมธารมณ์ กับผุสดี เอื้อเฟื้อ(The Hot Pepper Singers) ร้องสร้อย และสอดสร้อยประสานเสียง ใน
อ่านต่อ
วันที่ ๒๙ เม.ย. ๒๕๒๙ เสร็จร้องสร้อย แล้วจึงมาให้ จินตนา สุขสถิตย์, สุเทพ วงศ์กำแหง, ทิพย์วรรณ ปิ่นภิบาล, พูนศรี เจริญพงษ์, สันติ ลุนเผ่ ขับร้องเนื้อ กัน อัดเสียงอยู่หลายวัน เสร็จ ๘ พ.ค. ๒๕๒๙ เวลา ๑๘.๔๖ น. เทปคาสเซ็ทอัลบั้มชุด“ขวัญ” ออกวางตลาดเมื่อ มิ.ย. ๒๕๒๙ ทำเป็นแผ่นเสียง long play ด้วย เนื้อหาของเพลง“ภราดรภาพ”ก็เป็นเพลงขั้น“โลกุตระ” กล่าวคือ มีเนื้อหาชี้ให้เห็นว่า สังคมที่จะอยู่รวมกันอยู่ อย่างพี่อย่างน้อง คือ มีภราดรภาพสามัคคีจริงนั้น สำคัญที่จิตใจ ที่จริง ที่จะไม่เห็นแก่ตัว จะมี“ความรัก”ในมิติที่ไม่แคบ ไม่เห็นแก่ตัวจัดจริง จึงจะเป็นได้จริงด้วยการปฏิบัติธรรม ให้จิตบรรลุธรรม โดยเฉพาะโลกุตรธรรม ซึ่งในสังคม“โลกียะ”นั้นจะหลง“โลกธรรม” ชีวิตของคนขึ้นอยู่กับความมีลาภยศสรรเสริญสุข เป็นแบบ“โลกีย์”สามัญ จึงไม่สามารถเป็น“ภราดรภาพ”ที่สนิทแท้ เพราะมี“ความรัก”มิติต้นๆแคบๆ ไม่เอื้อมเอื้อเกื้อกว้าง ส่วนแบบ“โลกุตระ”นั้นจะเอื้อมเอื้อเกื้อกว้างยิ่งๆขึ้นออกไปเผื่อแผ่ให้แก่สังคม เห็นแก่มวลมนุษยชาติ จริงใจ พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาประกาศ“ศาสนาพุทธ” ก็มีความเป็น“คนชนิดใหม่”ขึ้น นั่นคือ คนแบบ“โลกุตระ” ซึ่งคนโลกุตระนี้จะมีทัศนคติก็ดี “ใจที่บรรลุจริง”ก็ดี วัฒนธรรมสังคมก็ดี จะเป็นไปเพื่อให้เกิด“สาราณียธรรม ๖”คืออยู่กันอย่างมีเมตตากายกรรม-เมตตาวจีกรรม-เมตตามโน กรรม และลาภที่ได้มาโดยธรรม(ลาภธัมมิกา)ก็จะนำมารวมกันเป็น กองกลาง แล้วกินใช้ร่วมกันเรียกว่า“สาธราณโภคี” ในสังคมนี้ ต่างคนล้วนมีศีลเสมอสมานกันอยู่(ศีลสามัญญตา) และมีความเห็นจุดหมายปลายทางของชีวิตไปในทิศทางเดียวกันเสมอสมานกันอยู่(ทิฏฐิสามัญญตา) นั่นคือ มุ่งโลกุตระ หรือมีชีวิตอยู่แบบ“วรรณะ ๙”คือ เลี้ยงง่าย(สุภระ)-บำรุงง่าย(สุโปสะ)-มักน้อย(อัปปิจฉะ)-สันโดษ(สันตุฏฐิ)-ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ)-มีศีลเคร่ง(ธูตะ)-ไม่สะสม(อปจยะ)-มีอาการที่น่า เลื่อมใส(ปาสาทิกะ)-พากเพียรขยันอยู่เสมอ(วิริยารัมภะ) ซึ่งสังคมใดที่มี“สัมมาทิฏฐิ”และ“สัมมาปฏิบัติ”กันจริง ก็จะเกิดผลจริงปรากฏให้เห็นจริง “ปรองดอง”กันได้อย่างดี หากยังมีคนพาสังคมปฏิบัติด้วยสัมมาทิฏฐิ โลกไม่ว่างจาก“อาริยธรรม”ที่เป็น“โลกุตระ”แน่นอน เชิญตรวจสอบให้เห็นเถิด เพราะเป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ท้าทายให้มาพิสูจน์ได้ เอหิปัสสิโก ไม่ว่ากาลไหนๆ อกาลิโก. “สมณะโพธิรักษ์”(๒๕ ก.พ. ๒๕๖๐) [หลังปกเราคิดอะไร? ฉบับ ๓๒๒(พค.)-และ๓๒๓(ลงซ้ำ)มิย. ๒๕๖๐]