7_บทที่ 3.pdf
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 3 วิธีด ำเนินกำรวิจัย แบบแผนการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น (Pre-Experimental Research) แบบกลุ่มเดียววัดก่อน-หลังการทดลอง (One-Group Pretest-Posttest Design) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบโปรแกรมสวดมนต์และทบทวนธรรมตามหลักการแพทย์วิถีธรรมของผู้ต้องขังหญิง เรือนจ ากลางจังหวัดนครพนม จังหวัดนครพนม จ านวน 30 คน ซึ่งผู้วิจัยได้ด าเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 3. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล 4. การจัดท าข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล ประชำกรและกลุ่มตัวอย่ำง ประชำกร ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็น ผู้ต้องขังหญิงในเรือนจ ากลางนครพนม จังหวัดนครพนม จ านวน 471 คน (กรมราชทัณฑ์. 2560) กลุ่มตัวอย่ำง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ผู้ต้องขังหญิงในเรือนจ ากลางนครพนม จังหวัดนครพนม จ านวน 30 คน ซึ่งได้มาจากเกณฑ์คัดเข้าและคัดออกที่ผู้วิจัยก าหนดขึ้น ดังนี้ เกณฑ์คัดเข้ำ (Inclusion Criteria) 1. เป็นผู้ต้องขังหญิงในเรือนจ ากลางนครพนม จังหวัดนครพนม 2. อายุระหว่าง 20-70 ปี 3. ถูกควบคุมตัวในเรือนจ ากลางนครพนม มากกว่า 1 ปี 4. มีระดับความเครียดตั้งแต่ 42 คะแนนขึ้นไป ประเมินจากแบบวัดความเครียด กรมสุขภาพจิต ซึ่งมีความเครียดในระดับสูงถึงระดับรุนแรง เกณฑ์คัดออก (Exclusion Criteria) 1. อายุน้อยกว่า 20 ปี 2. อายุมากกว่า 70 ปี 3. ถูกควบคุมตัวในเรือนจ ากลางนครพนมน้อยกว่า 1 ปี 4. มีคะแนนระดับความเครียดต่ ากว่า 42 คะแนน 59 แบบแผนกำรวิจัย แบบแผนการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น (Pre-Experimental Research) แบบกลุ่มเดียววัดก่อน-หลังการทดลอง (One-Group Pretest-Posttest Design) ผู้วิจัยได้วางแผนการทดลอง ดังนี้
อ่านต่อ
รูปแบบการทดลอง กลุ่มทดลอง O1 X O2 แผนภาพที่ 4 รูปแบบการทดลอง โดยก าหนดให้ O1 หมายถึง การเก็บรวบรวมข้อมูล ก่อนการทดลองของกลุ่มทดลอง O2 หมายถึง การเก็บรวบรวมข้อมูล หลังการทดลองของกลุ่มทดลอง X หมายถึง โปรแกรมสวดมนต์และทบทวนธรรมตามหลักการแพทย์วิถีธรรม กำรพิทักษ์สิทธิผู้เข้ำร่วมกำรวิจัย การวิจัยนี้ให้ความเคารพและตระหนักในสิทธิมนุษยชนของกลุ่มตัวอย่าง ได้ผ่านกระบวนการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ของมหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ เลขที่ HE-SRUU2-0016 และให้กลุ่มตัวอย่างลงนามในใบยินยอมของประชากรตัวอย่างหรือผู้มีส่วนร่วมในการวิจัย ผู้วิจัยอธิบายถึงวัตถุประสงค์ของการวิจัย วิธีการวิจัย รวมทั้งประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการวิจัยอย่างละเอียด กลุ่มตัวอย่างสามารถบอกเลิกการเข้าร่วมโครงการนี้เมื่อใดก็ได้ ในกรณีที่ต้องมีการบันทึกภาพ/บันทึกเสียง ผู้วิจัยสามารถท าได้หากได้รับความยินยอมจากกลุ่มตัวอย่างเท่านั้น ผู้วิจัยจะเก็บรักษาข้อมูลไว้เป็นความลับ และ จะเปิดเผยได้เฉพาะในรูปที่เป็นผลสรุปการวิจัย หรือกรณีจ าเป็นตามเหตุผลทางวิชาการเท่านั้น เครื่องมือที่ใช้ในกำรเก็บรวบรวมข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 2 ประเภท ได้แก่ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 1. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ โปรแกรมสวดมนต์และทบทวนธรรมตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นโดยศึกษาผลการวิจัยที่เกี่ยวข้องและแนวคิดต่าง ๆ มาเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมโปรแกรม โดยการประยุกต์องค์ความรู้การแพทย์วิถีธรรม ร่วมกับแรงสนับสนุนทางสังคม (Social Support Theory) ของ House (1981 : 202-204) ร่วมกับการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์วิถีธรรม ผู้มีประสบการณ์ฝึกการเรียนรู้ในฐานงานแพทย์วิถีธรรม และประสบการณ์ของผู้วิจัยเอง เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างโปรแกรมให้มีประสิทธิภาพ เนื้อหาประกอบด้วย ความรู้เกี่ยวกับการสวดมนต์และทบทวนธรรม ความเครียด การฟังธรรม การสนทนาธรรม การบันทึกทบทวนธรรม (ดังแสดงในภาคผนวก จ) ซึ่งมีเครื่องมือในการทดลอง ดังนี้ 60 1.1 หนังสือคู่มือสวดมนต์และทบทวนธรรมตามหลักการแพทย์วิถีธรรม มีเนื้อหาประกอบด้วย ความหมายและประโยชน์ของการสวดมนต์ การทบทวนธรรม ความรู้ความเครียด เทคนิคการล้างความทุกข์ใจ บทสวดมนต์และบททบทวนธรรมมีเนื้อหาหลัก ได้แก่ 1.1.1 บทสวดมนต์แปล เป็นบทสวดมนต์ภาษาบาลีพร้อมการแปลภาษาไทย ที่การแพทย์วิถีธรรมได้คัดบทสวดมนต์ที่ส าคัญ ตามล าดับ ดังนี้ ค าบูชาพระรัตนตรัย ปุพพภาคนมการ ไตรสรณคมน์พุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ โอวาทปาติโมกขคาถา อภิณหปัจจเวกขณปาฐะ ภวตุสัพ เป็นเวลา 30 นาที 1.1.2 บททบทวนธรรม เป็นบทธรรมะจากพระไตรปิฎก น ามาแปลเป็นภาษาธรรมะที่เข้าใจง่าย เปรียบเหมือนค าสุภาษิต ค าพังเพย สื่อคติเตือนใจ สั่งสอนในทางบวก มีเนื้อหาให้ตระหนักถึงเรื่องกรรม ผลของกรรม ความเป็นจริงของชีวิต การไม่โทษผู้อื่น การส านึกผิด การคิด พูด ท าในสิ่งที่ดี ประกอบด้วย บททบทวนธรรม 17 ข้อ และ สุดยอดวาทะแห่งปี ตัวอย่างเช่น “สิ่งที่เราได้รับ คือสิ่งที่เราท ามา ไม่มีสิ่งใดที่เราได้รับ โดยที่เราไม่เคยท ามา” “เกิดอะไร จงท่องไว้ กูท ามา” “ทีท าชั่วยังมีเวลาท า ทีท าดีท าไมไม่มีเวลาท า” เป็นต้น เป็นเวลา 15 นาที 1.2 สมุดบันทึกทบทวนธรรมตามหลักการแพทย์วิถีธรรม เพื่อจดบันทึกประจ าวัน สิ่งที่ได้รับเป็นการสะท้อนคิดจากโปรแกรม ประโยชน์ที่ได้รับ การเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจ ด้านอารมณ์ เป็นต้น 1.3 วีดีทัศน์สวดมนต์และทบทวนธรรมตามหลักการแพทย์วิถีธรรม 1.4 MP3 เสียงบรรยายธรรมะ โดย ดร. ใจเพชร กล้าจน 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถามวัดความเครียด ประกอบด้วย 2.1 แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ ศาสนา สถานภาพ การศึกษา อาชีพ การมีบุตร ภูมิล าเนา ฐานความผิด สาเหตุที่กระท าผิด ระยะถูกก าหนดโทษ และระยะเวลารับโทษคงเหลือ 2.2 แบบวัดความเครียดสวนปรุง SPST กรมสุขภาพจิต เพื่อประเมินความเครียดก่อน-หลังการได้รับโปรแกรมสวดมนต์และทบทวนธรรม โดยแบบสอบถามมีข้อค าถาม 20 ข้อ แต่ละข้อมีค าตอบให้เลือกเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยก าหนดค่าคะแนนในแต่ละระดับ ดังนี้ ระดับควำมเครียด ควำมหมำย 1 ไม่รู้สึกเครียด 2 รู้สึกเครียดเล็กน้อย 3 รู้สึกเครียดปานกลาง 4 รู้สึกเครียดมาก 5 รู้สึกเครียดมากที่สุด เกณฑ์การประเมินแบ่งความเครียดออกเป็น 4 ระดับ ดังนี้ คะแนน 0-23 ความเครียดในระดับต่ า (Mild Stress) หมายถึง ความเครียดขนาดน้อย ๆ และหายไปในระยะเวลาอันสั้น เป็นความเครียดที่เกิดขึ้นในชีวิตประจ าวัน ความเครียดระดับนี้ไม่คุกคามต่อการด าเนินชีวิต บุคคลมีการปรับตัวด้วยความเคยชินและการปรับตัวต้องการพลังงานเพียงเล็กน้อย เป็นภาวะที่ร่างกายผ่อนคลาย 61 คะแนน 24-41 ความเครียดในระดับปานกลาง (Moderate Stress) หมายถึง ความเครียดที่เกิดขึ้นในชีวิตประจ าวันเนื่องจากมีสิ่งคุกคามหรือพบเหตุการณ์ส าคัญ ๆ ในสังคม บุคคลจะมีปฏิกิริยาตอบสนองออกมาในลักษณะความวิตกกังวล ความกลัว ฯลฯ ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติทั่ว ๆ ไป ไม่รุนแรง จนก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย เป็นระดับความเครียดที่ท าให้บุคคลกระตือรือร้น คะแนน 42-61 ความเครียดในระดับสูง (Height Stress) เป็นระดับที่บุคคลได้รับเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความเครียดสูง ไม่สามารถปรับตัวให้ความเครียดลดลงได้ในเวลาอันสั้น ถือว่าอยู่ในขีดอันตราย หากไม่ได้รับการบรรเทาจะน าไปสู่ความเครียดเรื้อรัง เกิดโรคต่าง ๆ ในภายหลังได้ คะแนน 62 ขึ้นไป ความเครียดในระดับรุนแรง (Severe Stress) เป็นความเครียดระดับสูงที่ด าเนินติดต่อกันมาอย่างต่อเนื่อง จนท าให้บุคคลมีความล้มเหลวในการปรับตัว จนเกิดความเบื่อหน่าย ท้อแท้ หมดแรง ควบคุมตัวเองไม่ได้ เกิดอาการทางกายหรือโรคภัยต่าง ๆ ได้ง่าย กำรตรวจสอบคุณภำพของเครื่องมือ เครื่องมือวิจัยที่ใช้มีการตรวจคุณภาพของเครื่องมือดังนี้ 1. การตรวจความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยให้ผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน ดังนี้ 1.1 สมณะแสนดิน ภูมิพุทโธ นักบวชในพุทธศาสนา บวรสันติอโศก ชุมชนสันติอโศก เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 1.2 ดร.ใจเพชร กล้าจน ประธานมูลนิธิแพทย์วิถีธรรมแห่งประเทศไทย ศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง สวนป่านาบุญ อ าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร 1.3 ดร.นิภาพร ละครวงศ์ พยาบาลวิชาชีพช านาญการ โรงพยาบาลยโสธร อ าเภอเมือง จังหวัดยโสธร 1.4 นายแพทย์ณัฐวุฒิ ประจักษ์ทรัพย์ อดีตนายแพทย์ช านาญการ โรงพยาบาลแม่จัน อ าเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย 1.5 ผศ.สมพร กิ่วแก้ว ผู้ประสานงานภาควิชาการพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น อ าเภอล าลูกกา จังหวัดปทุมธานี ผู้เชี่ยวชาญท าการตรวจสอบหาดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence : IOC) ซึ่งการพิจารณาค่า IOC ของแต่ละข้อค าถามในแบบสอบถามทุกข้อ หากพบว่ามีค่าสูงกว่า 0.5 ซึ่งแสดงว่าข้อค าถามนั้นสอดคล้องและตรงตามเนื้อหา ซึ่งการตรวจสอบครั้งนี้ พบว่า มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.96 ถือว่ามีความสอดคล้องและถูกต้อง จึงสามารถน าโปรแกรมสวดมนต์และทบทวนธรรมและแบบสอบถามไปใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้ 2. ตรวจสอบความเชื่อถือได้ (Reliability) เพื่อตรวจสอบความเชื่อถือได้ของเครื่องมือ (Reliability) ขอบแบบสอบถาม โดยน าไปทดลองใช้ (Try-Out) กับผู้ต้องขังหญิง เรือนจ าจังหวัดมุกดาหาร ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จ านวน 30 คน แล้วน ามาวิเคราะห์ค่าความสอดคล้องภายในค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha coefficient) ซึ่งได้ค่าความเชื่อถือได้ เท่ากับ 0.95 62 วิธีกำรเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง โดยเปรียบเทียบผลก่อนและหลังได้รับโปรแกรม ผู้วิจัยด าเนินการทดลองตามขั้นตอนต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ 1. ผู้วิจัยประชุมเตรียมความพร้อมของผู้ช่วยผู้วิจัย ซึ่งประกอบด้วย จิตอาสาแพทย์วิถีธรรม นัดหมายเพื่อท าความเข้าใจรายละเอียดและแผนงาน ตลอดจนวิธีการปฏิบัติและการบันทึกผลการวิจัยให้เข้าใจและถูกต้องตรงกัน และมอบหมายให้ผู้ช่วยผู้วิจัยรับผิดชอบเป็นผู้ให้ความรู้ในฐาน การเรียนรู้และการปฏิบัติกิจกรรม ลงพื้นที่เก็บข้อมูลในระหว่างเดือนธันวาคม 2560 ถึง เดือนมกราคม 2561 2. จัดเตรียมเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย สื่อการสอน วัสดุอุปกรณ์ และสถานที่ในการใช้ท ากิจกรรม 3. ผู้วิจัยและทีมจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม เข้าพื้นที่เรือนจ ากลางนครพนม เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ๆ ละ 1 วัน 4. ผู้วิจัยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามคุณลักษณะที่ก าหนด และนัดหมายกลุ่มตัวอย่างเพื่อชี้แจงวัตถุประสงค์ของการวิจัย ขั้นตอนการด าเนินการวิจัย ระยะเวลาในการท าวิจัย และการพิทักษ์สิทธิ 5. กลุ่มตัวอย่างประเมินความเครียดก่อนการทดลอง (Pretest) โดยใช้แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลและแบบวัดความเครียด กรมสุขภาพจิต SPST-20 6. ด าเนินการทดลองโดยผู้วิจัยจัดกิจกรรมตามโปรแกรมสวดมนต์และทบทวนธรรมให้แก่กลุ่มตัวอย่าง ฟังบรรยาย สาธิต ปฏิบัติ และจัดกิจกรรมกลุ่ม รายละเอียดกิจกรรมที่กลุ่มตัวอย่างจะได้เรียนรู้และปฏิบัติ คือ สัปดำห์ที่ 1 1. สร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อผู้ต้องขังหญิง แนะน าผู้วิจัยและจิตอาสา ชี้แจงวัตถุประสงค์ของการวิจัยและเป้าหมายในการเรียนรู้ 2. วิทยากรบรรยาย “ความรู้ ผลต่อร่างกายจิตใจและการจัดการความเครียด” 3. วิทยากรบรรยาย “ความรู้และประโยชน์จากการสวดมนต์และการทบทวนธรรม” 4. สาธิตและปฏิบัติร่วมกับเปิดวีดีทัศน์ “การสวดมนต์และการทบทวนธรรม” 5. ฟังธรรมจาก MP3 “ชีวิตเป็นสุขต้องเข้าใจเรื่องกรรม” บรรยายโดย ดร.ใจเพชร กล้าจน 6. แลกเปลี่ยนประสบการณ์โดยจิตอาสา “สิ่งที่ได้รับจากการสวดมนต์และการทบทวนธรรม” สัปดำห์ที่ 2 1. สาธิตและปฏิบัติร่วมกับเปิดวีดีทัศน์ “การสวดมนต์และการทบทวนธรรม” 2. ฟังธรรมจาก MP3 “การใช้ธรรมะ ละบาป บ าเพ็ญบุญ ท าจิตใจเบิกบาน เป็นสุข” บรรยายโดย ดร.ใจเพชร กล้าจน 3. แลกเปลี่ยนประสบการณ์โดยจิตอาสา “ลดความเครียดจากการทบทวนธรรม” 4. เข้ากลุ่มสนทนาธรรมจิตอาสากับผู้ต้องขังหญิง 63 สัปดำห์ที่ 3 1. สาธิตและปฏิบัติร่วมกับเปิดวีดีทัศน์ “การสวดมนต์และการทบทวนธรรม” 2. ฟังธรรมจาก MP3 “เทคนิคท าใจไร้กังวล” บรรยายโดย ดร.ใจเพชร กล้าจน 3. แลกเปลี่ยนประสบการณ์ โดยจิตอาสา “เทคนิคท าใจไร้กังวล” 4. แลกเปลี่ยนประสบการณ์โดยผู้ต้องขังหญิง “ลดความเครียดจากการทบทวนธรรม” 5. เข้ากลุ่มสนทนาธรรมจิตอาสากับผู้ต้องขังหญิง สัปดำห์ที่ 4 1. สาธิตและปฏิบัติร่วมกับเปิดวีดีทัศน์ “การสวดมนต์และการทบทวนธรรม” 2. ฟังธรรมจาก MP3 “ธรรมะรักษาโรค” บรรยายโดย ดร. ใจเพชร กล้าจน 3. แลกเปลี่ยนประสบการณ์ โดยจิตอาสา “ธรรมะรักษาโรค” 4. แลกเปลี่ยนประสบการณ์โดยผู้ต้องขังหญิง “สิ่งที่ได้รับจากการสวดมนต์และ การทบทวนธรรม” 5. เข้ากลุ่มสนทนาธรรมจิตอาสากับผู้ต้องขังหญิง 7. หลังจากกลุ่มตัวอย่างได้เรียนรู้และฝึกทักษะ กลุ่มตัวอย่างต้องปฏิบัติการสวดมนต์และทบทวนธรรม ก่อนรับประทานอาหารกลางวันทุกวัน วันละ 45 นาที เป็นเวลา 4 สัปดาห์ และกลุ่มตัวอย่างท าการบันทึกการปฏิบัติการสวดมนต์และทบทวนธรรมในสมุดบันทึกประจ าวัน ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ 7.1 ตั้งจิตตั้งใจ น้อมใจเคารพคุณงามความดีของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ น้อมเคารพความดี ค าสอน และตั้งใจพากเพียรปฏิบัติตาม เท่าที่ท าได้ด้วยใจที่ผาสุก 7.2 เตรียมกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ (ดังแสดงในหน้า 29) น้อมกราบเคารพทั้งกายและใจ 3 ครั้ง อย่างอ่อนน้อม ช้า ๆ จะเป็นการเคารพอย่างแท้จริง 7.3 เริ่มสวดมนต์ เปล่งเสียง จังหวะที่พอเหมาะ เป็นภาษาอ่านธรรมดา ท าให้จ าได้ดี เข้าใจในเนื้อหาสาระ พิจารณาความหมาย แล้วตั้งจิตพากเพียรปฏิบัติตาม จะเกิดสิ่งดีงามกับตัวเราเอง 7.4 บทสวดมนต์ภาษาบาลีพร้อมค าแปลภาษาไทย ตามล าดับ ดังนี้ ค าบูชาพระรัตนตรัย ปุพพภาคนมการ ไตรสรณคมน์พุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ โอวาทปาติโมกขคาถา อภิณหปัจจเวกขณปาฐะ ภวตุสัพ รวมสวดมนต์เป็นเวลา 30 นาที 7.5 หลังสวดมนต์เสร็จ ตั้งจิตอธิษฐานนิ่งสงบ 1 นาที เพื่อตั้งใจพัฒนาจิตให้เจริญขึ้น ตั้งใจท าความดี ลด ละ เลิก สิ่งไม่ดีต่อตนเองและผู้อื่น พากเพียรท าสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุด ตามเหตุปัจจัยที่เราท าได้ 7.6 จากนั้น เริ่มอ่านบททบทวนธรรม เพื่อการสร้างความผาสุกที่สุดในโลก 17 ข้อ ด้วยจังหวะที่พอเหมาะ เข้าใจในเนื้อหาสาระ พิจารณาความหมาย แล้วตั้งจิตพากเพียรปฏิบัติตาม จะเกิดสิ่งดีงามกับตัวเราเอง เช่น “อย่าโทษใครในโลกใบนี้ ผู้ใดที่โทษผู้อื่นว่าผิดต่อตัวเรา จะไม่มีทางบรรลุธรรม” “ถ้าเรายังไม่เข้าใจคนอื่น แสดงว่าเรายังไม่เข้าใจตนเอง” เป็นต้น จบด้วย “สาธุ” 7.7 ต่อเนื่องด้วย สุดยอดวาทะแห่งปี เช่น “ปัญหาทั้งหมดในโลกเกิดจาก คนโง่กว่ากิเลส” “อยากได้สิ่งใด จงคิดสิ่งนั้นกับผู้อื่น” “เย่ เย่ เย่ ไม่หวั่นไหว ใจเป็นสุข เย่” เป็นต้น รวมอ่านบททบทวนธรรมเป็นเวลา 15 นาที 7.8 รวมเวลาสวดมนต์และทบทวนธรรมทั้งหมด 45 นาที 64 8. กลุ่มตัวอย่างประเมินความเครียดหลังการทดลอง (Post-test) 4 สัปดาห์ โดยใช้แบบวัดความเครียดสวนปรุง กรมสุขภาพจิต SPST-20 9. น าข้อมูลก่อนและหลังการทดลองไปวิเคราะห์หาค่าทางสถิติ กำรจัดท ำข้อมูลและกำรวิเครำะห์ข้อมูล 1. สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) เพื่ออธิบายลักษณะส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (X) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 2. สถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistics) เพื่อทดสอบสมมติฐานของงานวิจัย คือ เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยก่อนและหลังการทดลอง โดยใช้สถิติ Paired Sample t-test