06 บทที่ 1.pdf
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 1 บทน ำ ควำมเป็นมำและควำมส ำคัญของปัญหำ ภาวะน ้าหนักเกินและโรคอ้วน เป็นปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพกายและจิตที่ส้าคัญอันดับต้น ๆ ของประชากรโลก ซึ่งสาเหตุหลักเกิดมาจาก พฤติกรรมการบริโภคอาหารมากเกินความจ้าเป็นของร่างกาย โดยเฉพาะอาหารรสจัดหวาน มัน เค็ม การนิยมรับประทานอาหารให้พลังงานสูง ขนมหวานและน ้าหวานในรูปแบบต่าง ๆ เพิ่มมากขึ นแต่ออกก้าลังกายไม่เพียงพอ เนื่องจากวิถีชีวิตของคนในปัจจุบันนี แตกต่างจากในอดีตอย่างชัดเจน จากการงานที่ต้องใช้แรงส่วนใหญ่กลายเป็นงานนั่งโต๊ะ เกิดเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่สามารถสร้างความสะดวกสบายและความบันเทิงได้โดยไม่ต้องแม้แต่ขยับตัว ก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพกระทบเป็นวงกว้างทั งประชากรและประเทศชาติด้านสาธารณสุข สังคม และเศรษฐกิจ การเพิ่มขึ นอย่างรวดเร็วของปัญหาโรคอ้วน ท้าให้องค์การอนามัยโลกประกาศให้โรคอ้วนเป็นโรคระบาดตั งแต่ปี พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา (สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์. 2553 : ค้าน้า) โดยในปี พ.ศ. 2558 พบว่าทั่วโลกมีผู้ใหญ่น ้าหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานสูงถึงประมาณ 2,300 ล้านคน และมีผู้ใหญ่อ้วนประมาณ 700 ล้านคน (คณะอ้านวยการยุทธศาสตร์สุขภาพดีวิถีไทย. 2553 : 12) ปรากฏการณ์นี พบได้ในทุกสังคมทั่วโลกรวมถึงทวีปเอเชียและประเทศไทยด้วย จากการส้ารวจ 10 ประเทศในกลุ่มอาเซียนพบว่า ความชุกของโรคอ้วนในผู้ชายไทยสูงเป็นอันดับที่ 4 ในขณะที่ผู้หญิงไทยอยู่ในอันดับที่ 2 รองจากผู้หญิงมาเลเซียเท่านั น (สายสมร พลดงนอก. 2558 : 1) และในการส้ารวจสุขภาพของประชาชนไทยเองก็พบว่า ความชุกของภาวะอ้วนมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ นอย่างชัดเจนเช่นเดียวกัน โดยในผู้หญิงร้อยละ 40.7 และในผู้ชายร้อยละ 32.9 (วิชัย เอกพลากร. 2557 : 5) ดังนั นการด้าเนินการแก้ไขปัญหาภาวะน ้าหนักเกินและโรคอ้วน จึงเป
อ่านต่อ
็นสิ่งที่จ้าเป็นและเร่งด่วนที่สุด เนื่องจากภาวะน ้าหนักเกินและโรคอ้วนเป็นปัญหาต้นตอของโรคเรื อรังต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรค ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เบาหวาน และโรคของหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของการตายก่อนวัย อันควรของประชากรโลกในขณะนี (วีระชัย สิทธิปิยะสกุล และคนอื่น ๆ. 2553 : 2) แนวทางหลักและส้าคัญในการแก้ไขปัญหาน ้าหนักเกินและโรคอ้วนคือ การลดการบริโภคอาหารที่ให้พลังงานสูงและการเพิ่มการออกก้าลังกาย ดังค้ากล่าวของนวลรัดดา ประเปรียว (2555 : 9) ที่ว่าการป้องกันรักษาโรคอ้วนควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการด้าเนินชีวิต ได้แก่ การลดน ้าหนักลงร้อยละ 5-10 ของน ้าหนักตัวทั งหมด โดยลดพลังงานจากอาหารที่ควรจะได้รับลงประมาณ 500-1,000 กิโลแคลอรี่ต่อวัน หันมาบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ ลดหวาน มัน เค็มลง เพิ่มกากใยอาหารด้วยการบริโภคผักและผลไม้ให้มากขึ น ลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่และสิ่งเสพติดต่าง ๆ เพิ่มการเคลื่อนไหวทางกายและออกก้าลังกายอย่างสม่้าเสมอเกือบทุกวัน และควรค้นหาวิธีในการจัดการกับความเครียด อย่างไรก็ตามในปี พ.ศ. 2553 รัฐบาลไทยได้ประกาศให้ปัญหาภาวะน ้าหนักเกินและโรคอ้วนเป็นวาระแห่งชาติ ที่หน่วยงานจะต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาให้ลดลง (คณะกรรมการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ. 2554 : 4) ซึ่งหน่วยงานต่าง ๆ ก็ได้ด้าเนินตามนโยบายมาโดยตลอด กระทั่งแผนพัฒนา 2 เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 มาย ้าจุดมุ่งหมายให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนนโยบายแก้ปัญหาโรคอ้วนอย่างเร่งด่วน โดยก้าหนดเป้าหมายที่ชัดเจนให้ประชากรไทยอายุ 15-79 ปีมีภาวะน ้าหนักเกินลดลง เพื่อลดภาระสังคมและระบบบริการสุขภาพ ยังผลให้คนไทยเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มีวินัย ตื่นรู้ เท่าทันสถานการณ์ เรียนรู้ด้วยตนเองได้ต่อเนื่องตลอดชีวิต มีจิตสาธารณะ และมีสุขภาพกายและใจที่ดี โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการแก้ปัญหา ก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพไปสู่จุดที่เหมาะสมกับการมีสุขภาวะที่ดีในที่สุด (ส้านักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. 2559 : 66) จากการศึกษาของผู้วิจัย พบว่า หลายหน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุขได้ให้ความส้าคัญกับเรื่องนี และด้าเนินการตามนโยบายมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมูลนิธิแพทย์วิถีธรรมแห่งประเทศไทย ที่เป็นหน่วยงานของกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดกิจกรรมค่ายสุขภาพพึ่งตนเองตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแก่ประชาชนที่สนใจ ซึ่งการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรมมีจุดเด่น คือ การน้าจุดดีของการแพทย์ทุกแผนมาบูรณาการด้วยหลักธรรมะและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จนเกิดเป็นองค์ความรู้และเทคนิคการฝึกปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพตนเอง ด้วยวิธีที่ประหยัด เรียบง่าย ได้ผลรวดเร็ว สามารถพึ่งพาตนเองได้ ใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นเป็นหลัก สามารถน้าไปประยุกต์ให้เข้ากับวิถีชีวิตได้ และมีความยั่งยืน (ส้านักการแพทย์ทางเลือก. 2555 : 1) ผลการศึกษาของใจเพชร กล้าจน (2553 : 94) พบว่าการแพทย์วิถีธรรม สามารถใช้ได้กับโรค ทุกโรค (แต่ไม่ใช่กับทุกคน) การใช้องค์ความรู้แพทย์วิถีธรรมในการดูแลสุขภาพ ท้าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในเวลา 5 วัน ภาวะสุขภาพโดยรวมดีขึ น น ้าหนักตัวลดลงร้อยละ 81.13 ซึ่งเป็นผลดีต่อการลดโรคเรื อรังต่าง ๆ สอดคล้องกับผลการวิจัยของนิตยาภรณ์ สุระสาย (2558 : 132) พบว่า ผู้ต้องขังหญิงเรือนจ้ากลางนครพนมที่ใช้องค์ความรู้การแพทย์วิถีธรรมในการดูแลสุขภาพเป็นเวลา 7 เดือน มีค่าเฉลี่ยของระดับดัชนีมวลกายก่อนและหลังการทดลองเท่ากับ 25.60 และ 23.90 ตามล้าดับ นอกจากนั นยังมีการศึกษาผลการดูแลสุขภาพด้วยหลักการแพทย์วิถีธรรมด้านเศรษฐกิจของประชากรที่มาเข้าค่ายสุขภาพจ้านวน 1,897 คน พบว่า สามารถลดค่าใช้จ่ายในการตรวจการรักษาโรค และค่าใช้จ่ายในการกินการใช้สิ่งต่าง ๆ ประจ้าวันเฉพาะของตนเองร้อยละ 100 (ใจเพชร กล้าจน และจิรวัฒน์ เวชแพศย์. 2554 : 25) ส่งผลด้านจิตใจท้าให้ความเครียด ความกังวลในการด้ารงชีวิตในสภาพสังคมปัจจุบันลดลงอย่างแน่นอน ในรอบปีที่ผ่านมาผู้ที่มาเข้าค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ อ้าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร มีภาวะน ้าหนักเกินและโรคอ้วนมีสูงถึงร้อยละ 44 ของจ้านวนผู้มาเข้าค่ายทั งหมด (มูลนิธิแพทย์วิถีธรรม. 2561 : 93) และจากการศึกษาข้อมูลผู้วิจัยยังไม่พบการศึกษาที่น้าองค์ความรู้หรือเทคนิคการดูแลสุขภาพของการแพทย์วิถีธรรม มาใช้ในการแก้ไขปัญหาภาวะน ้าหนักเกินและโรคอ้วนโดยตรงมาก่อน ผู้วิจัยจึงได้เลือกใช้เทคนิคของแพทย์วิถีธรรมที่มีผลต่อการลดน ้าหนักโดยเฉพาะ ทั งยังใช้สิ่งที่เป็นประโยชน์สูงที่สุดแต่ประหยัดที่สุด ใช้เวลาน้อยแต่มีประสิทธิภาพมาก เพื่อให้ผู้ที่มีภาวะน ้าหนักเกินและโรคอ้วน สามารถเรียนรู้และฝึกปฏิบัติได้ด้วยตนเอง ซึ่งจะเป็นทางเลือกใหม่ส้าหรับผู้ที่ต้องการลดน ้าหนักเพื่อสุขภาพ รวมถึงการน้าโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรมไปปรับใช้ในชีวิตประจ้าวัน ยังสามารถช่วยลดปัญหาสุขภาพ ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศได้ 3 วัตถุประสงค์กำรวิจัย วัตถุประสงค์ทั่วไป เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรมต่อภาวะสุขภาพ ของผู้ที่มีภาวะน ้าหนักเกินและโรคอ้วน ในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ อ้าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร วัตถุประสงค์เฉพำะ 1. เพื่อเปรียบเทียบระดับดัชนีมวลกาย และระดับความดันโลหิตก่อนและหลังการทดลองของผู้ที่มีภาวะน ้าหนักเกินและโรคอ้วน ในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ อ้าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร 2. เพื่อเปรียบเทียบผลการปฏิบัติตามโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ก่อนและหลังการทดลองของผู้ที่มีภาวะน ้าหนักเกินและโรคอ้วน ในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ อ้าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร สมมุติฐำนกำรวิจัย 1. ระดับดัชนีมวลกายและระดับความดันโลหิตของผู้ที่มีภาวะน ้าหนักเกินและโรคอ้วน ในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ อ้าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ลดลงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม 2. ผลการปฏิบัติตามโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรมของผู้ที่มีภาวะน ้าหนักเกินและโรคอ้วนในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ อ้าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ขอบเขตของกำรวิจัย ตัวแปรที่ศึกษำ 1. ตัวแปรอิสระ (Independent Variable) คือ 1.1 โปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม 1.1.1 การรับประทานสมุนไพรปรับสมดุล 1.1.2 การรับประทานอาหารปรับสมดุลตามหลักการแพทย์วิถีธรรม การฝึกปรุงอาหารปรับสมดุลสูตร 2 น้องพุทธด้วยตนเอง และวิเคราะห์คุณค่าทางสารอาหาร โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์คือ โปรแกรม INMUCAL V.3 (สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล. 2556) 1.1.3 การออกก้าลังกายด้วยการเดินเร็วและการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย 1.1.4 การเอาพิษออกจากร่างกายด้วยการสวนล้างล้าไส้ใหญ่ด้วยตนเองโดยใช้สมุนไพรที่เหมาะกับสภาพร่างกาย 1.1.5 การใช้ธรรมะ ละบาป บ้าเพ็ญบุญกุศล ท้าจิตใจให้ผ่องใส คบมิตรดีสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี เพื่อผ่อนคลายอารมณ์ ควบคุมสิ่งเร้า และลดละเลิกการบริโภคสิ่งที่เป็นโทษต่อสุขภาพขณะลดน ้าหนัก 4 1.1.6 การรู้เพียรรู้พักที่พอดี 2. ตัวแปรตาม (Dependent Variable) คือ 2.1 น ้าหนัก 2.2 ระดับดัชนีมวลกาย 2.3 ระดับความดันโลหิต 3. ขอบเขตด้านเนื อหาและพื นที่ งานวิจัยนี ผู้วิจัยได้น้าองค์ความรู้ด้านการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรมมาย่อให้เล็กลง และท้าตามได้ให้ง่ายขึ น โดยเลือกเทคนิคการปฏิบัติของหลักการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรมที่เกี่ยวข้องและ มีผลต่อการลดน ้าหนักโดยเฉพาะ มาสร้างเป็นโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรมขึ น และใช้เป็นเครื่องมือในงานวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) เรื่องประสิทธิผลของโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรมต่อภาวะสุขภาพของผู้ที่มีภาวะน ้าหนักเกินและโรคอ้วน ในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ อ้าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร 4. ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 4.1 ประชากร คือ ผู้ที่มีภาวะน ้าหนักเกินและโรคอ้วน ที่มาเขาค่ายสุขภาพแพทย์ วิถีธรรมสวนป่านาบุญ อ้าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหารทั งหมด ในเดือนธันวาคม 2560 จ้านวน 234 คน 4.2 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่มีภาวะน ้าหนักเกินและโรคอ้วน ที่มาเขาค่ายสุขภาพแพทย์วิถีธรรมสวนป่านาบุญ อ้าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหารทั งหมด ในเดือนธันวาคม 2560 มีอายุระหว่าง 40-59 ปี มีดัชนีมวลกายเกินเกณฑ์มาตรฐาน (ดัชนีมวลกายเกิน 23.00) และความดันโลหิตไม่เกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท จ้านวน 117 คน นิยำมศัพท์เฉพำะ หลักการแพทย์วิถีธรรม หมายถึง การแพทย์ทางเลือกที่น้าเอาจุดดีของวิทยาศาสตร์ การดูแลสุขภาพทั ง 4 แผน คือ แผนปัจจุบัน แผนไทย แผนทางเลือกและแผนพื นบ้าน รวมกับหลัก 8 อ. เพื่อสุขภาพที่ดีของสถาบันบุญนิยม มาบูรณาการด้วยหลักธรรมะและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยประยุกต์ให้เข้ากับสภาพสังคมสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน เน้นการแก้ปัญหาสุขภาพที่ต้นเหตุ พึ่งตนเอง ประหยัด เรียบง่าย ได้ผลรวดเร็ว ใช้ทรัพยากรในท้องถิ่น ประยุกต์เข้ากับวิถีชีวิตได้ และมีความยั่งยืน ซึ่งมีเทคนิคในการปฏิบัติ 9 ข้อ หรือเรียกว่า ยา 9 เม็ด ได้แก่ (1) การรับประทานสมุนไพรปรับสมดุล (2) การกัวซาหรือขูดซาหรือขูดพิษหรือขูดลม (3) การสวนล้างล้าไส้ใหญ่ (Colon Detoxification) ด้วยสมุนไพร (4) การแช่มือแช่เท้าหรือส่วนที่ไม่สบายด้วยสมุนไพรที่ถูกกัน (5) การพอก ทา หยอด ประคบ อบ อาบ เช็ด ด้วยสมุนไพร (6) การออกก้าลังกาย กดจุดลมปราณ โยคะ กายบริหารที่ถูกต้อง (7) การรับประทานอาหารปรับสมดุลร่างกาย (8) ใช้ธรรมะท้าใจให้เป็นสุข ยินดี เต็มใจ เบิกบาน แจ่มใส สงบ สบายไร้กังวล คบมิตรดีในสังคมสิ่งแวดล้อมที่ดี และ (9) รู้เพียรรู้พักให้พอดี โปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม หมายถึง การจัดกิจกรรมค่ายสุขภาพแพทย์วิถีธรรม เพื่อให้ความรู้และฝึกทักษะการปฏิบัติตามหลักการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม 6 ด้าน ได้แก่ (1) การรับประทานสมุนไพรปรับสมดุล (2) การรับประทานอาหารปรับสมดุล การฝึกปรุงอาหารสูตร 2 น้องพุทธ 5 ด้วยตนเอง และวิเคราะห์ค่าพลังงานและสารอาหาร โดยใช้โปรแกรมส้าเร็จรูป INMUCAL-N Version 3 (3) การออกก้าลังกายด้วยการเดินเร็วและการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย (4) การเอาพิษออกจากร่างกายด้วยการสวนล้างล้าไส้ใหญ่ด้วยตนเองโดยใช้สมุนไพรที่เหมาะกับสภาพร่างกาย (5) การใช้ธรรมะ ละบาป บ้าเพ็ญบุญกุศล ท้าจิตใจให้ผ่องใส คบมิตรดีสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี เพื่อผ่อนคลายอารมณ์ ควบคุมสิ่งเร้า และลดละเลิกการบริโภคสิ่งที่เป็นโทษต่อสุขภาพขณะลดน ้าหนัก และ (6) การรู้เพียรรู้พักให้พอดี โดยใช้เวลาในการเข้าค่าย 9 วัน ทั งนี กลุ่มตัวอย่างจะมีโอกาสได้รับรู้และฝึกปฏิบัติตามเทคนิคของการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรมทั ง 9 ข้อหรือ 9 เทคนิค เพียงแต่ผู้วิจัยมุ่งศึกษาเฉพาะ 6 เทคนิคที่เกี่ยวข้องและมีผลต่อการลดน ้าหนักโดยเฉพาะตามโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม จะไม่ได้มุ่งศึกษาเทคนิคที่ไม่เกี่ยวข้องกับการลดน ้าหนัก คือ การกัวซาหรือขูดซาหรือขูดพิษหรือขูดลม (การขูดระบายพิษทางผิวหนัง) การแช่มือแช่เท้าหรือส่วนที่ไม่สบายในน ้าสมุนไพร ตามภาวะร้อนเย็นของร่างกาย และการพอก ทา หยอด ประคบ อบ อาบ เช็ด ด้วยสมุนไพร ตามภาวะร้อนเย็นของร่างกาย ประสิทธิผลของโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม หมายถึง ผลการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ นของภาวะสุขภาพในกลุ่มตัวอย่าง เมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ภาวะสุขภาพ หมายถึง สภาวะของสุขภาพด้านร่างกาย โดยสภาวะของสุขภาพด้านร่างกาย ได้แก่ น ้าหนัก ดัชนีมวลกาย และความดันโลหิต โดยมีเกณฑ์มาตรฐานในการวัด ดังนี น ้าหนักปกติ คือ การมีน ้าหนักตัวเกินค่าของน ้าหนักตัวมาตรฐาน ในปริมาณที่มากกว่า ร้อยละ 10 แต่ไม่เกินกว่าร้อยละ 20 ของน ้าหนักมาตรฐาน ดัชนีมวลกาย (BMI) ปกติ BMI เท่ากับ 18.50-22.99 น ้าหนักเกิน BMI เท่ากับ 23.00-24.99 โรคอ้วน BMI ตั งแต่ 25.00 ขึ นไป ความดันโลหิต ระดับ Optimal คือ ความดันโลหิตน้อยกว่า 120/80 มิลลิเมตรปรอท ระดับ Normal คือ ความดันโลหิต 120-129/80-84 มิลลิเมตรปรอท ระดับ High normal คือ ความดันโลหิต 130-139/85-89 มิลลิเมตรปรอท ผู้ที่มีภาวะน ้าหนักเกินและโรคอ้วน หมายถึง ผู้ที่มีอายุระหว่าง 40-59 ปี ที่มีดัชนีมวลกายตั งแต่ 23.00 ขึ นไป ประโยชน์ที่ได้รับ 1. ทราบประสิทธิผลของโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ซึ่งเป็นโปรแกรม ที่มีประสิทธิภาพ ใช้วิธีการที่เรียบง่าย ใช้เวลาน้อย ท้าได้ด้วยตนเอง และมีการเปลี่ยนแปลงของ ภาวะสุขภาพที่มีแนวโน้มเข้าหาค่าปกติมากขึ น 2. เป็นแนวทางให้ผู้ที่มีภาวะน ้าหนักเกินและโรคอ้วน น้าไปปรับใช้ในชีวิตประจ้าวัน 3. หน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องสามารถน้าโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรมไปใช้กับประชาชนกลุ่มเป้าหมายในความรับผิดชอบได้ 6 4. การน้าโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ไปเผยแพร่แก่ประชาชนผู้สนใจ เพื่อให้น้าไปปรับใช้ในชีวิตประจ้าวัน จะช่วยลดปัญหาสุขภาพ ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจของชาติได้ 5. เป็นแนวทางในการศึกษาวิจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป