ปัญญา-8 เล่ม 2.pdf

โฟลเดอร์หนังสือธรรมะพ่อครู
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์18 MB
วันที่แก้ไข18 สิงหาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

1ปัญญา ๘ (เล่ม ๒) 2ปัญญา ๘ (เล่ม ๒)...เหตุที่อาตมาอยากมีอายุยืน๑. เพื่อดูความจริงของโลกของสังคมแบบโลกีย์ ที่จัดจ้านขึ้น ๆ ที่มันจะเข้ากลียุค๒. เพื่อทดแทนบุญคุณกตัญญูกตเวทีต่อศาสนา อาตมาต้องชดใช้หนี้บุญคุณพระพุทธเจ้า ต้องใช้เวลาหลายล้านชาติ๓. ดูความจริงของสิ่งที่เกิดตามเป็นจริง ตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้า ที่อาตมาเอามาใช้ ช่วยเหลือโลกีย์ ว่าจะเป็นไปอย่างไร จะได้แค่ไหนพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ให้โอวาทพิธีไหว้ครู (ม.วช.และ สส.ธ.)ราชธานีอโศก ๘ ก.ค. ๔๕ 3ปัญญา ๘ (เล่ม ๒) 4ปัญญา ๘ (เล่ม ๒)ปัญญา ๘ (เล่ม ๒)พิมพ์ครั้งแรก : มกราคม ๒๕๖๖จำานวนพิมพ์ : ๕,๘๐๐ เล่มออกแบบปก : แสงศิลป์ เดือนหงาย(ภาพ) กิตติ เดือนหงาย(ภาพ) เพชรพันศิลป์ มุนีเวช(ตัวอักษร)จัดพิมพ์โดย : สำานักพิมพ์กลั่นแก่นโทรศัพท์ : ๐๘ ๖๔๘๖ ๗๘๖๘พิมพ์ที่ : อุษาการพิมพ์ ๑๗๘/๒๕ ซ.วุฒิพันธ์ ถ.ราชปรารภ มักกะสัน ราชเทวี กทม. ๑๐๔๐๐ โทรศัพท์ ๐ ๒๒๕๒ ๐๔๔๘ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา : นางวนิดา อุษณกรกุลเผยแพร่โดย : สำานักพิมพ์กลั่นแก่น ๖๔๔ ซ.นวมินทร์ ๔๔ ถ.นวมินทร์ คลองกุ่ม บึงกุ่ม กทม. ๑๐๒๔๐โทรศัพท์ : ๐๘ ๖๔๘๖ ๗๘๖๘ราคาบุญนิยม (ระดับ ๔) : ๐ บาท (แจกฟรี) 5ปัญญา ๘ (เล่ม ๒) F คำ�นำ� F พ่่อครููสมณะโพ่ธิิรูักษ์์ ผูู้�นำ�จิิตวิิญญ�ณช�วิอโศก ในวัย ๘๘ ย่าง ๘๙ ยังคงเข้้มข้้นอุตสาหะเผยแพร่ธรรมะ สืบทอดพระพุทธศาสนาอย่างเต็มกำาลัง ด้วยมีปณิธานหนักแน่นไม่คลอนแคลนที�จะบำาเพ็ญให้ถึึงที�สุด จนกระทั�งบรรลุ “ปัญญา” สูงสุดเป็นพระพุทธเจ้าให้ได้ ซึ่ึ�ง ณ ข้ณะนี�ท่านก็ได้บำาเพ็ญจนถึึงข้ั�น..“รู้้�ได้�ด้�วยตนเองแล้�วว่า เป็็นโพธิิสััตว์รู้ะด้ับ ๗ ไต่รู้ะด้ับ ๘ อาตมาก็็ได้�เป็ิด้เผยบอก็ต่อสัาธิารู้ณะ เพ่�อให้�มวล้มนุษย์ทั่ั�วไป็ทั่ั�งป็วงเก็ิด้ความรู้้�ทั่่�เป็็น‘ป็ัญญา’สัามารู้ถรู้้�จััก็รู

อ่านต่อ

้้�แจั�ง รู้้�จัรู้ิง‘สััจัธิรู้รู้ม’ครู้บถ�วน เป็ิด้เผย‘ความจัรู้ิง’ ก็รู้ะจัะก็รู้ะจั่าง ไม่ม่อะไรู้ป็ิด้บัง” การเกิดหมู่กลุ่ม“ชาวอโศก”(สันติอโศก) เป็นสิ�งที�พิสูจน์ให้เห็นชัดว่า เมื�อปฏิิบัติถึูกตรง ฝึึกฝึนข้ัดเกลาลดละกิเลส มีปัญญาเป็นสัมมาทิฐิิ อันเป็น ความรู้ความฉลาดแบบโลกุตระ ก็จะรวมเป็นกลุ่มชุมชนที�มีวิถึีชีวิตอย่างอิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ�มเอม เกษมใส ใจเกื�อกูล และเพิ�มพูนเสียสละ นี�คือ ประสิทธิภาพประสิทธิผลข้องผู้ที�มีปัญญาข้องพุทธแท้ ๆ ไม่ใช่เฉโกมีเหลี�ยม เล่ห์กลฉลาดเอาเปรียบคนทั�งหลาย ศาสนาพุทธไม่ได้สอนให้คนเห็นแก่ตัว หรือติดภพติดอยู่ในภวังค์ อยู่อย่างทื�อนิ�ง ไม่รู้ไม่ใส่ใจอะไรกับโลก ปิดการรับรู้เช่นฤๅษีเดียรถึีย์ต่างๆ แต่รู้จักโลกดี เป็นโลกวิทู ส่วนจิตใจนั�นก็เลื�อนระดับสูงข้ึ�นเป็น“โลกุตรจิต” เป็นจิตเหนือโลก ไม่ถึูกอำานาจโลกโลกีย์ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข้ บงการ เบ็ดเสร็จ ทั�งต้องมี“โลกานุกัมปายะ”รับใช้โลกช่วยโลกได้อย่างดี เหมาะควร หนังสือ“ปััญญ� ๘” เล่่ม ๒ มีเนื�อหาสาระเปิดเผยแก่นแท้แห่งธรรม เจาะลึกปัญญาพุทธ สามารถึพากเพียรฝึึกฝึนพิสูจน์ด้วยตนเอง ดังที�นักปฏิิบัติธรรมชาวอโศกได้ทำาแล้ว ทำาอยู่ และกำาลังทำาให้เป็นมรรคเป็นผลยิ�ง ๆ ข้ึ�น ข้อกราบนมัสการข้อบพระคุณพ่อครูสมณะโพธิรักษ์อย่างสูงยิ�ง ที� กรุณาถึ่ายทอดธรรมะเป็นหนังสือทรงคุณค่าแห่งสัจจะโลกุตระในยุคกาลนี� ข้อมอบ “ปัญญา ๘ (เล่ม ๒)” แด่ทุกท่านด้วยจริงใจไมตรี ด้�วยความป็รู้ารู้ถนาด้่ สั�านัก็พิมพ์ก็ล้ั�นแก็่น 6ปัญญา ๘ (เล่ม ๒)(๑) ปัญญา ๘ ในพระไตรปิฎก เล่ม ๒๓ ข้้อ ๙๒ (เนื�อหาปัญญา ๘ เล่ม ๑) 11(เริ�มสารบัญ “ปัญญา ๘” เล่ม ๒)(๑๗๓) ศาสนาพุทธมี“จรณะ ๑๕ วิชชา ๘”ที�ประจักษ์สิทธิ� 1๗ (๑๗๔) “กิเลสหยาบ”เป็นเบื�องต้น ต้องกำาจัดก่อน อย่าลัด 1๙(๑๗๕) “โจรปล้นศาสนา”ตัวจริงก็คือ คนผู้ปฏิิบัติผิด ๒๒ (๑๗๖) เมื�อไม่มี“จรณะ ๑๕ วิชชา ๘”ก็มี“พญานาค”กันจริง ๒๓ (๑๗๗) “นิรมาณกาย ๓”ที�เป็น“กายเก๊”คือ“จิตสัมภเวสี” ๒๙ (๑๗๘) “หลับตา-จินตา”คือ“สัมภเวสี”ไม่มี“ความจริง(axiom)” ๓๑ (๑๗๙) นัยสำาคัญ ความมืดดำา(กิณหา) กับความดับกิเลส(นิโรธ) ๓๖(๑๘๐) “โยนิโสมนสิการ”นี�เกินกว่า จะรู้ได้ด้วยตรรกะ ๓๙ (๑๘๑) “ความเป็นลำาดับ”นี�เองที�“น่ามหัศจรรย์”ยิ�งใหญ่ ๔๑ (๑๘๒) กาย กับ สัญญา ใน สัตตาวาส ๙ กับวิญญาณฐิิติ ๗ ๔๕(๑๘๓) “วิญญาณฐิิติ ๗”จึงจะดับ“สัตตาวาส ๙” ได้ครบครัน ๔๘ (๑๘๔) “อายตนะ”กับ“อภิภายตนะ”นั�น“วิเศษ”ต่างกันยิ�ง ๕๒(๑๘๕) “อภิภายตนะ ๘”นี�ผู้“อภิภู”คือภูมิเจริญสู่“สยัมภู” ๕๔ (๑๘๖) ชาวพุทธที�“หลับตา”ปฏิิบัติจึงเป็นเดียรถึีย์ปกติ ๕๗(๑๘๗)ผู้“หิโรตตัปปัง”อย่างแรงกล้าเป็น“ความจริง”ที�ลึกลำ�า ๖๐(๑๘๘)“ความสำานึก”อย่างแรงกล้าคือ ผู้มี“ปัญญา”จริง ๖๒(๑๘๙) “หลับตา”ปฏิิบัตินั�นจะ“สัมมาทิฏิฐิิ”ไม่ได้ง่ายๆ ๖๕ (๑๙๐) “ปัญญา”กับ“เฉโก”นั�น แตกต่างกันไปคนละข้ั�ว ๗๐(๑๙๑) “ปัญญา”ไม่มีในศาสนาอื�นใดเกิดได้จากพุทธแท้ ๗๒(๑๙๒) “ปัญญา”นั�นรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ทุกข้อาริยสัจ” ๗๕(๑๙๓) “อัญญธาตุ”นั�นเป็นธาตุพิเศษที�เป็น“โลกุตระ” ๗๘ (๑๙๔) “อัญญธาตุ”นั�นเป็นธาตุพิเศษที�ชื�อว่า“โลกุตระ” ๘๐ (๑๙๕) ต้องมี“อัญญธาตุ”ก่อน จึงจะมี“ปัญญา”ได้แท้ ๘๓ สารบัญ 7ปัญญา ๘ (เล่ม ๒)(๑๙๖) “ลาภสักการะและชื�อเสียง”อันตรายอันแสบเผ็ด ๘๖ (๑๙๗) “กาย”ภายนอกจึงสำาคัญยิ�ง ข้าดไม่ได้ต้องมีเสมอ ๘๘ (๑๙๘) “วิวาท”คือ “มูลกทุกข้์”แน่นอนสำาหรับผู้อวิชชา ๙๒ (๑๙๙) “ปัญญา”คือ“โลกุตรธรรม”โดยเฉพาะ มีในพุทธ ๙๔(๒๐๐) “หลับตา”ปฏิิบัติไม่มี“กาย”มันก็ไม่มีจุดเริ�มต้น ๙๗(๒๐๑) ชัดเจนมั�ย? ..ว่า “กาย”มีความสำาคัญยิ�งยอด ๙๙(๒๐๒) การกอบกู้จึงเป็นหน้าที�ข้องอาตมาในปางนี�ยุคนี� ๑๐๒(๒๐๓) “พุทธ”จึงรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“กาละ-เทศะ-ฐิานะ” ๑๐๕(๒๐๔) “เทฺวนิยม”ไม่รู้จัก ไม่เคยสัมผัส“พระเจ้า”เลย ๑๐๘(๒๐๕) “พุทธ”จึงรู้จักรู้แจ้งรู้จริงชัดเจนใน“ความวิปลาส” ๑๑๐(๒๐๖)“พุทธ”พบ“สัจจะมีหนึ�งเดียว”คือ “นิพพาน” ๑๑๓ (๒๐๗)“เทฺวนิยม”ยึด“ความเป็น ๑”ที�ยัง“มิจฉาทิฏิฐิิ”อยู่ ๑๑๖(๒๐๘)“พระเจ้า”ไม่รู้จัก“ตัวเอง”ที�มี“กรรม”มี“วิบาก” ๑๑๙ (๒๐๙) ความยึดมั�นถึือมั�น“พระเจ้า”ว่า “เป็น ๑”จริงหรือ? ๑๒๑ (๒๑๐)“จรณะ ๑๕ วิชชา ๘” ที�มีเฉพาะในศาสนาพุทธ ๑๒๓ (๒๑๑) ชีวิตที�ไม่มี“เวทนา”นี�คือ “คุณวิเศษ”ข้องพุทธ ๑๒๖(๒๑๒) “ความไม่มีสุข้-ไม่มีทุกข้์” มี “๒ วิธี” มี “ผล ๒ แบบ” ๑๒๙ (๒๑๓) “ความสงบ”แบบ“หลับตา” ไม่มี“ปัสสัทธิ” ๑๓๒ (๒๑๔) ความเป็น “อุตุนิยาม-พีชนิยาม” มีนัยสำาคัญยิ�งๆ ๑๓๕ (๒๑๕) ผู้“หลับตา”ปฏิิบัติไม่มี“กายภายนอก”ไม่มี “เทฺว” ๑๓๘(๒๑๖) ความเหนือ “เทฺว” ทำาได้ด้วย “จรณะ ๑๕ วิชชา ๘” ๑๔๑ (๒๑๗) “กาย” จึงเป็น “สังโยชน์ข้้อ ๑” ที�ต้อง “สัมมาทิฏิฐิิ” ๑๔๔ (๒๑๘)“ปัญญา”จึงเป็น“ความรู้-ความจริง”ที�รู้“กาย” ๑๔๖ (๒๑๙) “เฉโก”นั�นไม่รู้ “กาย” ความรู้จึงไม่ใช่ “ปัญญา” ๑๔๙(๒๒๐) พุทธที� “มิจฉาทิฏิฐิิ” จึงแยก “กาย” แยก “จิต” ไม่ได้ ๑๕๑(๒๒๑) ผู้“มิจฉาทิฏิฐิิ” ไม่เรียนรู้ที� “เวทนา” จึงคือ ผู้โมฆะ ๑๕๔ (๒๒๒) “ผู้บรรลุนิพพาน” คือผู้ปฏิิบัติ “เวทนา ๑๐๘” สำาเร็จ ๑๕๗(๒๒๓) “อุปาทาน” คือ “การยึด” เรา “กระทำา” ข้องเราเอง ๑๕๙ (๒๒๔) มิติแห่งความละเอียดข้อง “นิพพาน” กับ “อัตตา” ๑๖๓ (๒๒๕) มิติแห่งความละเอียดข้อง “โพธิสัตว์” กับ “อรหันต์” ๑๖๖ 8ปัญญา ๘ (เล่ม ๒)(๒๒๖) “แยกกาย-แยกจิต”ต่างกันกับ“รวบกาย-รวบจิต” ๑๗๐ (๒๒๗)“อาริยะ”กับ“อนาริยะ”แตกต่างกันแน่นอน ๑๗๒ (๒๒๘) “อาริยะ”คือผู้เรียนรู้“เวทนา”ที�เป็น“ธาตุรู้”ได้ ๑๗๕(๒๒๙) “สุข้เก๊”นี�แหละ“มายา”ตัวสำาคัญเยี�ยมยอดยิ�ง ๑๗๘(๒๓๐)“ปัจจุบันชาติ”คือ“ความจริง”ยิ�งกว่า“กาล”อื�นๆ ๑๘๐(๒๓๑)“ความหมดสุข้-หมดทุกข้์”ข้องพุทธเป็นอจินไตย ๑๘๓(๒๓๒)“อุเบกข้า”ที�สัมมาทิฏิฐิิแบบพุทธยิ�งเป็นอจินไตย ๑๘๖(๒๓๓)“อุเบกข้า”จึงเป็น“จิตสะอาด”ที�ยิ�งใหญ่ยิ�งยอด ๑๘๙ (๒๓๔)“วิญญาณ”จริงๆแท้ๆต้องเป็น“ธาตุรู้”ที�ไม่ลึกลับ ๑๙๒(๒๓๕)“มายา”ตัว“สุข้”นี�จึงครอบงำา“พระเจ้า”อยู่แท้ ๑๙๔ (๒๓๖)“กรรมที�มีอาการสุจริตจริง”จึงจะหมดสิ�น“มายา” ๑๙๗(๒๓๗) พิสูจน์“คนที�ทำางานฟรี”คือ“กรรม”มิใช่ God ๒๐๑(๒๓๘)“ปัญญา”นั�นมี“ภาวะ ๒”คือทั�ง“รู้ได้”ทั�ง“ทำาได้” ๒๐๔(๒๓๙)“ปัญญา”จึงมิใช่“ความรู้-ความฉลาด”แบบเฉโก ๒๐๗ (๒๔๐) ทุกคนมีสิทธิ�บรรลุ“ปัญญา”นี�ได้ถึ้า“สัมมาทิฏิฐิิ” ๒๑๐(๒๔๑)“ความรู้-ความฉลาด”ที�เข้้าข้ั�นเรียก“ปัญญา”ได้ ๒๑๓(๒๔๒)“ปัญญา”มิใช่“ความรู้-ความฉลาด”ข้ั�นโลกีย์สามัญ ๒๑๖ (๒๔๓) ต้องได้เห็น“แสงอรุณ ๗”ก่อนจะปฏิิบัติ“มรรค ๘” ๒๑๙(๒๔๔) ปุถึุชนย่อมหลงจมงมอยู่กับ“โลกียธรรม”กันจริงๆ ๒๒๑(๒๔๕) กระบวนธรรม ๗ ข้อง“แสงอรุณ”จึงสำาคัญยอดยิ�ง ๒๒๓(๒๔๖)“ฌาน”และ“สมาธิ”ข้องพุทธนั�นเป็น“โลกุตรธรรม” ๒๒๖(๒๔๗)“จอมมายา”ตัวร้ายข้อง“เทฺวนิยม”คือ“สุข้-ทุกข้์” ๒๒๙(๒๔๘)“ปัญญา”คือ“โลกุตระ” ส่วน“เฉโก”คือ“โลกียะ” ๒๓๒ (๒๔๙)“เวทนา”คือ“เจตสิกธาตุ”ส่วนที�จะเรียนรู้“สุข้-ทุกข้์” ๒๓๕ (๒๕๐) ไม่มี“เวทนา”มันก็ทำา“อภิสังข้าร”เป็น“บุญ”ไม่ได้ ๒๓๙ (๒๕๑) “อรหันต์” คือผู้ทำา“อภิสังข้าร”กระทั�ง“หมดบุญ” ๒๔๑(๒๕๒)“อนัตตา”จะปรากฏิได้กับ“อรหันต์”ข้ึ�นไปเท่านั�น ๒๔๔(๒๕๓)“เทฺวนิยม”จึงไม่มีสิทธิ�เกิด“ปัญญา”เป็นอรหันต์ได้ ๒๔๗ (๒๕๔) เพราะ“เทฺวนิยม”ไม่มี“กายภายนอก”ให้ศึกษา ๒๕๑ (๒๕๕) “กาย”กับ“สัญญา”คือ“เทฺว”คู่สำาคัญทั�งต้นและจบ ๒๕๓ 9ปัญญา ๘ (เล่ม ๒)(๒๕๖)“พุทธกับเดียรถึีย์”คือ“เทฺว”คู่สำาคัญทั�งต้นและจบ ๒๕๖(๒๕๗) จะรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“บุญ”ชัดเจนบริบูรณ์นั�นยาก ๒๕๘(๒๕๘) “บุญ”ทุกวันนี�เข้้าใจกันว่า ไม่แตกต่างจาก“กุศล” ๒๖๑(๒๕๙) “บุญ”มีหน้าที�“ฆ่า-ประหาร” แต่“บุญ”ไม่ใช่“โจร” ๒๖๓ (๒๖๐)“บุญ”แตกต่างจาก“กุศล” เป็น“ดาว”คนละดวง ๒๖๕ (๒๖๑) เจาะลึกเข้้าไปให้เห็นความแตกต่างข้อง“เทฺว” ๒๖๘ (๒๖๒)“บุญ”ไม่ใช่“เทฺว”และ“บุญ”ไม่มีในผู้“หลับตา” ๒๗๐ (๒๖๓) “บุญ”เป็น“๐”โดยแท้ จึงไม่เป็น“เทฺว”เด็ดข้าด ๒๗๓ (๒๖๔) “บุญ”ไม่มี“ภาวะ ๒” และไม่มี“ความวน”เลย ๒๗๔ (๒๖๕) ผู้สร้าง“พลังงานบุญ”จึงเป็น“จอมยุทธ์สุดยอด” ๒๗๗ (๒๖๖) เพราะ“ศรัทธา”ยังไม่เป็น“สัมมาศรัทธา” ๒๘๑(๒๖๗) “บุญ”ไม่ใช่“ธรรม” จึงแตกต่างจาก“กุศล” ๒๘๓(๒๖๘) “บุญ”จบกิจแล้ว จึง“๐”แตกต่างจาก“กุศล” ๒๘๕(๒๖๙) “กาย”เป็นภาวะ“๒”ข้ึ�นไปต้องมี“นาม”เสมอ ๒๘๗(๒๗๐) “สุข้”กับ“ทุกข้์”เป็นภาวะ“๒”ที�มี“กาย”ให้เรียนรู้ ๒๙๐(๒๗๑) “อาการ”คือ“กิริยา”ข้อง“จิต-เจตสิก”ต้องเรียนรู้ ๒๙๒(๒๗๒) โดยเฉพาะ“อาการ”ข้อง“อุตุนิยาม-พีชนิยาม” ๒๙๔ (๒๗๓)“ปรินิพพานเป็นปริโยสาน”ความนี�คือ อย่างไร? ๒๙๖(๒๗๔) “กาย”กับ“จิต”จึงต้องเรียนรู้นัยสำาคัญให้ครบ ๒๙๙(๒๗๕) อธิบาย“กาย”กับ“จิต”ลงไปอีกให้ละเอียดๆ ๓๐๓ (๒๗๖) “อาริยชน”คือผู้“เหนือกว่า”ด้วย“ปัญญา”จริง ๓๐๖(๒๗๗) “ปัญญา”จึงเป็น“ธาตุรู้”ที�มี“คุณวิเศษ”ในตัวเอง ๓๐๘(๒๗๘) “กรรม”และ“กาล”ที�มี“คุณวิเศษ”ในตัวเอง ๓๑๐(๒๗๙) “ปัญญา”คือ“คุณวิเศษ”ข้องคนที�มีอยู่ใน“กาล” ๓๑๒(๒๘๐) “มาร”กับ“เทวดา”ซึ่ึ�งเป็น“เทฺว”คู่สำาคัญที�ยากรู้ ๓๑๕ (๒๘๑) “เทฺว”ซึ่ึ�งคือ“ภาวะ ๒”คู่สำาคัญที�ยากสุดยากที�จะรู้ ๓๑๗ (๒๘๒) ผู้“อมต”ซึ่ึ�งคือ ผู้ทำา“ภาวะ ๒”ที�ยากสุดๆ ได้สำาเร็จ ๓๒๐ (๒๘๓) ผู้สามารถึมี“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริงจึงนิพพานได้ ๓๒๒ (๒๘๔) ผู้แยก“กาย”แยก“จิต”ไม่ถึ่องแท้ก็นิพพานไม่ได้ ๓๒๕ (๒๘๕) “สุข้-ทุกข้์”คือ โลกุตรธรรม ซึ่ึ�งพิเศษกว่า“ดี-ชั�ว” ๓๒๘ 10ปัญญา ๘ (เล่ม ๒)(๒๘๖) ทั�ง“รู้”ทั�ง“ทำา”คือ “ภาวะ ๒”ที�ยืนยันได้กับทุกคน ๓๓๐(๒๘๗) “บุญ”ไม่ใช่“กุศล” และ“บุญ”ไม่ใช่“สมบัติ” ๓๓๓(๒๘๘) “วิสัย”ที�เป็น“อจินไตย” คิดเอาด้วยตนเองไม่ได้ ๓๓๕ (๒๘๙) “ภาวะที�ลึกลับ”สัมผัสมิได้ยังไม่ใช่“โลกุตรธรรม” ๓๓๗(๒๙๐) “คุณวิเศษ(อุตริมนุสธรรม)”ที�คนโลกีย์ ยังมีกันไม่ได้ ๓๓๙ (๒๙๑) รายละเอียดชัดๆ ข้องการแยก“กาย”แยก“จิต” ๓๔๒ (๒๙๒) การแยก“กาย”แยก“จิต”ในความเป็น“วงวน(โลก)” ๓๔๔ (๒๙๓) ผู้สามารถึจัดการกับ“จิต-เจตสิก”ข้องตนได้ ก็วิเศษ ๓๔๖ (๒๙๔) “จิต-เจตสิก”ที�เป็น“ปัญญา”นั�นเองที�ดีวิเศษข้ึ�นๆ ๓๔๙ (๒๙๕) “สุข้-ทุกข้์”เป็นเครื�องชี�ปัญญา “ดี-ชั�ว”ชี�แค่เฉโก ๓๕๑(๒๙๖) ผู้มี“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“เทฺว”จึงจะ“พ้นสุข้” ๓๕๕(๒๙๗) หน้าที�ข้อง“ฌาน”กับ“บุญ”ที�ละเอียดลึกลำ�าข้ึ�นไป ๆ ๓๕๗ (๒๙๘) “ฌาน”กับ“บุญ”ที�ยิ�งละเอียด ยิ�งลึก ยิ�งลำ�าข้ึ�นอีก ๓๖๑ (๒๙๙) “บุญ”ที�ยิ�งละเอียด ยิ�งลึก ยิ�งลำ�าข้ึ�น ยิ�งยากจะรู้ ๓๖๓ (๓๐๐) มาทบทวนกันดูดีๆ โดยเริ�มกันที�“สังโยชน์ ๑๐” ๓๖๖(๓๐๑) “สังโยชน์ ๑๐”ก็เริ�มจาก“กามคุณ ๕”เป็นข้ั�นต้น ๓๖๙(๓๐๒) แล้วก็มีปัญญาคือรู้จักรู้แจ้งรู้จริงข้ั�นต่อไปจนจบ ๓๗๒(๓๐๓) จึงมี“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในการทำา“นิพพาน” ๓๗๔ (๓๐๔) “โพธิสัตว์”จึงคือ“อรหันต์”ต่อไปได้อีกหลายข้ั�น ๓๗๘ (๓๐๕) “ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริงใน“การตาย-การเกิด” ๓๘๐(๓๐๖) “ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความโลภโกรธหลง ๓๘๒(๓๐๗) “ปัญญา”จึงรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“เทฺว”และ“ดับเทฺว” ๓๘๔(๓๐๘) มารู้จักรู้แจ้งรู้จริง“นิพพาน ๒ ประเภท”กันให้ชัดๆ ๓๘๖(๓๐๙) ผู้ทำา“นิพพาน ๒ ประเภท”ได้ คือ “อมตบุคคล” ๓๙๐ (๓๑๐) ทำาความรู้จัก“อรหันต์”กับ“โพธิสัตว์”กันให้ดีๆ ๓๙๓(๓๑๑) “ปัญญา ๘”นี�เป็น“ความตรัสรู้”ข้องพระพุทธเจ้า ๓๙๕(๓๑๒) ปัญญาคือ รู้“รูป เวทนา สัญญา สังข้าร วิญญาณ” ๓๙๘ (๓๑๓) “พระเจ้า”คือ “ความรู้-ความจริง”ที�สูงสุดแท้ ๔๐๐ (๓๑๔) “สอุปาทิเสสนิพพาน”กับ“อนุปาทิเสสนิพพาน” ๔๐๔(๓๑๕) ผู้ตัดลัดเอาแต่“อุปาทิเสสนิพพาน”*ท่าเดียว(*ใช้..อุปาทิ) ๔๐๗ 11ปัญญา ๘ (เล่ม ๒)(๓๑๖) “โพธิสัตว์”จึงคือ ผู้ต่อภูมิ“อรหันต์”ออกไปอีก ๔๑๐(๓๑๗) จริตข้องมนุษย์ ๒ ตระกูล “ศรัทธา”กับ“ปัญญา” ๔๑๒ (๓๑๘) “ศรัทธานุสารี”กว่าจะมี“ทิฏิฐิิปัตตะ”สุดแสนยาก ๔๑๖(๓๑๙) “ศรัทธานุสารี”จมอยู่ใน“ศรัทธาวิมุติ”นานและมาก ๔๑๘(๓๒๐) “ผู้พูดอย่างไร ก็ทำาได้อย่างนั�น”คือ ผู้มีความจริง ๔๒๐ (๓๒๑) “โลกียภูมิ”นั�นยังไม่มี“ปัญญา”มีกันแค่“เฉโก” ๔๒๔ (๓๒๒) “ความจริง”ในความเป็น“โลกุตระ”จึงปรากฏิข้ึ�น ๔๒๗(๓๒๓) “ความสงบ” ๒ อย่าง ที�รู้กันได้ยากสุดแสนยาก ๔๒๙(๓๒๔) “ความสงบ”ที�เรียนรู้ได้จาก“มูลกรรมฐิาน ๕” ๔๓๒(๓๒๕) ความเป็น“กาย” หรือไม่เป็น“กาย”นั�นอย่างไร? ๔๓๔(๓๒๖) พิสูจน์“นิพพาน”ได้จากการเรียนรู้ใน“เวทนา” ๔๓๖(๓๒๗) การแยก“กาย”แยก“จิต”จะรู้จักรู้จริงที�“เวทนา” ๔๓๘(๓๒๘) “เวทนา”ที�ไม่มี“นิวรณ์ ๕”ข้องพุทธเป็น“อจินไตย” ๔๔๐(๓๒๙) “อรหันต์”จึงมี“ฌาน”คือไม่มีนิวรณ์ ๕ ตลอดเวลา ๔๔๒(๓๓๐) “ฌานวิสัย”แบบพุทธ สุดลึกซึ่้อน จึง“อจินไตย”แท้ ๔๔๕(๓๓๑) “ฌานวิสัย”จึงเป็น“อจินไตย”ด้วยประการอย่างนี� ๔๔๘(๓๓๒) “จุดตัดสิน”ทุกสิ�งทุกอย่างจึงใช้“ทิฏิฐิิ”สุดสำาคัญ ๔๕๑(๓๓๓) “ทิฏิฐิิ”ในความเป็น“ฌานวิสัย”จึงเป็น“อจินไตย” ๔๕๔(๓๓๔) “สัมมาทิฏิฐิิ”ใน“ฌาน”ข้องพุทธ สุดยากยิ�ง ๔๕๖ (๓๓๕) “สัมมาทิฏิฐิิ”ในคำาว่า“กาย”ข้องพุทธ สุดยากยิ�ง ๔๕๘(๓๓๖) “คน”ปกติ อย่าไปทำาตนเองให้เป็น“คนไม่ปกติ” ๔๖๒(๓๓๗) “สิริมหามายา”กับ“สิทธัตถึะ”ที�แท้คืออย่างไร ๔๖๕(๓๓๘) เข้้าใจ“สิริมหามายา”กับ“สิทธัตถึะ”เพิ�มข้ึ�นไปอีก ๔๖๘(๓๓๙) “เทฺว”หรือ“ภาวะ ๒”จึงยิ�งใหญ่สูงที�สุดแห่งที�สุด ๔๗๐(๓๔๐) “พระโพธิสัตว์”กับ“ปทปรมะ”คือ “เทฺว”คู่สำาคัญ ๔๗๔ (๓๔๑) “ปัญญา”นี�แลที�“ยิ�งใหญ่”จัดการ“เทฺว”ได้สูงสุดๆ ๔๗๘ (๓๔๒) “สภาวธรรม”มี จึงจะจัดการ“เทฺว”ได้ด้วย“กรรม” ๔๘๑(๓๔๓) “การทำาใจในใจ”แบบพุทธจึงเป็น“อจินไตย”จริงยิ�ง ๔๘๔(๓๔๔) “ความไม่สุข้-ไม่ทุกข้์”แบบพุทธจึงเป็น“อจินไตย” ๔๘๗(๓๔๕) ชาวโลกุตระมี“ปัญญา”จึงรู้จักรู้แจ้ง“อจินไตย” ๔๙๑ D D D 12ปัญญา ๘ (เล่ม ๒) 13ปัญญา ๘ (เล่ม ๒)(๑) ปัญญา ๘ ในพระไตรปิฎก เล่ม ๒๓ ข้อ ๙๒ ๑. ดููกรภิิกษุุทั้้�งหลาย ภิิกษุุในธรรมวิิน้ยน้� อาศั้ยพระ-ศัาสดูา หรือเพื�อนพรหมจรรย์รูปใดูรูปหน่�งผูู้�ตั้้�งอยู�ในฐานะครู ซ่�งเข�าไปตั้้�งควิามละอาย ควิามเกรงกล้วิ ควิามร้กและ เคารพไวิ� อย�างแรงกล�า ดููกรภิิกษุุทั้้�งหลาย น้�เป็นเหตัุ้ปัจจ้ยข�อทั้้� ๑ ย�อมเป็นไปเพื�อไดู�‘ปัญญา(ปัญญายะ)’ ฯลฯ* เพื�อควิามบริบูรณ์แห�ง ‘ปัญญา’ทั้้�ไดู�แล�วิ ฯ [ฯลฯ* ข�างบนน้�น คือ ค�าควิามทั้้�กล�าวิถ่งมาก�อนแล�วิไดู�แก�.. อ้นเป็นเบื�องตั้�นแห�งพรหมจรรย์ทั้้�ย้งไม�ไดู� เพื�อควิามงอกงาม ไพบูลย์ เจริญ บริบูรณ์ แห�งปัญญาทั้้�ไดู�แล�วิ ๘ ประการน้�เอง] ๒. เธออาศั้ยพระศัาสดูา หรือเพื�อนพรหมจรรย์รูปใดูรูปหน่�ง ผูู้�ตั้้�งอยู�ในฐานะครู ซ่�งเป็นทั้้�เข�าไปตั้้�งควิามละอาย ควิามเกรงกล้วิ ควิามร้ก และควิามเคารพไวิ�อย�างแรงกล�า น้�นแล�วิ เธอเข�าไปหาแล�วิไตั้�ถาม สอบถามเป็นคร้�งคราวิวิ�า 14ปัญญา ๘ (เล่ม ๒)ข�าแตั้�ทั้�านผูู้�เจริญ ภิาษุิตั้น้�เป็นอย�างไร เนื�อควิามแห�งภิาษุิตั้น้�เป็นอย�างไร ทั้�านเหล�าน้�นย�อมเปิดูเผู้ยข�อทั้้�ย้งไม�ไดู�เปิดูเผู้ย ทั้�าให�แจ�งข�อทั้้�ย้งไม�ไดู�ทั้�าให�แจ�ง และบรรเทั้าควิามสงส้ยในธรรมอ้นเป็นทั้้�ตั้้�งแห�งควิามสงส้ยหลายประการแก�เธอ ดููกรภิิกษุุทั้้�งหลาย น้�เป็นเหตัุ้เป็นปัจจ้ยข�อทั้้� ๒ ย�อมเป็นไปเพื�อไดู�‘ปัญญา’ ฯลฯ เพื�อควิามบริบูรณ์แห�ง ‘ปัญญา’ทั้้�ไดู�แล�วิ ฯ ๓. เธอฟังธรรมน้�นแล�วิ ย�อมย้งควิามสงบ ๒ อย�าง คือ ควิามสงบกาย และควิามสงบจิตั้ ให�ถ่งพร�อม ดููกรภิิกษุุทั้้�งหลาย น้�เป็นเหตัุ้เป็นปัจจ้ย ข�อทั้้� ๓ ย�อมเป็นไปเพื�อไดู�‘ปัญญา’ ฯลฯ เพื�อควิามบริบูรณ์แห�ง ‘ปัญญา’ทั้้�ไดู�แล�วิ ฯ ๔. เธอเป็นผูู้�ม้‘ศั้ล’ ส�ารวิมระวิ้งในพระปาฏิโมกข์ ถ่งพร�อมดู�วิยอาจาระและโคจร ม้ปรกตั้ิเห็นภิ้ยในโทั้ษุแม� ม้ประมาณน�อย สมาทั้านศั่กษุาอยู�ในสิกขาบทั้ทั้้�งหลาย ดููกรภิิกษุุทั้้�งหลาย น้�เป็นเหตัุ้เป็นปัจจ้ยข�อทั้้� ๔ ย�อมเป็นไปเพื�อไดู�‘ปัญญา’ ฯลฯ เพื�อควิามบริบูรณ์แห�ง ‘ปัญญา’ทั้้�ไดู�แล�วิ ฯ ๕. เธอเป็น‘พหูสูตั้’ ทั้รงจ�าสุตั้ะ ส้�งสมสุตั้ะ เป็นผูู้� ไดู�ยินไดู�ฟังมาก ทั้รงจ�าไวิ� คล�องปาก ข่�นใจ แทั้งตั้ลอดูดู�วิยดู้ ดู�วิยทั้ิฐิ ซ่�งธรรมทั้้�งหลายอ้นงามในเบื�องตั้�น งามใน ทั้�ามกลาง งามในทั้้�สุดู ประกาศัพรหมจรรย์ พร�อมทั้้�งอรรถ 15ปัญญา ๘ (เล่ม ๒)ทั้้�งพย้ญชนะ บริสุทั้ธิ์ บริบูรณ์สิ�นเชิง ดููกรภิิกษุุทั้้�งหลายน้�เป็นเหตัุ้เป็นปัจจ้ยข�อทั้้� ๕ ย�อมเป็นไปเพื�อไดู�‘ปัญญา’ ฯลฯ เพื�อควิามบริบูรณ์แห�ง ‘ปัญญา’ทั้้�ไดู�แล�วิ ฯ ๖. เธอย�อม‘ปรารภิควิามเพ้ยร(วิิริยาร้มภิะ)’เพื�อละ อกุศัลธรรม เพื�อควิามพร�อมมูลแห�งกุศัลธรรม เป็นผูู้�ม้ ก�าล้ง ม้ควิามบากบ้�นม้�นคง ไม�ทั้อดูธุระในกุศัลธรรม ดููกรภิิกษุุทั้้�งหลาย น้�เป็นเหตัุ้เป็นปัจจ้ยข�อทั้้� ๖ ย�อมเป็นไปเพื�อไดู�‘ปัญญา’ ฯลฯ เพื�อควิามบริบูรณ์แห�ง ‘ปัญญา’ทั้้�ไดู�แล�วิ ฯ ๗. อน่�ง เธอเข�าประชุมสงฆ์ไม�พูดูเรื�องตั้�าง ๆ ไม�พูดู เรื�องไม�เป็นประโยชน์ ย�อมแสดูงธรรมเองบ�าง ย�อม เชื�อเชิญผูู้�อื�นให�แสดูงบ�าง ย�อมไม�ดููหมิ�นการนิ�งอย�าง พระอริยเจ�า ดููกรภิิกษุุทั้้�งหลายน้�เป็นเหตัุ้เป็นปัจจ้ยข�อทั้้� ๗ ย�อม เป็นไปเพื�อไดู�‘ปัญญา’ ฯลฯ เพื�อควิามบริบูรณ์แห�ง‘ปัญญา’ ทั้้�ไดู�แล�วิ ฯ ๘. อน่�ง เธอพิจารณาเห็นควิามเกิดูข่�นและควิาม เสื�อมในอุปาทั้านข้นธ์ ๕ วิ�า รูปเป็นดู้งน้� ควิามเกิดูข่�นแห�ง รูปเป็นดู้งน้� เวิทั้นาเป็นดู้งน้� ควิามเกิดูข่�นแห�งเวิทั้นาเป็นดู้งน้� ส้ญญาเป็นดู้งน้� ควิามเกิดูข่�นแห�งส้ญญาเป็นดู้งน้� ส้งขารทั้้�งหลายเป็นดู้งน้� ควิามเกิดูข่�นแห�งส้งขารเป็นดู้งน้� 16ปัญญา ๘ (เล่ม ๒)วิิญญาณเป็นดู้งน้� ควิามเกิดูข่�นแห�งวิิญญาณเป็นดู้งน้� ดููกรภิิกษุุทั้้�งหลาย น้�เป็นเหตัุ้ เป็นปัจจ้ยข�อทั้้� ๘ ย�อมเป็นไปเพื�อไดู�‘ปัญญา’ ฯลฯ เพื�อควิามบริบูรณ์แห�ง ‘ปัญญา’ทั้้�ไดู�แล�วิ ฯ เพื�อนพรหมจรรย์ย�อมสรรเสริญภิิกษุุรูปน้�นอย�างน้� วิ�า ทั้�านผูู้�ม้อายุน้� อาศั้ยพระศัาสดูาหรือเพื�อนพรหมจรรย์ รูปใดูรูปหน่�ง ผูู้�ตั้้�งอยู�ในฐานะครู ซ่�งเป็นทั้้�เข�าไปตั้้�ง ควิามละอาย ควิามเกรงกล้วิ ควิามร้กและควิามเคารพไวิ� อย�างแรงกล�า ทั้�านผูู้�ม้อายุน้� ย�อมรู�สิ�งทั้้�ควิรรู� ย�อมเห็นสิ�งทั้้� ควิรเห็น เป็นแน�แทั้� แม�ธรรมข�อน้�ก็เป็นไปเพื�อควิามร้ก ควิามเคารพ ควิามสรรเสริญ เพื�อการบ�าเพ็ญสมณธรรม เพื�อควิามเป็นน��าหน่�งใจเดู้ยวิก้น ฯ อน่�ง เพื�อนพรหมจรรย์ย�อมสรรเสริญภิิกษุุรูปน้�น อย�างน้�วิ�า ทั้�านผูู้�ม้อายุน้� อาศั้ยพระศัาสดูา หรือเพื�อนพรหม-จรรย์รูปใดูรูปหน่�ง ผูู้�ตั้้�งอยู�ในฐานะครู ซ่�งเป็นทั้้�เข�าไปตั้้�ง ควิามละอาย ควิามเกรงกล้วิ ควิามร้ก และควิามเคารพไวิ� อย�างแรงกล�า ทั้�านไดู�เข�าไปหา แล�วิไตั้�ถามสอบถามเป็น คร้�งคราวิวิ�า ทั้�านผูู้�เจริญ ภิาษุิตั้น้�เป็นอย�างไร เนื�อควิามแห�งภิาษุิตั้น้�เป็นอย�างไร ทั้�านเหล�าน้�นย�อมเปิดูเผู้ยข�อทั้้�ย้งไม�ไดู� เปิดูเผู้ย ย�อมทั้�าให�แจ�งข�อทั้้�ย้งไม�ทั้�าให�แจ�ง และย�อมบรรเทั้าควิามสงส้ยในธรรมอ้นเป็นทั้้�ตั้้�งแห�งควิามสงส้ยหลายประการ แก�ภิิกษุุน้�น 17ปัญญา ๘ (เล่ม ๒) ทั้�านผูู้�ม้อายุน้� ย�อมรู�สิ�งทั้้�ควิรรู� ย�อมเห็นสิ�งทั้้�ควิร เห็น เป็นแน�แทั้� แม�ธรรมข�อน้�ก็เป็นไปเพื�อควิามร้ก ควิาม เคารพไวิ�อย�างแรงกล�า เพื�อควิามเป็นน��าหน่�งใจเดู้ยวิก้น ฯ อน่�ง เพื�อนพรหมจรรย์ย�อมสรรเสริญภิิกษุุรูปน้�น อย�างน้�วิ�า ทั้�านผูู้�ม้อายุผูู้�น้�ไดู�ฟังธรรมแล�วิ ย�อมย้งควิามสงบ๒ อย�าง คือ ควิามสงบกาย และควิามสงบจิตั้ให�ถ่ง พร�อม ทั้�านผูู้�ม้อายุผูู้�น้�ย�อมรู�สิ�งทั้้�ควิรรู� ย�อมเห็นสิ�งทั้้�ควิรเห็น เป็นแน�แทั้� แม�ธรรมข�อน้�ก็เป็นไปเพื�อควิามร้ก ควิามเคารพ ไวิ�อย�างแรงกล�า เพื�อควิามเป็นน��าหน่�งใจเดู้ยวิก้น ฯ อน่�ง เพื�อนพรหมจรรย์ย�อมสรรเสริญภิิกษุุรูปน้�น อย�างน้�วิ�า ทั้�านผูู้�ม้อายุผูู้�น้� เป็นผูู้�ม้ศั้ล... สมาทั้านศั่กษุา อยู�ในสิกขาบทั้ทั้้�งหลาย ทั้�านผูู้�ม้อายุผูู้�น้� ย�อมรู�สิ�งทั้้�ควิรรู� ย�อมเห็นสิ�งทั้้�ควิรเห็น เป็นแน�แทั้� แม�ธรรมข�อน้�ก็เป็นไป เพื�อควิามร้ก... เพื�อควิามเป็นน��าหน่�งใจเดู้ยวิก้น ฯ อน่�ง เพื�อนพรหมจรรย์ย�อมสรรเสริญภิิกษุุรูปน้�น อย�างน้�วิ�า ทั้�านผูู้�ม้อายุผูู้�น้� เป็นพหูสูตั้... แทั้งตั้ลอดูดู�วิยดู้ ดู�วิยทั้ิฐิ ทั้�านผูู้�ม้อายุผูู้�น้� ย�อมรู�สิ�งทั้้�ควิรรู� ย�อมเห็นสิ�งทั้้� ควิรเห็น เป็นแน�แทั้� แม�ธรรมข�อน้�ก็เป็นไปเพื�อควิามร้ก... เพื�อควิามเป็นน��าหน่�งใจเดู้ยวิก้น ฯ อน่�ง เพื�อนพรหมจรรย์ย�อมสรรเสริญภิิกษุุรูปน้�น อย�างน้�วิ�า ทั้�านผูู้�ม้อายุผูู้�น้� ปรารภิควิามเพ้ยร... ไม�ทั้อดูทั้ิ�งธุระในกุศัลธรรมทั้้�งหลาย ทั้�านผูู้�ม้อายุผูู้�น้� ย�อมรู�สิ�งทั้้�ควิรรู� 18ปัญญา ๘ (เล่ม ๒)ย�อมเห็นสิ�งทั้้�ควิรเห็น เป็นแน�แทั้� แม�ธรรมข�อน้�ก็เป็นไป เพื�อควิามร้ก... เพื�อควิามเป็นน��าหน่�งใจเดู้ยวิก้น ฯ อน่�ง เพื�อนพรหมจรรย์ย�อมสรรเสริญภิิกษุุรูปน้�น อย�างน้�วิ�า ทั้�านผูู้�ม้อายุผูู้�น้� เข�าประชุมสงฆ์... ไม�ดููหมิ�นควิามนิ�งอย�างพระอริยเจ�า ทั้�านผูู้�ม้อายุผูู้�น้� ย�อมรู�สิ�งทั้้�ควิรรู� ย�อมเห็นสิ�งทั้้�ควิรเห็น เป็นแน�แทั้� แม�ธรรมข�อน้�ก็เป็นไปเพื�อควิามร้ก... เพื�อควิามเป็นน��าหน่�งใจเดู้ยวิก้น ฯ อน่�ง เพื�อนพรหมจรรย์ย�อมสรรเสริญภิิกษุุรูปน้�น อย�างน้�วิ�า ทั้�านผูู้�ม้อายุผูู้�น้� ย�อมพิจารณาเห็นควิามเกิดูข่�น และควิามเสื�อมไปในอุปาทั้านข้นธ์ ๕ ... ควิามดู้บแห�ง วิิญญาณเป็นดู้งน้� ทั้�านผูู้�ม้อายุผูู้�น้� ย�อมรู�สิ�งทั้้�ควิรรู� ย�อม เห็นสิ�งทั้้�ควิรเห็น เป็นแน�แทั้� แม�ธรรมข�อน้�ก็เป็นไปเพื�อ ควิามร้ก ควิามเคารพ ควิามสรรเสริญ เพื�อการบ�าเพ็ญ สมณธรรม เพื�อควิามเป็นน��าหน่�งใจเดู้ยวิก้น ดููกรภิิกษุุทั้้�งหลาย เหตัุ้ ๘ ประการ ปัจจ้ย ๘ ประการ น้�แล ย�อมเป็นไป เพื�อไดู�‘ปัญญา’อ้นเป็นเบื�องตั้�นแห�งพรหม-จรรย์ทั้้�ย้งไม�ไดู� เพื�อควิามงอกงาม ไพบูลย์ เจริญบริบูรณ์ แห�ง‘ปัญญา’ทั้้�ไดู�แล�วิ ฯ หมดูจบค�าตั้ร้สของพระพุทั้ธเจ�าใน“ปัญญาสูตั้ร” [ข�อ ๑ น้�คือ ค�าตั้ร้สของพระพุทั้ธเจ�าทั้�้�งหมดู ตั้�อจากน้�ไป ทั้้�เริ�มข�อ ๑๗๓ ก็เป็น“ปัญญา ๘” เล�ม ๒ ทั้้�อาตั้มาเข้ยน ตั้�อจากเล�ม ๑]••• 19ปัญญา ๘ (เล่ม ๒)(๑๗๓) ศาสนาพุทธมี“จรณะ ๑๕ วิิชชา ๘”ที่ประจักษ์์-สิทธิ์ “ศัาสนาพุทั้ธ”เป็นศัาสนาทั้้�ม้“จรณะ ๑๕ วิิชชา ๘” เป็น“พุทั้ธคุณ”แทั้�ๆ ทั้้�ประจ้กษุ์สิทั้ธิ์ส�าเร็จผู้ลไดู�เป็นทั้้�ประจ้กษุ์จริง ส�าหร้บผูู้�ทั้้�ปฏิบ้ตั้ิตั้าม“จรณะ ๑๕ วิิชชา ๘”ส้มมาทั้ิฏฐิก็เป็นคนม้“ศั้ล”เป็นทั้้�ประจ้กษุ์ ม้“การส�ารวิมอินทั้ร้ย์ ๖” เป็นทั้้�ประจ้กษุ์ ม้การศั่กษุาปฏิบ้ตั้ิลดูละกิเลสในขณะทั้้� “ตั้าหูจมูกลิ�นกายส้มผู้้สอยู�ภิายนอก ก็ไดู�ส้งวิรฝึึกห้ดูลดูละ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน