ธรรมบูรณาการ.pdf

โฟลเดอร์หนังสือธรรมะพ่อครู
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์1.13 MB
วันที่แก้ไข30 พฤษภาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

ธรรมบูรณาการ ผสานหลักธรรมเพื่อการปฏิบัติเป็นองค์รวม หนังสือโครงการหิ่งห้อย อันดับที่ ๒๕๖๙/๒ ธรรมบูรณาการ ผสานหลักธรรมเพื่อการปฏิบัติเป็นองค์รวม สมณะโพธิรักษ์ จ านวนพิมพ์ ๒,๒๐๐ ฉบับ ปีที่พิมพ์ พฤษภาคม ๒๕๖๙ ผู้จัดพิมพ์ ธรรมทัศน์สมาคม ๖๗/๗-๘ ถ.นวมินทร์ ๔๘ บึงกุ่ม กทม. ๑๐๒๔๐ โทร.๐๙-๕๖๑๘-๙๑๕๔ พิมพ์ที่ โรงพิมพ์เดือนตุลา ๓๙/๒๐๕-๒๐๖ ถนนวิภาวดีรังสิต ๘๔ แขวงสนามบิน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ๑๐๒๑๐ โทร. ๐๘-๖๓๔๑-๑๐๕๕ สาระส าคัญ ศาสนาพุทธก าเนิดขึ้นในประเทศอินเดีย ซึ่งมีความคิดความเชื่อหลากหลายมากบนพื้นฐานของศาสนาพราหมณ์และฤๅษี ในพระไตรปิฎกจึงมีค าอธิบายที่แสดงให้เห็นว่าการปฏิบัติทรมานตนแบบฤๅษีและการเสพกามคุณ ๕ ที่เป็นเพียงความสุขหลอกๆ นั้นไม่ใช่หนทางที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ สิ่งแรกที่พระพุทธเจ้าทรงสอนคือมัชฌิมาปฏิปทา อันเป็นหลักปฏิบัติส าหรับพระอาริยะ (สัมมาอาริยมรรค) พระพุทธเจ้าทรงสอนหลักธรรมต่างๆ จ านวนมากซึ่งมีความเชื่อร้อยสอดคล้องสัมพันธ์กันเป็นองค์รวม การปฏิบัติธรรมที่สมบูรณ์แบบจึงต้องมีธรรมบูรณาการ คือ การผสานรวมธรรมะเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นอปัณณกธรรม บุญกิริยาวัตถุ สติปัฏฐาน ๔ โพชฌงค์ ๗ มรรค ๘ หรือโพธิปักขิยธรรม ๓๗ รวมทั้งหมวดธรรมอื่นๆ นับหมื่นพระสูตร ในพระสุตตันตปิฎก ๒๕ เล่ม อีกทั้งยังต้องผสานกันระหว่างปฏิบัติ ปริยัติ และปฏิเวธ ผลสูงสุดจากการปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนาคือภาวนามยปัญญา ความดับกิเลส หรือบรรลุนิพพาน เป็นผลของความเป็นสมณะหรือความเป็นสามัญ (สามัญญผล) มีอะไรในเล่ม ศาสนาฤ ๅษี ............................................................................. ๑ ลิงลมอมข้าวพอง .................................................................. ๑๗ ชีวิตราคาถูก ...........

อ่านต่อ

.............................................................. ๑๙ สงบจากกามและอบายมุข ...................................................... ๒๑ ถ่วงดุลโลก ........................................................................... ๒๓ การปฏิบัติไม่ผิด.................................................................... ๒๗ ตามรู้อารมณ์ ........................................................................ ๒๘ ความดับกิเลส ....................................................................... ๓๔ ตบะธรรม ............................................................................ ๓๖ ศีลอันเป็นอาริยะ ................................................................... ๔๒ บุญกิริยาวัตถุ ....................................................................... ๕๒ หลักปฏิบัติธรรม ................................................................... ๕๗ ปฏิบัติธรรมเป็นองค์รวม ........................................................ ๖๓ ผลของการปฏิบัติธรรม .......................................................... ๖๘ สามัญญผล ........................................................................... ๗๐ มรรค ๘ ............................................................................... ๗๒ สติปัฏฐาน ๔......................................................................... ๗๙ โพชฌงค์ ๗ .......................................................................... ๘๒ ผู้อ่านคลิกที่หัวข้อที่ต้องการอ่าน ระบบจะเลื่อนไปที่หน้านั้นทันที และเมื่ออ่านหน้าใดอยู่ก็ตาม หากต้องการเลือกหัวข้อใหม่ ให้คลิกที่ภาพใบโพธิ์ ท้ายหน้า ระบบจะเลื่อนมาที่หน้า มีอะไรในเล่ม ให้เลือกหัวข้อที่ต้องการ หนังสือโครงการหิ่งห้อย อันดับที่ ๒๕๖๙/๒ ศาสนาฤๅษี พระพุทธเจ้าเกิดมาท่ามกลางฤๅษี ท่ามกลางศาสนาที่มีมาก่อน ตั้งเยอะตั้งแยะ ล้วนแล้วแต่เป็นการนั่งสมาธิกันเต็มเลย อินเดียนี่เป็นแดนปฏิบัติธรรมแบบนั่งสมาธิกันมากมาย ไม่รู้กี่ศาสนา ไม่รู้ กี่ลัทธิ การปฏิบัติธรรมนี้มีความเข้าใจหลายนัยต่างกันมากมาย การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้านั้นไม่ใช่ว่านั่งสงบ ไม่ท างาน พอเอาค าว่าสงบมา ก็เลยกลายเป็นแบบศาสนาฤๅษี การทรมานตน บางคนปฏิบัติธรรมด้วยการทรมานให้อดอยากปากแห้ง หิวโหย ให้เจ็บปวด ให้เดือดร้อน ทุกข์ทรมาน จนกระทั่งทนทุกข์นั้นได้ หรือไม่ก็เข้าใจผิด เข้าใจกันตื้นๆ ง่ายๆ ว่า การปฏิบัติธรรมนั้นน่ะ ท าด้วยการตัดเหตุตัดปัจจัย เช่นว่า ผู้ชายมีกิเลสกามราคะ เรียกว่าเมถุน มันเป็นกิเลส ก็เลยดับเหตุง่ายๆ ว่าเรามีเรื่องยุ่ง ทุกข์เพราะการเกี่ยวข้องเรื่องผู้หญิง-ผู้ชาย ศาสนานิครนถ์ก็เข้าใจว่าตัดเหตุเสีย การปฏิบัติธรรมของเขาก็คือทรมานตน ทุบอวัยวะเพศ ตัดออกไปเลย พยายามท าอะไรตามเรื่องของเขา จนกระทั่งมันใช้ไม่ได้เลย เขาก็ว่า เออ! สบายไป อย่างนี้เป็นการทรมานตน เป็นเรื่องของวัตถุธรรมดา ไม่ใช่เป็นการดับเหตุ ไม่ได้ฝึกจิต ไม่ได้ใช้ปัญญา ไม่ใช่การตัดกิเลสจนกระทั่งจิตมีอ านาจเหนือกิเลส ไม่ละเมิดกิเลสต่างๆ นั้น ๒ สมณะโพธิรักษ์ หนังสือโครงการหิ่งห้อย อันดับที่ ๒๕๖๙/๒ หรือไม่ก็ทรมานตนเอง ยืนขาเดียว นั่งบนตะปู นั่งบนหนาม ท าอะไรต่างๆ นานา อดข้าวอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อดให้ผอมแห้งแรงน้อย เหลือแต่หนังหุ้มกระดูก พระพุทธเจ้าเคยทรมานตนต่างๆ นานา หัดอด หัดกินแม้กระทั่งขี้ตัวเอง จนกระทั่งไม่มีขี้มากินอีก พระพุทธเจ้าเคยทรมานตนมาอย่างนี้ ท่านท ามาหมดแล้ว ท่านบอกว่า เรื่องที่ทรมานตนต่างๆ นานา ไม่มีใครเท่าเรา ซึ่งก็ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ มันท าให้มีทุกข์มากโดยไม่เข้าเรื่อง แล้วก็ไม่รู้กิเลสตัณหา รู้แต่ทุกข์ แต่ไม่รู้ว่าจะทนได้อย่างไร อ่านจิตไม่ออก ไม่รู้ดี ไม่รู้ชั่ว การปฏิบัติธรรมด้วยการทรมานตนโดยนัยต่างๆ พระพุทธเจ้าถือว่าเป็นอัตกิลมถานุโยค ไม่เป็นผลดี ไม่ได้เรื่องได้ราว ท่านจึงไม่สรรเสริญ แล้วก็ห้ามพวกเราไม่ให้ทรมานตนอย่างนั้น การสะกดจิต นอกจากทรมานตนแล้ว ก็เข้าใจว่า การปฏิบัติธรรมจะต้องนั่งหลับตา จะใช้กสิณ สะกดจิตด้วยวิธีอย่างไรก็แล้วแต่ ก าหนดสิ่งที่ไปยึดไว้ แล้วก็หลับตา แล้วก็อ่านจิตอ่านใจ หรือไม่อ่านจิตอ่านใจหรอก ท าให้จิตสงบระงับลงไป แล้วเกิดสภาวะของจิต เกิดเป็นรูปเป็นเรื่อง หรือนั่งสงบแล้ว จิตสงบลงจริง แล้วจิตก็มีก าลังที่จะเล่นแร่แปรธาตุ ท าอะไรต่างๆ นานา แล้วก็เกิดสภาพนั้นจริง เลยหลงติดสิ่งเหล่านั้น เดี๋ยวนี้มีคนสอนเยอะ นั่งหลับตาด้วย แล้วก็นั่งวิปัสสนา เป็นการปฏิบัติธรรม นอกกว่านั้นไม่ใช่การปฏิบัติธรรม เขาว่าอย่างนั้น ธรรมบูรณาการ ๓ หนังสือโครงการหิ่งห้อย อันดับที่ ๒๕๖๙/๒ ถ้าปฏิบัติธรรมแล้ว ต้องนั่งหลับตา แล้วก็มีอุบายไปคนละอย่าง บางอย่าง นั่งหลับตา แล้วก็ยุบหนอ พองหนอ แล้วก็ยุบ แล้วก็พองเข้าไป อันนี้เป็นหลักเป็นแกน เสร็จแล้วก็ไปพิจารณาข้างใน ก็มีรายละเอียด ว่าให้ดูจิตใจ ให้ดูโน่นดูนี่ ดูสภาพอะไรก็แล้วแต่ สภาพที่อธิบายมีอยู่เยอะ อธิบายแล้วก็ไม่บอกว่ากิเลสที่ชัดเจนคืออย่างไร ถ้าเผื่อไม่หลับตา ลืมตาขึ้นมาแล้ว เราจะรู้จิต รู้กิเลสได้อย่างไร เมื่อเราลืมตาขึ้นมาแล้วนี่น่ะ จะท าอย่างไร กิเลสมันหมดหรือไม่หมด ตรวจอย่างไร ไม่บอก ไม่ยืนยัน นั่งยุบหนอพองหนอ ก็ตาม คล้ายกัน มานั่งท่องพุทโธๆๆๆ พุทเข้า โธออก ให้มานั่งหายใจ เรียกว่า อานาปานสติ ก าหนดลมหายใจเข้า ลมหายใจออก อานะ แปลว่า ลมหายใจเข้า อปานะ แปลว่า ลมหายใจออก ก าหนดลมหายใจเข้าออก จนกระทั่งจิตรวมเป็นหนึ่ง แล้วก็ดิ่งดับ หลับไป จนไม่รู้ลมหายใจเข้า ไม่รู้ลมหายใจออก อยู่กับจิต อย่างไรๆ ก็ไม่รู้ บางทีก็ไปสร้างภาพ สร้างเรื่องอะไรก็ไม่รู้ ไปเล่นภาพ เล่นรูป หรือว่าไปสร้างจิต ไปเล่นฤทธิ์เล่นเดช เป็นอาเทสนาปาฏิหาริย์บ้าง อิทธิปาฏิหาริย์บ้าง อันนี้ นอกทางพุทธเหมือนกัน ถ้านั่งหลับตาแล้ว ไม่รู้เรื่อง จะพิจารณาอะไรก็ไม่ถูก จับตัว จับตนมาพิจารณาอะไรก็ไม่มี ไม่ถูก หลับไปอย่างนั้นแหละ หลับตาไป บางทีเห็นแสงนะ แสงสีม่วง สีคราม สีเขียว เห็นแล้วติดต่อให้ดี เมื่อกี้นี้นั่งเพ่งไป เอาไฟมาไวัข้างใน ในภาพในจิต แล้วก็ขยายไฟให้ ๔ สมณะโพธิรักษ์ หนังสือโครงการหิ่งห้อย อันดับที่ ๒๕๖๙/๒ โตออก เล็กเข้า โตออก ท าให้ใกล้เข้ามา ท าให้ไกลออกไป ท าให้เล็กนิ่งอยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วก็รวมจิตอยู่ เล่นอยู่อย่างนั้น มีแต่สะกดจิตเล่นเฉยๆ ไม่อธิบายว่าจิตเป็นอย่างไร มีโลภะหรือไม่ อารมณ์ของโทสะเป็นอย่างไร โมหะเป็นอย่างไร ไม่อธิบายกันสักที การปฏิบัติธรรมนั้น ในแง่นั่งหลับตานี้มีผลเสียอยู่อย่างนี้ คือ การรวมจิตให้อยู่ในที่อันหนึ่งอันเดียว เป็นสมาธิแบบฤๅษี เป็นวิธีการสะกดจิต โดยใช้อุบายต่างๆ บางทีก็ใช้ดิน สมัยโบราณใช้ดิน จ้องเพ่งจิตที่ดินอย่างเดียว หรือเพ่งน ้านิ่งๆ ใส่ขัน ใส่กะละมัง ใส่อะไรมา ใช้น ้า ใช้ลม ใช้ไฟ ใช้สีต่างๆ สีเขียว สีแดง สีอะไรก็ตาม เพ่งจิตไปอย่างนี้ เป็นการสะกดจิต รวมจิตให้อยู่ในที่เดียวกัน จิตก็จะรวมเข้ามา หัดมากๆ เข้า ก็จะท าจิตให้รวมเป็นที่ได้ จิตก็จะมีก าลัง เป็นกลุ่มก้อน เมื่อจิตมีก าลัง เราก็อาจฝึกใช้จิตไปท าปฏิกิริยาหรือว่าใช้ท าอะไรต่างๆ เป็นได้ มีได้ นั่งสะกดจิตนี่กิเลสก็ไม่มาก มันไม่ได้มายั่วยวนทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทวาร ๖ ตัวนี่มันตัวดี เห็นตัวกิเลสชัดๆ แล้วตัวจริงด้วย เห็นทันทีทันใด ไปนั่งน่ะ มันก็ไม่มี บางทีอารมณ์ก็ไม่ค่อยเกิดอะไรมากมาย มันก็สงบอย่างนั้นน่ะ เห็นไตรลักษณ์ก็เห็นยาก มันไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย ขณะนี้มีคนมาด่า มันมีเหตุ มีปัจจัยชัดใช่ไหม ไปนั่งหลับตานี่ไม่มี ดีไม่ดีก็ไม่ใช่เรื่องจริง ไปนั่งแล้ว นึกถึง โอ้! เมื่อวานนี้ คนนั้นคนนี้ด่าเรา แล้วก็ยกเอาเรื่องราวที่ผ่านมาในอดีตมาคิด คิด ธรรมบูรณาการ ๕ หนังสือโครงการหิ่งห้อย อันดับที่ ๒๕๖๙/๒ ในขณะที่นั่งสมาธินะ ยกเรื่องขึ้นมาคิด เรื่องไม่จริงแล้วนะนี่ เอาเรื่องอดีตมาคิด ใช่ไหม ไม่ใช่เรื่องปัจจุบันธรรม คิดไป ตอนนั้นถูกเขาด่า ไม่ทันรู้ตัว เราก็โกรธนะ อารมณ์โกรธนี่น่ะไม่ดี แม้คุณจะวิจัยลงไป มันก็เป็นอารมณ์ที่ไม่ใช่ปัจจุบัน ไม่ใช่อารมณ์จริง เป็นแต่เพียงเอาอารมณ์นั้นมาทบทวน มีประโยชน์เหมือนกัน แต่เวลาเจอเข้าจริงแล้ว จะทันไหมล่ะ มันยากกว่า เห็นไหม แต่ก็มีอุปการะ ช่วยให้คุณคิดทบทวนได้ เกิดราคะก็ตาม เกิดโทสะก็ตาม เกิดโมหะก็ตาม คุณนั่งสมาธิแล้วคุณก็พิจารณา เห็นไตรลักษณ์อย่างที่ว่านี้แหละ ก็ได้ แต่มีประโยชน์น้อยกว่า เป็นอุปการะ ควรท าเหมือนกัน ควรท า ฝึกฝนให้รู้ชัดว่า อ๋อ! อารมณ์อย่างนี้เองหนอโกรธ อ๋อ! ผ่านมาอย่างนี้เอง เกิดอาการอย่างนี้เอง หรือคุณจะปรุงขึ้นเองเดี๋ยวนี้ เกิดราคะปรุงขึ้นใหม่เดี๋ยวนี้เอง เกิดโทสะปรุงขึ้นใหม่เดี๋ยวนี้เอง มันก็ไม่ง่ายนักนะ คุณต้องยกเรื่องใช่ไหม ท าอารมณ์ ปรุงเลยนะ เห็นหน้าเธอ ปรุงให้เกิดราคะ เห็นเรื่องนั้น หรือว่าเห็นหน้าศัตรู ปรุงหน้าศัตรูขึ้นมา เกิดโทสะ เหมือนดูหนังนั่นแหละ สร้างขึ้นมา แต่อาจจะมีเรื่องจริงตรงที่ว่า คนนี้ศัตรูเราจริง คนนี้เคยเป็นคู่รักคู่ใคร่ คนที่เราชอบจริง คุณก็ปรุงได้ แล้วดูซิ อารมณ์มันเกิดนั้น คุณก็ค่อยๆ ท า มันเป็นเรื่องสร้างขึ้นมา แต่ก็เรียนรู้ได้เหมือนกัน เป็นอุปการะ จะเห็นไตรลักษณ์ ก็ให้เข้าสัมมาทิฏฐิที่เป็นอุปการะก็ไม่ว่ากัน ถ้ามีเวลานะก็ท า ฝึกได้ทุกด้าน ๖ สมณะโพธิรักษ์ หนังสือโครงการหิ่งห้อย อันดับที่ ๒๕๖๙/๒ หรือฝึกจิตสงบเฉยๆ นั่งสมาธิ ฝึกอารมณ์สงบดู เสพอารมณ์สงบ เสพไปก่อนก็ได้ แต่ต้องรู้ว่าเสพน่ะมันติดนะ คุณนั่งสมาธินี่ สงบแล้วก็สบาย พวกนั่งสมาธินี่ ขี้เกียจขึ้น นั่งมันไม่ยาก มันสบายน่ะ อยู่เฉยๆ อารมณ์มันว่าง โอ๊ย! ดี ว่าง ไม่ต้องคิดอะไรมาก ไม่ต้องมีเรื่องวุ่นวายอะไรในใจเลย สบาย ว่าง แล้วก็จะติดนั่งสมาธิ ติดนั่งสงบอยู่อย่างนี้ พอให้พวกฤ ๅษีชีไพร พวกพระป่า ออกมาท างานแบบนี้นี่ โอ๊ย! ไม่ได้หรอก สมาธิแบบฤๅษี ทางตะวันออกเราเล่นมานาน เรียกว่า ไสยศาสตร์ โดยท าสมาธิแบบฤๅษีอย่างนี้ สมาธิแบบหลับตา แล้วก็ใช้พลังงานของจิตไปเที่ยวเล่นแร่แปรธาตุ หรือว่าพอจิตมีก าลังแล้วก็ไปเป็นไอ้นั่นไอ้นี่ ปั้นรูปหน้าตาของเทวดา รูปหน้าตาของสัตว์นรก ปั้นออกมาเป็นรูปเป็นร่างได้ ปั้นได้จริงๆ เป็นรูปที่เราเนรมิต เป็นรูปที่เราท าให้ส าเร็จขึ้นมา เราเองนี่แหละเป็นผู้เนรมิต โดยที่ไม่รู้หรอกว่าตัวเองเนรมิต ตัวเองอยากให้มันเป็น มันก็เป็น ตัวเองมีจิตนิวรณ์อะไรขึ้นมา แล้วก็เกิดภาพในฝันนั้น อันเดียวกับที่เราปั้นด้วยเจตนา รูปที่ส าเร็จด้วยจิตอย่างนี้ ภาษาพระเรียกว่า มโนมยอัตตา เป็นอัตภาพชนิดหนึ่งที่จิตของเราเองปั้นขึ้นมา มยะ แปลว่า ส าเร็จได้ เราเองนี่แหละท าขึ้นมา แล้วก็ไปหลงว่ามีที่โน่นที่นี่ เพราะเรามีจิตละเอียดลออ แล้วก็แทรกซอนเข้าไปเห็นอันนี้ ถ้าใครไม่สามารถ ธรรมบูรณาการ ๗ หนังสือโครงการหิ่งห้อย อันดับที่ ๒๕๖๙/๒ นั่งหลับตา จนกระทั่งใช้จิตแทรกซอนเข้าไปรู้ได้ ก็จะไม่เห็น ถ้าใครพยายามกระท า ฝึกจิตเข้า ก็จะเข้าไปรู้ในภพได้ เขาไปเห็นว่า มีอีกภพหนึ่ง อีกแดนหนึ่ง มีแดนสวรรค์ มีแดนนรก มีรูปภาพตัวตนอยู่ที่ไหนๆ อยู่ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ตัวเองก็บอกไม่ถูก แต่พอนั่งหลับตา พอสงบจิตเท่านั้นแหละ เกิดสภาวะรูปอย่างนี้ที่ตัวได้เห็น เกิดภาพที่ตัวมีรูปเข้าไปรู้ เข้าไปสัมผัส เข้าไปสู่แดนนั้น บางทีก็อาจจะเย็น ร้อน อุ่น หนาว อาจจะหอม อาจจะสีสวยรอบตัว อาจจะบรรยากาศเบาว่าง เหมือนอวกาศ แล้วแต่จะคิดค านึง แล้วตัวเองก็เกิดจริงเป็นจริง แล้วก็หลงว่า นี่คือสภาพจริง หรือเป็นความนึกคิดว่าเป็นสภาพของนรก ลงไปแล้วเป็นที่ร้อน เป็นหลุมร้อน เป็นอะไรต่างๆ นานา แล้วก็ปั้นขึ้นมาจริงๆ พวกนี้เล่นปฏิบัติจิตอย่างนี้มีเยอะ มีอยู่ในโลก ผู้ใดปฏิบัติธรรมเพื่อที่จะเรียนปั้นสภาพนรกสวรรค์เป็นรูปร่างอย่างนี้แล้วละก็ ขอบอกว่า เป็นการปฏิบัติธรรมนอกรีตของพุทธ นอกศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธไม่ได้สอนอัตภาพอย่างนี้ ฌานฤๅษี บางคนอาจจะลืมตานะ แต่ตาแข็งไม่รู้เรื่องแล้ว นอกจากไม่รู้เรื่อง เขาบอกนี่เข้าฌาน บางคนเอาแค่นี้นะ เป็นคนตาแข็ง เอาอะไรมาวางข้างหน้า ไม่เห็นนะ ลืมตาโพลงนี่ไม่เห็น ตัดทวารตาแล้ว หูก็ไม่ได้ยิน เมื่อปิดทวารตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่รับรู้สึก สัมผัสอะไร ๘ สมณะโพธิรักษ์ หนังสือโครงการหิ่งห้อย อันดับที่ ๒๕๖๙/๒ ก็ไม่รู้สึก เขย่าตัวก็ไม่รู้สึก บอก โอ้โห! คนนี้ฌานแน่เลย เขานึกว่าคนเข้าฌานคือคนเข้าสู่ภวังค์ จิตไม่รับวิถี ถ้าปิดทวารห้าแล้ว รู้อยู่ในทวารจิต จะคิด จะนึก จะปรุง ก็อยู่ในจิตเท่านั้น ถ้าเอาเหตุผลแค่นี้ เหตุปัจจัยที่วินิจฉัยว่าแค่นี้คือฌาน คนนอนหลับก็เข้าฌานหมด เพราะคนนอนหลับไม่รู้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่รู้เรื่อง ใครเขย่าตัว ก็ไม่รู้สึกตัว เสียงดังขนาดไหนก็ไม่ได้ยิน ก าตดมาใส่จมูกยังไม่รู้เลยว่ากลิ่นอะไร มันนอนหลับขี้เซา ขณะหลับนี่ไม่รู้เรื่องใช่ไหม ลักษณะนี้ไม่ใช่ฌาน อยู่ในภวังค์ ค าว่าภวังค์นี้ต้องไปอ่าน "คนคืออะไร" อาตมาพยายามแยกแยะพวกนี้ไว้ให้ฟัง ในเรื่องฌาน ภวังค์หรือว่าอะไรหลายๆ อย่างที่มีลักษณะคล้ายกันนี่ อธิบายให้ฟังอยู่ จ าให้ชัดว่าลักษณะที่เข้าใจเดี๋ยวนี้นี่ หรือเคยเข้าใจมาแล้วว่าฌานคือจิตไม่ออกจากทวารห้า ถ้านับแค่นั้นเป็นฌาน ผิดถนัดเลย ฌานลืมตาก็ได้ รู้อะไรทวารห้าก็ได้ หรืออยู่ในตอนที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่รับรู้ ถ้าจิตไม่ปั้นเรื่อง ไม่เอาจิตไปเพ่งอะไรก็แล้วแต่ จิตก็รวมนิ่งลงๆ มันจะสงบ พอจิตสงบแล้ว จะเบาสบาย ถ้าเรามีสติดีอยู่ จิตเราก็ว่างลง ว่างจากการคิดอื่น ไม่คิดเป็นกาม เป็นพยาบาท เราไม่ได้หลับ จิตของเราโพลงอยู่ อยู่เฉยๆ และเราก็รู้จิตของเราอยู่ได้ ตามเวลาที่เราจะให้มันว่างอยู่อย่างนั้นได้ไม่เท่ากัน บางคนได้เดี๋ยวเดียว ก็ต้องคิดเรื่องอื่นแล้ว บางคนว่างได้นาน เราก็ได้รู้ว่าอาการสบายๆ ในขณะนั้น อันนี้แหละเป็นฌาน ๑ ธรรมบูรณาการ ๙ หนังสือโครงการหิ่งห้อย อันดับที่ ๒๕๖๙/๒ นี่อาตมาอธิบายฌานฤๅษี โดยตัดฌานฤๅษีที่เป็นเดียรถีย์ เป็นเดรัจฉานวิชา เล่นฤทธิ์เล่นเดชออกไป แต่อธิบายฌานฤๅษีแบบที่เขาอธิบายกันว่า เราว่างๆ โง่ๆ อยู่อย่างนี้แหละ ทางฤๅษีเขาอธิบายกันว่า ฌาน ๑ วิตกวิจาร ว่าอย่างนั้น ถ้าฌาน ๑ อยู่อย่างนี้ พอได้เข้า พอเห็นว่างๆ โล่งๆ เข้า ก็จะง่วงไม่รู้เรื่อง สติไม่ตื่นโพลงหรอก อย่างนี้เรียกว่าถีนมิทธะ ถ้าเผื่อไม่ง่วง ตื่นโพลง ใสสว่าง สบาย ไม่ง่วง โล่ง โปร่งอยู่ ไม่โงกเงก อย่างนี้แหละเป็นฌาน พอรู้สภาพอย่างนี้แล้ว คนนั้นจะดีใจ ตื่นเต้น โอ้โฮ สภาพอย่างนี้ ไม่เคยเป็น นั่งหลับตามาตั้งหลายเดือน หลายมื้อ หลายคราว นี่ได้แล้ว อ้อ อย่างนี้หรือฌาน มันจะว่างๆ โล่งๆ มีความคิดของตัวเอง วิตกวิจารอยู่อย่างนี้ อยู่กับตัวเองตลอดเวลา นั้นแหละ ปีติจะผสมอยู่ในนั้น ตื่นเต้น ดีใจ นี่แหละฌาน ๒ ถ้ามีปีติดีใจอยู่ ก็ยังเป็นฌาน ๒ ต้องระงับปีติลงไป ให้เบาบางลง อ่อนลง อาการปีติที่ตื่นเต้นนั้นลดลง คือ ฌาน ๓ เป็นสุข จนกระทั่งความสุข ก็วางเฉย ความวาง ความเปล่าเฉยๆ นี่แหละ เป็นอันเดียวกัน คือ การวางว่างๆ เฉยๆ เราถือว่าเป็นความสุขที่สุด สุขอย่างว่างๆ อันนี้แหละ คือ ฌาน ๔ จิตที่วางเฉยๆ ได้บ่อยๆ มันก็สุขแหละ สุขแล้วเราก็ไม่ยินดียินร้ายอะไรกับมันมาก ถ้าใครท าจิตนี้ได้ แล้ววางเฉย จิตเฉยอยู่ ถ้าใครหัดมากๆ ท่านเรียกว่ามีวสี แคล่วคล่อง ท าได้เก่งขึ้น ช านาญขึ้น นั่งพุทโธเข้าออก ๑๐ สมณะโพธิรักษ์ หนังสือโครงการหิ่งห้อย อันดับที่ ๒๕๖๙/๒ แล้วก็ได้อัตภาพอย่างนี้ นั่งสบายอยู่ตรงนั้นแหละ นิ่งอยู่อย่างนั้น นี่เรียกว่าปฏิบัติธรรม นั่งปฏิบัติธรรมได้มากๆ ก็ยิ่งเก่ง เป็นนักบวช ก็ตาม เป็นฆราวาสก็ตาม หัดท าให้ได้ แต่ลืมตาขึ้นมาแล้ว จะเป็นอย่างไร ไม่รู้นะ ลืมตาขึ้นมา ไปหาเงินมา เรี่ยไรเงินเอามาสร้างโบสถ์ให้มากๆ ใหญ่ๆ สร้างศาลาโตๆ ใครเอามาถวาย ดี เก็บไว้ เท่านี้ล้าน เก็บเอาไว้ ถ้าเอาไปใช้มาก เดี๋ยวคนเขารู้ เขาบอกว่า พระนี่มีกฎอยู่ เขาบอกว่า ไม่ใช่นะ เอาเก็บไว้ๆ พอสบายแล้ว โอ้โฮ องค์นี้มีกี่หมื่นกี่ล้าน องค์นี้บริจาค ๖ แสน ๘ แสน พระองค์แก่ๆ นี่เยอะ เพราะนั่งปฏิบัติธรรมหลับตามานี่แหละ กินก็มีกิน เขามาถวาย จะใช้สอยอะไร มีพร้อมพรั่งหมดแล้ว จะกินหมาก สูบบุหรี่ มีหมด พระรูปไหนเป็นอย่างนี้ ถ้าเห็นด้วย ก็เปลี่ยนซะ กลับใจปฏิบัติให้ถูก ถ้าคิดว่า ปฏิบัติอย่างนี้ถูก อย่างนี้ดี ปฏิบัติไปเถอะ แต่อาตมาไม่อนุโมทนา เพราะไม่เห็นด้วย ไม่ยินดีด้วย ในการกระท าอย่างนี้ ยังไม่ดี การกระท าอย่างนี้ควรแก้ไข อาตมาเห็นอย่างนั้นนะ ผู้ใดเป็นพระแล้ว ท าได้อย่างนี้แล้ว ปฏิบัติธรรมถึงขั้นอย่างที่ว่านี้ ได้ยินอาตมาพูดอย่างนี้ ถ้าโกรธอาตมา ก็ไม่เข้าท่าน่ะซิ ท่านก็ไม่ใช่พระที่เก่งน่ะซิ ใครจะบอกว่าท่านเก่ง ยังไม่ได้ ถ้าท่านไม่โกรธ แล้วก็พิจารณาได้ว่าจริงไหม ควรเลิกไหม ถ้าควรเลิกก็เลิกมา ถ้าไม่เลิก ถ้ายังท าอย่างนี้อยู่ ก็แล้วไป อาตมาจะห้ามได้อย่างไร ใครก็ใครสิ อาตมาก็อาตมา องค์นั้นก็องค์นั้น จะเก่งอย่างไรก็แล้วแต่ ธรรมบูรณาการ ๑๑ หนังสือโครงการหิ่งห้อย อันดับที่ ๒๕๖๙/๒ ถ้านั่งหลับตาอย่างนี้ตลอดปีตลอดชาติ นึกว่าอย่างนี้แหละคือฌาน คือนิพพาน ปฏิบัติชาติแล้วชาติเล่า จนกระทั่งตายไปก็ได้แค่นี้ ได้อย่างดีก็แค่นี้ หรือจะอธิบายต่อไปอีกว่า นี้เป็นรูปฌาน อาตมาอธิบายไปถึงฌาน ๔ แล้วนะ วิตก-วิจาร-ปีติ-สุข แล้วก็อุเบกขา หรือจะอธิบายต่ออีกเป็นอรูปฌาน พอปฏิบัตินั่งหลับตาเข้าไปแล้วก็ได้สภาพที่ว่าง ได้ช านาญ โล่งเลย โปร่งทะลุเหมือนกับไปสุดอากาศ โล่งทะลุเลยทีเดียว สภาพนี้มีได้ยาก ยากที่อยู่เฉยๆ ว่างๆ เป็นสภาพที่โล่งโปร่ง ไม่รู้จะอธิบายเป็นภาษาคนได้อย่างไร เพราะโล่งเกินกว่าที่มีอยู่ในโลก เทียบกับอากาศว่าว่าง ก็ว่างอยู่อย่างนั้น ว่างเบา ไม่มีตัวไม่มีตน ครั้งแรกที่เราสัมผัส มันไม่มีอะไรเลย ตัวเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ไหน ใครคือเรา เราคือใคร ก็ไม่รู้ แต่มันโล่งเบา เบาคือสบาย สบายเท่ากับอุเบกขา เป็นอากาสานัญจายตนะ อาตมาเคยเล่นมา พอได้สภาพนี้แล้ว โอ้โฮ บอกตัวเองว่า อย่าไปไหนเลยนะ อยู่ตรงนี้แหละ ยอดสบายเลย ตายอยู่ตรงนี้ก็ได้ ไม่อยากไปไหนเลย แต่อยู่ไม่ได้หรอก ต้องหลุดออกมา สภาพที่เราได้ มีเท่าที่อินทรีย์พละเรามี จะออกมาจากสภาพนั้น อยากอยู่ให้ตายปานไหน ก็ไม่อยู่ อยากอยู่ตรงนั้น มันอร่อยยิ่งกว่าอะไร สบาย ว่าง เบา ไม่มีตัวไม่มีตน เป็นอากาสานัญจายตนะ นี่ อธิบายแบบฤๅษี ฤๅษีเขาก็อธิบายแบบนี้แหละ แล้วเขาก็ท าจริงๆ ด้วยนะ ไม่ใช่อธิบายเปล่า อาตมาก็เคยเล่นมาแบบนี้ เข้าไปแล้ว ไม่อยากออกมา ๑๒ สมณะโพธิรักษ์ หนังสือโครงการหิ่งห้อย อันดับที่ ๒๕๖๙/๒ สักครู่หนึ่งจะรู้ตัวเอง รู้ว่าเราชื่ออะไร เราเป็นใคร แต่ไม่มีตัวมีตนน่ะ แต่รู้ว่าเรา แต่ไม่มีรูปเราหรอก เรามีจิต แต่ไม่มีหัว ไม่มีหาง ไม่มีตัว ไม่มีตน ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ ว่างๆ หมด แต่ก็รู้ว่าเป็นตัวเป็นตนแหละ รู้ว่าเป็นเรา ตอนรู้ว่าเป็นเรานี้เรียกว่า วิญญาณัญจายตนะ สภาพนี้ที่เราอยู่ในฌานที่ลึกอย่างนี้ และเราไม่นึกถึงอะไรอื่นหมดเลย ไม่มีอะไรในโลกนี้ เราไม่เกี่ยวข้องทั้งนั้น เรารู้เป็นเรา แล้วเราก็อยากอยู่ตรงนี้ อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ จึงคู่กันอยู่ตรงนี้ เสร็จแล้วก็อยู่ไม่รอดหรอก ถ้าคุณเก่งก็อยู่ได้สักครู่ใหญ่ ถ้าไม่เก่ง ก็อยู่ไม่ได้ อยู่ได้ครู่เดียว ก็คลายออกจากอาการนี้ แหม พอออกมาแล้ว ก็เสียดาย จะเข้าไปอีก พยายามอีก ยาก ยาก ก็พยายามท ากันอีก เผลอๆ ถ้าไม่เจตนาจะเอา ได้ ถ้าเจตนาเพ่งจะเอา ไม่ได้หรอก โอ้โฮ ไม่ง่าย ยาก อุเบกขาแบบฤๅษี เมื่อฌานไปถึงขั้นผลของฌานตรงปลายแล้ว อุเบกขาเจตสิกนี่เป็นเครื่องอาศัยของผู้มีวิมุตติ ไม่ใช่อุเบกขาที่เข้าใจกันหลวมๆ อย่างทุกวันนี้ ที่เรียกว่าอุเบกขาเก ก็เพราะไม่เป็นสัมมาทิฏฐิ มันเป็นอุเบกขาแบบฤๅษี แบบลัทธิอื่น หรือแบบตื้นเขิน เขาแปลอุเบกขา ว่าวางเฉยน่ะ ก็มีส่วนบ้าง แต่วางเฉยอย่างเด๋อๆ ไม่เอาถ่าน ไม่รับรู้ ถ้าบางกรณีนะ เราอาจจะใช้การวางเฉยประเภทที่เรียกว่าไม่เอาเรื่อง หลีกห่างไกล ไม่ยุ่งเกี่ยวด้วย ที่จริงเป็นเรื่องผลักไสด้วยซ ้าไป ธรรมบูรณาการ ๑๓ หนังสือโครงการหิ่งห้อย อันดับที่ ๒๕๖๙/๒ นิพพานของพระพุทธเจ้าไม่ใช่นั่งหลับตาเอา ถ้าผู้ใดนั่งหลับตา แล้วก็ดับๆๆ หลับเข้าไปๆๆๆ ไม่ได้คิดอะไร ไม่ให้นึกอะไร ไม่ให้มีอะไรดับๆๆ เข้าไป เป็นอรูปฌานอีกชนิดหนึ่ง เป็นฌานฤๅษี เรียกว่าอากิญจัญญายตนะ เขาอธิบายไว้ว่า ดับแบบไม่รับรู้อะไรเลย แท้จริง มันคืออสัญญีสัตว์ ไม่ก าหนดหมายอะไรเลย ดับ นิ่งสนิท นิโรธแบบฤๅษี ถ้าใครหลับตาเก่งๆ นี่นะ พอนั่งปั๊บ หลับเข้าไป ไม่หลงไปเล่นฤทธิ์เล่นเดช ไม่หลงไปเล่นแร่แปรธาตุ ก็มีแต่จะดับดิ่ง ถ้าไปอยู่กับอากาสานัญจายตนะไม่ได้ ก็จะมาอยู่กับอากิญจัญญายตนะ คือนั่งดับไปเลย งีบไปเลย เป็นอสัญญีสัตว์ เขาเรียกอันนี้ว่า นิโรธสมาบัติ แท้จริงอากิญจัญญายตนะก็ไม่ตรงกับอสัญญีสัตว์ แต่พวกฤๅษีเขาไม่รู้ เขาอธิบายว่าอากิญจัญญายตนะเป็นสภาพอสัญญี ดับสนิทนิ่งไป แล้วแต่จะมีก าลังกดข่มได้เท่าไหร่ บางคนได้ ๕ ชั่วโมง บางคน ๔ ชั่วโมง บางคนได้ตลอดวันตลอดคืน บางคนได้ ๗ วัน อย่างที่เคยเล่าลือกัน ใครเก่งขนาดนั้น นั่งดับอย่างนี้ ถือว่าคือนิโรธสมาบัติ อาตมาขอบอกเดี๋ยวนี้เลยว่า พุทธไม่ถือว่านี่คือนิโรธสมาบัติ ใครหลงผิดอย่างนี้ เขาก็พยายามท าได้ติดต่อกันถึง ๗-๘ วัน ไม่ใช่ได้ง่ายนะ คน ๑๐๐ คน ๑,๐๐๐ คนนี่น่ะ ไม่ใช่ได้ถึง ๒-๓ คนนะ นั่งดับอย่างนี้ นั่งแข็งเด๋งอยู่อย่างนั้นแหละ พอเวลาอ านาจกดข่มหมด คนก็เอาข้าวมาถวาย ถวายคนออกจากนิโรธสมาบัติแบบนี้ ได้ ๑๔ สมณะโพธิรักษ์ หนังสือโครงการหิ่งห้อย อันดับที่ ๒๕๖๙/๒ อานิสงส์สูงมาก ก็ใช่ซิ เอาไปให้คนหิวกิน มันก็ได้อานิสงส์ซิ การท าบุญกับขอทาน ก็ได้บุญมาก เพราะว่าคนก าลังจะอดตาย ถือว่าได้ช่วยชีวิต แต่คนนี้ไม่รู้เลยว่า กิเลสคืออะไร ฟังให้ดีนะ ไม่รู้หรอก กิเลสคืออะไร ตัณหาคืออะไร พอเขาเอาอาหารอร่อยๆ มาให้กิน ก็แหม ๕ จาน เลยอีงวดนี้ ท่านอยู่นิโรธได้ทั้ง ๗ วัน ท้องว่างทั้ง ๗ วัน ท่านล่อไปทั้ง ๕ จานนั้นถูกแล้ว ความหลงผิดเรื่องนิพพาน คนหลงผิดได้ว่าเป็นนิพพาน มีอยู่ ๕ ประการ ๑. หลงว่าได้เสพกามคุณ ๕ ไม่ว่าทวารไหนก็ตามแต่ เขาว่ากามสุขนี่แหละนิพพาน ความสุขของเขาเป็นนิพพาน เป็นทิฏฐธรรมนิพพาน นี่ก็เป็นความหลง เป็นมิจฉาทิฏฐิ ๒. ได้ฌาน ๑ เป็นนิพพาน ๓. ได้ฌาน ๒ เป็นนิพพาน ๔. ได้ฌาน ๓ เป็นนิพพาน ๕. ได้ฌาน ๔ เป็นนิพพาน ฌานทั้ง ๔ เป็นการวางเฉยที่ละเอียดลึกซึ้งอยู่เท่านั้นเอง แล้วใครไปยึดเอานี่เป็นนิพพาน เขาก็ได้อย่างนี้ตลอดชาติ พระรูปไหนหรือผ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน