วิมุตติเท่านั้นเที่ยงแท้ อโศกรำลึก ๒๕๓๔.pdf
เนื้อหาในไฟล์
หนังสือโครงการหิ่งห้อย อันดับที่ ๒๕๖๘/๓ วิมุตติเท่านั้นเที่ยงแท้ สมณะโพธิรักษ์ อบรมท าวัตรเช้า เรื่อง อโศกร าลึก’๓๔ วันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๓๔ ณ พุทธสถาน สันติอโศก เราจะพิมพ์หนังสือธรรมะให้ท่วมโลก เลขมาตรฐานสากลประจ าหนังสือ ๙๗๘-๖๑๖-๗๖๐๑-๓๐-๔ หนังสือโครงการหิ่งห้อย อันดับที่ ๒๕๖๘/๓ วิมุตติเท่านั้นเที่ยงแท้ / สมณะโพธิรักษ์ จ านวนพิมพ์ ๒,๓๐๐ ฉบับ ปีที่พิมพ์ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ผู้จัดพิมพ์ ธรรมทัศน์สมาคม ๖๗/๗-๘ ถ.นวมินทร์ ๔๘ บึงกุ่ม กทม. ๑๐๒๔๐ โทร.๐๙-๕๖๑๘-๙๑๕๔ พิมพ์ที่ โรงพิมพ์เดือนตุลา ๓๙/๒๐๕-๒๐๖ ถนนวิภาวดีรังสิต ๘๔ แขวงสนามบิน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ๑๐๒๑๐ โทร. ๐-๒๙๙๖-๗๓๙๒-๔ เราจะพิมพ์หนังสือธรรมะให้ท่วมโลก ก่อนเข้าเรื่อง ทุกชีวิต ทุกครอบครัว ทุกชุมชน ทุกสังคม มีความเป็นมา ที่น่าจดจ า ประทับใจ ไม่ว่าจะในเชิงดีหรือร้าย ชาวอโศกก็เช่นกัน แม้ชีวิตจะเป็นอยู่ผาสุกในชุมชนชาวพุทธที่เคร่งครัด มีความทุกข์ยากล าบากบ้างแต่ก็พึ่งพาอาศัยฝากผีฝากไข้กันได้ มีความเห็นแตกต่างกันบ้างแต่ก็ยอมรับเคารพในความแตกต่างกันตามสมควร เมื่อเผชิญอ านาจไม่เป็นธรรมที่ปฏิเสธความเห็นต่าง แม้จะปฏิบัติตนตรงตามค าสอนของพระพุทธองค์ก็ตาม สงฆ์ชาวอโศก ต้องโอนอ่อนผ่อนตามโดยยอมเปลี่ยนเครื่องแต่งกายและเปลี่ยนค าเรียกตนเองเป็นสมณะ เพื่อให้ด ารงตนเคร่งครัดเป็นผู้อุปสมบทในพุทธศาสนาอยู่ได้ ก่อประโยชน์ ความสุข และความเกื้อกูลแก่โลก ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเครื่องพิสูจน์ค าตรัสของพระพุทธองค์ที่ว่าวิมุตติเท่านั้นเที่ยงแท้ คณะท างานโครงการหิ่งห้อย ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๘ วันวิสาขบูชา มีอะไรในเล่ม ภาคน า วิถีแห่งสมณะ ธรรมและมลทินของสมณะ ............................................ ๑๐ ผลของความเป็นสมณะ ........................................
อ่านต่อ
.......๑๓ การเกิดทางจิตวิญญาณ ............................................... ๑๖ การตรวจสอบมรรคผลของตน ....................................... ๑๙ ผู้ที่ดีอยู่แล้วต้องช่วยผู้ที่ตกต่า ........................................ ๒๓ มลทินที่ต้องละ ........................................................ ๒๗ อวิชชาของมนุษย์ ..................................................... ๔๒ เที่ยงแท้อยู่อย่างเดียวคือวิมุตติ ...................................... ๔๗ ภาคตาม วิถีแห่งผู้ปฏิบัติธรรม ผู้อ่านคลิกที่หัวข้อที่ต้องการอ่าน ระบบจะเลื่อนไปที่ หน้านั้นทันที และเมื่ออ่านหน้าใดอยู่ก็ตาม ต้องการเลือกหัวข้อใหม่ ให้คลิกที่ภาพใบโพธิ์ ท้ายหน้า ระบบจะเลื่อนมาที่หน้า มีอะไรในเล่ม ให้เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน มีอะไรในเล่ม ภาคตาม วิถีแห่งผู้ปฏิบัติธรรม สัญญาในความส าคัญ ................................................. ๕๐ เทวธรรม: หิริ โอตตัปปะ ............................................. ๕๓ สิ่งที่ควรร าลึกในวันอโศกร าลึก ....................................... ๕๖ กว่าจะถึงกรรมอันไม่บกพร่อง ......................................... ๖๑ สัมมาอาชีวะ ........................................................... ๖๔ อปัณณกธรรม ๓: ธรรมะที่ปฏิบัติไม่ผิด ............................. ๖๘ วิชชา ๓ ของพระอรหันต์ ............................................. ๗๒ พระอรหันต์มีชีวิตอยู่เพื่อผู้อื่น ........................................ ๗๗ มาพิสูจน์กัน ในสังคมของพวกเรา ทำให้กิเลสดับได้ จนเกิดเป็นพระอริยะ เป็นเทวดาถึงขั้นวิสุทธิเทพ เป็นเทวดาบริสุทธิ์บริบูรณ์ เป็นพระอริยเจ้า เป็นพระอรหันต์ วิมุตติเท่านั้นเที่ยงแท้ สมณะโพธิรักษ์ อบรมท าวัตรเช้า วันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๓๔ ณ พุทธสถาน สันติอโศก วันนี้เป็นวันอโศกร าลึก ซึ่งเราเคยใช้วันที่ ๕ มิถุนายน กันมาหลายปีแล้ว อาศัยเหตุอะไรที่จะจัดงานวันนี้ ก็ไปยึดเอาวันที่ ๕ มิถุนายน ซึ่งเป็นวันเกิดของอาตมา พอมาถึงปีนี้ เราก็ได้ด าริใหม่ พิจารณากันใหม่ เป็นวันที่เราสัญญาตั้งแต่ปี ๒๕๓๔ นี้ไป เราเห็นว่าน่าจะใช้วันเกิดของสมณะ เป็นวันที่เราจะได้ร าลึก เป็นวันประวัติศาสตร์ของพวกเรา ด้วยเหตุการณ์ ด้วยเรื่องราว ด้วยความเป็นไปทางประวัติศาสตร์ ที่เกิดไปแล้วนะ ที่ว่าเป็นวันเกิดสมณะเพราะเป็นวันที่พระชาวอโศกต้องเรียกตัวเองว่าสมณะ แทนค าว่า พระ เป็นผลจากคดีสันติอโศกที่มหาเถรสมาคมออกค าสั่งให้พระชาวอโศกสละสมณเพศ เราก็ต้องยืนหยัดเพราะเราไม่ได้ท าอะไรผิดพระธรรมวินัยใดๆ เลย แต่ก็ต้องประนีประนอมอย่างที่สุด จึงเป็นไปตามธรรมที่จัดสรรให้เราได้เป็นสมณะ ซึ่งมีความหมายว่าผู้สงบจากกิเลส หรือผู้ระงับบาป ต้องไปๆ เหมือนเรานี่ มีวันสำคัญของเรา มีการนัดหมาย เราก็ต้องมา คนเรานี่ ถ้ามีสัญญากำหนด และมีปัญญาเข้าใจความสำคัญแล้ว ไม่มีอะไรมาลบล้างความสำคัญนั่นได้ กุศลวิบากนี้ มันติดจิตวิญญาณมาแต่ครั้งใดๆ เมื่อเราเป็นพระสาวก ยิ่งจะต้องไปในวันสำคัญนั้น และเป็นพระสาวกองค์สำคัญด้วย ภาคนำ วิถีแห่งสมณะ ๑๐ สมณะโพธิรักษ์ หนังสือโครงการหิ่งห้อย อันดับที่ ๒๕๖๘/๓ ธรรมและมลทินของสมณะ ความเป็นสมณะนั้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในมหาอัสสปุรสูตร ว่าด้วยธรรมท าความเป็นสมณพราหมณ์ พระไตรปิฎกฉบับหลวง (ภาษาไทย) เล่มที่ ๑๒ ข้อ ๔๕๙-๔๗๘ ภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่าไหนเล่า ที่จะท าให้พวกเราเป็นสมณะ ที่จะท าให้พวกเราเป็นพราหมณ์ เราทั้งหลายจักเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมเหล่านี้ ที่เปิดเผยได้ หาช่องทะลุมิได้ เป็นอันส ารวมดีแล้ว ไม่ยกตนข่มผู้อื่นด้วยธรรมเหล่านี้คือ ๑. เราทั้งหลายจักเป็นผู้ประกอบด้วยหิริและโอตตัปปะ ๒. เราจะเป็นผู้มีความประพฤติทางกายบริสุทธิ์ ๓. เราจะเป็นผู้มีความประพฤติทางวาจาบริสุทธิ์ ๔. เราจะเป็นผู้มีความประพฤติทางใจบริสุทธิ์ ๕. เราจะเป็นผู้มีการเลี้ยงชีพบริสุทธิ์ ๖. เราจะเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ วิมุตติเท่านั้นเที่ยงแท้ ๑๑ วิถีแห่งสมณะ ๗. เราจะเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะอยู่เสมอ คือ การกิน การใช้ การเป็นอยู่ในชีวิต ๘. เราจะตามประกอบในธรรมอันเป็นเครื่องตื่น ๙. เราจะเป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยสติสัมปชัญญะ ๑๐. เราจะเป็นผู้ปราศจากนิวรณ์ ๕ ๑๑. เราจะเป็นผู้ได้บรรลุฌาน ๔ ๑๒. เราจะเป็นผู้ได้บรรลุวิชชา ๓ ถึง ปุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ และอาสวักขยญาณ และในจูฬอัสสปุรสูตร พระไตรปิฎก เล่ม ๑๒ ข้อ ๔๘๒ พระพุทธองค์ทรงแสดงนัยที่ท าให้เป็นสมณะ เป็นพราหมณ์ เพราะละมลทิน ๑๒ อย่างนี้ได้ คือ ๑. ความเพ่งเล็งอยากได้ของผู้อื่น คือ อภิชฌา ๒. ความมีจิตมุ่งร้ายผู้อื่น คือ พยาบาท ๓. ความเป็นผู้มักโกรธ คือ โกธะ ๔. ความผูกโกรธ คือ อุปนาหะ ๕. ความลบหลู่คุณท่าน คือ มักขะ ๑๒ สมณะโพธิรักษ์ หนังสือโครงการหิ่งห้อย อันดับที่ ๒๕๖๘/๓ ๖. ความตีเสมอ คือ ปลาสะ ๗. ความริษยา คือ อิสสา ๘. ความตระหนี่ คือ มัจฉริยะ ๙. ความโอ้อวด คือ สฐะ ๑๐. มารยา คือ มายา ๑๑. ความปรารถนาลามก คือ สาเถยยะ ๑๒. ความเห็นผิด คือ มิจฉาทิฏฐิ มลทิน ๑๒ ประการนี้เป็นโทษ เป็นดั่งน้าฝาดของสมณะ เป็นเหตุให้เกิดในอบาย ต้องไปสู่ทุคติ ผู้ละมลทินเหล่านี้เสียได้ ย่อมชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติได้ข้อปฏิบัติอันดียิ่งของสมณะ เมื่อพิจารณาความบริสุทธิ์ของตน ย่อมเกิดปราโมทย์ ปีติ สุข มีจิต ตั้งมั่น เจริญเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา และกระท า ให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ และปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะ ผู้นั้นก็ย่อมได้ชื่อว่าเป็นสมณะ เพราะสิ้นอาสวะทั้งหลาย พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบการบวชของคนที่ละมลทินเหล่านี้ไม่ได้ ว่าเป็นเหมือนกริชที่มีคม ๒ ข้าง ซ่อนอยู่ในฝัก วิมุตติเท่านั้นเที่ยงแท้ ๑๓ วิถีแห่งสมณะ ผลของความเป็นสมณะ ภิกษุทั้งหลาย ผลของความเป็นสมณะเป็นอย่างไรเล่าโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตผลเหล่าใดแล ภิกษุทั้งหลาย ผลเหล่านี้ เราเรียกว่า ผลของความเป็นสมณะ ภิกษุทั้งหลาย ประโยชน์ของความเป็นสมณะ เป็นอย่างไรเล่า ภิกษุทั้งหลาย ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ อันใดแล ภิกษุทั้งหลาย อันนี้ เราเรียกว่า ประโยชน์ของความเป็นสมณะ ภิกษุทั้งหลาย ความเป็นสมณะเป็นอย่างไรเล่า อริยอัฏฐังคิกมรรค นี้อย่างเดียว ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นชอบ สัมมาสังกัปปะ คือ ความด าริชอบ สัมมาวาจา คือ การพูดจาชอบ สัมมากัมมันตะ คือ การงานชอบ สัมมาอาชีวะ คือ การเลี้ยงชีพชอบ สัมมาวายามะ คือ ความพยายามชอบ สัมมาสติ คือ ความระลึกชอบ และสัมมาสมาธิ คือ ความ ตั้งใจมั่นชอบ ๑๔ สมณะโพธิรักษ์ หนังสือโครงการหิ่งห้อย อันดับที่ ๒๕๖๘/๓ สัมมาสมาธิเกิดจากการคิด พูด ท า ตามมรรคมีองค์ ๗ คือ ความเห็นชอบ ความด าริชอบ การพูดจาชอบ การงานชอบ การเลี้ยงชีพชอบ ความพยายามชอบ และความระลึกชอบ ไม่ใช่เอาแต่ไปนั่งหลับตาหลับหู ไม่รับรู้อะไร ความเป็นสมณะ จะเป็นสมณะได้ด้วยอริยอัฏฐังคิกมรรค ถึงจะแต่งกายแบบใดๆ ก็ตาม ถ้าใจสงบระงับ ควบคุมตัวไว้มั่นคง บริสุทธิ์ ไม่เบียดเบียนคนอื่น จะเรียกเขาว่า พราหมณ์ สมณะ หรือภิกษุก็ได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระสูตรต่างๆ ว่า สมณะหรือการเป็นสมณะ หรือว่าจะเกิดสมณะได้นั้น เราเข้าหาสารัตถะตามที่พระพุทธเจ้าตรัสได้นะ อาตมาก็จะขยายความบ้างเท่าที่เวลามี เพราะว่าเนื้อหาที่พระพุทธเจ้าตรัสนั่นเป็นเนื้อหาที่สมบูรณ์ ละเอียดลออ ถ้าจะอธิบายกัน ก็อธิบายพุทธศาสนาทั้งหมดนั่นแหละ แต่ก็จะส าทับให้ฟังว่า ที่จริงแล้ว สมณะที่ว่านี่ พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่าไม่ได้หมายถึงผู้ที่ได้ถือบวชตามประเพณี ตามรูปแบบเท่านั้น ท่านตรัสว่าสมณะมีผลคือเป็นโสดาปัตติผล สกิทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตผล วิมุตติเท่านั้นเที่ยงแท้ ๑๕ วิถีแห่งสมณะ โสดาปัตติผล ก็คือ โสดาบัน ที่เราเรียกเป็นพระโสดาบัน เติมค าว่าพระน าหน้าเข้าไปที่โสดาบัน ค าว่า พระ ถ้าพูดกันหลวมๆ ในเมืองไทย ก็คล้ายๆ กับว่าเป็นผู้ที่ผ่านการบวช ตามพิธีกรรม แล้วก็ได้รูปแบบ ถือว่าเป็นพระ แต่ความจริงแล้ว พระก็คือแทนค าว่าสมณะ เป็นการยกย่อง ค าว่า พระ เป็นการยกย่อง แปลว่า ประเสริฐ เป็นค าที่เอามาใช้ในภาษาไทย แล้วมาน าหน้าอะไรหลายๆ อย่าง ไม่ใช่มายกย่องในทางธรรมะเท่านั้น ยกย่องในรูปแบบอื่นก็ใช้ค าว่า พระ ไปใส่น าหน้าเอาไว้ได้เหมือนกัน เช่น พระเอก พระจันทร์ พระไตรปิฎก ถ้าเราจะเข้าใจในทางธรรมะอันลึกๆ แล้ว มีหรือว่าไม่มีค าว่า พระ น าหน้า พระโสดาบันหรือโสดาปัตติผล ก็เป็นคุณลักษณะที่แท้ ตามเนื้อหาสาระที่เป็นสาระสัจจะ ถ้าใครมีผลนั่นในตน จะได้บวชตามประเพณี ผ่านพิธีกรรมแล้วก็ได้รูปแบบหรือไม่ มันไม่ใช่เนื้อหาสาระสัจจะทีเดียว สาระสัจจะที่แท้คือมีผลจริงๆ ที่เรียกโดยบัญญัติก ากับลงไป ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เป็นโสดาบัน หรือโสดาปัตติผล คือผู้ ๑๖ สมณะโพธิรักษ์ หนังสือโครงการหิ่งห้อย อันดับที่ ๒๕๖๘/๓ เข้าถึงโสดาปัตติผลนั่นเอง เรามีโสดาปัตติผลนั้นไหม ถ้าเรามี แม้เราจะเป็นฆราวาส เราไม่ได้ผ่านพิธีบวช เราไม่ได้รูปแบบ ถ้ามีเนื้อหาสาระสัจจะนั้นจริงในตัว เราก็ชื่อว่า สมณะ พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนี้ ผลของสมณะคืออันนี้ นี่เป็นเนื้อหาสาระ เราปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าตรัส ข้อที่ควรกระท า ๑๒ ข้อ ข้อที่ควรละ ๑๒ ข้อ ถ้าเผื่อว่าเรากระท าจริง ปฏิบัติตรง ถูก สังวรระวังอย่างดี เกิดผล กาย วาจา ใจ โดยเฉพาะใจ เกิดผลทางใจจริงๆ นะ มีโอปปาติกะโยนิ เกิดทางจิตวิญญาณ การเกิดทางจิตวิญญาณ โอปปาติกะ หมายถึง จิตวิญญาณในตัวเรา เกิดในตัวเราโดยไม่ต้องเปลี่ยนร่าง ไม่ต้องโยกย้ายไปไหน ผุดเกิดอยู่ในนี้เอง เปลี่ยนแปลงอยู่ในนี้เองนะ เปลี่ยนแปลงที่จิตวิญญาณ ไม่ต้องเปลี่ยนรูปร่าง ไม่ต้องเปลี่ยนอะไรที่เป็นเรื่องหยาบ ที่ครองตนอยู่ในเรื่องหยาบ ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรมากมาย เปลี่ยนแปลง วิมุตติเท่านั้นเที่ยงแท้ ๑๗ วิถีแห่งสมณะ ที่จิตวิญญาณ ที่โอปปาติกะนั้นได้อย่างแท้จริง นั่นเรียกว่า การเกิดทางจิตวิญญาณ เรียกว่าโอปปาติกโยนิ เกิดได้จริงๆ นะ เกิดจริงๆ เป็นจริงๆ เปลี่ยนแปลงไปจริงๆ อาตมาก็พยายามอธิบายให้พวกเราฟังกันมามากนะ และพวกเราก็พากเพียรปฏิบัติเพื่อให้เห็นการเกิด การเปลี่ยนแปลง การเกิดใหม่จากต่ามาสู่สูง การเกิดจากที่เรารู้ว่านี่เป็นมิจฉา นี่เป็นอกุศล เป็นทุจริต เป็นเรื่องบาป เป็นเรื่องไม่ดี เป็นเรื่องที่เราจะเลิก การเกิดนี่ก็หมายความว่าตายจากความที่เราไม่ควรจะเป็น ไม่ควรจะมี ไม่ควรจะเกิด แม้แต่ทางกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ก็ไม่ควรเกิดอย่างนั้น ไม่ควรเป็นอย่างนั้น ไม่ควรมีอย่างนั้นอยู่ในเรา สิ่งไม่ดีเหล่านั้นให้มันตายไปเสีย เมื่อสิ่งเหล่านั้นตายไปจริงๆ ไม่มีอาการ ไม่มีสภาพ ไม่มีภาวะนั้นเกิดในตัวเรา เกิดในจิตวิญญาณของเรา การตายชนิดนั้นแหละคือการเกิดที่เจริญ การเกิดในทางธรรม เกิดในคนนี่แหละ พึงประพฤติปฏิบัติ อบรมฝึกฝน เลิกละ หยุด ในสิ่งที่เป็นทุจริต เป็นอกุศลต่างๆ นานา มันไม่ง่ายที่จะเปลี่ยนแปลง แม้แต่ ๑๘ สมณะโพธิรักษ์ หนังสือโครงการหิ่งห้อย อันดับที่ ๒๕๖๘/๓ กายกรรม แม้แค่วจีกรรม ส ารวมสังวรควบคุมกัน พยายาม ตั้งอกตั้งใจอดทน สู้ฝืน ล าบากล าบนก็มีสติสัมปชัญญะ มีการระลึกรู้ตัวทั่วพร้อม เพื่อที่จะละเว้นสิ่งที่ควรละเว้น ท าให้ยิ่ง ในสภาพที่เราจะท าให้เจริญ ให้มันคงทน ให้มันเป็นอย่างดีอย่างใด ก็พยายามอบรมฝึกฝน ส ารวม สังวรให้เป็นอย่างดีอย่างนั้น ให้เป็นอัตโนมัติ ให้อยู่ในตัวของเราให้ได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายนักส าหรับผู้ที่ไม่ได้รับการฝึกฝนอบรมมา ถ้าผู้ใดได้ฝึกฝนอบรมมา มีบารมีเก่ามา มาฝึกฝนใหม่ มาเปลี่ยนแปลงในชาตินี้ ก็จะง่าย ถ้ายิ่งได้มาแล้ว ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงเลย เกิดมาก็มีมาเป็นมาในตัวเลย โลกจะครอบง าให้เราเป็นอย่างโลกเขาว่ากัน ครอบง ากัน ชักชวนกัน พยายามที่จะลากดึงกันไปแบบโลกๆ ก็ยังไปไม่ได้ เปลี่ยนยังไงก็ไม่ไป พยายามที่จะหลงไปตามเขายังไง ก็หลงไม่ได้ นั่นก็บารมีที่มั่นคง เป็นคุณภาพที่เราสั่งสมมาอย่างดีตั้งแต่ปางบรรพ์ อาตมามั่นใจตามกรรมวิบาก ตามบารมีของมนุษย์ พวกเรานี่มีมาไม่มาก ก็น้อยถึงจะมาได้ ถึงได้อบรมมาได้ มีสภาพมาเป็นถึงขนาดนี้ วิมุตติเท่านั้นเที่ยงแท้ ๑๙ วิถีแห่งสมณะ การตรวจสอบมรรคผลของตน เมื่อกี้กล่าวไปแล้วว่า สมณะนั้นไม่ได้หมายความว่า เป็นผู้ที่ผ่านพิธีบวช ได้รูปแบบเท่านั้น แต่แม้ได้รับพิธีบวช และได้รูปแบบของสมณะ หรือรูปแบบผู้เป็นภิกษุ ตามรูปตามแบบเท่านั้นมา เราก็ยอมรับตามสมมุติสัจจะว่า ผู้นี้มีรูปแบบตามจารีตประเพณี ตามก าหนดกฎเกณฑ์ ที่เราจะต้องเคารพคารวะนับถือ ช่วยเหลือบูชา ถ้าท่านยังสังวรในศีล พยายามปฏิบัติตามศีล ว่าเป็นสมณะ หรือว่าพระ หรือว่าเป็นภิกษุแล้ว ก็ต้องตามศีลของพระ วินัยของพระ แม้จะยังไม่เกิดจริงตายจริง ตัวที่ไม่ดี ยังไม่ตายไปจริง ยังไม่มีตัวดีเกิดใหม่มาแทนจริงได้ แต่ท่านก็ส ารวมสังวร อยู่ในศีลอยู่ในธรรมอยู่ในวินัย พยายามกระท าประพฤติอยู่ ถ้ามันพลาด มันพลั้ง มันอาบัติ ท่านก็ปลงอาบัติ ปรับปรุง ตั้งใจปรับปรุงสังวรระวังใหม่ ตั้งตนใหม่ สร้างตนใหม่ขึ้นไปอยู่เรื่อยๆ ตามหลักเกณฑ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราก็ยังพึงให้การเคารพนับถือ ๒๐ สมณะโพธิรักษ์ หนังสือโครงการหิ่งห้อย อันดับที่ ๒๕๖๘/๓ ฟังดีๆ นะ อย่าไปเผินๆ ดูถูกดูแคลน กลายเป็นคนมีอัตตามานะ ไม่เข้าใจสมมุติสัจจะ ในสมมุติสัจจะเราก็ต้องรู้ สมมุติสัจจะก็เป็นสัจจะอย่างหนึ่ง ที่เราจะต้องยอมรับกัน รู้กันในโลกว่า มันก็จะต้องมีมีสภาพที่เป็นไปได้ ตามที่เป็นไปได้พอสมควรนะ และเราเคารพนับถือยกย่องช่วยเหลือเฟือฟาย มีรูปแบบในการคารวะ มีสัมมาคารวะ มีอะไรที่ท าสอดคล้องตามจารีตประเพณีวัฒนธรรม เราก็จะต้องเป็นอยู่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสถึงความเสื่อมเอาไว้ด้วย ความเสื่อม ๗ ประการ คือ ขาดการเยี่ยมเยียนภิกษุ ละเลยการฟังธรรม ไม่ศึกษาในอธิศีล ไม่มากด้วยความเลื่อมใสในภิกษุทั้งที่เป็นเถระ-ทั้งเป็นผู้ใหม่-ทั้งปานกลาง ตั้งจิตติเตียนคอยเพ่งโทษ ฟังธรรม แสวงหาเขตบุญภายนอกศาสนานี้ และท าสักการะก่อนในเขตบุญภายนอกศาสนานี้ อาตมาเคยย้ากันมากมายว่า ไม่เคารพพระ ไม่เคารพสมณะ พระผู้บวชก่อน บวชใหม่ ผู้ที่ติเตียนสมณะ นี่เป็นความเสื่อมชนิดหนึ่ง ข้อหนึ่งใน ๗ หรือฟังธรรมเพ่งโทษ เป็นต้น มีข้อ วิมุตติเท่านั้นเที่ยงแท้ ๒๑ วิถีแห่งสมณะ ส าคัญที่ว่า ไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่ศรัทธาเลื่อมใส ต่อพระผู้บวชใหม่ ผู้บวชเก่าต่างๆ ถ้าจิตใจเป็นอย่างนั้นจริงๆ นะ ไม่รู้จักสาระสัจจะ ไม่รู้จักสมมุติสัจจะ แม้แค่นั้นน่ะ ผู้นั้นเป็นคนเสื่อมแล้วละ พอมีความเสื่อมแล้ว ผู้นั้นจะไม่เจริญ จะเป็นโสดาบัน ไปเป็นสกิทาคามี จะเป็นอนาคามีไม่ได้ แม้ความหมายแค่นี้ ที่อาตมาหยิบมาพูดให้พวกเราฟัง เพื่อให้เราสังวร เพื่อให้พวกเราเข้าใจว่าเราเองก็ว่าเราเป็นแน่นะ บางทีเราก็หลงตัวเอง เป็นโสดาบัน บางทีหลงไปเป็นสกิทาคามี ดีไม่ดีเป็นฆราวาสอยู่เองนี่แหละ หลงตัวเองว่าเป็นอรหันต์ เอาเชียวละ ก็ได้ แต่แค่จิตวิญญาณ แค่นี้ ยังลบหลู่ดูถูกผู้ที่ได้เครื่องแบบ ท่านยังไม่ได้ ท่านยังไม่ได้เกิดทางธรรม เกิดทางจิตวิญญาณ เป็นอริยะดังที่กล่าวแล้วก็จริงอยู่ แต่ว่าจิตวิญญาณของผู้นั้นหรือญาณปัญญาของผู้เป็นอริยะแท้ จะไม่มีการลบหลู่ดูถูกอย่างนั้น ๒๒ สมณะโพธิรักษ์ หนังสือโครงการหิ่งห้อย อันดับที่ ๒๕๖๘/๓ ส่วนผู้ใดเป็นสมณะแท้ อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ว่า สมณะหมายถึงผู้ที่มีผล มีโสดาปัตติผล แม้จะยังไม่ได้ผ่านพิธีบวช ไม่ได้รูปแบบเป็นภิกษุ เป็นสมณะ ตามรูปแบบสมมุติ ยังอยู่ในรูปแบบของฆราวาส แต่มีผลจริง มีโสดาปัตติผลจริง เราก็ต้องรู้ตามสมมุติสัจจะว่า เขาจะไม่มายกย่องเชิดชู หรือมาท าพิธีตามจารีตประเพณีว่าจะต้องมากราบเคารพ ก็จะไม่จัดอะไรต่อมิอะไรตามจารีตประเพณียกย่อง หรือว่าเชิดชู หรือว่าได้ฐานะตามที่ได้สัญญา ตามที่ก าหนดกันไป เหมือนอย่างผู้ที่ได้บวชตามพิธีแล้ว ได้รูปแบบไปแล้ว แม้เราจะเกิดจริงยิ่งกว่า ตรงที่จิตวิญญาณเราเป็นโสดา-ปัตติผลจริงๆ แต่เราอยู่ในร่างฆราวาส เขาก็ไม่ได้ท าพิธี ไม่ได้ตกลง ไม่ได้ก าหนดว่า จะต้องมาเคารพบูชากัน ต้องมีอย่างโน้นอย่างนี้ต่างๆ อย่าว่าแต่โสดาบันเลย ต่อให้เป็นสกิทาคามี หรืออนาคามี เราก็จะไปมีมานะ มีอัตตา ว่าเรานี่แหละใหญ่กว่า เพราะว่าเราเองจริง เป็นสมณะยิ่งกว่า เพราะเราเป็นทั้งสกิทาคามี เราเป็นจนกระทั่งอนาคามี แม้ผู้ที่ได้รูปแบบไปแล้ว วิมุตติเท่านั้นเที่ยงแท้ ๒๓ วิถีแห่งสมณะ ตามพิธีบวช แต่ไม่ได้บรรลุธรรม ท่านได้เครื่องแบบไปผ่านพิธีบวชเท่านั้น โสดาบันก็ยังไม่ได้เลย เราต้องใหญ่กว่า ยิ่งกว่า สูงกว่า แล้วก็ไม่กราบ ไม่เคารพ ไม่ท าตามจารีตประเพณี วัฒนธรรมที่ก าหนดกันไว้ ไม่มีสัมมาคารวะ ไม่มีท่าทีอะไรต่างๆ นานา ด้วยกาย ด้วยวาจาก็ตาม คนนั้นย่อมไม่ใช่สมณะที่เป็นโสดาบัน สกิทาคามี หรืออนาคาที่แท้ เพราะมีมานะใหญ่ ไม่เข้าใจสัจจะ สมมุติสัจจะก็ดี ปรมัตถสัจจะก็ตาม ผู้นั้นไม่ใช่โสดาบัน ไม่ใช่สกิทาคามี ไม่ใช่อนาคามีหรอก เพราะผู้นั้นไม่มีปัญญา ไม่มีความเข้าใจเพียงพอ รู้เรื่องปรมัตถ์เหล่านี้ยังไม่พอ ๒๔ สมณะโพธิรักษ์ หนังสือโครงการหิ่งห้อย อันดับที่ ๒๕๖๘/๓ ผู้ที่ดีอยู่แล้วต้องช่วยผู้ที่ตกต่ำ พระพุทธเจ้าท่านตรัสเตือนไว้ว่า ไม่ยกตนข่มผู้อื่นโดยรูป โดยกายกรรมโดยวาจา แต่ยกตนข่มผู้อื่นอยู่เพียงใจ มีใจยกตนข่มผู้อื่นอยู่ เป็นกิริยาทางใจ นี่ละเอียดลอออย่างนั้น อาตมาเตือนแม้กระทั่งพูดจาเป็นเชิงข่ม อาตมาพูดนี่ เพื่อวิจัยวิเคราะห์อธิบายให้เห็นชัดเจน พูดเหมือนเชิงข่มอยู่เยอะ พูดถึงสิ่งไม่ดี สิ่งที่ต่า ก็พูดเป็นเชิงข่ม มีลีลาส าเนียงภาษาโวหารเป็นเชิงข่ม แต่ว่ากิริยากาย อาตมาว่าอาตมาไม่ค่อยมีเท่าไหร่ ไม่ค่อยท าเท่าไหร่ ก็เพราะว่าอาตมาไม่ได้ไปชนกันเท่าไหร่ การพูดอย่างนั้น อาตมามีสติสัมปชัญญะ และเตือน พวกเราเสมอว่าอาตมาไม่ได้พูดข่ม หลายครั้งไม่ได้พูดก ากับว่า อาตมาพูดขณะนี้ ก าลังพูดนี้ ไม่ได้มีลักษณะข่มนะ แต่ใจของอาตมารู้ตัวอยู่ว่าไม่ได้ข่ม หลายครั้งที่อาตมาก ากับ หรือเตือนพวกเราไปพร้อมๆ กับลีลาที่พูดเป็นเชิงข่ม และอธิบายขยายความไปในวาระนั้นทันทีด้วย ให้พวกเรารับซับซาบว่า ที่พูดนี่ วิมุตติเท่านั้นเที่ยงแท้ ๒๕ วิถีแห่งสมณะ อาตมาไม่ได้มีใจไปข่ม แต่โวหารลักษณะเชิงข่มนั้น เป็นการแสดงธรรม เป็นศิลปะชนิดหนึ่ง ให้เห็นว่าอย่างนี้ๆ นี่ควรข่ม พระพุทธเจ้าท่านสอนเราว่า ข่มคนที่ควรข่ม ยกคนที่ควรยก นั่นเป็นเรื่องธรรมดา ในวาระในกาละที่ควรข่มควรยก ก็ต้องท า อาตมาก็เตือนพวกเรา ใจเรานี่ไม่ข่มหรอก แต่ปากพูดออกไปนี่ข่มนะ หรือบางทีถึงกายก็ตาม ทางกาย วาจา ท าท่าทีลีลาข่ม ในกาละที่จะต้องท าเช่นนั้นในบางครั้งบางคราว นี่เป็นเรื่องไม่ทั่วไปนะ เป็นเรื่องส าคัญ เป็นบางกาละที่จ าเป็น ส าคัญ ที่ควรท าเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องท าอย่างนั้นเสมอไป ข่มเขาเสมอไปด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ อะไรไม่ได้ โดยเฉพาะใจ ใจนี่จะไม่ข่มใครเสมอเลย แม้จะมีวาจาข่ม แต่ใจเราไม่ข่มใคร ไม่ดูถูกดูแคลน ใจเราไม่ไปเห็นผู้ใดต่า ไม่ใช่เห็นหรอก ใจหรือว่าปัญญามันเห็น จริงนะ ใจมันจะเห็นด้วยญาณปัญญาของผู้ที่ลึกซึ้งแท้ จะรู้อะไรต่า อะไรสูง จะเห็นความต่าจริง แต่ว่าอย่าให้ใจมันมีลีลาในการที่จะไปกดข่มเขา ดูถูกเขา เหยียดหยามเขา ก็ไม่รู้จะใช้ภาษาอะไรนะ คือที่จริงมันน่าสมเพช น่าสงสาร ๒๖ สมณะโพธิรักษ์ หนังสือโครงการหิ่งห้อย อันดับที่ ๒๕๖๘/๓ คนที่มีสภาพที่ไม่ดีไม่งาม ที่ต่าที่ชั่ว มันน่าสงสาร เป็นผู้ที่น่าช่วยเหลือ ผู้ที่สูงแล้วนี่ มีจิตใจอย่างนี้จริง เห็นผู้ตกต่า เห็นผู้ที่ชั่ว ผู้ที่เลว ผู้ที่มีทุกข์ เพราะบาป เพราะความชั่ว ความต่าอะไรก็ตาม เป็นผู้ที่น่าช่วยเหลือ และต้องช่วยเหลือ ท่านก็มีหน้าที่จะต้องช่วยผู้ที่ตกต่า เป็นธรรมชาติ เป็นธรรมดา ผู้ตกต่าเท่านั้นแหละ ถึงควรได้รับการช่วยเหลือจากผู้ที่ดีแล้ว ผู้ที่ดีอยู่แล้วไม่มีความคิดอย่างนี้ ไม่มีจิตใจโน้มน้อมอย่างนี้ ไม่มีจิตใจเป็นอย่างนี้จริงๆ โลกเราก็ตายเลย ทิ้งขว้างกัน คนชั่วก็ไม่มีใครช่วย คนดีไม่ช่วยคนชั่ว ก็บรรลัยเลย ตกต่าทรุดโทรม วุ่นวายกันไปหมด ก็ไปไม่รอดนะ เรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะต้องเข้าใจ พวกเราก็คงเข้าใจได้ดี ไม่ใช่เรื่องลึกลับอะไร เรื่องอย่างนี้ แต่ด้วยกิเลส ท าให้จิตเราเหยียดหยาม มานะอัตตาตัวนี้ มันเป็นธรรมชาติของกิเลสเชียวนะ กิเลสจริงๆ นี่ มันไปเหยียดหยามดูถูก ข่มขี่เบียดเบียนอยู่ในใจ ดีไม่ดีมันแรงร้ายไปในสายโทสะ มันอาฆาตผูกโกรธ วิมุตติเท่านั้นเที่ยงแท้ ๒๗ วิถีแห่งสมณะ มลทินที่ต้องละ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนว่า ต้องละสิ่งที่เป็นมลทิน คือ อภิชฌา เพ่งเล็งอยากได้ของผู้อื่น พยาบาท มีจิตใจมุ่งร้ายผู้อื่น โกธ ความโกรธ ความขัดเคือง ตั้งแต่หยาบๆ จนกระทั่งละเอียด เบาๆ นิดๆ ปรารถนาให้เขาตกต่า เลวร้าย ไม่ต้องการให้เขาเจริญ แหม ผู้นี้มาท ากู เคยด่ากู เบียดเบียนกู ท าร้าย ใส่ความกู ต่างๆ นานา เสร็จแล้วก็อาฆาต พยาบาท ไม่ปล่อยวาง ถือสา ติดใจอยู่ เอ็งตกต่าได้ก็ดี ตายได้ก็ดี เสื่อมลงได้ก็ดี จิตอย่างนี้เป็นจิตเลว ต้องละทุกคน เราจะไม่มีศัตรู ใครจะมุ่งร้ายเรา เราก็เข้าใจตามความเป็นจริง เท่านั้นก็พอแล้ว เขามุ่งร้ายต่อเรา ไม่ปรารถนาดีต่อเรา เข้าใจเราไม่ได้ เขาอาจจะรู้ว่าเราดี แล้วเขาก็มุ่งร้ายกะเรา เพราะริษยาก็ได้ และเขาก็ท ากรรมกิริยาร้ายอย่างนั้น หรือเขาอาจจะไม่รู้จริงๆ เชื่อว่าเราไม่ดีจริงๆ แล้วเขาก็พยายามข่ม พยายาม ๒๘ สมณะโพธิรักษ์ หนังสือโครงการหิ่งห้อย อันดับที่ ๒๕๖๘/๓ เปิดเผย บอกให้ผู้อื่นรู้ว่าเราไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ เพื่อที่จะไม่ให้หลงใหลเอาอย่างตาม เขาเข้าใจอย่างนั้นก็ได้ เราช่วยไม่ได้ คนเรามันไม่รู้นี่นะ มันโง่หรือว่ายังไม่มีปัญญาพอจะรู้ความเจริญ หรือความจริง บังคับจิตวิญญาณกันไม่ได้ เราก็ต้องเข้าใจเขา พยายามอย่าให้มีอาการไม่ชอบใจ อาการที่ปรารถนาให้เขาตกต่า ปรารถนาให้เขาไม่เจริญ มันไม่ดีทั้งนั้น มันเป็นความเลวของเรา มันเป็นความเสื่อม ท่านถึงบอกว่า ต้องละมลทินเหล่านี้ ที่ใจเรา อุปนาหะ ความผูกโกรธ จองเวร ยิ่งมีเชื้อว่า คนนี้มันไม่ใช่พวกของเรา คนนี้เคยท าร้ายเรา เคยไม่ปรารถนาดีต่อเรา เคยเป็นศัตรูเรา พออะไรนิดอะไรหน่อย เราก็โกรธได้ง่ายๆ แล้วแถมอุปนาหะเข้าไปอีก ผูกโกรธเข้าไปอีก ไม่ปล่อย ไม่วาง ไม่เลิก ไม่คลาย ยังถือสาอยู่นั่นแล้ว ยังจะมีความเคือง ความโกรธ ความมุ่งร้าย หมายร้าย ปรารถนาร้าย พยายามที่จะให้เขาตกต่า ไม่เจริญ มันเป็นความปรารถนาที่เลว เป็นความปรารถนาที่ไม่ควรจะเป็น ไม่ควรมีเลยในนักปฏิบัติธรรม วิมุตติเท่านั้นเที่ยงแท้ ๒๙ วิถีแห่งสมณะ มักขะ ความลบหลู่ เขามีคุณนะ มีความดีงาม ความถูกต้อง แล้วเราก็ไปลบหลู่คุณนั้นเสีย กลับตาลปั
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive