สมาธิแบบสมาหิโตคือเช่นไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สมาธิแบบสมาหิโตคือเช่นไร สมาธิ บาลีคำนี้แปลว่าจิตตั้งมั่น ถึงไม่ได้หมายความว่าไปนั่งสงบหลับตาให้จิตมันสงบ แต่สมาธินี้ยิ่งมีความรู้ ทำไว้ในใจจะมีการไตร่ตรองเหมือนกับการบรรลุธรรม 5 ประการ เกิดธรรมะทรงไว้ด้วยดี ธรรมะก็ยิ่งเจริญ สู่แดนธรรมว่า...สมาธินิมิตเป็นอย่างนี้ได้ไหม เช่นพวกเรามีความละหน่ายคลายจางจากการกินอาหาร ตั้งต่อไปก็จำนิมิต อย่างนั้นเอาไว้ พ่อครูว่าได้...ธรรมะสมาธิไม่ได้มีลักษณะของความนิ่งทื่อแข็ง ศาสนาพุทธสอนให้มีความคล่องแคล่วว่องไวในจิตต่างๆ เป็นมุทุภูตธาตุ ปาคุญญตา ทั้งกายตาคุญญตา จิตปาคุญญตา ทั้งเวทนาสัญญาสังขารปราดเปรียวคล่องแคล่วว่องไว นี่คือจิตเป็นสมาธิ จิตเป็นสมาธิของพระพุทธเจ้าจึงตรงกันข้ามกับคนที่เข้าใจอย่างมิจฉาทิฏฐิ เป็นเดียรถีย์แบบนั้นมันถอนยาก หยั่งลงในที่หลง เพราะฉะนั้นจึงไม่เกิดสมาธิที่เป็นปัญญา สมาธิไม่มีปัญญาไม่ได้ ตั้งแต่ฌาน บุญ จะมีปัญญาเป็นเครื่องประกอบทั้งนั้นเลย ขาดปัญญาไม่ได้ มีปัญญาแทงตลอดด้วยดีด้วยปัญญา สมาธิ จะต้องเป็นอย่างนั้น ยิ่งไปหยุดคิด ยิ่งหลงแล้วบอกว่าเป็นนิโรธสมาบัติ หยุดนิ่งเท่าไหร่ แบบนั้นมันง่ายแต่มันไม่ถูกมันไม่ใช่ ของพระพุทธเจ้านั่งสมาธิคือ ต้องยิ่งรู้กิเลสในจิตตั้งแต่ตัวหยาบใหญ่ ก็วิจัยให้ออก แล้วฆ่าให้ได้ มันเล็กเท่าไหร่ก็ยิ่งต้องตื่น ต้องมีธาตุรู้ที่มีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ ให้เจอกิเลส จัดการฆ่ามันอีก จนเหลือน้อยลงเท่าไหร่ก็ยิ่งตื่น ถ้าไม่ตื่นก็ยิ่งไม่เห็นกิเลสตัวเล็กละเอียด มันยิ่งตื่นนะ ศาสนาพระพุทธเจ้าสมาธินี้ยิ่งตื่นรู้ ชาคริยา จนสุดท้ายก็เป็นพุทธะเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ไม่ยิ่งเป็นผู้ตื้อ แข็งทื่อ มีแต่แจ่มใสยิ่งขึ้นเบิกบานยิ่งขึ้น มีแต่ตื่นยิ่งขึ้น มีแต่ตื่นรู้ๆๆ สมาธิของพระพุทธเจ้าเป็นเช่นนั้น
สมาธิที่เ
อ่านต่อ
กิดสมบูรณ์แบบนั้น คือ จิต ทำให้กิเลสหมดไป จิตสะอาด แล้วจึงเป็นจิตตกผลึกลงไป สะสมจิตสะอาด มีมากขึ้นก็มีกองจิตสะอาด ก็มีกลุ่มจิตสะอาดของเรามากขึ้น มากขึ้น มันก็มีประสิทธิภาพรวมตัวกัน เป็นปึกแผ่นของจิตสะอาด สะอาดจากอะไร สะอาดจากอาสวะ สะอาดจากกิเลสหมด ถ้ายังมีอาสวะ จิตจะเป็นสมาธิได้อย่างไร มันต้องให้จิตสะอาดปราศจากกิเลส กิเลสหยาบ กลาง ละเอียดอย่างไรก็แล้วแต่ ต้องให้มันสะอาดแล้วก็ตกลง จนกระทั่งเป็นจิต มาก แน่น มีมากพอ แน่นพอ จึงเรียกว่า สมาธิ หรือ สมาหิโต เป็นกิริยาช่องที่ 3 ของสมาธิ สมาหิโต เป็นการตั้งมั่นแล้ว เกิดได้อย่างไร เกิดจากการปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตวิมุตติญาณทัสสนะ หรือ ปฏิบัติ ศีล จรณะ 15 อปัณกธรรม 3 แล้วก็เกิดสัทธรรม 7 ฌาน 4 มีปัญญาคือ วิชชา ร่วมกันอยู่ตลอดสาย ในวิชชาจรณสัมปันโน เมื่อทำให้จิตล้างกิเลสได้ ดับอาสวะได้ จิตก็ตกผลึกลง ล้างอาสวะได้ จิตตัวปลายที่กิเลสหมดลงไปเป็นลำดับ คือจิตอุเบกขา มีองค์ธรรม 5 ปริสุทธา บริสุทธิ์ปราศจากกิเลส ทำมากขึ้นก็มีปริมาณและคุณภาพมากยิ่งขึ้น ปริโยทาตา ประสิทธิภาพของจิต มุทุภูตธาตุจิตก็ยิ่งแววไว รู้กิเลสเร็ว ยิ่งทำให้กิเลสออกได้เร็วได้คล่องได้เก่งมากยิ่งขึ้น ทั้งเจโตและปัญญา สองนัยของมุทุภูตธาตุ ก็ยิ่งเก่ง จิตของคุณก็ยังมีความบริสุทธิ์ กรรมการกระทำต่างๆจึงประกอบด้วยอัญญา เรียกว่ากัมมัญญา การกระทำต่างๆที่ประกอบด้วย อัญญา หรือธาตุโลกุตระ เป็นธาตุปัญญา ธาตุเฉลียวฉลาด ก็กระทำการงานต่างๆได้ดีเพราะจิตมันมีมุทุภูตธาตุ จิตปริสุทธา ปริโยทาตา คม จิตสะอาด ก็ยิ่งอยู่ในภพภูมิของปภัสสร ยอดเทวดา ปภัสสรากับเทวดา เป็นเทวดาที่ผ่องใสสะอาด นี่พูดเป็นบุคลาธิษฐาน จิตสะอาด ใสสว่างมากยิ่งขึ้น สภาวะมันก็ลึกซึ้งขึ้น คุณฟังธรรมจะเข้าใจว่า ประสิทธิภาพของประภัสรา มันก็คือการรวมความสะอาดของ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา รวมเป็นประภัสรา ท่านแปลในพระไตรปิฎก ประภัสราว่าผ่องแผ้ว ปริโยทาตา ว่าผุดผ่อง ซึ่งถ้าไม่ขยายความแล้วก็จะคิดว่าเหมือนกัน ก็เวลาผุดผ่อง มันผ่องก็แค่ผุดขึ้นมา แต่ผ่องแผ้วนี้มันผ่องแล้วมันแผ้ว มันก็สะอาดมากินขึ้นจริงไหมล่ะ เขาก็ใช้คำถูกเหมือนกันผุดของมันก็เริ่ม ผุดขึ้นมา แต่นี่มันผุดผ่อง ยิ่งผ่องมากขึ้นก็เลยยิ่ง แผ้วๆๆ แล้วทีนี้จิตที่เป็นอุเบกขาฐาน เป็นจิตฐานนิพพาน ต้องสร้างจิตไม่สุขไม่ทุกข์แล้วก็มีคุณสมบัติอย่างนี้ อาตมาว่าไม่มีใครมาพูดหรอกอยู่ในธาตุวิภังคสูตร อยู่ในพระไตรปิฎกเล่ม 14 ข้อ 690 อาตมาเจออันนี้ ที่จริงอาตมาเจอนี้มันไม่ใช่ภาษาบาลีหรอกเ จอในภาษาไทย พระไตรปิฎกฉบับภาษาไทยเจอแล้วท่านแปลว่า บริสุทธิ์ ผุดผ่อง อ่อน ควรแก่การงาน ผ่องแผ้ว ท่านแปลบาลี 5 ตัวนี้อย่างนี้ อาตมาก็ไปค้นบาลี ปริสุทธา=บริสุทธิ์ ปริโยทาตา=ผุดผ่อง มุทุ=อ่อน กัมมัญญา=ควรแก่การงาน ปภัสสรา=ผ่องแผ้ว เขาไปแปล มุทุ ว่า อ่อน แต่ที่จริงสภาวะแล้วมันแข็งแรงมันมีทั้งความเร็วและความแข็งแรง เอาไปประกอบกรรมอะไรมันก็ประกอบด้วย อัญญา ปัญญา เป็นธาตุที่เป็นโลกุตระมันก็เป็นการงานที่ดีการงานที่ประเสริฐการงานที่เหมาะที่ควร มีสัปปุริสธรรม 7 มีมหาปเทส 4 อย่างนี้เป็นต้น มันยิ่งดีใหญ่ แล้วยิ่งทำงานจิตยิ่งเป็นอุเบกขา เป็นฌาน 4 จิตยิ่งปภัสสร ไม่ใช่จิตใจจะยิ่งช้าเฉื่อยและนิ่ง ไม่ใช่ แต่มันยิ่งคล่องแคล่ว กายปาคุญญตา จิตปาคุญญตา สู่แดนธรรม..มุทุ ในส่วนที่เป็นเหตุก็มี 9 ประการ
จิตตั้งมั่น ...เมื่อล้างกิเลส จิตที่สะอาดตกผลึก เป็นจิตตั้งมั่น ต้องสะอาดนะ ถึงเอาไปสะสมใส่เซฟไว้ เป็นจิตตั้งมั่นที่สะอาด เพราะฉะนั้นคุณสมบัตินั้นก็จะยิ่งทำให้เกิดองค์คุณทั้ง 9 ลักษณะ 9 ของ ฌานที่เป็นสมาธิพุทธแท้ มีดังนี้ สมาหิเต (จิตเต จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ) ปริสุทเธ (จิตบริสุทธิ์ สุกสกาว ไม่มีอะไรที่จะแอบแฝง) ปริโยทาเต (ผ่องแผ้ว อย่างแข็งแรงอยู่กับผัสสะ) อณังคเณ (ไม่มีกิเลสเครื่องเศร้าหมอง) วิคตูปักกิเลเส (ปราศจากแม้แต่อุปกิเลส ) มุทุภูเต (แววไวด้วยจิตหัวอ่อนดัดง่ายแก้ไขไว ) กัมมนิเย (ควรแก่การงานอันไม่มีโทษ ไม่มีกิเลส) ฐีเต (จิตถึงความตั้งมั่น ) อเนญชัปปัตเต (จิตตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ) ล. 9 ข้อ 131
และจะรู้จักใช้สัปปุริสธรรม 7 ๑. ธัมมัญญูตา (รู้จักทุกองค์ประกอบ) ๒. อัตถัญญูตา (รู้จักเนื้อหาเป้าหมาย) ๓. อัตตัญญูตา (รู้จักตนเอง) ๔. มัตตัญญูตา (รู้จักประมาณจัดสรรสัดส่วน) ๕. กาลัญญูตา (รู้จักกาลสมัย) ๖. ปริสัญญูตา (รู้จักหมู่กลุ่มบริษัทอื่น) . ๗. ปุคคลปโรปรัญญูตา (รู้จักบุคคลอื่น) (พตปฎ. เล่ม ๒๓ ข้อ ๖๕)
มหาปเทส 4 1. สิ่งใดที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า สิ่งนี้ไม่ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย 2. สิ่งที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า สิ่งนี้ไม่ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควรแก่เธอทั้งหลาย ๓. สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า สิ่งนี้ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย 4. สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า สิ่งนี้ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควรแก่เธอทั้งหลาย. (พระไตรฯ ล.5 ข.92)
มันจะมีแปลกใหม่บ้างเช่นคอมพิวเตอร์นี้จะควรหรือเปล่า เช่นโพธิรักษ์นี้เป็นนักบวชแล้วจะเอาคอมพิวเตอร์นี้มันควรหรือเปล่ามันเป็นสิ่งใหม่ในยุคพระพุทธเจ้าไม่มีแล้วท่านก็ไม่ได้ตรัสไว้ แต่เอ๊ สิ่งที่ควรนะ มาดูข้อ 3 ข้อ 4 ถ้าเราอยู่ในองค์ประกอบใดที่เราจะเอาอันนี้ไปใช้ คอมพิวเตอร์ กับหมู่กลุ่มที่เขาติดเขาถือสามากเลยเราก็ไม่ควรใช้ เพราะมันจะเกิดการทะเลาะกันเปล่า เอาคอมพิวเตอร์ไปใช้กับอันนี้เขาใช้ไม่เป็นแล้วก็บอกว่าไม่เอา อย่างที่อาตมายกตัวอย่าง ในกลุ่มนี้ไม่ให้อ่านแม้แต่หนังสือพิมพ์ อย่าไปว่าแม้แต่คอมพิวเตอร์เลย นี่คือในกลุ่มที่เขาไม่ควร เราอยู่ในกลุ่มนั้นแล้วจะเอาหนังสือพิมพ์ไปอ่านก็โดนเขาก็เอาเท้าเขี่ยแรงๆให้ออกไปเท่านั้นเอง
เราเรียนธรรมะ ที่อาตมาอธิบายไปเป็นสิ่งยาก เป็นโลกุตระเป็นสิ่งยาก ซึ่งแต่พวกเราก็ฟังได้ฟังดีไม่ง่วง ฟังแล้วเกิดอานิสงส์ในการฟังธรรม 5 ประการอีกต่างหาก พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าในยุคต่อไป ในอนาคต ในอาณิสูตร