สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ความจนอันยิ่งใหญ่.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ความจนอันยิ่งใหญ่ มาเข้าสู่ความจนอันยิ่งใหญ่ ขอยืนยันว่าความจนหรือสภาวะจนของมนุษย์เป็นอาการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสังคมมนุษยชาติ ยิ่งผู้ใดเข้าถึงแล้วก็ทำได้พาคนทำได้แล้ว มนุษย์ทำได้แล้วมันจะช่วยคนทั่วโลก เดรัจฉานมันไม่ฉลาดและมันก็ไม่โง่ที่จะแย่งชิงความจนความรวย แต่คนนี่แหละโง่ที่สุดเลยแย่งชิงความรวย แล้วดันไม่เข้าใจว่าความจนนี่มันสูงกว่าความรวย โฮ้!
แบบคนจน การเป็น“คนจน”ที่ไม่ได้กลัว“ความจน”เลย มีแต่ยินดีจะจน เต็มใจจน ตั้งใจมาจน และจนอย่างมีความสุขสำราญ เพราะมีทฤษฎีปฏิบัติอันประเสริฐ คือ มีสัมมาอาริยมรรค องค์ ๘ มีโพชฌงค์ ๗ มีโพธิปักขิยธรรม ๓๗ มีไตรสิกขา มีจรณะ ๑๕ วิชชา ๘ มีวรรณะ ๙ มีกถาวัตถุ ๑๐ มีสาราณียธรรม ๖ พุทธพจน์ ๗ ฯลฯ กระทั่งคนในสังคมนั้นต่างก็มีลาภธัมมิกา แล้วนำมารวมกันกินใช้อาศัยบริโภคในการดำเนินชีวิตเป็น“สาธารณโภคี”อันเป็นเศรษฐกิจขั้นเยี่ยมยอดสุดของสังคมมนุษยชาติ เป็นต้น แม้ในยุคทุนนิยมที่สุดแสนสามานย์ปัจจุบันนี้ ก็สามารถมีสังคมชุมชนที่มีลาภธัมมิกา แล้วนำมารวมกันกินใช้อาศัยบริโภคในการดำเนินชีวิตเป็น“สาธารณโภคี”อันเป็นเศรษฐกิจขั้นเยี่ยมยอดสุดของสังคมมนุษยชาตินี้ได้ เป็นอกาลิโกไม่จำกัดแต่ในยุคพระพุทธเจ้าเท่านั้นจริงๆ เป็นเอหิปัสสิโก ที่สามารถท้าทายให้มาชมความจริงที่เกิดได้เป็นได้นี้กันแท้ๆ คนที่รวยในระบบทุนนิยมรวยเละเทะเลย รวยมากที่สุดเลย และรวยอย่างสุจริตด้วย จะเป็นใครก็แล้วแต่คนเข้าใจเอาเองในสังคมโลกขณะนี้ ในระบบทุนนิยม ต่อให้คุณรวยอย่างนั้น ก็ได้ชื่อว่าเป็นนักเศรษฐกิจที่เลวร้ายมาก เพราะคุณหอบสมบัติไว้กองอยู่ที่คุณ คนอื่นก็อดอยากขาดแคลน ดีไม่ดีแย่งชิงกันจนฆ่ากันตาย บางคนทรมานจนกระทั่งอดทนต่อไปไม่ได้ก็ต้องฆ่าตัวตาย
อ่านต่อ
เพราะทนไม่ได้ อย่างที่ น.ส.ปู แล้วก็หลอกชาวโลกมีลูกแล้วก็ยังบอกว่าเป็นนางสาว เขาก็บอกว่าไม่รู้ คนเขาผูกคอตายเอง ฆ่าตัวตายเอง เขาไม่ใช่ต้นเหตุอย่างนี้ หรือคนสุจริตเลย รวยเละ เอาสมบัติที่คนอื่นเขาจะใช้ไปกองไว้คนอื่นเขาก็ขาดแคลนก็ลำบากจนถึงตาย คุณก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ถ้าคุณสะพัดออกมา คนอื่นๆก็สะพัดต่อ คนอื่นไม่มีการดึงดูดและสามารถเก่งที่จะไปกองไว้แก่ตัวเองได้เขาก็ต้องสะพัดออก หรือคนที่เต็มใจสะพัดออก เขาเอาเก็บไว้ได้แต่ก็ไม่เอาเก็บไว้ สะพัดออก มันก็เฉลี่ยกับคนอื่น เศรษฐศาสตร์สาธารณโภคีหมายความว่าไม่ยึดถือเป็นของตน เอามารวมกันแล้วก็ต่างคนต่างบริหารเพื่อจะแจกจ่ายให้ได้อย่างได้สัดส่วนได้อย่างทั่วถึง มันเป็นสุดยอดของเศรษฐศาสตร์ ในเศรษฐศาสตร์สาธารณโภคีคนยังเข้าใจไม่ค่อยได้ เป็นระบบเศรษฐศาสตร์ที่สุดยอดแล้ว ไม่มีระบบเศรษฐศาสตร์ใดสุดยอดกว่านี้อีกแล้ว ที่เป็นไปได้อยู่นี่ หลายคนฟังที่อาตมาพูดแล้วหมั่นไส้ เพราะว่าพูดเป็นสิ่งที่ดีแล้วดีมันเข้าตัวเอง คนที่ไม่ยอมให้คนอื่นดีกว่าเขา แต่นี่พูดแล้วดีเข้าตัวเองเขาก็จะไม่เชื่อ เขาไม่มีปัญญาก็จะไม่เชื่อ แต่คนที่เชื่อแล้วก็ดีไป ก็ยอมให้ดี เพราะว่าตนเองทำสู้ไม่ได้ แต่คนที่ไม่รู้ ไม่เห็นว่าดีกว่าจริงๆก็ ยังไม่ยอม ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร เขาก็จะเป็นอย่างนั้นอยู่ เพราะฉะนั้นในยุคนี้มีคนเข้าใจทั่วโลก เข้าใจถึงสภาพที่มีน้อยหรือเอาไว้แต่น้อยดีกว่ามีมาก เข้าใจแล้ว แต่กิเลสความเข้าใจของเขาก็ยังหวง เขายังเหนี่ยวรั้งเอาไว้เป็นของตัวของตนหรือพวกของตน ไม่กล้าที่จะ เป็นตัวเองที่ ไม่ต้องมีอลังการ ไม่ต้องมีทรัพย์สินไม่ต้องมีข้าวของ จะอยู่ร่วมกันทุกคนมีสิทธิ์ ใครจำเป็นใครสำคัญที่สมควรก็ให้ก่อน เราไม่ต้อง เราเป็นคนใช้น้อยมีน้อย เปลืองน้อย แต่คนที่ประโยชน์สูงประหยัดสุดได้ แม้มันจะยังไม่ได้ก็พยายาม โดยไม่ได้ทำให้ตัวเองทรมานหรือต้องตาย ตนเองก็ยังเจริญยังเดินทางไปได้ดีอยู่อย่างนี้เป็นต้น จึงเป็นคนที่มีปัญญามีความรู้ความเฉลียวฉลาดที่เข้าใจสัจจะนี้อย่างดีอย่างถูกต้อง ความรู้อันนี้ตอนนี้ทั่วโลกกำลังกระจายขยายไปโดยมีต้นทางอยู่ที่ประเทศไทย ต้นเชื้อต้นรากอยู่ที่ประเทศไทย กำลังเกิดผล สภาพของสนามหลวงซึ่งเป็นสถานที่ที่เป็นองค์รวมพฤติการณ์ มีพฤติการณ์ของสาธารณโภคี ทุกคนมารวมกับส่วนกลางแล้วแบ่งแจก กันไปอย่างยินดีปรีดา ช่วยกันทำงานคนละไม้คนละมือ พฤติการณ์อย่างนี้เหตุการณ์อย่างนี้มันเกิดไม่ได้ง่ายๆ 1 ปีมาแล้วนะ ยังมีบทบาทยังมีพฤติการณ์นี้ ยังมีความเคลื่อนไหวลักษณะเดิมนี้อยู่ เป็นแต่เพียงว่า เก็งกันว่า จบงานนี้ ถวายพระเพลิงเสร็จจบ ก็คงจะปิดสนามหลวง อาตมาขอพยากรณ์ ปิดสนามหลวง คุณปิดให้ตายอย่างไร คนก็จะเข้าไปดูพระเมรุ ทำไว้สะสวย ลงทุนไปเยอะ อาตมาว่าเขาคงไม่ทำลายทันทีหรอก (สมณะฟ้าไทว่า...เขาว่าเอาไว้เดือนหนึ่ง) พ่อครูว่า เขาว่าต้องเอา 5 หาร หารไม่ลงตัวก็ต้องต่อ อาตมาว่ามันน่าเสียดายนะ ทุกคนที่ไปทำทุ่มเทใจเต็มที่ ตามที่สมมุติแต่ละคนแล้วก็ยอมรับกัน ต่างคนต่างช่วยกันตัดสินสร้างสรร มันก็เป็นค่ารวมของการสร้างสรร เป็นค่านิยมของสังคมประเทศไทยว่ามีเป็นศิลปะของไทย สุดยอดของผู้คนของจิตวิญญาณแต่ละคนออกมา ไม่ดูเวอร์ไม่ดูขาด พอดีๆพอเหมาะอย่างนี้แหละ ลีลาไทยเป็นแบบไหนแสดงออกเต็มที่เลยงานนี้ ลีลาไทยศิลปะไทยแบบไหน รับรองว่าไม่เหมือนเฉลิมชัย นั่นเวอร์มากไป หลายนัย อาตมาไม่วิจารณ์ต่อ ปากเขาจัด เดี๋ยวมาด่าเราให้ ก็รู้จักกันดี เฉลิมชัยเป็นรุ่นน้องเยอะ ถวัลย์รุ่นน้องอาตมาสองปีแต่เป็นพี่เฉลิมชัย ในยุคที่เศรษฐกิจสาธารณโภคีจะมาปรากฏ ไม่ใช่จะมาหรอก พวกชาวอโศกได้สร้างสาธารณโภคีตามรอยพระยุคลบาทของพระพุทธเจ้า และพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทำกันมาแล้ว ซึ่งเป็นสุดยอดของเศรษฐศาสตร์ ที่นักเศรษฐศาสตร์ของโลกไม่ว่ายุคไหนก็แล้วแต่ ไม่ได้เข้าใจง่ายๆ แต่ถ้าคุณจะไม่มีตัวมีตนแล้วอยู่คนเดียวนั้น คุณตายแห้งอย่างเขียดมันเป็นไฟท์บังคับที่คุณจะต้องไปอยู่กับหมู่ แล้วจะมีของส่วนกลางเรียกว่าสาธารณโภคีแล้วกินใช้ร่วมกันสร้างสรรร่วมกัน โดยกฎเกณฑ์ของศีลสามัญญตา ทิฏฐิสามัญญตาชัดเจน นี่คือทฤษฎีของพระพุทธเจ้าที่ดิ้นไม่ได้เลยเป็นไฟต์บังคับ เป็นภาคบังคับที่จะต้องเป็นเช่นนี้ ใครจะไปโดดเดี่ยวทำเป็นออกข้างนอก อย่าเลยอย่ามาอวดดีเลย ต้องอยู่กับหมู่ เพราะฉะนั้น แม้แต่ในชาวอโศก อย่างอโศกสัมปวังโก เขามาอยู่กับชาวอโศก เขายังถือว่าหมู่มวลเป็นหนึ่ง ธรรมดาเขาจะชอบอยู่คนเดียว ไม่เคยมาสูงสิงกับใครเท่าไหร่หรอก คมของเขาอยู่คนเดียว คนนี้คมในฝัก ต้องเอาออกจากฝักมาหั่นผักพืชบ้าง อยู่ในฝักบางทีสนิมขึ้นนะ ออกมากับหมู่ฝูงบ้าง ไปตามลำดับ อธิบายโดยเอาบุคคลจริงมายกตัวอย่าง คนที่อวดดี ออกมาสู่หมู่มากๆตนเองก็ตายได้ เกินตัวเองก็ไม่ดี ผู้ที่มาช่วยสร้างให้เกิดลาภโดยธรรม แล้วก็มารวมกัน เศรษฐกิจทุนนิยม เศรษฐกิจถึงขั้นสาธารณโภคีแบบของพระพุทธเจ้านี้ มันอาศัยคน คนเป็นนักสร้าง และคนนี้แหละ เป็นคนที่รู้จักความพอเหมาะ ที่ประโยชน์สูงประหยัดสุด ได้ยิ่งกว่าสัตว์ใดๆ สัตว์ใดๆก็สู้คนไม่ได้ตรงที่สร้างประโยชน์ คนนี่สร้างประโยชน์ได้มาก ท่านมีความฉลาดที่สามารถสร้างประโยชน์โดยให้ประหยัด ได้อย่างสูญเสียน้อยที่สุด จึงมีความรู้ หรม.ครน.ได้อย่างเยี่ยมที่สุด เป็นปฏิภาคทวีได้มาก อย่างไอน์สไตน์บอกว่า E=mc 2 แต่นี่อาตมาว่า E=mc 2 +A แล้วทุกวันนี้อาตมาพามาเติม E=C(mc 2 +A) จะมีพลังงานอัตราการก้าวหน้าที่สูงสุดแล้ว ทำพิสูจน์ C โดย สร้าง Coefficient x mc 2 +A ตัว A นี้มีค่ามากกว่าmc 2 A = A+A+A+A+A forever infinity +A บวกกับmc 2 แล้วคูณกับ C ข้างนอกอีก C มันเป็นตัวที่มี Kinetic Dynamic แล้วมีตัวแปรที่เสริมไปในฐานะตัวคูณไม่ใช่ตัวบวกด้วยนะ ดีนะไม่เอายกกำลัง มันหนักกว่าคูณแต่แค่คูณนี่ก็ใช้ไปอีกเป็นล้านกัปป์ ก็ช่วยมนุษยชาติไปได้ตลอด ในยุคพระพุทธเจ้าการมีลาภโดยธรรม(ลาภธัมมิกา)แล้วนำมารวมกินใช้อาศัยบริโภคในการดำเนินชีวิตเป็น“สาธารณโภคี”นั้น เป็นได้แค่เฉพาะในหมู่นักบวชหรือสงฆ์เท่านั้น เพราะในยุคนั้นประชาชนคนทั้งหลายยังไม่มีสิทธิเสรีภาพสัมบูรณ์ เพราะคนทั่วไปทั้งหลายก็ยังไม่มีความรู้เรื่องสิทธิเสรีภาพนี้ อีกทั้งสังคมยังเป็นสังคมทาส และเป็นสังคมสมบูรณาญาสิทธิราชด้วย จึงเป็นสาธารณโภคีได้แค่เฉพาะในหมู่สงฆ์ สังคมชุมชนฆราวาสจะทำให้เกิด“สาธารณโภคี”ยังไม่ได้ เป็นลักษณะคนจนหนังเหนียวอย่างชาวอโศกมีอะไรจะมาฟันก็ฟันไม่ได้ เป็นอจินไตยที่เป็นสัจจะ ผู้ที่มีคุณธรรมคุณวิเศษที่สมบูรณ์จริงๆแล้ว ถึงขั้นแล้วอย่างอาตมาพิสูจน์ผ่านมาแล้วอาตมาถึงหมดความกลัว ไม่กลัวจริงๆ เดินเข้าไปใส่ได้เลย แล้วอันนั้นจะมาไม่ถึง นอกจากมาไม่ถึงแล้วอันนั้นจะแพ้ภัยตัวด้วย ดีไม่ดีอันอื่นรุมด้วย พูดไปแล้วเหมือนท้าทายมันไม่ดีก็พออันนี้ผ่าน สรุปแล้วในยุคที่ยังไม่สมบูรณ์ เพราะเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นสมบูรณ์ด้วยตัวเองเป็นพระเจ้าแผ่นดินยิ่งใหญ่ เป็นตัวเป็นตนอย่างเต็มที่แล้วก็ใช้อำนาจเต็มที่ สังคมที่เป็นแบบนั้นแม้แต่พระพุทธเจ้าก็ยังจํานนทำได้แต่ในชุมชนที่เต็มใจยอมรับ ก็เข้าไปอยู่ในหมู่กลุ่มเป็นนักบวช ใช้ลัทธิใช้กฎระเบียบให้มาจนเหมือนกันได้ แต่ในสมัยนี้มาเป็นนักบวชก็ออกนอกพระธรรมวินัยเห็นแก่ตัวไปหมด อย่างที่เห็นอธิบายไม่ไหว การจัดการเรื่องนี้จึงทำแล้วได้กุศลสูง ก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ของมวลมนุษยชาติทั้งโลก ถ้าใครทำ อย่างพันตำรวจโทพงศ์พรทำเต็มที่เลย เป็นโอกาสที่ดีที่สุด ทำแล้วจะเป็นกุศลที่ดีงาม เราไม่อยากได้กุศลแต่มันเป็นสัจจะที่ควรทำอย่างยิ่ง ทำตามควรเลยไม่มีปัญหามาก มีแต่ปัญญา รู้ชัดเจนให้ดีก็แล้วกัน ยุคโน้นหมดไป สังคมที่มีความยึดถือแบบนั้นหมดไป แต่ยุคนี้เป็นยุคที่คนในประเทศหรือในโลกต่างก็มีสิทธิเสรีภาพสัมบูรณ์ อีกทั้งไม่มีความเป็นทาสกันแล้ว สมบูรณาญาสิทธิราชก็หมดสิ้นไปแล้ว สังคมฆราวาสและสงฆ์จึงสามารถเป็นสังคมสาธารณโภคีได้ทั้งหมู่บ้านสังคมชุมชน ไม่แยกหมู่บ้าน ไม่แยกวัด ไม่แยกโรงเรียน บ้าน-วัด-โรงเรียนสัมพันธ์กันเป็นหนึ่งเดียว คุณเข้าใจด้วยปัญญาก็จะมา แล้วมาปฏิบัติให้ได้ จิตของคนเป็นได้จริง คุณจะรู้เองเป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิ ใครอื่นมารู้แทนเราไม่ได้ ใครอื่นมาเชื่อแทนเราไม่ได้ เราเองเชื่อเองพอใจเอง รู้รสชาติเองมันเป็นอย่างนี้จริงหนอ สิ่งที่เป็นสัจจะอันนี้จึงเป็นสุดยอดในยุคนี้ ยุคนี้อาตมาถึงมีเรี่ยวแรงแม้จะอายุมากก็พยายามจะมีเรี่ยวแรงต่อไปอีก ก็อยากจะชมบารมีของสังคมชนิดนี้ ที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ได้ตรัสรู้ธรรมได้ อาตมาก็อยากชมนะมันสุดยอดจริงๆ สังคมแบบนี้มีแล้วมีการรวมกลุ่มกันแล้วมีพลังงานที่เป็นสเตตัสแล้ว มีพลังงานที่เป็นพลังงานสอง Static Dynamic และมี Kinetic เป็นพลังงานเสริมอีก เกิดโรงเรียนเกิดเป็นวิทยาลัยเป็นตักสิลา ซ้อนในนี้สามเส้า มีสังคมบ้านวัดโรงเรียน เป็นบวรเกิดในสังคมหมู่บ้าน ไม่แยกหมู่บ้านไม่แยกวัดไม่แยกโรงเรียนด้วย บ้านวัดโรงเรียนมีสัมพันธ์กันเป็นหนึ่งเดียวเป็นเอกีภาวะ แต่มีรอยตัดขาดที่เป็นระบบระเบียบ ไม่ใช่ปนเปเคออสแบบไม่ได้ส่ำ แต่เป็น chaos ของปัญญาชน คนไม่รู้ก็ดูว่ายุ่งชิบหาย เขาปรามาสว่าอีกหน่อยจะมีลูกเณรหลานเณรเกิด เพราะว่านี่สหศึกษาสหสังคม เขาก็เพ่งกันว่าอยู่อย่างไม่มีที่กั้นเลย เดี๋ยวมีลูกเณร ลูกชี วุ่น แต่เราก็พิสูจน์มา 30 40 ปีแล้ว เขาคาดพยากรณ์เอาไว้เดาเอาไว้ มันน่ากลัวน่ะจริง เขารู้ตัวว่าแบบเขาถ้าปล่อยให้เป็นสหศึกษาแบบนี้เละเทะแน่ ขนาดแยกกันอยู่เขาก็ยังเละเทะเลย ของเรามันเป็นจิตวิญญาณที่ได้ละล้างกิเลสกาม กิเลสอัตตา 2 อย่างนี้แหละ ได้ล้างกันจริง มันไม่มีพลังงานกาม พลังงานอัตตาที่สูงจนกระทั่งบังคับไม่ได้ กดข่มไม่ได้ต้องปล่อยออกแล้วต้องระเบิดไม่ใช่ ตัวเราเองไม่มีมากจนกดข่มได้ ยิ่งไม่มีในตนก็ไม่ต้องกดข่มดึงอะไร สัจจะมันเป็นเช่นนั้น สัจจะของคนกิเลสน้อยหรือคนไม่มีกิเลส มีหิริโอตตัปปะ มีความละอาย มีความกลัว ไม่แสดงออกในสิ่งไม่ดีงาม อย่างไรก็กดข่มไว้ได้ มันจึงไม่เกิดการเละเทะ รักษาเอาไว้นะ อย่าให้อาตมาขายหน้า ช่วยอาตมาหน่อย ถึงอย่างไรพวกเราก็มีปัญญาในตัวเองรู้ดีว่าไม่ทำหรอก เราไปทำเราก็เละก็เสื่อม เรื่องอะไร เจตนามาฯไม่ได้บังคับมีอิสระเสรีภาพ ใครจะมาก็มาเอง มาเอาเองแล้วจะมาเอาอะไร เอาดีหรือมาเอาไม่ดี ก็มาเอาดี แต่ถ้ามาเอาไม่ดีในนี้ก็บาปซ้ำซ้อน คนอื่นมาเอาดีหมด แต่คุณมาเอาไม่ดี ก็บาปมาก ซึ่งสังคมชุมชนที่ดำเนินชีวิต“แบบคนจน”อันเป็นเศรษฐกิจถึงขั้น“สาธารณโภคี”กันได้นี้เป็นเครื่องชี้วัด ความเจริญประเสริฐของคนและสังคมในโลก ถ้ามนุษย์ในสังคมใดสามารถดำเนินชีวิตกันถึงขั้น“สาธารณโภคี”ได้ ก็จะอยู่กันอย่าง“บวร”คือ บ้านของฆราวาสก็ดี วัดอันเป็นที่อยู่ของนักบวชก็ดี โรงเรียนอันเป็นสถานศึกษาของเด็กนักเรียนและผู้ใหญ่สมาชิกหมู่บ้านก็ดี ต่างอยู่ร่วมกัน ช่วยกันดำเนินความเป็นอยู่ของบ้านของวัดของโรงเรียนไปด้วยกันทุกคน บ้านวัดโรงเรียนเจ้าอยู่กันอย่างสนิทเนียน มีการกระทบกันอย่างไม่ใช่ไม่เจริญ แต่กระทบกันอย่างเจริญ ทั้งพฤติกรรมพฤติการณ์ นอกจากนั้นก็มีวัตถุที่ใช้ร่วมกันส่วนกลาง แยกส่วนตัวเป็นส่วนน้อย ไม่เปลืองผลาญ แต่ส่วนใหญ่จะอยู่กับส่วนรวม ไม่ใช่แยกไปต่างคนต่างเป็นของกูตัวกู หอบเอาไว้เท่าไหร่ก็ไม่พออย่างสังคมทั่วไป คนอื่นขาดแคลนหมด อาตมาอธิบายไปแล้วคนอื่นเขาก็คงจะเข้าใจ แต่กิเลสมันมีฤทธิ์ดึงเขาไว้ คนที่อยู่อย่างชาวอโศก สาธารณโภคีที่จริง จึงเป็นบวรมีสามเส้า 1. สังคม 2. การศึกษา 3. คุณธรรม สามเส้านี้ สังคมไหนในโลก โลกไหนก็แล้วแต่ อันนี้ จะเกิดการปฏิสัมพันธ์มีการสังเคราะห์สังขารกันอยู่อย่างที่สุดยอดเลย ทั้งหมู่บ้านเป็นเหมือนกับบ้านหลังเดียวกัน จะมีบ้านหลังนั้นหลังนี้ก็แล้วแต่ แต่มันเหมือนกับบ้านหลังเดียวกัน คนใช้ร่วมกันกินอยู่ร่วมกันสร้างสรรค์ผลผลิตก็เอามาเป็นของส่วนกลางหมด หมู่บ้านชุมชนนี้ดำเนินการอยู่อย่างสาธารณโภคี ทั้งที่ดินทั้งวัตถุสมบัติข้าวของต่างๆล้วนเป็นของส่วนรวม ไม่ใช่แยกกันต่างคนต่างอยู่ ยึดของตัวของตน อย่างสังคมสามัญคนทั่วไปทั่วโลก แต่เป็นสังคม“บวร”ที่ต่างมีชีวิตดำเนินอยู่ร่วมกันผสมผสานกันอย่างเป็นระบบระเบียบสนิทเนียน ทั้งหมู่บ้านเหมือนบ้านหลังเดียวกัน ผู้คนในบ้านอยู่ร่วมกัน ใช้ร่วมกัน กินอยู่ร่วมกัน ปลูกสร้าง ผลิตผลขึ้นมาเป็นสมบัติส่วนกลางกันทั้งหมด หมู่บ้านชุมชนที่ดำเนินกันอยู่อย่าง“สาธารณโภคี”และดำรงการเป็นอยู่ของชีวิตจริงที่ไม่ใช่ละครหรือการแสดงชั่วครั้งชั่วคราว แต่เป็นชีวิตจริงสังคมจริงของคนที่สมัครใจมาอยู่ร่วมกันมีชีวิต“สาธารณโภคี”ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ แม้แต่ในยุคของสังคมทุนนิยมที่ยึดตัวยึดตน สะสมของตัวของตนจัดจ้านอยู่ชัดๆในปัจจุบันสมัยนี้ ก็ยังมีสังคมชุมชน“สาธารณโภคี”ที่เกิดได้เป็นได้จริงในโลก จึงเป็น“ปรากฏการณ์ที่ประกอบด้วยคนพิเศษที่เป็นสังคมยอดเยี่ยมมหัศจรรย์อันเป็นลักษณะสังคมจริงที่ใครๆต่างก็สามารถสัมผัสได้ยืนยันความจริงนี้ได้”(phenomenal) ซึ่งเป็นปรากฏ การณ์ที่แปลกประหลาดมากๆ ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในสังคมมหาโฉดเน่าสมัยนี้ โดยเฉพาะเป็น“สาธารณโภคี”อันเป็นชีวิตจริงปฏิบัติอยู่ประจำในชีวิตจริงของสังคมคนจริงที่สามารถเป็น“สาธารณโภคี”อยู่ในสังคมฆราวาสยุคนี้แท้ๆ แม้ในยุคพระพุทธเจ้า“สังคมฆราวาส”ก็ยังเป็น“สาธารณโภคี”ไม่ได้ มีได้เป็นได้แต่สังคมสงฆ์สังคมนักบวชเท่านั้นที่เป็น“สาธารณโภคี” แต่ยุคนี้ชาวพุทธกลุ่มหนึ่งนำคำสอนที่เป็นทฤษฎี“สาธารณโภคี”ของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติกันได้สำเร็จ นั่นคือ เป็นสังคมที่มีคนทั้ง“หมู่บ้าน” ในชุมชนต่างประพฤติปฏิบัติตนตามพุทธพจน์ดังกล่าวนั้นอย่างเป็นจริง ๑ มีทั้ง“วัดหรือความเป็นศาสนา”ที่มีนักบวชชายนักบวชหญิง และมีทั้งฆราวาสต่างใช้ชีวิตอยู่รวมกันแต่ต่างทำหน้าที่อันเป็นฐานะของตนๆแต่ละฐานะอย่างมีระบบระเบียบด้วยการประพฤติ“โพธิปักขิยธรรม ๓๗”กันทั้งนักบวชทั้งฆราวาส ซึ่งผสมผสานกันอยู่ชนิดที่ตรวจสอบคำสอนของพระพุทธเจ้าให้ตรงตามพระไตรปิฎกสัมมาทิฏฐิกันจริงๆ โดยไม่แยกชีวิตความเป็นอยู่ต่างคนต่างอยู่ต่างหาก แล้วก็ต้องเรี่ยไรเงิน หรือหาเงินจากฆราวาสมาบำรุงวัด เหมือนสังคมพุทธส่วนใหญ่ที่แยกวัดแยกฆราวาสกันคนละสัดส่วน แต่ทั้งวัดทั้งหมู่บ้านของคนชุมชนที่ว่านี้อยู่ร่วมกันผสมผสานกันเป็น“บวร” บริโภคอย่าง“สาธารณโภคี”ได้จริงๆ นี่คือนัยะของความเป็น“วัด”ที่สังคมชุมชนนี้สามารถทำได้เป็นได้ แม้ในสังคมทุนนิยมสามานย์ยุคนี้ จะมีความเป็นอินทรีย์พละ ศรัทธาวิริยะสติสมาธิปัญญา พลังงานที่เรียกว่าศรัทธาในมนุษย์ เป็นความเชื่อ พลังงานวิริยะ พลังงานสติ พลังงานที่เป็นสมาธิเป็นอย่างไร พลังงานแต่ละตัวก็เป็นของแต่ละตัวไม่เหมือนกัน ยิ่งเป็นปัญญา ห้าคำนี้ไม่ได้เหมือนกันเลยแต่ว่าส่งเสริมสอดคล้องกัน จึงเกิดพลังงานอินทรีย์ E คือ Energy สูงส่ง รู้ความควรไม่ควรซื่อสัตย์ไม่เล่นเล่เหลี่ยม ซื่อสัตย์สุจริต ตรงไม่มีเล่นลิ้น สุดประเสริฐที่เป็นพลังงาน 5 ที่ยิ่งใหญ่ ยิ่งเป็นพลังงานที่เต็ม อินทรีย์เป็นพละเป็นผลรวมครบบริบูรณ์เรียกว่าพละ 5 มันเป็นการแสดง ชี้บ่งบอกถึงคุณสมบัติของมนุษยชาติที่มีพลังงาน Energy Power Authority ก็ตาม จะเกิดผลแก่มนุษย์ อย่างไม่มีตัวตนไม่มีส่วนทวงบุญคุณแฝง เป็นสุดยอดแห่งความรู้สุดยอดแห่งความจริง ที่มนุษย์พึงจะทำได้ ผู้รู้จริงอย่างพระพุทธเจ้าเอามาประกาศไว้ อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ เอามาดำเนินสืบสานพาทำต่อ พิสูจน์ยืนยันกับโลก ในโลกยุคที่มีความเฉลียวฉลาดมากที่จะรับรู้สิ่งนี้ได้ อาตมาถึงมีกระจิตกระใจ เพราะทำไปแล้ว แน่นอนโลกเขารู้เขาเห็นได้ แต่ตอนนี้เรายังดีไม่มากพอ มาช่วยกันทำดีให้มากขึ้น เราทำดียังไม่ได้ดีเพราะทำดียังไม่มากพอ เพราะฉะนั้นยังไม่ต่อว่าใครเลย ตั้งหน้าตั้งตาทำที่ดีในให้ตรง ให้เต็มที่ทำไปๆเลย ในขณะที่ทำเรามีพร้อมอยู่แล้วทั้งสังคมทั้งโรงเรียน และคุณธรรมที่ช่วยกำกับสามเส้าและมีทั้ง“ความเป็นโรงเรียน”ที่ศึกษาอย่างมี“ศีลเด่น-เป็นงาน-ชาญวิชา”ด้วยอีก ๑ อยู่ร่วมกันอย่างสนิทเนียน ที่ซึมซับแก่กันและกัน ถ่ายทอดถ่ายเทซึมลึกสัทธรรมอันประเสริฐของพระพุทธเจ้า ที่ลึกซึ้งสำคัญยิ่งคือมี osmosis กันอยู่ตลอดเวลา เพราะความสนิทเนียนของ“บ้าน-วัด-โรงเรียน”ที่สนิทสนมกลมกลืนกันด้วยทฤษฎีต่างๆของพระพุทธเจ้ามีสัมมาทิฏฐิแท้จริงนั่นเอง จึงมีผลเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมให้เห็นได้สัมผัสได้จริงอยู่โต้งๆแท้ๆหลัดๆ ณ ปัจจุบันกาล ยืนยันความเป็นได้มีได้อยู่อย่างล้ำหน้าชาวชนส่วนใหญ่สมัยนี้ เพราะเป็นสังคมที่สัมมาทิฏฐิจริงๆ คนในสังคมนี้จึงมีชีวิต“คนจน”ผู้เป็นอยู่อย่างสุขสำราญ อาจจะมีในพวกเราใครยังไม่สุขสำราญยกมือขึ้น...ไม่มีเลย อาตมาเดาผิดนะนี่ค่าของความสุขสำราญนี้มันเป็นค่าที่หาค่าไม่ได้ ถ้าเราบำเรอกิเลสก็ต้องแสวงหาไม่สุขสำราญ แต่นี่เราไม่ต้องบำเรอกิเลสแล้วก็เบาสบาย ไม่ต้องเป็นทาสกิเลสแล้วมันเบาสบายมากเลย เรามาเป็นผู้ตื่น ผู้เบิกบานใจ เรียกว่า“พุทธ”กันได้แท้ แม้จะเป็น“คนจน” ไม่กลับไปเป็นคนรวยอีกแล้ว ตั้งใจดำเนินชีวิตอยู่อย่าง“คนจน” แม้จะมีบ้างบางคนที่ยังจนไม่ลง ยังจนไม่ได้ แต่มีน้อย ซึ่งต่างก็พยายามฝึกฝนอบรมตนให้เป็นคนผู้มีจิตใจที่“กล้าจน-มักน้อย-ใจพอ(สันโดษ)ทว่าสร้างสรรขยันเพียร(วิริยารัมภะ)-ไม่สะสม(อปจยะ)”ตาม“วรรณะ ๙-กถาวัตถุ ๑๐-สาราณียธรรม ๖ พุทธพจน์ ๗”เป็นต้น เป็นมาตรวัด ตรวจสอบกันได้จริงๆ ซึ่งคนพวกนี้ต้องสัมมาทิฏฐิจริงๆ จึงจะสัมมาปฏิบัติ ให้เกิดสัมมาปฏิเวธได้มรรคผลตามพระวจนะ สังคม“คนจน”ที่เจริญด้วยเศรษฐกิจบุญนิยม ที่สูงสุดถึงขั้นสาธารณโภคีนี้ เป็นสังคมคนที่ยืนยันการสร้างเศรษฐกิจให้แก่สังคมประเทศชาติอย่างสูงส่งแท้จริง ที่แม้นักเศรษศาสตร์ หรือปราชญ์ทางเศรษฐศาสตร์ทุนนิยม จบด็อกเตอร์ โพสด็อกเตอร์ขั้นไหน ก็ยังเข้าใจความเป็น“เศรษฐกิจ”แบบคนจนนี้ไม่ได้ง่ายๆ ถ้าขืนมีแต่“ความฉลาด”แบบ“เฉโก”เต็มหูเต็มหัวปานใดๆก็เถอะ หากยังไม่เกิด“ปัญญา”อันเป็น“ความฉลาด”เฉพาะของศาสนาพุทธแท้ๆนี้เท่านั้น ก็ไม่สามารถจะหยั่ง“รู้รสอันแสนวิเศษ”ของ“ความจนอันประเสริฐสูงสุด”ที่เป็นของ“คนโลกุตรภูมิ”ได้เป็นอันขาด
สมณะฟ้าไทสรุป...พ่อครูเป็นโพธิสัตว์ทำหัวเชื้อขยายตัวแก่พวกเราได้ ยุคนี้เป็นยุคปัญญาทำได้ 601015_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ แบบคนจน ตอน1